เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 อาวั่ง! แสดงฝีมือให้พวกเขาเปิดหูเปิดตาหน่อย

บทที่ 42 อาวั่ง! แสดงฝีมือให้พวกเขาเปิดหูเปิดตาหน่อย

บทที่ 42 อาวั่ง! แสดงฝีมือให้พวกเขาเปิดหูเปิดตาหน่อย


พรืด!

ทันทีที่หลินฮั่ววั่งพูดจบ มวลชนติดอาวุธสองนายแทบจะกระอักเลือดออกมา

คนอื่นที่ถูกขังในห้องมืดของกองงานติดอาวุธ ไม่มีใครเลยที่ไม่ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวและร้องขอความเมตตา ทุกคนต่างร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอออกไปทั้งนั้น

แต่เจ้าหลินฮั่ววั่งคนนี้ นอกจากตอนเข้ามาจะไม่กลัวแล้ว ตอนนี้จะปล่อยให้ออกไป กลับจะดื้อรั้นไม่ยอมออกเสียอย่างนั้น

“หลินฮั่ววั่ง เมื่อกี้ผู้อำนวยการของเราเป็นคนพูดกับฉันเอง ให้ฉันมาเชิญคุณออกไป คุณรีบขยับตัวหน่อย” มวลชนติดอาวุธที่เข้ามาตามคนเริ่มจะปวดหัว เขาเพิ่งเคยเจอคนหัวแข็งขนาดนี้เป็นครั้งแรก

ทว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ข้างนอกนั่นมีผู้นำระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไปจากกองทัพมากันมากมาย และทุกคนมาเพื่อหลินฮั่ววั่ง

อย่าว่าแต่มวลชนติดอาวุธตัวเล็ก ๆ อย่างเขาเลย แม้แต่ผู้บัญชาการจางแห่งกองงานติดอาวุธประจำอำเภอที่อยู่ข้างนอกนั่น ยังไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

“ไม่ไป! ไม่ไป!”

“แกไปบอกผู้อำนวยการเจ้าว่า ฉันอยู่ในห้องมืดจนเกิดความผูกพันแล้ว รู้สึกว่าอยู่ในนี้สบายมาก ตั้งใจว่าจะฉลองปีใหม่ในนี้เลย” พอหลินฮั่ววั่งพูดจบก็นอนลงบนพื้นข้าง ๆ และหลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับ

“โธ่เอ๊ย! คุณนี่... นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? จะแกล้งให้ผมถูกผู้อำนวยการด่าให้ได้เลยใช่ไหม?” เมื่อเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของหลินฮั่ววั่ง มวลชนติดอาวุธก็รู้ว่าเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ และไม่กล้าทำให้งานของผู้อำนวยการล่าช้า จึงรีบวิ่งกลับไปรายงาน

ส่วนจางต้าจู้ที่เฝ้าเขาอยู่ มองหลินฮั่ววั่งราวกับมองเทพเจ้า เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วถามอย่างระมัดระวังว่า

“พี่อาวั่ง พี่นี่... ทำไมเหมือนจูกัดเหลียงกลับชาติมาเกิดเลย พี่คำนวณได้หรือยังไง? ทำไมถึงรู้ว่าผู้อำนวยการของเราต้องปล่อยพี่ออกมาแน่ ๆ? แล้วก็ ความเคลื่อนไหวใหญ่โตข้างนอกนั่นน่ะ มาหาพี่หมดเลยเหรอ? เมื่อกี้ผมแอบมองจากหน้าต่าง โอ้โฮ! รถจี๊ปกับรถบรรทุกทหารจอดเต็มไปหมด คนที่ลงมาไม่ใช่แค่พลทหารธรรมดา สุ่มมาสักคนก็เป็นระดับเจ้าหน้าที่กรมขึ้นไปทั้งนั้นเลย!”

ในวินาทีนี้ จางต้าจู้ไม่กล้าดูแคลนหลินฮั่ววั่งอีกต่อไป ในทางกลับกัน เขารู้สึกว่านี่คือโอกาสทองครั้งใหญ่ของตน!

วัน ๆ เขาเป็นแค่มวลชนติดอาวุธในคอมมูน รับเงินเดือนเพียงน้อยนิด เส้นสายก็ไม่มี ผลประโยชน์อะไรก็ไม่เคยตกถึงท้อง มีแต่แต่งานหนักงานเหนื่อยที่เป็นของเขา

จางต้าจู้อยากหาที่พึ่งพิงมานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่ใครจะมาสนใจมวลชนติดอาวุธที่ไม่มีความสามารถอย่างเขา? ในคอมมูนนี้เขาก็เข้าไม่ถึงผู้ยิ่งใหญ่คนไหนเลย

แต่ตอนนี้...

เมื่อเห็นหลินฮั่ววั่งอยู่ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยของจางต้าจู้ก็เต้นรัว สัญชาตญาณบอกเขาว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต!

“จางต้าจู้ใช่ไหม? ดูจากทรงแล้ว นายคงไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานในกองงานติดอาวุธของคอมมูนเท่าไหร่ล่ะสิ ไม่อย่างนั้นงานเฝ้าคนคุกที่ลำบากแบบนี้คงไม่ตกมาถึงมือนายหรอก”

หลินฮั่ววั่งสังเกตเห็นความคิดของจางต้าจู้อย่างรวดเร็ว เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ตกลง! วันหน้าพวกเรามาเป็นเพื่อนกัน ถือเป็นคนกันเอง”

“ได้เลยครับ! ได้เลยครับ! พี่อาวั่ง วันหน้าพี่มีอะไรจะสั่ง เรียกใช้ผมได้ตลอดเลยนะ!”

จางต้าจู้ก็คิดไม่ถึงว่าขั้นตอนการฝากตัวเป็น “ลูกน้อง” จะราบรื่นขนาดนี้ เขาแปรสภาพเป็นสมุนผู้ซื่อสัตย์ในทันที

หลินฮั่ววั่งเองก็ยินดีที่จะมีหูตาและสายลับอยู่ในคอมมูน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในยุคสมัยที่พิเศษ การควบคุมต่าง ๆ ของรัฐยังเข้มงวดมาก แม้จะมีนโยบายที่เริ่มเปิดกว้างขึ้นบ้าง แต่กว่าจะส่งต่อจากส่วนกลางมาถึงอำเภอและคอมมูน และเริ่มปฏิบัติจริง ก็ยังต้องใช้เวลาเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

การมีจางต้าจู้คนที่ไม่สะดุดตาอยู่ในคอมมูน สำหรับหลินฮั่ววั่งแล้วก็เปรียบเสมือนการวางตาและหูไว้ที่นี่ ย่อมมีข้อสะดวกของมัน บางทีอาจจะได้ใช้ประโยชน์ครั้งใหญ่ในอนาคตก็ได้!

...

อีกด้านหนึ่ง มวลชนติดอาวุธที่ไปส่งข่าว เมื่อไม่สามารถเชิญหลินฮั่ววั่งออกมาได้ ก็รีบวิ่งออกไปรายงานสถานการณ์ให้จ้าวเถี่ยฉุ่ยทราบ

“อะไรนะ? เขาจะให้ฉันไปเชิญเขาออกมาด้วยตัวเองงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ ไม่มีทาง! อยากออกก็ออก ไม่อยากออกก็ช่าง คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้ามาจากไหนกัน?”

จ้าวเถี่ยฉุ่ยเป็นเหมือนฮ่องเต้ท้องถิ่นในคอมมูนหงซิงแห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาต้องมาเสียหน้าแบบนี้? แล้วเขาจะไปเชิญหลินฮั่ววั่ง ตัวละครเล็ก ๆ แบบนั้นออกมาด้วยตัวเองได้อย่างไร? ขืนเรื่องนี้แพร่ออกไป หน้าตาของผู้อำนวยการจ้าวจะเอาไปไว้ที่ไหน?

อย่างไรก็ตาม...

วินาทีต่อมา กลุ่มนายทหารนำโดยเย่จือเฟยกลับเดินตรงดิ่งมาหาจางเต๋อปิยว ผู้บัญชาการกองงานติดอาวุธประจำอำเภอ และจ้าวเถี่ยฉุ่ย ผู้อำนวยการคอมมูนหงซิง

เย่จือเฟยไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบคำสั่งพิเศษจากกองบัญชาการเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงบัตรประจำตัวนายทหารระดับผู้บังคับกองร้อยที่เพิ่งทำย้อนหลังให้หลินฮั่ววั่งออกมา

เขาแค่นเสียงเย็นใส่จางเต๋อปิยว “ผู้บัญชาการจาง คราวนี้พวกคุณเห็นชัดหรือยัง? ตอนนี้หลินฮั่ววั่งไม่ใช่แค่สมาชิกหน่วยผลิตของคอมมูนหงซิงเท่านั้น แต่เขายังเป็นนายทหารระดับผู้บังคับกองร้อยของเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือของเราด้วย พวกเราเป็นพยานให้ขนาดนี้ คุณยังสงสัยว่าฐานะของหลินฮั่ววั่งเป็นของปลอมอีกไหม?”

“มิกล้าครับ! มิกล้า! เสนาธิการเย่ แล้วยังมีผู้บังคับการกองพลน้อยหลิว, ผู้บังคับการกองพลน้อยหวัง, รองผู้บัญชาการกองพลหง... พวกท่าน... พวกท่านให้เกียรติมาเยือนคอมมูนหงซิงเล็ก ๆ ของเราจริง ๆ แต่นี่มันแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เลยครับ พวกเราจะปล่อยคน เดี๋ยวจะปล่อยเดี๋ยวนี้เลย!”

จางเต๋อปิยวในตอนนี้ไม่กล้ามีความคิดเล็กคิดน้อยอีกต่อไป ไม่ใช่แค่เพราะมีผู้บังคับการกรมขึ้นไปมากันมากมาย แต่เป็นเพราะผู้บังคับการกองพลน้อยหวังและรองผู้บัญชาการกองพลหงที่ยืนอยู่ข้างเสนาธิการเย่นั้น ล้วนเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของเขาทั้งสิ้น!

ตอนที่เขาลาออกจากกองทัพและโอนย้ายมาทำงานท้องถิ่น เขาก็เป็นแค่ระดับรองผู้บังคับการกรมตัวเล็ก ๆ จะกล้าไปโอหังต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้อย่างไร!

“เละเทะจริง ๆ! จางเต๋อปิยว! ตอนแกอยู่ในกองทัพ ฉันยังเห็นว่าแกมีความสามารถใช้ได้อยู่เลย ทำไมพอมาอยู่ท้องถิ่น ถึงได้เผด็จการ บ้าอำนาจ ทำตัวเป็นเจ้าพ่อท้องถิ่นแบบนี้ฮะ?”

หวังต้าจื้อ ผู้บังคับการกองพลน้อยที่ 384 กองพลที่ 46 กองทัพบกที่ 16 ยืนออกมาด้วยความไม่พอใจและตำหนิจางเต๋อปิยว

จางเต๋อปิยวหดหัวเหมือนหนู ก้มหน้ายอมรับคำตำหนิอย่างนอบน้อม “ครับ ๆ! ผู้บังคับการกองพลน้อยหวังตำหนิได้ถูกต้องแล้วครับ ผมมันตกอยู่ในวังวนของลัทธิข้าราชการเป็นใหญ่ ผมจะแก้ไขแน่นอน! ผมจะแก้ไขแน่นอนครับ! ต่อไปจะไม่มีพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”

จางเต๋อปิยวทำความเคารพอย่างรวดเร็ว ต่อหน้าอดีตผู้บังคับบัญชา เขาไม่กล้าแสดงความโอหังหรือบ้าอำนาจแม้แต่นิดเดียว ความฮึกเหิมตอนเถียงกับผู้บังคับการกรมหวังเปียวเมื่อกี้มลายหายไปสิ้น

ตอนนี้เขาอยากจะมุดรูหนีไปให้พ้น ๆ จากสายตาของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในกองทัพเหล่านี้เสียเหลือเกิน

จางเต๋อปิยวที่โกรธแต่ไม่กล้าระบายออก หันไปถลึงตาใส่จ้าวเถี่ยฉุ่ยอย่างแรง พลางนึกในใจว่าทำไมเขาถึงได้หลงเชื่อคำพูดของเจ้าบ้านนอกนี่ จนต้องถ่อสังขารมาท่ามกลางหิมะเพื่อถูกด่าขนาดนี้

“แล้วยังไม่รีบไปเชิญสหายหลินฮั่ววั่งออกมาอีก?” หงเทารองผู้บัญชาการกองพลที่ 46 กองทัพบกที่ 16 ซึ่งมีตำแหน่งสูงที่สุดและนิ่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วเร่งรัดด้วยความรำคาญใจ

“ครับ ๆ! ทันทีเลยครับ!” จางเต๋อปิยวไม่กล้าคัดค้านแม้แต่คำเดียว เขาถีบจ้าวเถี่ยฉุ่ยไปหนึ่งทีแล้วเร่งว่า “คนล่ะ? เมื่อกี้แกบอกว่าให้คนไปเชิญแล้วไม่ใช่เหรอ?”

“ผู้บัญชาการจาง หลินฮั่ววั่งคนนั้นไม่รู้จักดีชั่วครับ ผมให้คนไปปล่อยตัวเขาแล้ว แต่เขากลับดื้อรั้นไม่ยอมออกจากห้องขัง บอกว่าต้องให้ผมไปขอร้องเขาออกมาด้วยตัวเองเขาถึงจะยอมออกมา ผมคงไม่ไปทำให้ตัวเองเสียหน้าแบบนั้นหรอก...”

จ้าวเถี่ยฉุ่ยยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกจางเต๋อปิยวถีบเข้าให้อีกโครมใหญ่พร้อมด่าว่า “แล้วทำไมแกยังไม่รีบไปเชิญเขาออกมาอีก? แกเป็นคนขังเขาเข้าไป แกก็ต้องเป็นคนไปเชิญออกมาสิ”

“อ้าว?” จ้าวเถี่ยฉุ่ยงงไปหมด เขาเขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาก็ตกลงปล่อยคนแล้วนี่! หลินฮั่ววั่งเองต่างหากที่ไม่ยอมออกมา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ!

“อ้าวอะไรล่ะ? ถ้าแกไม่ไปเชิญ หรือจะให้ฉันไปเชิญเองฮะ?”

อีกหนึ่งถีบ! จางเต๋อปิยวแค้นใจจนไม่รู้จะด่ายังไง จ้าวเถี่ยฉุ่ยคนนี้หาเรื่องเดือดร้อนมาให้เขาจริง ๆ

“ได้ ๆ ๆ! ผมไป! ผมไปก็ได้!”

จ้าวเถี่ยฉุ่ยที่เคียดแค้นอยู่ในใจกำหมัดแน่น วิ่งกลับเข้าไปในคุกของกองงานติดอาวุธ ก็เห็นหลินฮั่ววั่งนอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าผ่อนคลายราวกับกำลังหลับลึกอย่างมีความสุข

ตามปกติแล้ว เขาต้องเข้าไปถีบหลินฮั่ววั่งให้ตื่นอย่างแรงแน่ ๆ แต่ตอนนี้...

ผู้ยิ่งใหญ่ข้างนอกนั่นทุกคนต่างรอพบหลินฮั่ววั่งอยู่! เขาจะทำอะไรได้? ย่อมไม่กล้าล่วงเกินหลินฮั่ววั่งอีกแน่

เขารีบเปลี่ยนจากสีหน้าบูดบึ้งเป็นรอยยิ้มประจบประแจง เข้าไปผลักหลินฮั่ววั่งเบา ๆ แล้วเรียก “อาวั่ง! อาวั่ง! ตื่นเถอะ ออกมาได้แล้ว”

หลินฮั่ววั่งไม่ตอบ แต่กลับมีเสียงกรนออกมา เห็นได้ชัดว่าหลินฮั่ววั่งไม่อยากสนใจเขา

“อาวั่ง! ฉันผิดไปแล้ว ฉันเข้าใจคุณผิดไป ตอนนี้ผู้นำจากเขตทหารมากันแล้ว ยืนยันตัวตนของคุณได้แล้ว ฉันในนามของคอมมูน ขอยืนยันได้เลยว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น แบบนี้พอได้หรือยัง? รีบออกมาเถอะ!”

จ้าวเถี่ยฉุ่ยลดน้ำเสียงให้อ่อนลงอีกครั้งและขอร้องอย่างอ้อนวอน

แต่หลินฮั่ววั่งยังไม่พอใจ เขาหรี่ตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้

จ้าวเถี่ยฉุ่ยไม่เคยถูกใครปฏิบัติใส่แบบนี้มาก่อน แต่เขาไม่กล้าปะทุโทสะออกมาในเวลานี้ เขาหายใจเข้าลึก ๆ ความจริงเขาก็ดูออกว่าหลินฮั่ววั่งต้องการอะไร จึงถอนหายใจและสารภาพออกมาตามตรงว่า

“อาวั่ง! คุณคงอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงไปดักคุณบนถนนได้พอดี? ความจริงในใจคุณเองก็คงเดาออกว่าเป็นใครใช่ไหมล่ะ? แค่อยากจะมายืนยันกับฉันอีกทีสิ! ความจริงแล้ว หลายวันก่อนฉันได้รับโทรศัพท์จากหลินเจี้ยนกั๋ว หัวหน้าหน่วยผลิตของคุณ รายงานเรื่องที่คุณขโมยปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 และเมื่อเช้านี้ เขาก็ให้คนโทรศัพท์มาส่งข่าวบอกฉันอีก ฉันแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวหรืออยากจะแก้แค้นคุณเลยจริง ๆ ศัตรูควรแก้ไม่ควรผูกนะ! ตอนนี้คุณมีผู้ยิ่งใหญ่จากเขตทหารคอยหนุนหลังตั้งมากมาย แถมตัวเองยังเป็นถึงนายทหารระดับผู้บังคับกองร้อยแล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องมาถือสาหาความกับผู้อำนวยการคอมมูนตัวเล็ก ๆ อย่างฉันหรอกนะ? ตอนนี้ผู้นำระดับสูงรอคุณอยู่ข้างนอกตั้งเยอะแยะ วันหิมะตกแบบนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะปล่อยให้พวกเขารอนานใช่ไหม?”

พอได้ยินคำพูดอ่อนข้อแบบนี้ หลินฮั่ววั่งถึงยอมพลิกตัวกลับมา

จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย บิดขี้เกียจและแสร้งทำเป็นเพิ่งตื่น แล้วพูดกับจ้าวเถี่ยฉุ่ยว่า “อ้าว! ผู้อำนวยการจ้าว ท่านจะปล่อยผมออกไปแล้วเหรอครับ?”

“ใช่ ๆ ๆ! อาวั่ง คุณพ้นผิดแล้ว ออกมาเร็วเข้า!”

จ้าวเถี่ยฉุ่ยอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ หลินฮั่ววั่งคนนี้แค่มีขนที่ปากก็ฉลาดกว่าลิงเสียอีก คราวนี้เขาเชิญเทพมาง่ายแต่ส่งกลับยากจริง ๆ! แต่ยังดีที่เมื่อหลินฮั่ววั่ง “ตื่น” แล้ว ก็แสดงว่าเขาจะไม่โยเยอีก

“อืม ๆ! งั้นก็ต้องขอบคุณผู้อำนวยการจ้าวมากนะครับที่คืนความบริสุทธิ์ให้ผม”

หลินฮั่ววั่งยิ้มบาง ๆ กลับกัน ในตอนนี้เขาไม่ได้หักหน้าจ้าวเถี่ยฉุ่ยหรือพูดจาเชือดเฉือนแต่ประอย่างใด มีเพียงคนที่ไม่โตเท่านั้นที่จะเอาชนะแค่ด้วยคำพูดในตอนนี้ และอย่างที่จ้าวเถี่ยฉุ่ยพูด ผู้นำกองทัพมากันตั้งเยอะ เขาจะวางท่าไม่ยอมออกไปได้จริง ๆ หรือ?

มันก็แค่การถอยกันคนละก้าวเท่านั้น และหลินฮั่ววั่งก็ถือโอกาสนี้ยืนยันจากปากของจ้าวเถี่ยฉุ่ยว่าคนส่งข่าวคือหลินเจี้ยนกั๋ว

ส่วนจางต้าจู้ที่อยู่ด้านข้าง มองการโต้ตอบระหว่างหลินฮั่ววั่งกับจ้าวเถี่ยฉุ่ยด้วยอาการตาค้าง เขายิ่งทึ่งในวิธีการและไหวพริบของหลินฮั่ววั่งมากขึ้นไปอีก แทบไม่เชื่อเลยว่านี่คือเด็กหนุ่มอายุ 17-18 ปีรุ่นเดียวกับเขา

“หึ ๆ! แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราไม่มีวันใส่ร้ายคนดีหรอก” จ้าวเถี่ยฉุ่ยเห็นดังนั้นก็ผ่อนคลายลงมาก

เขานำทางหลินฮั่ววั่งก้าวเร็ว ๆ ออกไป ในใจเขาก็อยากให้เรื่องนี้จบ ๆ ไปเสียที

“อาวั่ง...”

ที่ลานกว้าง เมื่อหลินฮั่ววั่งเดินออกมาจากมุมมืดของอาคาร หลิวหรูเมิ่งก็อดใจไม่ไหว วิ่งเข้าไปกอดหลินฮั่ววั่งด้วยความสงสารและเป็นห่วง

“คุณอยู่ในนั้น ลำบากไหม? พวกเขาทำอะไรคุณหรือเปล่า?” หลิวหรูเมิ่งขมวดคิ้ว พลางสำรวจร่างกายหลินฮั่ววั่งอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เมิ่งเมิ่ง! ผมไม่เป็นไรครับ แค่เข้าไปงีบมาสักพักนึงเอง กลับเป็นพวกคุณมากกว่าที่ต้องลำบากเพื่อมาช่วยผม” หลินฮั่ววั่งลูบใบหน้าเนียนละเอียดของหลิวหรูเมิ่งเบา ๆ แล้วยิ้มตอบ

จากนั้นเขาก็ปวาดสายตามองไปรอบ ๆ ลานกว้าง และอดไม่ได้ที่จะตกใจในใจ รถทหารเยอะขนาดนี้ แถมยังมีนายทหารระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไปมากันมากมายขนาดนี้เลยเหรอ?

การได้ยินข่าวตอนอยู่ในคุก กับการได้มาเห็นผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ยืนเรียงแถวกันด้วยตาตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลินฮั่ววั่งไม่กล้าเย่อหยิ่งอีก เขารีบปล่อยมือจากหลิวหรูเมิ่ง แล้วแสดงท่าทางถ่อมตัวและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ก้าวเร็ว ๆ เข้าไปหา เนื่องจากในกลุ่มคนเหล่านี้เขารู้จักเพียงผู้บังคับการกรมหวังเปียวคนเดียว ดังนั้น... เขาจึงเดินไปหาหวังเปียวก่อน จับมือเขาด้วยสองมือแล้วกล่าวขอบคุณว่า

“ผู้บังคับการกรมหวัง ขอบคุณมากจริง ๆ ครับ ถ้าไม่ได้ท่านมาช่วยยืนยัน ผมคงต้องนอนในคุกของกองงานติดอาวุธนี่ไปจนถึงปีใหม่แน่ ๆ แล้วผู้นำกองทัพท่านอื่น ๆ นี่...”

“เรื่องเล็กน้อยน่าอาวั่ง! เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณทำให้กับกองทัพแล้ว เรื่องนี้มันจะไปนับเป็นอะไรได้? ผมเอาเรื่องและข้อเสนอแนะของคุณไปบอกผู้บัญชาการเขตทหารของเราแล้ว ท่านผู้บัญชาการหยางให้ความสำคัญมากทีเดียวเชียว... เลยรีบจัดส่งเสนาธิการเย่ที่มาจากปักกิ่ง นำทีมสำรวจที่ประกอบด้วยนายทหารระดับกรมขึ้นไปแบบนี้มาเพื่อศึกษาคุณโดยเฉพาะเลยล่ะ!”

หวังเปียวแนะนำไปตามน้ำด้วยความยินดี

“ศึกษาผม? ไม่กล้ารับหรอกครับ ไม่กล้ารับจริง ๆ ผมก็แค่พรานเฝ้าป่าในหน่วยผลิตคนหนึ่งเท่านั้นเอง! แค่บังเอิญวันนั้นมีแนวคิดส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการสร้างเสริมการฝึกฝนของกองทัพเท่านั้นเองครับ”

ในเวลานี้ หลินฮั่ววั่งจำเป็นต้องซ่อนตัวตน เขาต้องพยายามทำให้แนวคิดและข้อเสนอแนะเหล่านั้นดูมีอิทธิพลน้อยที่สุด และต้องอ้างว่ามาจากความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง รวมถึงพวกปัญญาชนที่เขาเคยคลุกคลีด้วยในคอกวัวเมื่อก่อน

ไม่อย่างนั้นล่ะก็... ในยุคสมัยที่วุ่นวายแบบนี้ เจ้าหนุ่มบ้านนอกโง่ ๆ อายุ 18 ปีคนหนึ่ง จะมีความคิดที่พิเศษขนาดนี้ผุดออกมาจากหัวได้ยังไง? แถมยังบังเอิญไปคล้ายกับแนวคิดหน่วยรบพิเศษของต่างประเทศอีก มันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ? ในแวบแรก หลินฮั่ววั่งอาจถูกสงสัยว่าเป็น “สายลับ” หรือ “จารชน” ได้ทันที

ดังนั้น... ในสถานการณ์พิเศษ ก็ต้องมีวิธีรับมือที่พิเศษ หลินฮั่ววั่งต้องหาแหล่งที่มาของความรู้และความสามารถของตนที่พอจะฟังขึ้นให้ได้

แน่นอนว่าต่อให้ทำแบบนี้ หลินฮั่ววั่งก็ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความไว้วางใจหรือต้องถูกสืบสวนเชิงลึกอยู่ดี แต่เพื่อให้ประเทศของเรามีความก้าวหน้าในการสร้างและฝึกฝนหน่วยรบพิเศษล่วงหน้าจากประวัติศาสตร์เดิมไปหลายปี หลินฮั่ววั่งคิดว่าความเสี่ยงนี้คุ้มที่จะเสี่ยง

“ท่านนี้คือเสนาธิการเย่ที่ผมบอกว่ามาจากปักกิ่ง ท่านนี้คือรองผู้บัญชาการกองพลหง ท่านนี้คือผู้บังคับการกองพลน้อยหวัง...”

ตอนแนะนำให้หลินฮั่ววั่งรู้จัก หวังเปียวเลือกวางตำแหน่งของเย่จือเฟยที่เป็นเพียงเสนาธิการไว้เป็นอันดับแรกโดยสัญชาตญาณ แม้แต่ก่อนหน้ารองผู้บัญชาการกองพลหงเสียอีก

และเรื่องนี้ รองผู้บัญชาการกองพลหงกับผู้บังคับการกองพลน้อยหวังกลับไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

หลินฮั่ววั่งจึงตกใจในใจทันที นี่แสดงว่าสถานะและตำแหน่งของเสนาธิการเย่นั้นสูงกว่ารองผู้บัญชาการกองพลหงมากใช่ไหม? ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ! ปกติแล้ว ต่อให้เป็นเสนาธิการของกองบัญชาการ อย่างมากก็เป็นแค่รองผู้บังคับการกรม หรืออย่างเก่งก็ระดับผู้บังคับการกรมเท่านั้น ซึ่งห่างจากระดับรองผู้บัญชาการกองพลตั้งหลายขั้น

การที่เสนาธิการเย่สามารถจัดลำดับไว้หน้ารองผู้บัญชาการกองพลหงได้ ย่อมไม่ใช่เพราะยศของเขาสูงกว่า แต่ต้องเป็นเพราะภูมิหลังและสถานะของเขาที่สูงส่งกว่ามากแน่ ๆ ประกอบกับตอนที่หวังเปียวแนะนำ เขาได้เน้นย้ำว่าเสนาธิการเย่มาจากปักกิ่ง

หลินฮั่ววั่งจึงระวังตัวขึ้นมาทันที เขารู้ว่าเบื้องหลังของเสนาธิการเย่คนนี้ต้องยิ่งใหญ่แน่นอน ไม่อย่างนั้นด้วยอายุที่ดูไม่ถึง 30 ปีแบบนี้ เขาจะเป็นถึงระดับผู้บังคับการกรมได้อย่างไร

“เสนาธิการเย่, ผู้บัญชาการหง, ผู้บังคับการกองพลน้อยหวัง... รวมถึงผู้นำกรมทุกท่าน ขอบคุณทุกคนที่ให้เกียรติอาวั่งคนนี้ อุตส่าห์ฝ่าหิมะมาถึงที่นี่ครับ ผมว่าพวกเรากลับไปที่กรม 323 ของผู้บังคับการกรมหวังกันก่อนดีไหมครับ ผมจะได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดของผมให้ทุกท่านฟัง...”

ลานกว้างของคอมมูนนี้เป็นที่โล่งแจ้ง และเริ่มมีชาวบ้านมามุงดูความเคลื่อนไหวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นหลินฮั่ววั่งจึงเสนอให้กลับไปที่กรมก่อน

เย่จือเฟยเองก็ชื่นชมในความสุขุมและไหวพริบของหลินฮั่ววั่งมาก เขาพยักหน้าตอบรับ “แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน! ฉันยังมีข้อสงสัยเต็มท้องไปหมดเลยที่ต้องการให้คุณไขข้อข้องใจ!”

“รู้อะไรจะบอกให้หมดเลยครับ!” หลินฮั่ววั่งประสานมือยิ้ม ความจริงในใจเขาก็พอจะเดาตัวตนและที่มาของเสนาธิการเย่คนนี้ได้แล้ว

เพราะในชาติก่อน ในฐานะที่เขาเป็นทหารเสือหน่วยรบพิเศษรุ่นแรกที่ประเทศสร้างขึ้น เขาพอจะจำใบหน้าของเสนาธิการเย่คนนี้ได้ และเคยฟังการบรรยายของเขามาสองสามครั้ง

ขบวนรถทหารที่ยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวออกจากลานคอมมูน กลับสู่ที่ตั้งของกรมที่ 323 อีกครั้ง

ฝ่ายชาวบ้านในคอมมูนหงซิงที่มามุงดู ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

“วันนี้วันอะไรกันเนี่ย? ทำไมรถทหารเยอะขนาดนี้ หรือว่าจะเกิดสงคราม?”

“ล้อเล่นน่ะสิ? ช่วงเวลาสงบสุขแบบนี้จะรบกับใคร! ฉันว่าผู้อำนวยการคอมมูนต้องไปหาเรื่องคนในกองทัพแน่ ๆ เขาเลยยกโขยงมาคิดบัญชีถึงที่นี่...”

“เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเห็นหลินฮั่ววั่งจากหมู่บ้านหลินเจียโกวที่เคยมีงานพิพากษาคราวก่อนด้วยนะ ทำไมเขาถึงขึ้นรถทหารไปได้ล่ะ? แล้วเมียเขาน่ะ สวยจริง ๆ เลย!”

...

ชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริงต่างเดาสุ่มไปเรื่อย แต่ภายในคอมมูนหงซิง เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานผู้อำนวยการ จางเต๋อปิยว ผู้บัญชาการกองงานติดอาวุธประจำอำเภอกลับโกรธจัดจนตบโต๊ะดังปัง ตวาดใส่จ้าวเถี่ยฉุ่ยว่า

“จ้าวเถี่ยฉุ่ย! แกเอ๊ยแก! รู้ไหมว่าแกหาเรื่องเดือดร้อนใหญ่โตมาให้ฉันขนาดไหน? ผู้นำระดับกรมขึ้นไปที่เห็นวันนี้วันเดียว ยังเยอะกว่าที่ฉันเห็นมาทั้งชีวิตเสียอีก!”

“ผู้บัญชาการจางครับ! ผม... ผมก็ไม่รู้นี่ครับว่าหลังหลินฮั่ววั่งจะมีแบ็กใหญ่ขนาดนี้! ใครจะไปคิดล่ะครับว่าไอ้ชาวบ้านหน้าตาบ้าน ๆ แบบนั้น จะไปรู้จักมักจี่กับนายทหารเยอะแยะขนาดนี้ได้? ต้องเป็นเพราะความสัมพันธ์ของทางครอบครัวหลิวหรูเมิ่งเมียของเขานั่นแหละครับ ก็พ่อของหลิวหรูเมิ่งเป็นถึงนายพลหลิว แม้จะถูกปลดและถูกส่งไปอยู่ชนบท แต่เส้นสายและอิทธิพลก็น่าจะยังพอมีอยู่บ้าง” จ้าวเถี่ยฉุ่ยรีบโยนความผิดทันที

“ไม่เกี่ยวแน่นอน ในกองทัพเขาถือเรื่องพวกนี้มาก ไม่มีทางที่พวกเขาจะให้สถานะนายทหารระดับผู้บังคับกองร้อยแก่หลินฮั่ววั่ง เพียงเพราะเมียเขาเป็นลูกสาวตระกูลหลิวหรอก และฉันดูพวกนายทหารเหล่านั้นที่มากันอย่างเอิกเกริกขนาดนี้ ดูเหมือนจะเป็นทีมสำรวจมากกว่า แสดงว่าในตัวหลินฮั่ววั่งคนนี้ต้องมีความสามารถหรือความลับอะไรบางอย่างแน่ ๆ”

จางเต๋อปิยวเป็นคนคิดรอบคอบ เขาเองก็ไม่เต็มใจที่จะจากไปแบบเสียหน้าอย่างนี้ เขาจึงสั่งจ้าวเถี่ยฉุ่ยว่า “ในกรม 323 แกพอจะมีสายหรือหูตาที่วางไว้บ้างไหม?”

“ไม่มีหรอกครับ! ผมจะไปกล้าได้ยังไง! ผู้บัญชาการจาง ท่านก็ประเมินผมสูงไปแล้วครับ!” จ้าวเถี่ยฉุ่ยปฏิเสธทันที

“เหอะ! สายตาแกมันฟ้อง มีไม่มีแล้วแกจะหลบตาทำไม? อีกอย่าง เสบียงและสิ่งของอุปโภคบริโภคของกรม 323 ตั้งเยอะแยะก็ผ่านทางคอมมูนหงซิงของพวกแก ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขามาประจำการอยู่ที่นี่ตั้งหลายปี แกจะไม่แอบวางแผนอะไรไว้บ้าง?” จางเต๋อปิยวไม่หลงกล เขาซักไซ้ไล่เลียงทันที

“เอ่อ... จะว่าไปมันก็พอมีครับ หลานชายแท้ ๆ ของผมสองคน ผมใช้เส้นสายส่งพวกเขาไปเป็นทหารพอดี... และก็ให้คนจัดการให้ได้ไปอยู่กรม 323 เพราะมันอยู่ใกล้บ้านน่ะครับ แม้จะผิดกฎระเบียบไปหน่อย...” เมื่อถูกจางเต๋อปิยวคาดคั้น จ้าวเถี่ยฉุ่ยจึงตอบอย่างตะกุกตะกัก

“นั่นไงล่ะ หาโอกาสเรียกหลานชายสองคนนั้นออกมาถามดู... ว่าตกลงเจ้าหลินฮั่ววั่งนั่นมีความสามารถอะไร ถึงได้รับการยอมรับจากผู้บัญชาการเขตทหารขนาดนี้”

เมื่อมอบหมายภารกิจเสร็จ จางเต๋อปิยวก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก เขารีบเดินออกไปขึ้นรถจี๊ปและขับกลับอำเภอไป๋ซานไป

“ประหลาดจริง ๆ หลินฮั่ววั่ง ชาวบ้านหมู่บ้านหลินเจียโกวคนหนึ่ง ทำไมถึงก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ได้นะ?” จ้าวเถี่ยฉุ่ยพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก มองไปยังทิศทางที่ตั้งกรม 323 พลางเดาะลิ้นด้วยความไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

...

และเมื่อรถบรรทุกทหารคันแล้วคันเล่าขับเข้าไปในกรมที่ 323 เหล่าทหารในกรมต่างก็ตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีด

เมื่อครู่เสนาธิการของกรมได้ถ่ายทอดคำสั่งและคำชี้แจงจากเขตทหารเบื้องบนให้พวกเขาทราบแล้ว

คำสั่งพิเศษจากกองบัญชาการระบุว่า จะใช้กรมที่ 323 เป็นหน่วยนำร่องในการฝึกทหารรบพิเศษแห่งแรกของประเทศเรา!

หน่วยรบพิเศษแห่งแรกเชียวนะ! นี่คือเกียรติยศและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน!

ไม่ต้องพูดถึงว่าในหมู่พวกเขามีหลายคนที่ได้เห็นกับตาตัวเองในวันนั้น วันที่หลินฮั่ววั่งยิงเป้าลอยฟ้าเข้าเป้าสิบคะแนนทุกนัดราวกับมีปาฏิหาริย์ ไม่มีทหารคนไหนที่ไม่หวังว่าตัวเองจะได้เป็นพลแม่นปืนแบบนั้นบ้าง

เมื่อลงจากรถ หลิวหรูเมิ่งก็เดินตามติดข้างกายหลินฮั่ววั่ง แม้เธอจะเติบโตมาในตึกแถวทหาร และเคยเห็นนายทหารระดับสูงมาไม่น้อย แต่กับค่ายทหารจริง ๆ นั้น เธอเคยไปแค่ไม่กี่ครั้งตอนเด็ก ๆ พอโตมาก็จำอะไรไม่ได้มากนัก

ตอนนี้เมื่อได้กลับมาที่กรมเป็นครั้งที่สอง เห็นเหล่าทหารที่ยืนเรียงแถวรออยู่ด้วยระเบียบวินัยและจิตวิญญาณอันฮึกเหิม เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจลึก ๆ นี่คือทหารของประชาชน ผู้ปกป้องความปลอดภัยของประเทศชาติเรา

“อาวั่ง คุณต้องพูดตามความเป็นจริงนะ มีความสามารถแค่ไหน เราก็สอนแค่นั้น ห้ามคุยโวเด็ดขาด ตอนนี้กระแสโอ้อวดมันผ่านไปแล้ว และถ้าผู้นำมีความเห็นไม่ตรงกับคุณ หรือตั้งข้อสงสัยอะไรขึ้นมา คุณก็อย่าไปดื้อรั้นล่ะ ยิ่งห้ามทะเลาะกับผู้นำเด็ดขาดเลยนะ...” หลิวหรูเมิ่งกระซิบเตือนข้างหูหลินฮั่ววั่ง

“ผมทราบครับ เมิ่งเมิ่ง ขอบคุณที่เตือนนะ วางใจเถอะ เสนาธิการเย่ที่มาจากปักกิ่งคนนั้น ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเขาตาถึง” หลินฮั่ววั่งตบมือที่เนียนละเอียดของหลิวหรูเมิ่งเบา ๆ เพื่อให้เธอสบายใจ

ส่วนรองหัวหน้าหน่วยหลินสุ่ยเซิงที่เดินตามมาข้าง ๆ กลับมีอาการมึนงงไปตลอดทาง เขาเองก็ไม่รู้ว่าตามมาทำไม ดูเหมือนจะไม่มีใครห้ามเขาไม่ให้มาด้วย ดังนั้นเขาเลยถือโอกาสตามมาดูให้เห็นเป็นบุญตา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเดินเข้าไปในลานฝึกของกรม เขาก็ถูกทหารยามที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขวางไว้อย่างสุภาพ

“ขออภัยครับ! พื้นที่หลังจากนี้จะเกี่ยวข้องกับความลับทางทหาร ผู้บังคับการกรมของเราเชิญให้ท่านไปรอที่ห้องทำงานของกรมครับ”

ด้วยเหตุนี้เอง... หลินสุ่ยเซิงที่เดิมทีตั้งใจจะมาดูเรื่องแปลกประหลาด จึงจำใจต้องตามทหารยามไปนั่งรอในห้องทำงานอย่างเซ็ง ๆ

ตัดกลับมาที่ลานฝึก นายทหารระดับกรมขึ้นไปกว่าร้อยคนก็ไม่ใช่พวกที่ดูถูกได้ง่าย ๆ เมื่อครู่อยู่ที่ลานคอมมูนพวกเขาไม่ได้พูดจาหรือหารืออะไรกันมากนัก เพราะมีผู้บังคับการกองพลน้อยและรองผู้บัญชาการกองพลอยู่ด้วย

แต่ตอนนี้เมื่อมาถึงลานฝึก ก็ถึงเวลาที่จะต้องเห็นของจริงกันแล้ว

พวกเขาทีละคนต่างเดินเข้ามาหาหลินฮั่ววั่ง พลางมองสำรวจและวิพากษ์วิจารณ์ราวกับกำลังมองหมีแพนด้าในสวนสัตว์

“เจ้าเด็กครึ่งคนครึ่งลิงอายุ 18 ปี ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้น่ะเหรอ จะมาเป็นครูฝึกหน่วยรบพิเศษ?”

“ได้ยินมาว่า ฝีมือการยิงปืนของเจ้าเด็กนี่มันเทพมาก ขนาดจงเสี่ยวจวินจากกรม 345 ยังต้องยอมแพ้เลยนะ? นั่นน่ะพลแม่นปืนจากการแข่งขันระดับกองทัพเชียวนะ”

“ไม่น่าเป็นไปได้มั้ง? จงเสี่ยวจวินฉันรู้จัก ลูกชายนายทหารเก่าตระกูลจงนี่นา เล่นปืนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือต้องดีอยู่แล้ว แต่หลินฮั่ววั่งคนนี้ จะเป็นเพราะหวางปิยวจื่อคุยโวเกินจริงหรือเปล่า? เขาโชคดีขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ขุดเจอพลแม่นปืนมาจากหุบเขา?”

“กองบัญชาการส่งพวกเรามา คงไม่มีอะไรปลอมหรอก แต่ก็นั่นแหละ สภาพร่างกายของหลินฮั่ววั่งมันแย่เกินไปจริง ๆ ดูออกเลยว่าโตมาแบบอดมื้อกินมื้อ ขาดสารอาหาร ร่างกายยังไม่โตเต็มที่เลยด้วยซ้ำ”

“แล้วก็ ทางเบื้องบนบอกว่า สิ่งที่จะสร้างคือหน่วยรบพิเศษ ที่ใช้วิธีการใหม่พิเศษเพื่อฝึกฝนทหารเหนือชั้นขึ้นมา หลินฮั่ววั่งจะรับหน้าที่ใหญ่ขนาดนี้ได้จริงเหรอ? รู้สึกว่าทหารของฉันสุ่มดึงออกมาสักคน ยังดูแข็งแกร่งกว่าหลินฮั่ววั่งคนนี้อีก!”

...

เห็นได้ชัดว่า รูปร่างและร่างกายของหลินฮั่ววั่งที่ดูผอมบางและอ่อนแอ ทำให้เขาถูกเหล่านายทหารระดับกรมเหล่านี้ดูแคลนตั้งแต่แรกพบ แม้พวกเขาจะรู้มาบ้างแล้วว่าหลินฮั่ววั่งคือพลแม่นปืนที่เอาชนะจงเสี่ยวจวินมาได้ แต่พวกเขาก็ยังคงมีสายตาแห่งความสงสัย และไม่เชื่อว่าหลินฮั่ววั่งจะสามารถสร้างผลงานอะไรยิ่งใหญ่ในการก่อตั้งหน่วยรบพิเศษได้

เย่จือเฟยและรองผู้บัญชาการกองพลหงที่เป็นผู้นำ ย่อมได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยของเหล่าผู้บังคับการกรมเหล่านั้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ขัดขวาง กลับมองไปทางหลินฮั่ววั่งที่อยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม

เย่จือเฟยเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหา แล้วพูดกับหลินฮั่ววั่งอย่างเป็นกันเองว่า

“อาวั่ง! ดูเหมือนผู้บังคับการกรมที่ฉันพามาเหล่านี้ จะไม่ค่อยยอมรับในตัวคุณเท่าไหร่นะ! เอาอย่างนี้ไหม... แสดงฝีมือสักสองสามกระบวนท่าให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาหน่อย?”

“ฉันได้ยินจากผู้บังคับการกรมหวังมาว่า ฝีมือการยิงปืนของคุณน่ะเข้าขั้นปาฏิหาริย์ เป้าที่โยนขึ้นไปก็ยังยิงเข้าเป้าสิบคะแนนได้แม่นยำ แบบนี้ต้องให้พวกผู้บังคับการกรมเหล่านี้ได้เห็นกับตาหน่อยแล้วล่ะ ว่าความร้ายกาจของหน่วยรบพิเศษที่แท้จริงเป็นยังไง จะได้รู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่เป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง?”

...

จบบท

จบบทที่ บทที่ 42 อาวั่ง! แสดงฝีมือให้พวกเขาเปิดหูเปิดตาหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว