- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 277 ลองถามเขาดูสิ !
ตอนที่ 277 ลองถามเขาดูสิ !
ตอนที่ 277 ลองถามเขาดูสิ !
ตอนที่ 277 ลองถามเขาดูสิ !
หลี่มูย่อมไม่มีทางจับตัวทหารม้าเกราะดำนับร้อยนายพวกนี้กลับเมืองผิงอันไปได้ทั้งหมดหรอก ด้านหนึ่งเป็นเพราะกองทหารเป้ยกุยไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป เมื่อครบกำหนดเวลาจำกัด พวกเขาก็จะหายตัวไป ส่วนทหารที่เหลืออยู่ข้างกายเขาสิบกว่านายนั้น ก็ไม่มีปัญญาคุมตัวคนจำนวนมากขนาดนี้กลับไปได้อยู่แล้ว ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะ... มันไม่มีความจำเป็นเลย
แค่ผู้บัญชาการคนเดียวก็มีน้ำหนักมากพอแล้ว ทหารม้าพวกนี้แม้จะเป็นทหารชั้นยอดเหมือนกัน ทว่าไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่ง หรือความสำคัญ ก็ไม่อาจนำไปเทียบกับฮว่าซานเยว่ได้เลย หากจะต้องไปเจรจาต่อรองกับจวนเจิ้นหนานอ๋องจริง ๆ แค่มีฮว่าซานเยว่เป็นตัวประกันในมือก็เพียงพอแล้ว
"ใต้เท้า ! "
"ไอ้โจรชั่ว ผู้บัญชาการของพวกข้าตกอยู่ในอันตราย พวกข้ายอมตายดีกว่าต้องหนีเอาตัวรอด ! "
ทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นเมื่อได้ยินก็ไม่ได้จากไปไหน พวกเขามองดูฮว่าซานเยว่ที่ตกเป็นเชลย กัดฟันกรอดกำดาบแน่น ท่าทางราวกับอยากจะพุ่งเข้ามาสู้ตายกับหลี่มูให้รู้แล้วรู้รอดไป
เคร้ง ! พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทหารเป้ยกุยทั้งสามร้อยนายก็เบนสายตามามองพร้อมกัน สายตาของพวกเขาเฉียบคมประดุจใบมีด ตกกระทบลงบนร่างของทหารม้าเกราะดำเหล่านี้ ราวกับสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่ไม่ได้ปิดบังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่ม้าศึกที่ผ่านเปลวเพลิงสงครามมาอย่างโชกโชนก็เริ่มย่ำเท้าไปมาด้วยความกระวนกระวาย ใช้กีบเท้าตะกุยพื้นไม่หยุด คล้ายจะเป็นลางบอกเหตุว่าพวกมันใกล้จะสูญเสียการควบคุมแล้ว
"ค่ายทหารอักษร 'ฮว่า' จงฟังคำสั่ง ! " ในตอนนั้นเอง ฮว่าซานเยว่ไม่รู้ว่าถูกคำพูดของหลี่มูกระตุ้นสติหรืออย่างไร จึงค่อย ๆ ได้ความเยือกเย็นกลับคืนมาบ้าง เขาออกแรงพ่นเศษผ้าขาด ๆ ออกจากปาก แล้วตวาดเสียงกร้าว "รีบกลับไปที่จวนอ๋องเดี๋ยวนี้ ห้ามชักช้าเด็ดขาด หากใครกล้าขัดคำสั่ง ข้าจะไล่มันออกจากค่าย ! "
แม้จะได้ปะทะฝีปากและรับมือกับหลี่มูเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่าฮว่าซานเยว่ก็เข้าใจนิสัยใจคอของอีกฝ่ายได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว หากทหารม้าใต้บังคับบัญชาของเขายังดึงดันไม่ยอมจากไป หลี่มูจะต้องไม่ไว้หน้าแน่ ๆ และคงจะลงมือฆ่าล้างบางพวกมันจนหมดสิ้นจริง ๆ !
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นก็ยังอยากจะดื้อดึงอยู่ต่อ ทว่าพอมองเห็นสีหน้าของฮว่าซานเยว่ที่เขียวคล้ำถึงขีดสุด พวกเขาก็ทำได้เพียงกัดฟันประสานมือคารวะ แล้วหันหลังควบม้าจากไป
"คำพูดประโยคนี้ของเจ้า ค่อยดูสมกับเป็นผู้บัญชาการขึ้นมาหน่อย" หลี่มูมองดูทหารม้าเหล่านั้นจากไป ก่อนจะหันกลับมาหัวเราะเบา ๆ ให้ฮว่าซานเยว่พลางเอ่ย "พวกเราก็ควรออกเดินทางได้แล้วล่ะ... บ่อเงินบ่อทองของข้า ! "
……
หลี่มูและทหารสิบกว่านายจับฮว่าซานเยว่มัดไว้บนหลังม้าอย่างแน่นหนา ก่อนจะควบม้าพุ่งทะยานกลับไปยังเมืองผิงอัน ส่วนกองทหารเป้ยกุยนั้น ก่อนที่เวลาจะหมดลง พวกเขาก็ตามมาส่งจนถึงทางแยก จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่ง และหายลับไปที่ปลายเส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
"ทะ... ท่านแม่ทัพ ทหารม้าเกราะดำพวกนั้นเป็นใครกันหรือขอรับ ? "
ระหว่างทาง บรรดาทหารที่เพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมาหมาด ๆ ไม่อาจสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นในใจไว้ได้อีกต่อไป จึงเอ่ยปากถามถึงตัวตนของทหารเป้ยกุยอย่างระมัดระวัง
"พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ถึงได้ออกมาช่วยได้ทันเวลาพอดี ? "
"หรือว่าท่านแม่ทัพจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ามีคนซุ่มโจมตีอยู่ตีนเขา เลยจัดวางกองกำลังซุ่มรอไว้ก่อนแล้วขอรับ ? "
หลี่มูได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ การมีอยู่ของกองทหารเป้ยกุย ถือเป็นหนึ่งในไพ่ตายใบสำคัญที่สุดของเขา พวกเขาปรากฏตัวบนโลกใบนี้มาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเพื่อข่มขวัญฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ สองผู้บัญชาการรักษาเมือง ส่วนครั้งที่สอง คือการจับกุมตัวฮว่าซานเยว่ ผู้บัญชาการใต้สังกัดจวนเจิ้นหนานอ๋องโดยตรง อีกไม่นาน การมีอยู่ของกองทัพนี้จะต้องเลื่องลือแพร่สะพัดออกไปอย่างแน่นอน
เรื่องนี้จะนำพาผลประโยชน์มหาศาลมาให้หลี่มูอย่างเงียบ ๆ เพราะในยุคกลียุคเช่นนี้ การมีกองทัพที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ในมือ ย่อมทำให้เขากลายเป็นชิ้นเนื้อที่หอมหวน ใคร ๆ ก็อยากดึงตัวไปร่วมงาน ต่อให้ไม่สามารถดึงมาเป็นพวกได้ ก็คงไม่มีใครอยากจะเป็นศัตรูด้วย แม้ว่าป้ายเสือเรียกทัพจะสามารถใช้งานได้แค่ห้าครั้ง และยามนี้ก็เหลือจำนวนครั้งให้ใช้เพียงสามครั้งเท่านั้น ทว่าคนนอกไม่มีทางล่วงรู้ความลับข้อนี้ การมีอยู่ของระบบ เป็นสิ่งที่หลุดโลกเกินกว่าที่คนในยุคสมัยนี้จะทำความเข้าใจได้ หากพวกเขาเห็นหลี่มูสามารถเสกกองทหารม้าออกมาได้ดั่งใจนึก คงมีแต่จะยกย่องเคารพเทิดทูนเขาราวกับเป็นเทพเซียนก็มิปาน
"พวกเจ้าแค่รู้ไว้ก็พอ ว่าพวกเขาเองก็เป็นทหารใต้บังคับบัญชาของข้าเหมือนกับพวกเจ้านั่นแหละ ส่วนเรื่องตัวตนที่แท้จริง... นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าสมควรรู้" หลี่มูตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ส่วนเรื่องทหารซุ่ม... ยุคสมัยนี้บ้านเมืองวุ่นวายโกลาหล เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน หากก่อนลงมือทำสิ่งใดแล้วไม่เตรียมแผนสำรองไว้หลาย ๆ ทางล่ะก็ เกรงว่าข้าคงกลายเป็นศพไร้ญาติเน่าเปื่อยอยู่ริมทางไปนานแล้ว"
คำพูดประโยคนี้ เป็นเพียงคำลวงครึ่งจริงครึ่งเท็จ ทว่าพอคำพูดนี้หลุดออกไป ไม่เพียงแต่บรรดาทหารจะเกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา แม้แต่ฮว่าซานเยว่ที่ถูกจับมัดเป็นเชลยอยู่บนหลังม้า ก็ยังลอบครุ่นคิดด้วยความสงสัยอยู่ในใจ
เขาขมวดคิ้วจ้องมองหลี่มู การเดินทางมาในครั้งนี้ของเขาถือเป็นความลับขั้นสุดยอด แม้แต่คนในจวนอ๋องเองก็มีเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ หลี่มูไม่มีทางล่วงรู้ข่าวล่วงหน้าได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะทำการปิดล้อมทางขึ้นเขา เขาก็ได้สั่งให้คนไปลาดตระเวนดูรอบ ๆ อย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่พบสถานที่ใดที่สามารถซ่อนเร้นทหารม้านับร้อยนายได้เลย ทว่าเมื่อครู่นี้ กองทหารม้าเกราะดำนั่นกลับโผล่มาอย่างกะทันหัน ซ้ำยังไม่ได้ควบม้ามาจากที่ไกล ๆ แต่ราวกับร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าและปรากฏตัวอยู่ใกล้ ๆ แค่เอื้อม...
'ไอ้เด็กบ้านนอกในเมืองเล็ก ๆ กันดารนี่ ช่างมีกลิ่นอายความลี้ลับแปลกประหลาดจริง ๆ '
ฮว่าซานเยว่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ที่แสดงท่าทีบุ่มบ่ามเกรี้ยวกราดเมื่อครู่นี้ ก็เป็นเพียงเพราะความหึงห่วงจนทำให้จิตใจปั่นป่วนเท่านั้น ยามนี้เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงเริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ในหัว และต้องยอมรับความจริงว่า ตนเองประเมินหลี่มูต่ำเกินไปจริง ๆ
กองทหารเกราะดำของอีกฝ่าย หากเมื่อครู่ปล่อยให้เข้าประจัญบานอย่างเต็มกำลังล่ะก็ ทหารม้านับร้อยนายใต้บังคับบัญชาของเขา คงจะต้านทานไว้ได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป และต้องถูกสังหารจนหมดสิ้นเป็นแน่ !
บนผืนแผ่นดินสามเมืองชายแดนแห่งนี้ หลี่มูกลับสามารถฝึกฝนกองทัพที่แข็งแกร่งดุดันถึงเพียงนี้ออกมาได้เชียวรึ ? ตกลงแล้วมันสร้างตัวขึ้นมาด้วยสองมือเปล่าจริง ๆ หรือว่าเบื้องหลังมีบุคคลระดับสูงคอยหนุนหลังอยู่กันแน่ ?
ความสงสัยเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว ฮว่าซานเยว่เค้นสมองขบคิดอยู่นานสองนาน ทว่าก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้
ก่อนที่ฟ้าจะมืดมิด ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางกลับมาถึงเมืองผิงอัน มองจากระยะไกล หลี่มูก็สังเกตเห็นชายฉกรรจ์ชุดดำหลายคนยืนตั้งระหง่านอยู่หน้าประตูชุนอี้ฟาง ส่วนหลี่ไฉ่เวยและบรรดาสมาชิกในครอบครัวก็กำลังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความร้อนรน ราวกับกำลังเฝ้ารอคอยอะไรบางอย่างอยู่ ท่ามกลางฝูงชน เขายังเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย
แม่นางเซียว ! ยามนี้อีกฝ่ายยังคงแต่งกายด้วยชุดบุรุษ ดูองอาจสง่างาม ทว่าบนใบหน้ากลับฉายแวววิตกกังวลกระวนกระวายใจ
ในตอนนั้นเอง หลี่ไฉ่เวยก็หันมามองทางทิศนี้พอดี นางขยี้ตาไปมา ก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยความดีใจสุดขีด "พี่ชายข้ากลับมาแล้ว ! "
เมื่อได้ยินเสียง ทุกคนก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว พอเห็นหลี่มูนำทหารสิบกว่านายกลับมาอย่างปลอดภัย ทุกคนต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ส่วนหลี่ไฉ่เวยกับเซียวอวี๋นั้น รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาทันที
"คุณชายหลี่ ! ท่านปลอดภัยก็ดีแล้ว ! " ไม่ได้พบกันหลายวัน เซียวอวี๋ยังคงดูเปล่งปลั่งงดงาม นางเดินเข้ามาใกล้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด "ฮว่าซานเยว่ผู้นั้นมีนิสัยเย็นชาอำมหิต ซ้ำยังลงมือโหดเหี้ยม หากวันนี้ท่านต้องได้รับบาดเจ็บเพราะเขา ข้าคงต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่"
"จริงสิ หลังจากที่ข้าฝากน้องสาวท่านส่งจดหมายไป พอท่านบอกคำสั่งลับไปแล้ว เขาก็ไม่ได้หาเรื่องกลั่นแกล้งท่านอีกใช่หรือไม่ ? "
เมื่อเห็นท่าทีเป็นห่วงเป็นใยของเซียวอวี๋ หลี่มูก็ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
"ขอบคุณคุณชาย... เซียว ที่เป็นห่วง ท่านผู้บัญชาการฮว่าไม่ได้รังแกข้าจริง ๆ แต่คำสั่งลับนั่น ข้าก็ไม่ได้ใช้เหมือนกัน" หลี่มูตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"ไม่ได้ใช้คำสั่งลับ แล้วเขาก็ยอมปล่อยท่านไปงั้นรึ ? " เซียวอวี๋ชะงักงัน
"คนอย่างฮว่าซานเยว่เนี่ยนะ จะคุยด้วยเหตุผลรู้เรื่องขนาดนี้ ? "
"เหตุผลที่แน่ชัด ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน เอาเป็นว่า..." หลี่มูเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง เปิดทางให้เห็นร่างที่ถูกมัดจนแน่นหนาราวกับบ๊ะจ่างอยู่บนหลังม้าด้านหลัง พลางชี้มือไปทางนั้น "ท่านลองไปถามเขาดูเอาเองก็แล้วกัน"