- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู่โต้วหลัว พลิกชะตาจักรพรรดิเงินครามผู้เย็นชา
- บทที่ 19 ทักษะวิญญาณ: ลมหายใจปรมาณูสุดขั้ว
บทที่ 19 ทักษะวิญญาณ: ลมหายใจปรมาณูสุดขั้ว
บทที่ 19 ทักษะวิญญาณ: ลมหายใจปรมาณูสุดขั้ว
“ท่านย่าครับ ผมอยากจะประลองกับอสูรหมีมนตราหยินหยางตัวนี้ตามลำพัง!” จวงซิงอวี่ทอดสายตามองไปยังหมีผู้กล้าหาญเบื้องหน้า มันเป็นเพียงสัตว์วิญญาณอายุหกร้อยปี ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ กลับไม่มีความคิดที่จะหลบหนี ทั้งยังมีปัญญาอาจหาญหยัดยืนขึ้นพร้อมกับแผดเสียงคำรามลั่น
สำหรับหมีเช่นนี้ จวงซิงอวี่ตัดสินใจที่จะยึดมั่นในคุณธรรมแห่งนักสู้ ลงมือด้วยตนเอง และใช้ “ความเมตตา” ในการสั่งสอน โดยการผ่าร่างมันออกเป็นสองซีกเพื่อเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุด
แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญคือการมีท่านย่าคอยคุมเชิงอยู่ข้างกาย ย่อมไม่มีอันตรายใดๆ กล้ำกราย และเขายังสามารถฝึกฝนสัญชาตญาณการต่อสู้ของตนเองได้อีกด้วย
“ได้ หากเจ้าประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้ ให้รีบถอยออกมาทันที” มู่อิ๋งหยุนเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งทำให้นางรู้สึกว่า ด้วยวิญญาณยุทธ์คู่ของหลานชาย อาณาเขตแต่กำเนิดทั้งสองสาย ประกอบกับการเฝ้าดูของนางเอง ต่อให้เขาไม่สามารถเอาชนะได้ก็ไม่มีอันตรายใดๆ จึงนับว่าคุ้มค่าที่จะให้เขาลองดูสักตั้ง
จวงซิงอวี่เปิดใช้งานวิญญาณยุทธ์เสือดาวหยินหยางสุดขั้วในทันที ร่างกายของเขาพลันขยายใหญ่ขึ้นถึงสองเท่า ฝ่ามือหนาหนักขึ้นพร้อมกับกรงเล็บอันแหลมคมที่เผยออกมา ทั่วทั้งร่างปลดปล่อยระลอกคลื่นกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณออกมาไม่ขาดสาย
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้ อสูรหมีมนตราหยินหยางก็ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ เห็นได้ชัดว่าการกดขี่ทางสายเลือดอันมหาศาลได้ก่อตัวขึ้นต่ออสูรหมีมนตราหยินหยางแล้ว
หลังจากนั้นทันที อาณาเขตแต่กำเนิดทั้งสองสายก็เปิดใช้งานทับซ้อนกัน เข้าโอบล้อมจวงซิงอวี่และอสูรหมีมนตราหยินหยางเอาไว้ กลิ่นอายของจวงซิงอวี่เพิ่มพูนขึ้นอย่างเด่นชัด ในขณะที่กลิ่นอายของอสูรหมีมนตราหยินหยางกลับลดถอยลงไปไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าอสูรหมีมนตราหยินหยางตั้งท่าเตรียมพร้อมแล้ว เจตจำนงแห่งการต่อสู้ก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นในดวงตาของจวงซิงอวี่ เขาเตรียมพร้อมที่จะโผทะยานเข้าปะทะเพื่อเปิดศึกดวลเดือดตรงๆ การฝึกฝนเคี่ยวกรำร่างกายมานานหลายปีของเขาจะต้องไม่สูญเปล่า
ทว่าในจังหวะที่จวงซิงอวี่และอสูรหมีมนตราหยินหยางกำลังจะพุ่งเข้าหากันน้ันเอง อสูรหมีมนตราหยินหยางกลับหยุดชะงักลงดื้อๆ มันหมุนตัวกลับแล้วโกยอ้าวสี่เท้าใส่เกียร์หมาหนีไปทางด้านหลัง การประสานทักษะอันลื่นไหลนี้ทำเอาจวงซิงอวี่ถึงกับยืนอึ้งตาค้างไปชั่วขณะ
พับผ่าสิ เมื่อครู่ยังทำท่าทางอวดดีตั้งท่าดิบดี ทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่จะหาจังหวะวิ่งหนีในตอนนี้เนี่ยนะ! มิน่าเล่าในอดีตฉือโหยวถึงได้พ่ายแพ้ในศึกปราบจั่วลู่ จวงซิงอวี่มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าต้องเป็นเพราะอสูรกลืนเหล็กวิ่งหนีไปในชั่วพริบตาสำคัญของการต่อสู้ระหว่างฉือโหยวและจักรพรรดิเหลืองอย่างแน่นอน เพราะอย่างไรเสีย อสูรหมีมนตราหยินหยางและอสูรกลืนเหล็กต่างก็จัดอยู่ใน 【สกุลแพนด้ายักษ์】 ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน!
“จะหนีไปไหน!” จวงซิงอวี่รีบพุ่งทะยานไล่ตามไปในทันที
อย่าได้เห็นว่าอสูรหมีมนตราหยินหยางมีรูปร่างกลมป้อมอ้วนฉมึนเชียว เพราะความเร็วในการวิ่งหนีของมันนั้นไม่ได้ช้าเลยแม้แต่น้อย
เจ้าหนี ข้าไล่ตาม เจ้าไม่มีวันหนีพ้นหรอก!
ด้วยการอาศัยผลลัพธ์ของอาณาเขตที่ช่วยลดทอนพลังของอสูรหมีมนตราหยินหยางและช่วยเพิ่มพูนพลังให้แก่ตัวเขาเอง ไม่นานนักเขาก็ไล่ตามมันจนทัน เขาทำการสับเปลี่ยนวิญญาณยุทธ์มาใช้ไม้บรรทัดวัดนภาหงเหมิง ก่อนจะตวัดฟาดฟันคลื่นพลังไม้บรรทัดเข้าใส่ลำคอของมัน บาดแผลนั้นระเบิดออกจาภายในสู่ภายนอก นี่คือการผสานรวมของพลังแห่งมิติอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกปลดปล่อยผ่านไม้บรรทัดวัดนภาหงเหมิง ซึ่งเป็นวิญญาณยุทธ์ที่มีคุณลักษณะทางมิติอวกาศอยู่แล้ว ทำให้อานุภาพของมันทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว
คมพลังตัดผ่านเส้นเลือดใหญ่ ลำแสงโลหิตพุ่งทะยานพวยพุ่งออกจากลำคอของอสูรหมีมนตราหยินหยางสูงถึงครึ่งเมตรในทันที
นี่ไม่ใช่คลื่นพลังไม้บรรทัดธรรมดา ทว่ามันคือ “วิชาชักไม้บรรทัดทลายสวรรค์” ที่เขาทำความเข้าใจขึ้นมาในขณะที่ศึกษาเคล็ดวิชาของสำนักชิงอวิ๋น! วิถีแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่นั้นเรียบง่าย ด้วยการฟาดฟันไม้บรรทัดเพียงหนึ่งครั้ง ย่อมไม่มีศัตรูคนใดที่ไม่สามารถสยบได้ หากมี ก็แค่ฟาดฟันลงไปอีกสักครั้ง
อันที่จริงแล้ว ไม้บรรทัดและกระบี่นั้นมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน และวิชากระบี่มากมายก็สามารถนำมาปรับใช้กับไม้บรรทัดได้เช่นกัน จงจำไว้ว่า สามพันวิถีล้วนนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน หากมีกระบี่อยู่ภายในใจ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายย่อมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ได้ทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีพ้น อสูรหมีมนตราหยินหยางจึงตัดสินใจสู้ตายมันหยัดยืนอยู่กับที่ พลางเชิดหัวขึ้นเล็กน้อย อ้าปากเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม พร้อมกับควบแน่นพลังงานมหาศาลไว้ภายในช่องปาก จากนั้น อสูรหมีมนตราหยินหยางก็อ้าปากออกแล้วปลดปล่อยลำแสงพลังงานสูงเข้าใส่จวงซิงอวี่
ฉิบหายแล้ว ลมหายใจปรมาณู! ยายแก่นี่ไปเรียนรู้วิชานี้มาจากไหนกัน? หรือจะเป็นการกลายพันธุ์ของพลังวิญญาณ?
ทว่าจวงซิงอวี่หาได้หวาดกลัวไม่ เขาหมุนตัวกลับพลางเปิดใช้งานท่าไม้ตายก้นหีบของอาณาจักรมหาบุญญาธิการหงเหมิง “เคลื่อนย้ายดวงดารา” ในทันที สะท้อนลิมหายใจปรมาณูนั้นกลับไปเล่นงานอสูรหมีมนตราหยินหยางเอง
อสูรหมีมนตราหยินหยางได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นศัตรูที่สามารถสะท้อนการโจมตีกลับมาได้ สมองของมันถึงกับส่งเสียงวิ้งๆ ด้วยความมึนงง “นี่มันวิชาอะไรกัน? ท่านแม่ไม่ได้สอนวิชานี้ให้ข้านี่! เหตุใดข้าถึงโจมตีใส่ตัวเองได้?” ทว่า ลมหายใจปรมาณูย่อมไม่เปิดโอกาสให้มันได้มีเวลาคิดทบทวน
ท่าไม้ตายสังหารเต็มกำลังของอสูรหมีมนตราหยินหยางพุ่งเข้ากระแทกใส่ตัวมันเอง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของอสูรหมีมนตราหยินหยางถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นลอยไปไกลหลายสิบเมตร ก่อนจะร่วงลงไปกระแทกเข้ากับต้นไผ่กระบี่อายุเก้าสิบปีถึงห้าหกต้น พลังงานไอออนประสิทธิภาพสูงมหาศาลเข้าชำระล้างทั่วทั้งร่างของอสูรหมีมนตราหยินหยาง มันกระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมากในทันทีและนอนแน่นิ่งไป ส่วนสัตว์วิญญาณประเภทดอกไม้และต้นหญ้าอายุร้อยปีโดยรอบก็พลอยได้รับผลกระทบจนตกอยู่ในสภาพปางตาย ใบเหี่ยวเฉาลู่ลงดิน
กลิ่นอายของเนื้อย่างโชยชายมาตามลม ทว่าเนื้อชิ้นนี้กลับไม่สามารถนำมารับประทานได้ เพราะมันปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี แม้ว่าจะสามารถใช้พลังวิญญาณคอยกัดเซาะและขจัดมันออกไปได้ ทว่ามันก็ยังคงมีความอันตรายอยู่ดี
โชคดีที่สิ่งนี้ถูกปลดปล่อยออกมาจากตัวของอสูรหมีมนตราหยินหยางเอง ทำให้ภายในร่างกายของมันมีความต้านทานอยู่บ้าง มิฉะนั้นแล้ว มันคงไม่ได้นอนพะงาบๆ อยู่ในสภาพปางตายเช่นนี้ แต่คงจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว
“ซิงอวี่ ทำได้เยี่ยมมาก! ทว่าข้ากลับดูแคลนอสูรหมีมนตราตัวนี้ต่ำเกินไป การโจมตีที่มันปลดปล่อยออกมาในตอนท้ายนั้น เทียบเท่าได้กับการโจมตีเต็มกำลังของสัตว์วิญญาณสายต่อสู้อายุพันปีเลยทีเดียว โชคดีที่อาณาเขตของเจ้ามีความสามารถในการสะท้อนกลับ” มู่อิ๋งหยุนเสวี่ยเอ่ยปากชื่นชมจากทางด้านข้าง
จวงซิงอวี่หยิบกริชสั้นออกมาเล่มหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปเพื่อปลิดชีพและดับลมหายใจสุดท้ายของอสูรหมีมนตราหยินหยาง วงแหวนวิญญาณสีเหลืองเข้มพลันลอยเด่นขึ้นเหนือศีรษะของอสูรหมีมนตราหยินหยางในทันที
จวงซิงอวี่รีบนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น พลางเพ่งจิตปกป้องจุดตันเถียน ควบคุมวิญญาณยุทธ์ของตน และค่อยๆ ชักนำวงแหวนวิญญาณให้ลอยมาอยู่เหนือศีรษะ วงแหวนวิญญาณสีเหลืองเข้มพลันหดตัวลงจนมีความกว้างเท่าช่วงไหล่ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนลงมาโอบล้อมวิญญาณยุทธ์เอาไว้
ในชั่วพริบตานั้น จวงซิงอวี่สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งแรงกดดันที่บดขยับเข้ามา กระดูก เลือด เส้นลมปราณ หรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณของเขาล้วนต้องเผชิญกับแรงบีบคั้นบางอย่าง จวงซิงอวี่รีบเปิดใช้งานอาณาเขตแต่กำเนิดทั้งสองสายในทันที พร้อมกันนั้นวิญญาณยุทธ์เสือดาวหยินหยางสุดขั้วก็แผดเสียงคำรามลั่น ภายใต้การกดขี่ทางสายเลือด แรงกดดันเหล่านั้นจึงลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมาก
ผลลัพธ์จากการเคี่ยวกรำฝึกฝนร่างกายมานานหลายปีของจวงซิงอวี่เด่นชัดขึ้นในยามนี้ แรงกดดันนี้อยู่ในขอบเขตที่ร่างกายของเขาสามารถรองรับได้อย่างสบายๆ
หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง จวงซิงอวี่ก็สัมผัสได้ว่าแรงกดดันเหล่านั้นได้อันตรธานหายไปจนสิ้น วงแหวนวิญญาณไม่ได้แสดงอาการต่อต้านอีกต่อไป ทว่ามันกลับส่งผ่านกระแสพลังงานอันอบอุ่นและนุ่มนวลเข้าสู่ร่างกายของเขา ซึ่งให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลเป็นอย่างยิ่ง
เสียงระเบิดดังขึ้นเบาๆ ภายในร่าง จวงซิงอวี่สามารถทะลวงผ่านคอขวดและประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของขอบเขตอวี่ชิง พลังจิตวิญญาณแผ่ซ่านชำระล้างไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้เขาชื่นมื่นรู้สึกเบาสบายตัวเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าดวงตาของเขาจะปิดสนิท ทว่าภายในทะเลแห่งความรู้แจ้งกลับมีกลุ่มก้อนแสงสว่างปรากฏขึ้นดั่งดวงตะวันดวงน้อย
ในนิยายกำลังภายใน สิ่งนี้ถูกเรียกว่า “แสงแห่งการมองเห็นภายใน” เขานับเป็นยอดฝีมือขั้นเหนือธรรมชาติแต่กำเนิดแล้ว ทว่าระดับของพวกนั้นยังอ่อนแอกว่าจวงซิงอวี่มากนัก เพราะอย่างไรเสีย ระดับของนิยายกำลังภายในและโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนย่อมมิอาจนำมาเปรียบเทียบกันได้!
พลังวิญญาณของเขาก็อาศัยโอกาสนี้ทะลวงผ่านไปถึงระดับสิบสอง จวงซิงอวี่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นต่อไปอีกสองเค่อ เพื่อทำการปรับสมดุลและทำให้พลังวิญญาณของตนมั่นคงอย่างแท้จริงโดยไม่ปล่อยให้มันสั่นคลอน คุณภาพของพลังวิญญาณของเขาในยามนี้เทียบเท่าได้กับระดับอัครวิญญาณจารย์ทั่วไป และปริมาณความหนาแน่นของพลังก็มากกว่าวิญญาณจารย์ในขอบเขตเดียวกันถึงหกเท่า! นี่ไม่ใช่เพียงการบวกพลังธรรมดาอย่างเอารวมกันแล้วได้ผลลัพธ์มากกว่าสอง ทว่ามันเป็นการเพิ่มพูนขึ้นในรูปแบบทวีคูณ!
นี่เป็นเพียงระดับวิญญาณจารย์เท่านั้น และเมื่อระดับพลังวิญญาณของเขาสูงขึ้น ช่องว่างนี้ก็จะยิ่งขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คืออานุภาพของพลังจิตวิญญาณ
พลังจิตวิญญาณคือพลังงานที่เป็นแกนหลักสำคัญที่สุดของโลกใบนี้ สิ่งต่างๆ เช่น พลังปราณรบหรือพลังวิญญาณ ล้วนแตกตัวและย่อยสลายออกมาจากพลังจิตวิญญาณทั้งสิ้น!
ทักษะวิญญาณแรกที่เขาได้รับมานั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เขาจะสามารถมอบ “เซอร์ไพรส์” ชิ้นโตให้แก่ศัตรูของเขาได้อย่างแน่นอนเมื่อถึงเวลา
“ซิงอวี่ เจ้าข้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ท่านย่าครับ ผมรู้สึกดีมากเลยครับ! ผมคิดว่าตอนนี้ในระดับวิญญาณจารย์ผมไร้เทียมทานแล้วล่ะ มหาวิญญาณจารย์ส่วนใหญ่ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผม และผมยังสามารถไปประลองฝีมือกับระดับอัครวิญญาณจารย์ได้สักสองสามกระบวนท่าด้วยครับ!” จวงซิงอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“โอ้ มั่นใจถึงเพียงนั้นเชียว ความมั่นใจนับเป็นเรื่องดี ทว่าเจ้าต้องไม่หยิ่งยโสโอหัง มหาทวีปโต่วหลัวแห่งนี้เต็มไปด้วยมังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบ เรื่องราวต่างๆ หาได้เรียบง่ายเหมือนดั่งที่ตาเห็นภายนอกไม่ บอกย่ามาซิ ว่าทักษะวิญญาณแรกของเจ้าคือสิ่งใด ถึงทำให้เจ้ามีความสุขถึงเพียงนี้!”
“ผมทราบครับท่านย่า อันที่จริงผมก็ถ่อมตัวมากแล้วนะครับ ทักษะวิญญาณแรกที่ผมได้รับมามีชื่อว่า 【ลมหายใจปรมาณูสุดขั้ว】 ครับ มันสามารถบีบอัดและควบแน่นพลังงานเอาไว้ภายในช่องปาก แยกส่วนมันให้กลายเป็นนิวเคลียสของอะตอม จากนั้นจึงทำการผอมรวมนิวเคลียสเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานนิวเคลียร์ แล้วปลดปล่อยไอออนประสิทธิภาพสูงออกมาในชั่วพริบตา! อานุภาพของมันเทียบเท่าได้กับการโจมตีเต็มกำลังของมหาวิญญาณจารย์สายต่อสู้ระดับสูงสุดทั่วไป ทว่าด้วยระดับพลังวิญญาณของผมในตอนนี้ ผมสามารถปลดปล่อยมันได้เพียงหกครั้งเท่านั้นครับ
นอกจากนี้มันยังมาพร้อมกับสารกัมมันตภาพรังสีอันรุนแรง ศัตรูคนใดก็ตามที่พ่ายแพ้ให้แก่ทักษะนี้ พรสวรรค์ของพวกมันจะถูกลดทอนลงสิบห้าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ โดยมันจะค่อยๆ ส่งผลอย่างช้าๆ ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีหลังจากถูกโจมตี ซึ่งศัตรูจะไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เลย และผมสามารถควบคุมความสามารถนี้ได้ โดยจะเลือกให้มันลดทอนพรสวรรค์หรือไม่ก็ได้ครับ”
“สวรรค์ช่วย! ซิงอวี่ เจ้าห้ามบอกเล่าเรื่องทักษะวิญญาณนี้ให้ผู้ใดรับรู้税อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถประการที่สองนั่น สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทักษะวิญญาณธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ในอนาคตเจ้าห้ามนำมันออกมาใช้งานตามใจชอบเด็ดขาด หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เจ้าจะต้องตกเป็นเป้าหมายของทั่วทั้งโลกแห่งวิญญาณจารย์อย่างแน่นอน ก่อนที่เจ้าจะบรรลุเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์สูงสุด จะไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้เรื่องความสามารถประการที่สองนี้ได้ รวมถึงบิดามารดาของเจ้าด้วย และในอนาคตก็ไม่ต้องบอกเล่าเรื่องทักษะวิญญาณของเจ้าให้ย่าฟังอีกนะ ย่าเกรงว่าหัวใจของย่าจะรับความตื่นตระหนกเช่นนี้ไม่ไหว” มู่อิ๋งหยุนเสวี่ยรีบเอ่ยปากกำชับด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านย่าไม่ต้องกังวลครับ ผมเข้าใจดี” จวงซิงอวี่ย่อมไม่มีทางนำความสามารถประการที่สองออกมาใช้งานอย่างสุ่มสี่สุมห้าอยู่แล้ว สิ่งนี้มีแต่จะสร้างผลเสีย ดังนั้นเขาจะเลือกใช้งานมันกับศัตรูเท่านั้น
ในความเป็นจริง ความสามารถประการที่สองของจวงซิงอวี่นั้นมีความคล้ายคลึงกับกระดูกวิญญาณภายนอกของถังซาน หลังจากที่กระดูกวิญญาณชิ้นนั้นถูกหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของผู้อื่น มันจะคอยดูดซับพรสวรรค์ของคนผู้นั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นของตนเอง
ความสามารถของจวงซิงอวี่ไม่สามารถดูดซับพรสวรรค์ของผู้อื่นมาได้ ทว่าด้วยพรสวรรค์อันสูงส่งของจวงซิงอวี่ในตอนนี้ การได้รับพรสวรรค์ส่วนเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากผู้อื่นย่อมไม่ต่างอะไรกับการไม่มี ข้อดีของมันคือเขาสามารถใช้งานมันได้ทันทีหลังจากเอาชนะศัตรู โดยไม่มีการจำกัดจำนวนครั้ง ในขณะที่กระดูกวิญญาณภายนอกชิ้นนั้นจำเป็นต้องหักมันออกแล้วนำไปหลอมรวมฝังไว้ในร่างกายของศัตรูเป็นเวลานาน
ลองมองดูการแข่งขันประลองวิญญาณจารย์สิ ความก้าวหน้าของระดับพลังวิญญาณของกลุ่มคนรุ่นใหม่สีทองแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์เห็นได้ชัดว่าเชื่องช้ากว่าอัจฉริยะในระดับเดียวกันอยู่หนึ่งก้าว ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับพลังวิญญาณแต่กำเนิดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรมากมายมหาศาลของสำนักวิญญาณยุทธ์คอยเกื้อหนุน เหตุผลก็เพราะพรสวรรค์ของพวกเขาถูกถังซานดูดซับไปจนหมดสิ้นแล้วนั่นเอง
ทว่าในเมื่อจวงซิงอวี่ได้เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว กระดูกวิญญาณภายนอกชิ้นนี้ย่อมไม่มีวันตกเป็นของถังซานเด็ดขาด มันจะต้องถูกเขาตัดหน้าช่วงชิงมาล่วงหน้า
“เอาล่ะ เจ้าจงฝึกฝนและทำความคุ้นเคยกับทักษะวิญญาณของเจ้าอยู่ที่นี่เถอะ! อีกเดี๋ยวพวกเราจะเดินทางกลับตระกูลกัน”
จวงซิงอวี่ออกตามหาจนพบอสูรกระต่ายกระดูกอ่อนอายุพันปีสองตัวในบริเวณใกล้เคียง ในการลงมือครั้งแรกเขายังไม่ค่อยเชี่ยวชาญนักจึงพลาดเป้าไป ทว่าในการลงมือครั้งที่สองเขาก็ได้พบว่าทักษะวิญญาณนี้มีความสามารถในการล็อกเป้าหมายแฝงอยู่ด้วย เขาจึงสามารถจัดการเด็ดหัวทายาทรุ่นหลังของเสี่ยวอู่ไปได้หนึ่งตัวในคราวเดียว และเมื่อถึงการลงมือครั้งที่สาม เขาก็สามารถปลดปล่อยทักษะนี้ได้ในชั่วพริบตา พร้อมกับจัดการกับอสูรกระต่ายกระดูกอ่อนอีกตัวที่เหลือลงได้อย่างง่ายดาย
ถังซานถึงกับต้องเอ่ยปากขอบคุณพวกเราด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรเสียเสี่ยวอู่ก็เคยมอบหมวกเขียวให้เขาตั้งมากมาย การช่วยกำจัดทายาทรุ่นหลังเหล่านี้ของนาง ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ถังซานได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม จวงซิงอวี่ไม่มีความคิดที่จะล้างบางอสูรกระต่ายกระดูกอ่อนจนหมดสิ้น เขาสะเหลือพวกมันบางส่วนเอาไว้เพื่อเลี้ยงดูเป็นอาหาร
เพราะอย่างไรเสียถังซานก็สูญเสียอนุชาตัวน้อยของตนไปแล้ว อสูรกระต่ายกระดูกอ่อนเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นทายาทครึ่งหนึ่งของเขา ดังนั้นจึงควรเหลือทายาทไว้ให้เขาบ้าง! ปล่อยให้เขาเลี้ยงดูพวกมันราวกับเป็นบุตรในไส้ของตนเองต่อไปเถิด!