เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 ผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายตบเท้ากดดันคอมมูน!

บทที่ 41 ผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายตบเท้ากดดันคอมมูน!

บทที่ 41 ผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายตบเท้ากดดันคอมมูน!


ทันทีที่ได้ “คำให้การ” ที่หลินฮั่ววั่งเขียน จ้าวเถี่ยฉุยก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที

เขาลำพองใจอย่างยิ่ง คิดว่าทั้งหลินฮั่ววั่งและหวังเปียวต่างก็ติดกับของเขาเข้าแล้ว เพราะตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้เตรียมจะใช้ข้อหา “ขโมยปืน” มาจัดการหลินฮั่ววั่งให้ตายคามือจริงๆ

เขาแค่ใช้ข้อหา “ขโมยปืน” เป็นข้ออ้างในการจับตัวหลินฮั่ววั่งมาเพื่อให้อีกฝ่ายลดความระมัดระวังลง จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันป้องกันตัว บีบให้เขียนลงไปตามความจริงว่าปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 กระบอกนั้น หวังเปียวเป็นคนมอบให้หลินฮั่ววั่งกับมือ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำให้การของทั้งสองฝ่ายก็ตรงกัน จากนั้นค่อยให้จางเต๋อปิยว ผู้บัญชาการทหารของอำเภอมาเป็นคนคุมสถานการณ์ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของจางเต๋อปิยวที่พอจะสูสีกับหวังเปียว ย่อมกดดันอีกฝ่ายได้

หลังจากนั้นเขาก็จะขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้น ให้จางเต๋อปิยวใช้ชื่อของอำเภอแจ้งเรื่องไปยังระดับภูมิภาคที่สูงกว่ารวมถึงเขตทหาร เมื่อถึงตอนนั้น ไม่เพียงแต่ตัวละครกระจอกๆ อย่างหลินฮั่ววั่งจะจบเหม่ แม้แต่หวังเปียวก็คงยากจะรอดพ้นความตาย

จ้าวเถี่ยฉุยกระหยิ่มยิ้มย่อง หลายปีที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคอมมูนหงซิงมา เขาจัดการคนมานักต่อนัก ใช้กลอุบายมาสารพัด แต่มีเพียงครั้งนี้เท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง ราวกับภูมิปัญญาทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในกำมือ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม

“ที่แท้แกก็วางแผนการเล็กๆ แบบนี้ไว้นี่เอง!”

ทว่าสิ่งที่จ้าวเถี่ยฉุยคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อหลินฮั่ววั่งได้ยินเรื่องพวกนี้ กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขากลับเผยรอยยิ้มหยันออกมาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ความภูมิใจที่เพิ่งพุ่งพล่านของจ้าวเถี่ยฉุยลดฮวบลงไปครึ่งหนึ่งทันที

“หลินฮั่ววั่ง ทำไมแกถึงไม่กลัวเลยสักนิด? ตอนนี้แม้แต่หวังต้าปิยวจื่อที่เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของแก ฉันยังจะจัดการเขาให้ตายตามไปเลยนะ”

ตามความคาดหมายของจ้าวเถี่ยฉุย ตอนนี้หลินฮั่ววั่งควรจะร้องห่มร้องไห้คุกเข่าขอชีวิตไม่ใช่หรือ? ท่าทางของหลินฮั่ววั่งในตอนนี้ทำให้จ้าวเถี่ยฉุยหงุดหงิดเหลือเกิน

“อ๋อ! กลัวสิ ผมกลัวจะตายอยู่แล้วเนี่ย! งั้นขอถามหน่อย ตอนนี้ผมกลับบ้านได้หรือยัง?” หลินฮั่ววั่งยิ้มพลางถามกลับด้วยท่าทางผ่อนคลายอีกครั้ง

“กลับบ้านงั้นเรอะ กลับลงหลุมไปเถอะแก! รอความตายอยู่ที่นี่แหละ!” จ้าวเถี่ยฉุยเห็นหลินฮั่ววั่งยังมีแก่ใจมาล้อเล่นกับเขา ก็โมโหจนหน้ามืดตามัว ก่อนจะปิดประตูดังปัง

“ไอ้หนู แกนี่มันปากแข็งจริงๆ ถ้าฉันเป็นแกนะ เมื่อกี้คงพูดจาอ่อนน้อมอ้อนวอนท่านผู้อำนวยการไปแล้ว เผื่อว่าท่านผู้อำนวยการจะเมตตาไว้ชีวิตหมาๆ ของแกสักหนึ่งชาติ? อีกอย่างฉันก็พอจะดูออกว่า ครั้งนี้ท่านผู้อำนวยการไม่ได้พุ่งเป้ามาที่กุ้งฝอยอย่างแกเป็นหลักหรอก แต่พุ่งเป้าไปที่ผู้บังคับการหวังแห่งกรมทหารที่ 323 โน่น แกมันก็แค่ผลพลอยได้จากการถางหญ้าแล้วเจอสัตว์ติดมือมาด้วยเท่านั้นแหละ แกจะปากแข็งไปทำไม เป็นเหมือนหินในส้วม ทั้งเหม็นทั้งแข็ง รอโดนยิงเป้ากินลูกตะกั่วเถอะ! หรืออย่างน้อยๆ ก็ติดคุกจนแก่ตายอยู่ในนี้แหละ”

จ้าวต้านิว ทหารอาสาที่เฝ้าหลินฮั่ววั่ง ทำท่าทางราวกับผู้มีเมตตา พยายามเกลี้ยกล่อมให้หลินฮั่ววั่งหาทางรอดให้ตัวเอง

หลินฮั่ววั่งกลับยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “แกเชื่อไหมว่าฉันจะนั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องขังนี่แหละ เดี๋ยวอีกสักพักผู้อำนวยการของแกนั่นแหละที่จะต้องมาอ้อนวอนให้ฉันออกไป แกเชื่อไหมล่ะ?”

“ผู้อำนวยการของเรามาอ้อนวอนให้แกออกไปเนี่ยนะ? สมองแกมีปัญหาหรือเปล่า?” เห็นได้ชัดว่าจ้าวต้านิวคิดว่าหลินฮั่ววั่งกำลังพูดจาเพ้อเจ้อ จึงไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเขาเลยสักนิด

……

ขณะเดียวกันที่ลานสำนักงานคอมมูน เมื่อผู้บังคับการกรมหวังเปียวเห็นจ้าวเถี่ยฉุยเดินกลับออกมา เขาก็เดินเข้าไปถามทันที

“เป็นยังไงบ้าง ผู้อำนวยการจ้าว ในเมื่อได้หลักฐานพิสูจน์จากผมแล้ว ตอนนี้ปล่อยตัวหลินฮั่ววั่งได้หรือยัง?”

จ้าวเถี่ยฉุยแค่นยิ้มเย็นชา “ผู้บังคับการหวัง ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเสียแล้วล่ะ”

“ไม่ได้ง่ายยังไง?” หวังเปียวถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว เพราะคาดไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเล่นตุกติก

“เมื่อกี้ผมเพิ่งได้คำให้การที่หลินฮั่ววั่งเขียนขึ้นมาเองกับมือ” จ้าวเถี่ยฉุยพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เขายอมรับแล้วว่าปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 กระบอกนั้น ผู้บังคับการหวังเป็นคนมอบให้เขากับมือ”

“งั้นเรื่องก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง? คำให้การของทั้งสองฝ่ายตรงกัน ต่างก็พิสูจน์ได้ว่าหลินฮั่ววั่งไม่ได้ขโมยปืนของกองทัพ ผู้อำนวยการจ้าว ปิดคดีแล้วคืนความบริสุทธิ์ให้หลินฮั่ววั่งได้แล้วใช่ไหม?” หวังเปียวหรี่ตาลง แกล้งทำเป็นอดทนเล่นตามน้ำไปกับผู้อำนวยการจ้าวผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา หลินฮั่ววั่งไม่ได้ขโมยปืนของกองทัพจริงๆ นั่นแหละ แต่มันดันไปเกี่ยวพันกับคดีอื่นที่ใหญ่กว่านี้น่ะสิ!” จ้าวเถี่ยฉุยทำท่าทางวางมาดสูงส่งพลางชี้หน้าหวังเปียว “คราวนี้แหละที่มันเกี่ยวพันมาถึงตัวคุณแล้วผู้บังคับการหวัง ดูท่าจะไม่ค่อยดีแล้วนะ!”

“ไม่ดียังไง? ผู้อำนวยการจ้าวมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ!” หวังเปียวแค่นเสียง

“หวังเปียว!” จ้าวเถี่ยฉุยตวาดเสียงดัง “เรื่องของแกแดงออกมาแล้ว! แกสมรู้ร่วมคิดกับหลินฮั่ววั่งและพวก แอบเอาอาวุธปืนจากคลังของกองทัพออกมาขาย แกจะยอมรับผิดไหม?”

“เหอะ! ฉันก็นึกว่าแกจะยัดข้อหาอะไรให้ ที่แท้ก็แค่นี้? ไหนล่ะหลักฐาน? เอาออกมาดูหน่อยสิ! ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่ามาเที่ยวพ่นอุจจาระใส่คนอื่นตอนที่ว่างจนไม่มีอะไรทำแบบนี้” หวังเปียวปรายตามองอย่างดูแคลน มือของเขาขยับไปแตะที่ปืนพกข้างเอว

“แกจะทำอะไร? หวังต้าปิยวจื่อ แกคิดจะฆ่าคนปิดปากงั้นเหรอ? เหอะ! บอกตามตรงนะ คดีใหญ่ขนาดนี้ฉันรายงานไปยังแผนกทหารของที่ทำการอำเภอแล้ว และแจ้งเรื่องให้ผู้บัญชาการจางเต๋อปิยวทราบเรียบร้อยแล้วด้วย ตอนนี้เขากำลังเดินทางมาที่นี่ ต่อให้แกฆ่าฉันตอนนี้ แกก็หนีความผิดไม่พ้นหรอก”

จ้าวเถี่ยฉุยทำท่าทางองอาจราวกับผู้ผดุงคุณธรรมที่ยอมสละชีพเพื่อความถูกต้อง ประหนึ่งว่าในวินาทีถัดไป เขาจะยอมตายภายใต้คมปืนของหวังเปียวเพื่อรักษาความยุติธรรมไว้

“อ้อ? ไอ้หนูจางเต๋อปิยวนั่นเองเหรอ! ฉันก็นึกว่าแมลงวันที่ไหนมาเที่ยวบินตอมกลิ่นมูลหาของกิน ที่แท้แกก็เป็นสุนัขรับใช้ที่ดีของมันนี่เอง! เอาเถอะ ฉันจะไม่ลำบากแกที่เป็นแค่สุนัขหรอก ไว้รอจางเต๋อปิยวมาถึงก่อน แล้วพวกเราค่อยมาสะสางเรื่องนี้กันให้จบๆ ไป!”

หวังเปียวหลอกถามจนรู้ตัวคนบงการที่อยู่เบื้องหลังได้ในที่สุด เขาจึงเดินกลับไปที่รถจี๊ปด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายยิ่งกว่าเดิม

“อาหวาง สรุปว่าเป็นยังไงบ้างคะ? ทำไมในเมื่อมีหลักฐานจากคุณแล้ว พวกเขายังไม่ยอมปล่อยอาวั่งอีก?” เมื่อเห็นผู้บังคับการกรมหวังเปียวเดินกลับมาเหมือนจะ “พ่ายแพ้” หลิวหรูเมิ่งที่เดิมทีไม่ได้กังวลมากนักก็เริ่มใจเสียขึ้นมาทันที เพราะหากที่นี่แม้แต่หวังเปียวยังช่วยอาวั่งไม่ได้ เธอเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้อีก

รองหัวหน้าหน่วยผลิตหลินสุ่ยเซิงเองก็ขมวดคิ้วแน่น พลางถอนหายใจออกมา “จ้าวเถี่ยฉุยคนนี้ช่วงเวลาพิเศษที่ผ่านมาจัดการคนมาไม่น้อย เล่ห์เหลี่ยมก็เพทุบายและอำมหิตนัก ไม่รู้ว่าอาวั่งจะทนไม่ไหวจนยอมรับสารภาพส่งเดชอะไรข้างในไปหรือเปล่า”

“ไม่มีทางค่ะ! อาวั่งเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” พอได้ยินแบบนั้น หลิวหรูเมิ่งก็ยิ่งกระวนกระวายใจหนักขึ้นไปอีก

หวังเปียวกลับยิ้มปลอบใจเธอ “แม่หนู! อย่ากลัวไปเลย มีลุงอยู่ตรงนี้ ใครก็อย่าหวังจะมาแตะต้องอาวั่งของหนูได้ ครั้งนี้คงเป็นเพราะหลินฮั่ววั่งโดนลุงลากมาเกี่ยวด้วย ลุงมีศัตรูที่จ้องจะเล่นงานลุงอยู่พอดี มันก็เลยถือโอกาสเอาเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง เดี๋ยวรอสักพัก พอเขามารอดูกันว่าลุงจะจัดการข่มขวัญเขาให้ราบคาบได้ยังไง”

เมื่อเห็นหวังเปียวยังมีอารมณ์ขันและพูดจาผ่อนคลายได้ขนาดนี้ เส้นประสาทที่ตึงเครียดของหลิวหรูเมิ่งก็ผ่อนคลายลงทันที

“ดีจริงๆ ค่ะ! อาหวาง ขอแค่อาวั่งไม่เป็นอะไรก็พอ” หลิวหรูเมิ่งรู้จักหวังเปียวดี เขาไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องสำคัญ ในเมื่อเขาพูดแบบนี้ อาวั่งย่อมต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน

เป็นดังที่คาด... รอไปอีกเกือบสิบนาที รถจี๊ปคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในลานสำนักงานคอมมูนหงซิงอย่างล่าช้า

จางเต๋อปิยว ผู้บัญชาการทหารอำเภอไป๋ซาน ก้าวลงมาจากรถจี๊ป จ้าวเถี่ยฉุยรีบทำตัวเหมือนสุนัขที่กระตือรือร้นรีบเข้าไปต้อนรับด้วยใบหน้าประจบสอพลอทันที

“ผู้บัญชาการจางครับ! ในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที! ท่านดูสถานการณ์ที่นี่สิครับว่าเป็นยังไง! ผู้บังคับการหวังนำทหารมาตั้งมากมายขนาดนี้ คิดจะมาบุกชิงนักโทษจากที่คุมขังของคอมมูนเราชัดๆ เลยครับ!” เมื่อมีที่พึ่งมาถึง จ้าวเถี่ยฉุยก็ส่งเสียงดังขึ้นมาทันที

“เหอะ! นี่มันคิดจะก่อกบฏชัดๆ! คอมมูนประชาชนเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจของประชาชน เป็นตัวแทนของผลประโยชน์และเกียรติยศของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าสุนัขหรือแมวที่ไหนอาศัยว่ามีกำลังทหารในมือหน่อย แล้วจะมาบังอาจบุกรุกทำตามใจชอบได้”

เมื่อมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล จางเต๋อปิยวก็เริ่มวางมาดใหญ่โตทันที ในสมัยนี้ความจริงมันก็เป็นเช่นนี้เอง ไม่ว่าแกจะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึง “ความชอบธรรม” และ “ความสมเหตุสมผล” มาก่อน ไม่อย่างนั้นต่อให้แกจะเป็นผู้นำระดับสูง หากชาวบ้านธรรมดาๆ สักคนยกเหตุผลมาโต้แย้ง แกก็อาจจะโดนต้อนจนหน้าแดงก่ำเสียหน้าได้เหมือนกัน

“ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้หนูจางต้าเฮ้าจื่อ (จางหนูใหญ่) นี่เอง เมื่อไหร่กันที่แกเลิกเป็นหนูแล้วหันมาเป็นสุนัขแทนล่ะเนี่ย? สุนัขไล่จับหนู เขาว่ามันหาเรื่องใส่ตัว แต่แกนี่มันจับตัวเองชัดๆ เลยนะ ฮ่าๆ...” เมื่อเห็นตัวการหลักปรากฏตัว หวังเปียวก็ก้าวลงมาจากรถจี๊ปพลางพูดจาเย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจ

“หวางต้าปิยวจื่อ!! แกไม่รู้หรือไงว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันผิดกฎหมาย ฉันเป็นผู้บัญชาการทหารของอำเภอไป๋ซาน ฉันเป็นตัวแทนของรัฐบาลอำเภอไป๋ซาน เป็นตัวแทนของประชาชนหกแสนคนในอำเภอไป๋ซาน แกบังอาจนำกำลังทหารมาคุกคามคอมมูนประชาชน นี่คือการกระทำที่ไร้องค์กร ไร้ระเบียบวินัย ไร้พรรค ไร้รัฐบาล และไร้ขื่อแป ฉันสามารถใช้ชื่อรัฐบาลอำเภอไป๋ซานจับกุมแกตรงนี้ได้เลย!”

เมื่อได้ยินฉายา “จางต้าเฮ้าจื่อ” จางเต๋อปิยวก็โกรธจนไฟลุกท่วม หน้าแดงก่ำราวกับกวนอู ฉายานี้มีคนรู้น้อยมาก และคนที่กล้าเรียกยิ่งน้อยลงไปอีก มันเริ่มมาจากตอนที่เขาเป็นทหารเกณฑ์ใหม่ๆ แล้วอยู่หมู่เดียวกับหวังเปียว

คืนหนึ่งมีหนูเข้ามาในห้องพัก หลังจากเพื่อนทหารคนอื่นๆ ตื่นขึ้นมา ต่างก็ตื่นเต้นพากันไล่จับหนู มีเพียงจางเต๋อปิยวคนเดียวที่ตกใจจนหน้าถอดสี กระโดดพรวดเดียวขึ้นไปเกาะขื่อหลังคาไม่ยอมลงมา เพื่อนๆ ต่างก็หัวเราะกันจนปวดท้อง และตั้งแต่นั้นมาฉายา “จางต้าเฮ้าจื่อ” ของเขาก็แพร่กระจายไปทั่ว แต่หลังจากที่เขาและหวังเปียวได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับรองผู้บังคับการกรม ก็ไม่มีใครกล้าเอาฉายานี้มาล้อเล่นอีกเลย แน่นอนว่า... ยกเว้นหวางต้าปิยวจื่อคนนี้ไว้คนหนึ่ง

และวันนี้พอเจอกัน หวังเปียวก็เอาฉายาในอดีตมาล้อเลียนทันที ทำให้จางเต๋อปิยวเสียหน้าอย่างหนัก จนเขาตัดสินใจฉีกหน้าและเริ่มเปิดฉากโจมตีหวังเปียวตรงๆ

“โอ้! คิดจะจับฉันงั้นเหรอ? จางต้าเฮ้าจื่อ แกคิดว่าแกมีคุณสมบัติพอไหมล่ะ? ผู้บัญชาการทหารอำเภอคนหนึ่ง จะมาจับผู้บังคับการกรมอย่างฉันเนี่ยนะ? อีกอย่าง ฉันทำความผิดอะไร? พวกแกมีหลักฐานไหมล่ะ? เอาออกมาดูสิ! ไม่อย่างนั้นพวกแกก็กำลังหมิ่นประมาทนายทหารที่ยังประจำการอยู่ชัดๆ” หวังเปียวตอกกลับอย่างไม่ลดละ

“หลักฐานงั้นเรอะ? จ้าวเถี่ยฉุย เอาหลักฐานออกมาทั้งหมด ให้ท่านผู้บังคับการหวังผู้ยิ่งใหญ่ได้ตายอย่างตาสว่างหน่อยสิ” จางเต๋อปิยวส่งสัญญาณ จ้าวเถี่ยฉุยที่รออยู่ข้างๆ ก็รีบยื่น “คำให้การ” ทั้งสองฉบับ พร้อมกับปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ออกมาทันที

“ผู้บังคับการหวัง ขอถามหน่อยว่าเนื้อหาในคำให้การฉบับนี้เป็นความจริงหรือไม่? ลายนิ้วมือและลายเซ็นด้านบนเป็นของคุณใช่ไหม?” จางเต๋อปิยวหรี่ตาถาม

“ใช่แล้วจะทำไม?” หวังเปียวยืดอกยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

“ดีมาก! คำให้การอีกฉบับที่เป็นของหลินฮั่ววั่งก็พูดแบบเดียวกัน นั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า แก หวังเปียว ในฐานะผู้บังคับการกรมทหารที่ 323 กลับแอบมอบปืนจากคลังของกองทัพให้แก่หลินฮั่ววั่งที่เป็นเพียงชาวบ้านในหมู่บ้านหลินเจียโกวเป็นการส่วนตัว ใช่ไหมล่ะ? นี่น่ะหรือยังไม่ใช่หลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา? อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่าแกน่ะ ‘ยักยอกของหลวง’ เห็นคลังแสงของกองทัพเป็นของส่วนตัว และในทำนองเดียวกัน ฉันก็มีเหตุผลที่จะสงสัยว่า แกน่ะแอบลักลอบขายอาวุธและกระสุนปืนออกไปตั้งนานแล้วเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว”

ในระหว่างทางที่มา จางเต๋อปิยวได้ซักซ้อมคำพูดพวกนี้ในหัวมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว ตอนนี้เขาส่งคำถามรัวๆ ออกไปราวกับกำลังสวมหมวกข้อหาความผิดต่างๆ ลงบนหัวของหวังเปียวไปทีละใบ

“โอ้โห! โยนหม้อใบใหญ่ (ยัดข้อหาหนัก) ให้จังเลยนะ! จางต้าเฮ้าจื่อเอ๋ย! หลังจากที่แกปลดประจำการมาทำงานท้องถิ่น ฝีมือในมือดูจะไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยนะ แต่ฝีปากดูจะยาวขึ้นเยอะเลยนี่! ไม่อย่างนั้นทำไมถึงพูดจาเพ้อเจ้อได้ขนาดนี้ล่ะ? โดนแกพูดจาเลอะเทอะป้ายสีแบบนี้เข้า ฉันชักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นอาชญากรที่เลวระยำขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ!” หวังเปียวพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

จางเต๋อปิยวแค่นเสียงเย็น “อะไรกัน? ดูเหมือนแกจะไม่ยอมรับผิดสินะ? ได้! งั้นพวกเราก็ไปฟ้องร้องกันที่เขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือ ไปฟ้องถึงระดับเมืองระดับมณฑลโน่นเลย ในฐานะผู้บัญชาการทหารท้องถิ่น ฉันไม่มีวันยอมให้การกระทำที่ผิดกฎหมายแบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยทำเป็นมองไม่เห็นเด็ดขาด”

“พอเถอะ! จางต้าเฮ้าจื่อ เก็บสีหน้าเสแสร้งทำเป็นคนดีนั่นไปซะ ในเมื่อแกมีหลักฐาน แล้วคิดว่าฉันจะไม่มีหลักฐานหรือไง?” พูดจบ หวังเปียวก็หยิบแบบฟอร์มคำขอที่ได้รับการอนุมัติใบหนึ่งออกมา ยื่นให้อีกฝ่ายพลางยิ้มกล่าวว่า

“ฉันขอแก้ไขสิ่งที่แกพูดผิดไปเมื่อกี้หน่อยนะ อย่างแรก ฉันไม่ได้แอบมอบปืนให้หลินฮั่ววั่งเป็นการส่วนตัว แต่ฉันมอบให้เขาอย่างเปิดเผยต่อหน้านักรบทั่วทั้งกรม อย่างที่สอง ที่แกบอกว่าหลินฮั่ววั่งเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ ในหมู่บ้านหลินเจียโกว... ผิดแล้ว! ผิดถนัด! หลินฮั่ววั่งคือเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อย (เจิ้งเหลียนจี๋) สังกัดกรมทหารที่ 323 ของฉัน ใบคำขอนี่แกช่วยเบิกตาหมาๆ ของแกดูให้มันชัดๆ หน่อย กองบัญชาการเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว ให้สหายหลินฮั่ววั่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยภายใต้สังกัดกรมทหารที่ 323 ของฉัน เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยคนหนึ่ง ฉันมอบปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Type 56 ให้เขาหนึ่งกระบอก มันมีปัญหาตรงไหน? ต่อให้จะมีปัญหา มันก็เป็นปัญหาภายในของกรมทหารเราเอง ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างแกจะมาชี้นิ้วสั่ง หรือแม้แต่จะมาพ่นน้ำลายสกปรกใส่ร้ายนายทหารระดับผู้บังคับการกรมอย่างฉัน!”

“อะ... อะไรนะ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น จางเต๋อปิยก็ถึงกับอึ้งไปทั้งแถบ เขาหันไปมองจ้าวเถี่ยฉุยที่อยู่ข้างๆ เป็นเชิงถามว่าทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แล้วทำไมแกถึงไม่รายงาน?

จ้าวเถี่ยฉุยได้แต่ส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด จริงๆ แล้วในตอนที่เขาจับตัวหลินฮั่ววั่ง หลินฮั่ววั่งก็ได้บอกสถานะเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยของเขาไปแล้ว แต่ตอนนั้นจ้าวเถี่ยฉุยฟังแล้วเห็นเป็นเรื่องตลก มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ! เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยอายุสิบแปดปี หลังจากการปลดแอกมา ทั้งประเทศจีนคงไม่มีหรอกมั้ง? เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง

แถมหวังเปียวยังถือใบอนุมัติจากเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือมาด้วย ต่อให้หวังเปียวจะมุทะลุแค่ไหน เขาก็คงไม่กล้าเอาเอกสารทางการแบบนี้มาล้อเล่นหรือปลอมแปลงขึ้นมาหรอก จางเต๋อปิยวจ้องมองใบอนุมัติในมือนั้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ

“เป็นไปไม่ได้! หวังเปียว ใบอนุมัตินี่แกต้องปลอมขึ้นมาแน่ๆ! หลินฮั่ววั่งคนนี้เพิ่งจะอายุสิบแปดเองนะ! เขายังไม่ได้เข้ากรมด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นทหารเลยสักนิด แล้วเขาจะกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยได้ยังไงในทันที? ฉันเองก็เคยเป็นทหารมานะ อย่าว่าแต่ระดับผู้บังคับกองร้อยเลย ต่อให้เป็นระดับผู้บังคับหมวด (เจิ้งไผจี๋) ถ้าไม่ได้เป็นทหารตัวอย่างติดต่อกันหลายปี ก็อย่าหวังจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเลย”

จางเต๋อปิยวมองหวังเปียวด้วยสายตาจับผิดพลางกวาดตามองซ้ายทีขวาที เขาปักใจเชื่อเด็ดขาดว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะมันดูไร้เหตุผลและผิดปกติเกินไป ต่อให้เป็นลูกชายของผู้บัญชาการทหารมาเข้ากรมเป็นทหาร ก็ไม่มีทางที่จะได้รับยศระดับผู้บังคับกองร้อยทันทีที่เข้ามาหรอก ทุกคนต้องเริ่มจากทหารเกณฑ์ด้วยกันทั้งนั้น เรื่องแบบนี้อาจจะหลอกคนที่ไม่เคยเป็นทหารอย่างจ้าวเถี่ยฉุยได้ แต่สำหรับเขามันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

“ทำไม? แกไม่เชื่ออย่างนั้นเหรอ? แกคิดว่าหวังเปียวอย่างฉันจะกล้าปลอมแปลงตราประทับของกองบัญชาการเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือหรือไง?” หวังเปียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ถ้าแกไม่เชื่อ ตอนนี้แกก็โทรศัพท์ไปตรวจสอบที่กองบัญชาการเขตทหารได้เลย”

“เรื่องจริงงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้! หรือว่าหลินฮั่ววั่งคนนี้จะทำประโยชน์อะไรที่โดดเด่นให้กับกองทัพ? ถึงได้เลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นกรณีพิเศษขนาดนี้?” จางเต๋อปิยวสีหน้าเคร่งขรึมลงพลางถามหวังเปียวต่อ

“นั่นไม่ใช่เรื่องของแก แกจะมายุ่งอะไรกับที่มาของระดับผู้บังคับกองร้อยของหลินฮั่ววั่งล่ะ แกแค่รู้ไว้ว่าเอกสารหลักฐานของฉันไม่ใช่ของปลอมก็พอแล้ว” หวังเปียวพูดด้วยท่าทางกระหยิ่มใจ “รีบปล่อยคนได้แล้ว! อย่าให้เรื่องมันบานปลายจนสุดท้ายแกต้องเสียหน้าจนหมดตัวเลย”

“ไม่ได้! ปล่อยคนไม่ได้ นอกจากแกจะบอกฉันมาว่าหลินฮั่ววั่งคนนี้มีความสามารถอะไร ถึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่อายุสิบแปด ใครจะไปรู้ว่าแกไม่ได้แต่งเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แบบนี้ขึ้นมาเองกะทันหันเพื่อจะหนีความผิดในตอนนี้น่ะ” จางเต๋อปิยวกัดฟันพูดด้วยความแค้นเคือง ยังไงเขาก็ไม่ยอมถอย

“เหอะ! จางต้าเฮ้าจื่อ เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าแส่หาเรื่อง เรื่องของหลินฮั่ววั่งน่ะเป็นความลับทางทหาร และฉันจะบอกแกไว้ให้นะว่ามันเป็นความลับระดับสองขึ้นไปเลยล่ะ ถ้าแกยังจะเที่ยวสืบความลับซี้ซั้วอีก ระวังฉันจะจับแกกลับไปในข้อหาเป็นสายลับซะเลยนะ” หวังเปียวพูดอย่างไม่เกรงใจ

“ความลับทางทหารงั้นเหรอ? อย่ามาขู่ฉันหน่อยเลย แค่เด็กอายุสิบแปดตัวเท่าเนี้ย จะไปเกี่ยวข้องกับความลับทางทหารระดับไหนได้กันเชียว? วันนี้ไม่ว่ายังไงก็ตาม ถ้าจะให้พวกเราปล่อยตัวหลินฮั่ววั่ง นอกจากจะมีคนจากกองบัญชาการเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือมาด้วยตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าทุกอย่างที่แกพูดมาเป็นความจริงเท่านั้น” จางเต๋อปิยวยืนเท้าสะเอวอย่างไม่แยแสอะไรอีกแล้ว ยังไงเขาก็จะหาเรื่องหวังเปียวให้ถึงที่สุด

ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถดังแว่วมาจากด้านนอก เสียงนั้นดังไม่น้อยเลยทีเดียว ทุกคนต่างรีบหันไปมองข้างนอกโดยพร้อมเพรียงกัน

ภาพที่เห็นคือรถจี๊บทหารสามสี่คันขับนำขบวนมา ตามหลังด้วยขบวนรถบรรทุกทหารอีกเจ็ดแปดคัน มุ่งตรงเข้ามาในลานสำนักงานคอมมูนอย่างชัดเจน ลานสำนักงานที่เดิมทีดูจะกว้างขวางก็พลันหนาแน่นขึ้นมาถนัดตา เมื่อรถจี๊ปและรถบรรทุกทหารจอดสนิท นายทหารที่มีท่าทางสง่างามในชุดระดับผู้บังคับการกรม (ถวนจี๋) ต่างก็ก้าวลงมาจากรถโดยพร้อมเพรียงกัน

ผู้นำขบวนคือเสนาธิการเย่ จือเฟย ที่หวังเปียวเคยเจอที่กองบัญชาการเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือ และนายทหารระดับผู้บังคับการกรมคนอื่นๆ อีกเกือบร้อยนายต่างก็เดินตามหลังเขามา นายทหารระดับผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนาย! พวกเขาเดินเรียงแถวตรงเข้ามาหา ช่างเป็นภาพที่สั่นประสาททุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้อย่างแท้จริง

“นี่... นี่มัน... คนพวกนี้เป็นใครกันน่ะ? ทำไมมีนายทหารเยอะขนาดนี้? ดูเหมือนจะมียศระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไปเหมือนอาหวางเลย...” หลิวหรูเมิ่งที่ยืนอยู่ข้างรถจี๊ปเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ตรงหน้า

หลินสุ่ยเซิง รองหัวหน้าหน่วยผลิตที่เดิมทีก็ตื่นเต้นอยู่แล้วตอนดูหวังเปียวกับจางเต๋อปิยวปะทะคารมกัน ตอนนี้เขายิ่งโดนนายทหารระดับผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายกดดันจนยืนแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัว โชคดีที่ร่างกายเขายังอิงอยู่กับตัวรถจี๊ป ไม่อย่างนั้นคงทรุดลงไปกองกับพื้นแน่ๆ

“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีนายทหารมาเยอะขนาดนี้ได้ล่ะ?” จ้าวเถี่ยฉุยเห็นท่าไม่ดี ในใจก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นมาทันที เขารีบหันไปมองจางเต๋อปิยวที่เป็นที่พึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าจางเต๋อปิยวเองก็มีสภาพไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก

ด้วยความที่เคยรับราชการทหารมาหลายปี จางเต๋อปิยวย่อมรู้ดีว่าการที่นายทหารระดับผู้บังคับการกรมจำนวนมากขนาดนี้เคลื่อนไหวพร้อมกัน จะต้องมีเรื่องใหญ่โตเกิดขึ้นแน่ๆ ปกติต่อให้เป็นการประลองฝีมือทหารทั่วทั้งกองทัพ ก็ยังไม่แน่ว่าจะรวมตัวนายทหารระดับผู้บังคับการกรมได้มากมายขนาดนี้ในที่เดียวกันเลย เพราะเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือทั้งเขต ก็มีหน่วยระดับกรมเพียงหกสิบถึงเจ็ดสิบหน่วยเท่านั้น หรือว่าเกือบทุกหน่วยระดับกรมจะส่งตัวแทนมากันหมด? มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

จางเต๋อปิยวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความคิดที่จะโต้เถียงหรือต่อสู้กับหวังเปียวหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนตัวหวังเปียวเองเขาก็แอบตกใจกับสถานการณ์นี้อยู่ไม่น้อย ตอนที่เขากลับมาจากกองบัญชาการเขตทหาร เขาได้ยินผู้บัญชาการหยางบอกว่าจะส่งเสนาธิการเย่ให้นำคณะสำรวจมาที่กรมทหารที่ 323 เพื่อมาศึกษาและเยี่ยมชม แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าขนาดของคณะสำรวจนี้จะอลังการงานสร้างขนาดนี้! มีแต่นายทหารระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไปทั้งนั้น และเขายังเห็นผู้บังคับบัญชาและเสนาธิการระดับผู้บัญชาการกองพล (ซือจี๋) และผู้บัญชาการกองพลน้อย (ลวี่จี๋) อยู่ในขบวนนั้นด้วย

เมื่อเห็นเย่ จือเฟย นำคณะเดินตรงเข้ามา หวังเปียวก็ไม่กล้าวางมาด รีบก้มตัวเดินเข้าไปต้อนรับทันที “เสนาธิการเย่! พวกคุณหาที่นี่เจอได้ยังไงกันครับเนี่ย?” หวังเปียวถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แล้ว พลางจับมือกับเย่ จือเฟย ด้วยรอยยิ้ม

เย่ จือเฟย เองก็รู้สถานการณ์ เขาตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มว่า “เดิมทีพวกเราไปถึงหน้าค่ายทหารของกรมคุณแล้ว แต่ทหารยามบอกว่า... หลินฮั่ววั่ง คนที่ผู้บัญชาการหยางระบุชื่อให้พวกเรามาหาถูกจับตัวไป และคุณก็นำคนมาที่ลานสำนักงานคอมมูนหงซิงเพื่อขอความเป็นธรรม พวกเราก็เลยต้องตามมาดูหน่อยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

โอ้โห! พอคำพูดนี้ของเย่ จือเฟย หลุดออกมา ทั้งจางเต๋อปิยวและจ้าวเถี่ยฉุยเกือบจะปัสสาวะราดตรงนั้นเลยทีเดียว มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! ผู้บัญชาการหยางแห่งเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงกับระบุชื่อให้เหล่านายทหารระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไปยกทัพกันมาขนาดนี้ เพียงเพื่อมาหาชาวบ้านคนหนึ่งอย่างหลินฮั่ววั่งน่ะเหรอ?

ในตอนนี้ ต่อให้จ้าวเถี่ยฉุยจะโง่แค่ไหน เขาก็รู้แล้วว่าต้องรีบปล่อยตัวเสด็จพ่อหลินฮั่ววั่งออกมาโดยด่วน แต่ตอนนี้มียายทหารระดับผู้บังคับการกรมมากมายจ้องมาทางนี้ เขาจึงไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เขาจึงรีบกวักมือเรียกทหารอาสาคนหนึ่งมา แล้วตะโกนสั่งว่า “เร็ว! แกนิบกลับไปที่แผนกทหาร บอกให้พวกเขาปล่อย... ไม่ใช่! ให้เชิญหลินฮั่ววั่งออกมาเดี๋ยวนี้เลย!”

ทหารอาสาคนนั้นเองก็ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนายทหารระดับสูงมากมายขนาดนี้ เขาจึงรีบวิ่งกลับไปยังแผนกทหารด้วยความลนลาน พอเข้าประตูไปก็ตะโกนลั่นว่า “หลินฮั่ววั่ง! หลินฮั่ววั่ง! คุณรีบ... รีบออกมาเถอะครับ!”

จ้าวต้านิว ทหารอาสาที่เฝ้าหลินฮั่ววั่งอยู่ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน เป็นจริงอย่างที่หลินฮั่ววั่งพูดไว้เลย เขาจะได้ออกไปในเร็วๆ นี้จริงๆ ด้วย แต่หลินฮั่ววั่งกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฉันไม่ออกไป ฉันกำลังนั่งพักสายตาอยู่นี่ไง”

ทหารอาสาที่มาส่งข่าวเริ่มร้อนรน ตะโกนบอกว่า “ข้างนอกเกิดเรื่องใหญ่เพราะคุณแล้ว รีบออกมาเถอะครับ!”

“จะเกิดเรื่องใหญ่อะไรได้ล่ะ?” หลินฮั่ววั่งถามอย่างใจเย็น ในสายตาของเขา อย่างมากที่สุดก็แค่ผู้บังคับการกรมหวังเปียวปะทะกับจ้าวเถี่ยฉุยเท่านั้นแหละ ในเมื่อผู้บังคับการกรมหวังเปียวกล้าเขียนหลักฐานชิ้นนั้นขึ้นมา ก็แสดงว่าเขามั่นใจเต็มร้อยว่าได้จัดการเรื่องสถานะเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยจากกองบัญชาการเขตทหารให้เขาเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงมีสถานะเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยนี้ หลินฮั่ววั่งก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ไม่ว่าจ้าวเถี่ยฉุยจะพยายามใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับกองร้อยคนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งจากกรมทหาร การจะพกปืนหรือใช้ปืนย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและถูกกฎหมายทุกประการ

ทว่า ทหารอาสาที่มาส่งข่าวกลับตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า “นายทหารระดับผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายบุกมาที่ลานสำนักงานคอมมูนแล้วครับ แถมยังระบุชื่อว่าต้องการพบคุณด้วย! แล้วยังบอกอีกว่า... ผู้บัญชาการหยางแห่งเขตทหารตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคนสั่งให้พวกเขามาหาคุณด้วยตัวเองเลยนะครับ”

“หือ? ผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายมาช่วยฉันงั้นเหรอ? นี่ขบวนมันจะไม่ดูอลังการเกินไปหน่อยเหรอ?” หลินฮั่ววั่งเองก็ตกใจไม่น้อย แต่หลังจากนั้นเขากลับยิ่งนั่งติดเก้าอี้แน่นขึ้นไปอีก พลางเบะปากพูดว่า “งั้นฉันยิ่งออกไปส่งเดชไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าเกิดพวกคุณใส่ร้ายว่าฉันคิดจะหนีความผิดล่ะจะทำยังไง? ใครเป็นคนพาฉันเข้ามา ตอนนี้คนนั้นนั่นแหละที่ต้องมาเชิญฉันออกไปเอง...”

จบบท

จบบทที่ บทที่ 41 ผู้บังคับการกรมกว่าร้อยนายตบเท้ากดดันคอมมูน!

คัดลอกลิงก์แล้ว