- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 35 - ความรู้สึกผิด
บทที่ 35 - ความรู้สึกผิด
บทที่ 35 - ความรู้สึกผิด
บทที่ 35 - ความรู้สึกผิด
ทรายสีเหลืองถูกพายุคลั่งพัดหอบขึ้นไปบนท้องฟ้า เชื่อมผืนดินและแผ่นฟ้าเข้าด้วยกัน เมื่อมองจากระยะไกล มันดูเหมือนกำแพงมหึมาที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ทรายมีสีเหลือง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาในตอนนี้กลับเป็นสีดำ ความมืดมิดอันชวนสิ้นหวังแผ่ซ่านปกคลุมเข้ามา ฝูงหมาป่าที่ตีนเขาต่างหางจุกตูดพากันวิ่งหนีไปอย่างเงียบเชียบ
เม็ดทรายที่สาดกระหน่ำใส่ตัวทำให้รู้สึกเจ็บปวด หลี่จวีซู หลินลู่ และเสี่ยวเม่ย สบตากัน ต่างก็มองเห็นความตระหนกในแววตาของอีกฝ่าย
"หนีไม่ทันแล้ว เสี่ยวเม่ย เอาเชือกมา!" หลินลู่สั่งการ การลงจากภูเขาหินนั้นทำได้รวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน แต่ทว่า การจะหนีให้พ้นพายุนั้น เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยความเร็วของพายุ พวกเขาวิ่งไปได้แค่มาร้อยสองร้อยเมตรก็คงถูกตามทันแล้ว
เสี่ยวเม่ยเข้าใจความหมายของหลินลู่ทันที เธอรีบแกะเชือกที่เตรียมไว้สำหรับโรยตัวหลบหนีออกมา หลินลู่ก็เลือกตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดไว้แล้ว มันคือซอกหลืบเว้าเข้าไปในหิน เธอผูกปลายเชือกด้านหนึ่งไว้กับก้อนหิน แล้วมัดพวกเขาทั้งสามคนเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา
พื้นที่ในซอกหินนั้นแคบมาก จุคนได้แค่คนเดียวพอดี ถ้าจะยัดสองคนก็ต้องเบียดกันสุดๆ จะให้ยัดสามคนนั้นเป็นไปไม่ได้เลย หลินลู่ไม่ยอมให้เสียเวลาถกเถียง เธอดันเสี่ยวเม่ยกับหลี่จวีซูเข้าไปข้างใน ส่วนตัวเธอยืนอยู่ด้านนอกสุด
"ฉันอยู่ข้างนอกเอง!" หลี่จวีซูในฐานะลูกผู้ชายอกสามศอก จะทนให้ผู้หญิงมาปกป้องแบบนี้ได้ยังไง
"หุบปากไปเลยน่า นายน่ะฆ่าไก่ยังไม่ตายด้วยซ้ำ" หลินลู่ดึงหน้ากากลงมาปิดหน้า แค่ชั่วพริบตาเดียว ท้องฟ้าก็มืดมิดลง ทรายสาดกระหน่ำเข้ามาเหมือนโดนสาดน้ำ ลมพายุกรรโชกแรงจนแทบจะหอบเอาคนลอยไปได้ หลี่จวีซูไม่มีเวลามามัวต่อล้อต่อเถียง เขาใช้มือข้างหนึ่งจับชะง่อนหินไว้แน่น ส่วนอีกมือโอบรัดเอวคอดกิ่วของหลินลู่ไว้แน่น วินาทีนี้ชายหนุ่มที่ไม่เคยแตะต้องตัวหญิงใดนอกจากจ้าวฮุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้คิดเรื่องอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น เขาพยายามแนบชิดติดซอกหินให้มากที่สุดเพื่อลดแรงปะทะของลม
เสียงหวีดหวิวข้างหูแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกึกก้องราวกับฟ้าร้อง ไม่รู้ว่าเป็นเสียงลมเสียดสีกับอากาศ หรือทรายเสียดสีกับอากาศ หรืออาจจะทั้งสองอย่าง ทั่วทั้งฟ้าดินตกอยู่ในความมืดมิด โลกทั้งใบกลายเป็นโลกของพายุทราย ทั้งสามคนสวมหน้ากากกันฝุ่นไว้ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงฝุ่นทรายที่ทะลักล้นเข้าไปในโพรงจมูกเป็นระลอกๆ ทำให้หายใจติดขัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทนฝืนต่อไป
แรงลมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หูได้ยินแต่เสียงลม เสียงอื่นๆ ถูกกลบไปจนหมดสิ้น ทรายสาดกระหน่ำใส่เสื้อผ้าหนาๆ ราวกับถูกแส้เฆี่ยนตี หลี่จวีซูมีแค่ท่อนแขนข้างเดียวที่โผล่ออกมาข้างนอก แต่หลินลู่กลับต้องเปิดเผยแผ่นหลังทั้งหมดให้เผชิญกับพายุ หลี่จวีซูรู้สึกทั้งละอายและปวดร้าวใจ เขาภาวนาขอให้พายุสงบลงเร็วๆ ทว่า เขากลับประเมินความน่าสะพรึงกลัวของทะเลทรายต่ำเกินไป
พายุทรายโหมกระหน่ำยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง ไม่เพียงแต่จะไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง แต่กลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลี่จวีซูรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังสั่นสะเทือน ภูเขาหินก็ดูเหมือนจะถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมา เขากับหลินลู่และเสี่ยวเม่ยเปรียบเสมือนมดตัวจิ๋วสามตัว ที่ไม่สามารถกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อความรู้สึกแสบร้อนเริ่มแล่นพล่านบริเวณท่อนแขนที่โผล่พ้นร่มผ้า เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ทรายที่เสียดสีกับเสื้อผ้าเป็นเวลานาน ถึงขั้นทำให้เสื้อผ้าขาดวิ่น ตอนนี้ทรายกำลังเสียดสีกับผิวหนังโดยตรง เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงหลินลู่ขึ้นมาทันที เขารีบเอื้อมมือไปลูบ และก็เป็นอย่างที่คิด สัมผัสที่ปลายนิ้วคือแผ่นหลังที่เรียบเนียนแต่เย็นเฉียบ เสื้อผ้าบริเวณแผ่นหลังของหลินลู่ขาดทะลุเป็นรอยโหว่หลายจุด
เขาอยากจะรั้งตัวหลินลู่เข้ามากอดไว้ในอ้อมอก แต่พื้นที่ในซอกหินมันมีจำกัดแค่นั้น ไม่ว่าเขาจะออกแรงดึงแค่ไหน ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนเธอเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อย เขายังคิดหาวิธีแก้ปัญหาไม่ออก จู่ๆ เสียงกึกแปลกๆ ก็ดังแว่วมา มันเบามาก เขาเพิ่งจะสงสัยว่ามันคือเสียงอะไร หลินลู่ก็ถูกกระชากหลุดกระเด็นออกไปอย่างแรง
"แย่แล้ว—" หลี่จวีซูตระหนักได้ในทันที เชือกขาดแล้ว หลินลู่ถูกลมพายุหอบลอยออกไป เขาพุ่งมือออกไปราวกับสายฟ้าแลบ และก็คว้ามือของหลินลู่ที่ยื่นออกมาได้พอดี ประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกันแน่น
"จับให้แน่น!" เขาตะโกนก้อง แต่เสียงที่เปล่งออกมา แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ได้ยิน ร่างของหลินลู่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับว่าว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมือข้างเดียวของหลี่จวีซูที่รั้งตัวเธอไว้แน่น ผ่านไปแค่หนึ่งวินาที หลี่จวีซูก็พบว่าร่างกายของตัวเองกำลังไถลออกไปด้านนอก มืออีกข้างของเขาจิกชะง่อนหินไว้แน่น แต่จุดที่จับมันไม่ค่อยมั่นคงนัก แรงยึดเกาะจึงสู้แรงดึงจากภายนอกไม่ได้ และในจังหวะที่ร่างของเขากำลังจะลอยขึ้นจากพื้น แขนของเขาก็ถูกรั้งตึง เสี่ยวเม่ยคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน
"ปืน!" หลี่จวีซูแผดเสียงลั่น แต่เสียงถูกกลบมิดด้วยเสียงพายุทราย ประจวบเหมาะกับที่หน้ากากกันฝุ่นถูกลมพัดปลิวหายไปพอดี เขาจึงใช้สายตาส่งสัญญาณไปที่ปืนซุ่มยิง เสี่ยวเม่ยฉลาดมาก เธอเข้าใจความหมายของเขาทันที เธอปลดปืนซุ่มยิงออกแล้วนำไปขัดไว้ในซอกหิน เพียงแค่เวลาสองวินาทีนี้ ตัวเธอเองก็เกือบจะถูกลมพัดปลิวไปแล้วเช่นกัน
ลำพังแค่หลี่จวีซูดึงหลินลู่ไว้ก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว การที่เสี่ยวเม่ยคนเดียวต้องดึงคนถึงสองคนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หลี่จวีซูยอมรับว่าเสี่ยวเม่ยมีพละกำลังมากกว่าเขา แต่ก็ใช่ว่ากำลังคนๆ เดียวจะสามารถยึดเหนี่ยวคนสองคนไว้ได้ จุดรับน้ำหนักบนชะง่อนหินมันหมิ่นเหม่เต็มที ออกแรงสิบส่วน แต่ใช้งานได้จริงน่าจะแค่สี่หรือห้าส่วนเท่านั้น การใช้ปืนซุ่มยิงขัดไว้ อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจุดรับแรงขึ้นมาได้ส่วนหนึ่ง ทว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าที่หลี่จวีซูคาดคิดไว้มาก
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดไปทั่วท่อนแขน แรงฉุดกระชากอันมหาศาลราวกับจะฉีกแขนเขาให้ขาดสะบั้น เขามองเห็นเลือดซึมออกมาตามผิวหนังบริเวณแขนอย่างชัดเจน แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ถูกลมพัดหายไป
ปืนซุ่มยิงที่เสี่ยวเม่ยใช้ขัดไว้เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป ใบหน้าของเสี่ยวเม่ยแดงก่ำ นิ้วที่จิกชะง่อนหินมีเลือดไหลซึม ทันใดนั้น สายฟ้าเส้นหนึ่งก็ฟาดเปรี้ยงแหวกท้องฟ้า ทั่วทั้งฟ้าดินสว่างวาบขึ้นชั่วขณะ หลินลู่และเสี่ยวเม่ยที่เดิมทีมองอะไรไม่เห็น กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที ความมืดมิดก็ปกคลุมแผ่นดินดังเดิม
"อย่า—" หลี่จวีซูแผดเสียงร้องอย่างสุดกำลัง ในวินาทีที่หลินลู่ปล่อยมือ ร่างของเธอก็ถูกพายุทรายกลืนกินเข้าไป ไม่ถึงสองวินาที ร่างของเธอก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน เขาก็ยังแทบจะรั้งเธอไว้ไม่ได้ พอหลินลู่ปล่อยมือ ด้วยแรงของเขาเพียงคนเดียว ย่อมไม่มีทางจับตัวเธอไว้ได้เลย ในจังหวะเดียวกับที่หลินลู่หายตัวไป ปืนซุ่มยิงก็บิดโค้งจนเกินขีดจำกัดและหลุดร่วงลงมา ยังไม่ทันตกลงถึงพื้นก็ถูกลมพัดปลิวหายไป ร่างของเสี่ยวเม่ยสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หลี่จวีซูไม่มีเวลามามัวเสียใจเรื่องหลินลู่ เขารีบจิกชะง่อนหินไว้แน่น ต่อให้นิ้วมือจะต้องถลอกปอกเปิกก็ยอม เขาจะไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด ด้วยแรงประสานของคนทั้งสอง จึงพอจะประคองตัวไม่ให้ถูกพัดปลิวออกไปได้
เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน แต่ละวินาทียาวนานราวกับผ่านไปเป็นปี ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีส่วนไหนของหลี่จวีซูที่ไม่ปวดร้าว เขาไม่กล้าผ่อนแรงเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าเผลอไปแค่นิดเดียว ก็อาจจะถูกลมพัดปลิวไปได้เลย เขาไม่รู้หรอกว่าถ้าถูกพัดปลิวไปแล้วยังมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ไหม ด้วยความรุนแรงระดับพายุทรายขนาดนี้ โอกาสน่าจะ... ริบหรี่เหลือเกิน
เสี่ยวเม่ยยังคงใช้มือข้างหนึ่งจิกชะง่อนหินไว้ ส่วนอีกมือก็จับเขาไว้แน่น แม้จะไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา แต่หลี่จวีซูก็สังหรณ์ใจว่า ถ้าเกิดจะถูกพัดปลิวไปจริงๆ เธอคงเลือกที่จะปล่อยเขาไป ความรู้สึกนี้มันแปลกประหลาดมาก หลี่จวีซูเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมทั้งชาอวี๋ หลินลู่ และเสี่ยวเม่ย ถึงยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องเขา
นี่คือสปิริตอย่างนั้นเหรอ? การที่เฮยโถวเฟิงยอมเสียหน้ามาขอร้องให้เขาช่วย ก็เป็นเพราะสปิริตของทีมชาอวี๋นี่งั้นเหรอ? ทีมแบบนี้แหละ ถ้าเขาเป็นเฮยโถวเฟิง เขาก็คงจะยอมช่วยอย่างไม่ลังเลเหมือนกัน
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ความรุนแรงของพายุเริ่มลดลง ทว่าพละกำลังของหลี่จวีซูก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน นิ้วที่จิกชะง่อนหินไว้ถลอกลึกจนเห็นกระดูก จู่ๆ เขาก็หน้ามืดและสลบไป หลังจากนั้น เขาก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย เขาฝันร้าย ฝันว่าถูกหลินลู่ชี้หน้าด่าอย่างเกรี้ยวกราด ว่าทำไมถึงจับเธอไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้เธอต้องตายในพายุทราย หลินลู่ในความฝันยังคงสวยสดงดงาม แต่เขากลับไม่กล้ามองหน้าเธอ
หลี่จวีซูเบิกตากว้างขึ้นกะทันหัน ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนรถแล้ว
(จบแล้ว)