เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 257 การลอบโจมตียามวิกาล

ตอนที่ 257 การลอบโจมตียามวิกาล

ตอนที่ 257 การลอบโจมตียามวิกาล


ตอนที่ 257 การลอบโจมตียามวิกาล

เมื่อได้ยินประโยคนี้ หว่างคิ้วของคุณชายเฉินก็กระตุกอย่างรุนแรง ม่านตาหดแคบลง

ความโกรธแค้นอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นมาในใจ

เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เขายังเพิ่งจะเอ่ยปากว่าสองสามีภรรยาหวังเอ้อร์หนิวก็เป็นแค่มดปลวกริมทาง แค่ออกแรงบีบเบา ๆ ก็ตายแล้ว

ทว่ามาบัดนี้ ในสายตาของหลี่มู ตัวเขาก็เป็นเพียงตัวละครเล็กจ้อยที่ไม่สลักสำคัญใด ๆ และสามารถปลิดชีพได้ง่ายดายเช่นเดียวกัน !

"บิดาคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉินนะโว้ย..."

คุณชายเฉินแผดเสียงคำรามอยู่ในใจ ลมหายใจถี่กระชั้น ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนมากมายมาโดยตลอด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมาจากบารมีและอำนาจของตระกูลเฉิน ทว่าในตอนนี้ รัศมีแห่งอำนาจเหล่านั้นกลับดูไร้ความหมายในสายตาของคนกลุ่มนี้เสียแล้ว

ตัวเขาผู้เป็นถึงคุณชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ กลับดูไม่ต่างอันใดกับขอทานริมถนนเลยสักนิด !

นี่แหละคือความอัปยศอดสูที่ทำให้เขาทนไม่ได้มากที่สุด

"วีรบุรุษผู้กล้า ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด" จู่ ๆ คุณชายเฉินก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น น้ำเสียงโศกเศร้าเอ่ยวิงวอน "ข้ากับพวกท่านไม่เคยมีความแค้นต่อกัน หากพวกท่านต้องการเงิน ก็จงนำเงินทองแล้วล่าถอยไปเถิด ข้ารับรองว่าจะไม่ไปแจ้งทางการเด็ดขาด"

"ชีวิตน้อย ๆ ของข้าสำหรับพวกท่านแล้ว จะอยู่หรือตายก็ไม่มีความหมายอันใด ถือเสียว่าข้าเป็นเพียงสุนัขผายลม แล้วปล่อยข้าไปเถอะนะ ! "

เอ่ยจบ เขาก็โขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรง โขกศีรษะอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า สภาพดูน่าเวทนายิ่งนัก

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ค่อย ๆ โน้มตัวลงไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เจ้าจงตอบคำถามข้ามาข้อหนึ่ง หากคำตอบทำให้ข้าพอใจ ข้าก็จะไว้ชีวิตเจ้า"

"เชิญท่านว่ามาได้เลย ! " คุณชายเฉินได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น

"ก่อนที่เจ้าจะทุบตีภรรยาของหวังเอ้อร์หนิวจนตาย นางได้อ้อนวอนเจ้าเช่นนี้หรือไม่ ? " หลี่มูเอ่ยถามด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ระลอกคลื่น

คุณชายเฉินถึงกับชะงักงันไป

"ท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไร..."

หลี่มูย่อมรู้ดีอยู่แล้ว

เมื่อช่วงบ่ายที่เขาเดินทางเข้ามาในอำเภอชิงสุ่ย เนื่องจากยังไม่มีธุระอันใดให้จัดการ จึงสั่งการให้เจียงหู่และคนอื่น ๆ ไปติดต่อกับพรรคเฉาปัง เพื่อรับมอบชุดเกราะและอาวุธยุทโธปกรณ์

ส่วนตัวเขาเองก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อยในเมือง บังเอิญไปเจอศาลาว่าการอำเภอกำลังพิจารณาคดีพอดี จึงได้เห็นฉากการกลับดำเป็นขาวอย่างน่ารังเกียจนั่นกับตาตนเอง

ว่ากันตามตรง

หลี่มูไม่ใช่คนที่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของชาวบ้าน เพราะในยุคสมัยเช่นนี้ ลำพังแค่ดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายก็นับว่าเก่งมากแล้ว

การเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น ย่อมหมายความว่าอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย

กาลก่อนที่เขายังเป็นเพียงคนตัวเปล่า ซ้ำยังต้องคอยปกป้องหลี่ไฉ่เวย เขาย่อมต้องแสดงท่าทีเฉยเมยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทว่าในเมื่อเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ซ้ำชาติก่อนยังเคยเป็นถึงทหารกล้าแห่งแผ่นดินฮว๋าเซี่ย ในใจของหลี่มูจะไร้ซึ่งเลือดรักชาติอันร้อนระอุได้อย่างไร ?

กาลก่อนไร้ซึ่งกำลัง จึงไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด

ทว่าบัดนี้เขามีทหารหุ้มเกราะอยู่ใต้บังคับบัญชานับพันนาย สามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้ทั่วทั้งเมืองหงโจว ย่อมสามารถทำตามใจปรารถนาได้มากขึ้น !

สำหรับเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เขาก็ยินดีที่จะชักดาบเข้าช่วยเหลือ !

"ตอบข้ามา นางได้ร้องขอชีวิตหรือไม่ ? " หลี่มูใช้ดาบยาวที่เปื้อนเลือดตบใบหน้าของอีกฝ่ายเบา ๆ ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม เอ่ยเน้นทีละคำ "แล้วเจ้า... ได้ละเว้นนางหรือไม่ ? "

ความเงียบ ความเงียบงันอันยาวนาน

คุณชายเฉินคล้ายกับถูกทำให้หวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว ทำได้เพียงคุกเข่านิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำอ้อนวอนใด ๆ ออกมาอีก

เมื่อเห็นท่าทางของเขา หลี่มูก็ได้รับคำตอบในใจแล้ว เขาแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย "คุณชายเฉิน หลับตาเสีย"

"อย่า..."

คุณชายเฉินเพิ่งจะร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นหมายจะปัดป้อง

ทว่าคมดาบก็ฟาดฟันลงมา สาดประกายโลหิตสายหนึ่ง !

พร้อมกับเสียงกระดูกหักดังก๊อบแก๊บ

ฝ่ามือทั้งสองข้างของคุณชายเฉินถูกฟันขาดสะบั้น

ตามติดมาด้วยรอยเลือดที่ปรากฏขึ้นบนลำคอ เลือดสด ๆ ผสมฟองอากาศจำนวนมากทะลักทะลวงออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่นาน ร่างของเขาก็ล้มตึงลงกับพื้น โลหิตไหลนองเจิ่งนองเป็นแอ่งใหญ่

……

นายอำเภอชิงสุ่ยเอนกายพักผ่อนอยู่ในห้องของคฤหาสน์ ล้วงเอาถุงเงินที่คุณชายเฉินมอบให้ออกมาจากอกเสื้อ ครั้นนับจำนวนเงินตำลึงจนครบถ้วน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

"นายท่าน มีเรื่องอันใดให้น่ายินดีถึงเพียงนี้หรือเจ้าคะ ? "

อนุภรรยาหน้าตาสะสวยนางหนึ่งเขยิบกายเข้ามาใกล้ เอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อย

"วันนี้พิจารณาคดีความไปคดีหนึ่ง ตระกูลเฉินนำเงินมามอบให้ข้าอีกแปดร้อยตำลึง" นายอำเภอลูบหนวดบาง ๆ นัยน์ตาหยีโค้งจนแทบจะปิดมิด "ตระกูลเฉินนี่ช่างเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งเสียจริง หลายปีมานี้ ลำพังแค่รับสินบนพิจารณาคดีให้พวกมัน ข้าก็กอบโกยเงินทองมาได้เป็นหมื่นตำลึงแล้ว ! "

อนุภรรยาหน้าตาสะสวยอยากจะเอ่ยสนับสนุนคำพูดของเขา

ทว่านางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความกังวลว่า "นายท่าน ข้าคิดว่าช่วงนี้นายท่านควรจะระมัดระวังตัวหน่อยจะดีกว่านะเจ้าคะ ได้ยินมาว่าพวกลัทธิโพกผ้าเหลืองนั่นเชี่ยวชาญเรื่องการสังหารขุนนางกังฉิน ยามนี้พวกมันกำลังก่อกบฏอยู่ที่เมืองปั๋วหยาง ขุมกำลังก็ยิ่งแผ่ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ หากวันใดพวกมันบุกมาถึงที่นี่ล่ะก็..."

นายอำเภอได้ยินเช่นนั้น หว่างคิ้วก็ค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน

หลายปีมานี้ ราชสำนักต้าฉีเต็มไปด้วยความเน่าเฟะ ขุนนางอย่างพวกเขาก็เลยกอบโกยทรัพย์สินเข้ากระเป๋าตัวเองกันอย่างบ้าคลั่ง เป็นแบบนี้กันตั้งแต่ระดับบนลงมาระดับล่าง และไม่เคยมีผู้ตรวจการคนใดลงมาตรวจสอบเลย

แต่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่น ก็คือลัทธิโพกผ้าเหลืองที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความโหดเหี้ยม !

พรรคนี้มันมีแต่พวกคนบ้าทั้งนั้น !

"พวกลู่ซิ่วหลินกับพวกคนบ้าเหล่านั้น ตอนนี้คงไม่มีกะจิตกะใจมาสนใจเรื่องอื่นหรอก มัวแต่ทำศึกสงครามอยู่... ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพของต้าฉีเราใช่ว่าจะไร้น้ำยาเสียเมื่อไหร่ ? " นายอำเภอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คลายความกังวลลง "เกรงว่าอีกไม่นาน ลัทธิโพกผ้าเหลืองทั้งพรรคก็คงจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ในใต้หล้านี้ก็จะไม่มีเศษซากของพวกมันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ! "

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ! "

อนุภรรยาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เห็นเพียงนางเป่าเทียนไขให้ดับลง ปลดเปลื้องเสื้อผ้า ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงพักใหญ่ ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับไป หางตาของนายอำเภอก็เหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งวูบผ่านหน้าต่างไป

"ใครน่ะ ? "

นายอำเภอตกใจจนเหงื่อเย็นแตกพลั่ก รีบตะโกนเสียงหลง "เด็ก ๆ ! ใครก็ได้เข้ามาที ! "

ภายในคฤหาสน์ ทุกค่ำคืนควรจะมีมือปราบเจ็ดแปดนายคอยเดินยามรักษาการณ์ ทว่าค่ำคืนนี้ ไม่ว่าเขาจะตะโกนเรียกดังแค่ไหน ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ

โครม !

เสียงระเบิดดังสนั่น

ประตูห้องถูกถีบพังเข้ามาจากด้านนอก

เห็นเพียงชายฉกรรจ์สวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้าหลายคนถือดาบพุ่งพรวดเข้ามา ภายใต้แสงจันทร์ คมดาบยาวในมือของพวกเขาสะท้อนประกายวาววับ

ส่วนสายตาของพวกเขานั้น กลับหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าประกายดาบ !

"พวกเจ้าเป็นใครกัน ? " นายอำเภอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง ตวาดเสียงดุ "รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด ? ที่นี่คือคฤหาสน์ของท่านนายอำเภอ ข้าคือนายอำเภอชิงสุ่ย ขุนนางระดับเจ็ดของราชสำนัก ! "

"พวกเจ้าบุกรุกเข้ามาในยามวิกาล นี่มันโทษประหารเชียวนะ ! "

นายอำเภอพยายามข่มขู่ไม่หยุดหย่อน ในขณะที่อนุภรรยาหน้าตาสะสวยนั้นหวาดผวาจนกรีดร้องโหยหวนออกมาแล้ว ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าก้าวเข้ามาข้างหน้า ตบอนุภรรยาที่กำลังกรีดร้องจนสลบเหมือด ก่อนจะโยนทิ้งไปที่มุมห้องอย่างไม่แยแส

เมื่อเห็นภาพนั้น นายอำเภอก็ตกใจจนต้องกลืนน้ำลายลงคอ เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก น้ำเสียงก็ไม่แข็งกร้าวเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว เขาเอ่ยปากว่า "พวกท่านบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้ คงมีเรื่องด่วนจะขอให้ข้าช่วยเหลือเป็นแน่ โปรดว่ามาเถิด ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าสามารถช่วยได้ จะไม่ขัดข้องเลย ! "

"ท่านนายอำเภอช่างรู้จักโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์เสียจริงนะ..." ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าแค่นเสียงหัวเราะหยัน ก่อนจะนั่งลงบนเตียงอย่างถือวิสาสะ ยกมือขึ้นเกาหัวพลางเอ่ย "ไม่ปิดบังใต้เท้า วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ ก็มีเรื่องอยากจะรบกวนให้ท่านช่วยจริง ๆ นั่นแหละ"

"เชิญว่ามา"

"ข้าอยากจะขอยืมของสิ่งหนึ่งจากท่านน่ะสิ" ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเอ่ย

"ของสิ่งใดรึ ? "

"หัวที่อยู่บนบ่าของท่านไงล่ะ ! "

คำพูดนี้ทำเอาบรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงในพริบตา

ผ่านไปเนิ่นนาน นายอำเภอถึงได้ฝืนยิ้มที่ดูอัปลักษณ์ยิ่งกว่าการร้องไห้ออกมา หัวเราะแห้ง ๆ "ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ ? "

"ข้าไม่เคยล้อเล่น" ชายฉกรรจ์ผู้นั้นนำดาบไปจ่อที่ลำคอของนายอำเภอ ตวาดเสียงกร้าว "ขุนนางสุนัข วันนี้ที่เจ้าพิจารณาคดีบนศาล เหตุใดจึงต้องกลับดำเป็นขาว สตรีผู้เคราะห์ร้ายต้องมาตายทั้งกลม สามีของนางเพียงแค่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม กลับถูกเจ้าใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นอาชญากร ! "

"ขุนนางสุนัขที่สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรอย่างเจ้า การยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็คือความผิดบาปที่ใหญ่หลวงที่สุดแล้ว ! "

นายอำเภอตัวสั่นงันงก เอ่ยอ้อนวอนว่า "พวก... พวกท่านเป็นญาติของหวังเอ้อร์หนิวหรือ ? อย่าเพิ่งวู่วามไป ! หากพวกท่านไม่พอใจกับคำตัดสิน พรุ่งนี้ข้าจะเปิดศาลพิจารณาคดีใหม่ ข้าจะคืนความเป็นธรรมให้แก่สองสามีภรรยาตระกูลหวังเอง"

ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกลับไม่ได้ลดดาบลง ซ้ำยังเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขบขันที่สุดในโลก

เขากำด้ามดาบแน่น เสียงหัวเราะแฝงไว้ด้วยความรันทด "ความเป็นธรรมรึ ? สำหรับราษฎรผู้ยากไร้ ในโลกใบนี้จะไปมีความเป็นธรรมที่ไหนกันเล่า ? "

"แทนที่จะไปหวังพึ่งพาพวกขุนนางอย่างเจ้าให้มาผดุงความยุติธรรม สู้เชื่อมั่นในดาบที่อยู่ในมือของตนเองเสียยังจะดีกว่า ! "

วันนี้บนศาล หวังเอ้อร์หนิวโขกศีรษะจนเลือดอาบ อ้อนวอนจนเสียงแหบแห้ง ทว่ากลับได้รับเพียงข้อหาฟ้องเท็จ และถูกลงโทษโบยตีอย่างหนัก

ทว่าค่ำคืนนี้ ชายฉกรรจ์ผู้นี้เพียงแค่ชักดาบออกมาจ่อที่คอของนายอำเภอ อีกฝ่ายก็รีบเปลี่ยนคำพูดว่าจะผดุงความยุติธรรมให้ทันที ยุคสมัยที่เน่าเฟะเช่นนี้ ความเป็นธรรม ต้องอาศัยดาบในมือช่วงชิงมาเท่านั้น !

"ข้าเป็นถึงขุนนางระดับเจ็ดของราชสำนักเชียวนะ หากท่านฆ่าข้า ท่านจะต้องเดือดร้อนแน่... ท่านจงคิดให้ดีเถิด ! " นายอำเภอคล้ายจะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตในแววตาของชายฉกรรจ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบเอ่ยอ้อนวอนเสียงหลง "หากท่านถอยกลับไป ข้าจะถือเสียว่าเรื่องในคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และจะไม่เอาความเด็ดขาด ! "

"ขุนนางระดับเจ็ดรึ ? บิดาเคยฆ่าแม้กระทั่งลูกชายของขุนนางระดับห้ามาแล้ว กะอีแค่นายอำเภอเล็ก ๆ อย่างเจ้า จะมีค่าอันใดกันเล่า ? " ชายฉกรรจ์แสยะยิ้มเหี้ยมเงื้อดาบขึ้น ก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างแรง

โลหิตสาดกระเซ็น

ศีรษะของนายอำเภอกลิ้งหลุน ๆ ไปหลายตลบ ก่อนจะไปหยุดอยู่แทบเท้าของชายฉกรรจ์ผู้นั้น

พลั่ก !

ชายฉกรรจ์เตะศีรษะกระเด็นไป ก่อนจะหันหลังพาทุกคนเดินออกจากคฤหาสน์ไป

……

นอกเมืองชิงสุ่ย

หลี่มูนำทหารหุ้มเกราะกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่อย่างเงียบ ๆ

"คนยังมาไม่ครบอีกหรือ ? " เขาเหลือบมองดูท้องฟ้า ก่อนจะหันไปถามเจียงหู่ "ใกล้จะถึงเวลานัดหมายให้ถอนกำลังแล้วนะ"

สีหน้าของเจียงหู่ก็ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาลดเสียงลงต่ำแล้วเอ่ย "สือโถว .. กับพี่น้องอีกสองสามคนยังไม่กลับมาเลย"

"..." หลี่มูขมวดคิ้วมุ่น

การลงมือในครั้งนี้ นอกเหนือจากเจียงหู่แล้ว เขายังเปลี่ยนตัวต้าจู้เป็นสือโถวด้วย

ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า หลังจากอีกฝ่ายเข้ามาในเมืองชิงสุ่ยแล้ว จนกระทั่งบุกโจมตีคฤหาสน์ตระกูลเฉินในตอนกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏตัว และยามนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาถอนกำลังแล้ว อีกฝ่ายก็ยังคงไร้วี่แวว

หรือว่าไอ้หมอนี่จะไปประสบเหตุร้ายในเมืองเข้า ?

"รออีกหนึ่งเค่อ หากยังไม่โผล่หัวมา พวกเราก็พาพี่น้องคนอื่น ๆ ถอนกำลังไปก่อน" หลี่มูรู้ดีว่าการลงมือในครั้งนี้ของพวกตนนั้นสร้างความตื่นตระหนกไม่น้อย ไม่อาจจะรั้งอยู่ที่นี่ได้นาน

หากสือโถวยังไม่ปรากฏตัว เขาคงต้องให้คนอื่น ๆ ถอนกำลังกลับไปยังภูเขาต้าหลงก่อน แล้วค่อยคิดหาหนทางตามหาตัวอีกฝ่ายในภายหลัง

ขณะที่เวลาหนึ่งเค่อใกล้จะหมดลง จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

ตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้ อาศัยแสงจันทร์มองไป ก็เห็นว่าเป็นสือโถวและทหารใต้บังคับบัญชาของเขานั่นเอง !

"สือโถว ไอ้หนู เจ้าหายหัวไปไหนมา ? พี่หลี่รอเจ้านานแล้วนะ หากเจ้ายังไม่โผล่มา พวกเราคงต้องถอนกำลังไปก่อนแล้ว!" เจียงหู่เห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปหา เอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย

ทว่าสือโถวกลับไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด เขาเดินตรงดิ่งไปหาหลี่มู ก่อนจะทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นทันที !

"สือโถว เจ้าทำอันใดน่ะ ? " เจียงหู่เห็นภาพนั้นก็ถึงกับชะงักงัน

"เกิดเรื่องอันใดขึ้น ? " หลี่มูรู้นิสัยของสือโถวดี ในใจจึงกระตุกวูบขึ้นมาทันที

"เถ้าแก่ ข้าลงมือฆ่านายอำเภอชิงสุ่ยไปแล้ว" สือโถวคุกเข่าอยู่บนพื้น ก้มหน้าต่ำ ค่อย ๆ เอ่ยประโยคนี้ออกมา

เจียงหู่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง

"ข้ารู้ว่าการฆ่าขุนนางจะนำมาซึ่งความยุ่งยาก แต่... แต่ข้าทนไม่ไหวจริง ๆ ! " สือโถวกัดฟันกรอด ใบหน้าอาบชุ่มไปด้วยน้ำตา สองมือกำหมัดแน่น "วันนี้ ข้าก็ได้ยินคำตัดสินคดีของสองสามีภรรยาตระกูลหวังที่หน้าศาลาว่าการ ภรรยาของมัน... ภรรยาของมันกำลังตั้งครรภ์อยู่แท้ ๆ กลับถูกไอ้เดรัจฉานตระกูลเฉินทุบตีจนตายคามือ"

"นายอำเภอผู้นั้นมันชั่วช้าสามานย์ ภรรยาของตระกูลหวังตายตาไม่หลับ ! "

หลี่มูเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที

ต้าเหลียน ภรรยาของสือโถว ก็ถูกต่งหยวนทุบตีจนตายขณะตั้งครรภ์เช่นกัน และวันนี้ เมื่อเขาได้ยินเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันบนศาล ย่อมต้องสะเทือนใจ และนึกถึงภรรยาที่ตายอย่างน่าเวทนาพร้อมกับลูกที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกของตนเองเป็นแน่ !

"เถ้าแก่ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเองที่คิดน้อยไป ครั้งก่อน ข้าก็สร้างความเดือดร้อนให้ท่านมาแล้วหนหนึ่ง ครั้งนี้ ข้า... ข้าขอโทษท่าน ! " สือโถวคุกเข่าโขกศีรษะลงบนพื้นไม่หยุดหย่อน

ชายฉกรรจ์ที่มีนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งมาโดยตลอด ยามนี้กลับมีน้ำตานองหน้า ยอมรับผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเด็กที่ทำความผิด

"สือโถว ลุกขึ้น"

หลี่มูเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ออกแรงพยุงเขาให้ลุกขึ้นมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ข้าเคยเอ่ยปากโทษเจ้าตั้งแต่เมื่อใด ? "

สือโถวชะงักงันไป

"เจ้ากับข้าคือพี่น้องกัน ในเมื่อเป็นพี่น้องกัน ก็ต้องร่วมเป็นร่วมตาย ตอนนั้นข้ายังไม่กลัวขุนนางระดับห้าเลย มาตอนนี้ขุนนางระดับเจ็ดกระจอก ๆ จะนับเป็นอันใดได้ ? "

หลี่มูตบไหล่เขาเบา ๆ "ข้าแค่โกรธที่เจ้าจะทำเรื่องอันใดแล้วไม่ยอมบอกข้าก่อน หากเจ้าไปเจออันตรายกลางทาง แล้วข้าจะเอาหน้าไปอธิบายกับพี่น้องคนอื่น ๆ ได้อย่างไร ! "

เดิมทีสือโถวคิดว่าการลงมือโดยพลการของตน จะต้องถูกด่าทอและลงโทษอย่างหนัก ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าหลี่มูจะมีท่าทีเช่นนี้

ทว่ายิ่งหลี่มูปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ในใจของเขาก็ยิ่งรู้สึกละอายและกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น

"เถ้าแก่ ท่านตีข้าหรือด่าข้าสักสองสามคำเถิด... ไม่อย่างนั้นในใจข้าคงจะรู้สึกไม่สบายใจ" สือโถวเอ่ยหยั่งเชิง

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ทอดถอนใจ

แม้การลงมือโดยพลการของสือโถวในครั้งนี้จะมีเหตุผล และหลี่มูก็ไม่ได้คิดอยากจะลงโทษเขา ทว่าสถานการณ์ในยามนี้ไม่ใช่ตอนที่ยังเป็นทีมล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว

ตอนนั้นมีกันอยู่แค่สิบกว่าคน อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจชอบ ต่อให้ทำผิด ก็แค่พูดจาหยอกล้อกันสองสามประโยคแล้วก็จบกันไป แต่ยามนี้ เขามีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชานับพันนาย ซ้ำยังได้ตั้งกฎระเบียบวินัยทหารขึ้นมาเพื่อควบคุมกองทัพอย่างเข้มงวด

ส่วนสือโถว เจียงหู่ และคนอื่น ๆ ล้วนแต่กลายเป็นผู้นำระดับสูงในกองทัพ เป็นขุนพลระดับนายร้อยกันหมดแล้ว หากพวกเขาทำผิดกฎทหารแล้วไม่ได้รับการลงโทษ ต่อไปกฎระเบียบวินัยทหารเหล่านี้ก็คงกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า บรรยากาศในกองทัพที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากก็คงจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์

"รอให้กลับไปถึงภูเขาต้าหลงก่อน ค่อยให้เจี่ยชวนจัดการลงโทษตามกฎทหารก็แล้วกัน" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก "สือโถว ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจนะว่า ระหว่างพวกเรา อย่างน้อยก็ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันให้มากกว่านี้ ! "

"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ถ้าวันนี้เจ้าบอกข้าว่าจะไปฆ่านายอำเภอผู้นั้น แล้วข้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าไป ? "

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของสือโถวก็มีกระแสความอบอุ่นไหลซ่านเข้ามา

ที่แท้ การได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข มันให้ความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง !

"เถ้าแก่ ไม่สิ ข้า... ข้าขอเรียกท่านว่า พี่หลี่ ได้หรือไม่ ? " สือโถวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ตั้งแต่นี้ต่อไป ท่านก็คือพี่ชายแท้ ๆ ของข้า หากข้าทำผิดเช่นนี้อีก ท่านก็ลงมือตีข้าให้ตายได้เลย ! "

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่บรรดาพี่น้องในทีมล่าสัตว์มีสรรพนามเรียกขานหลี่มูแตกต่างกันไป

เจียงหู่ เจี่ยชวน และอีกสามคนมักจะเรียกเขาว่า 'พี่หลี่' มาตลอด

ในขณะที่คนอื่นๆ อย่างต้าจู้ สือโถว และคนอื่น ๆ มักจะเรียกเขาว่า 'เถ้าแก่'

"พวกเราร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งหลายครั้ง กะอีแค่สรรพนามเรียกขาน พวกเจ้าอยากจะเรียกอะไรก็ตามสบายเถอะ" หลี่มูเอ่ยพลางกระโดดขึ้นหลังม้า "แต่ว่าประโยคเมื่อครู่ข้าจำไว้แล้วนะ หากทำผิดซ้ำสอง ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่"

"เอาล่ะ ๆ ! ดึกมากแล้ว พวกเราควรถอนกำลังกันได้แล้ว ! " เจียงหู่เห็นทั้งสองคุยกันเสร็จแล้ว ก็ร้องเรียกให้ทุกคนขึ้นม้าทันที

เมื่อสิ้นเสียงหวดแส้ม้า ขบวนปล้นชิงที่สวมชุดเกราะเต็มยศก็อันตรธานหายไปในความมืดมิดของยามราตรีอย่างรวดเร็ว

……

วันรุ่งขึ้น

หลังจากกลับมาถึงภูเขาต้าหลง หลี่มูก็จัดการนับทรัพย์สินที่ปล้นชิงมาจากตระกูลเฉิน

ในฐานะที่เป็นตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งในอำเภอชิงสุ่ย ทรัพย์สินของตระกูลเฉินก็ไม่ได้น้อยไปกว่าหอหมาป่าอินทรีเลย ทว่าส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องประดับและตั๋วเงินเสียมากกว่า ส่วนเงินสดกลับมีเพียงแค่สองสามหมื่นตำลึงเท่านั้น

หลี่มูสั่งให้คนนำสิ่งของเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดที่โรงรับจำนำในเมือง

อีกไม่นาน ทั่วทั้งใต้หล้าก็จะเข้าสู่ภาวะกลียุค ถึงตอนนั้น ของอย่างเครื่องประดับพวกนี้ก็ย่อมเทียบไม่ได้กับเงินสดที่ใช้งานได้สะดวกและเป็นประโยชน์มากกว่า

ส่วนสือโถว เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร ก็อาสาขอรับโทษตามกฎทหารต่อหน้าทหารทุกคน

ท่ามกลางความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ เขาเปลือยท่อนบนรับโทษถูกเฆี่ยนสามสิบแส้ จนเนื้อแตกเลือดอาบ และสลบไปถึงสองครั้ง !

แส้ที่ใช้ลงโทษในค่ายทหารไม่ใช่แส้ธรรมดาทั่วไป ทว่ามันคือแส้ที่ทำจากเชือกป่านที่สอดไส้หนามเหล็กเอาไว้ด้านใน เมื่อฟาดลงบนร่างกาย ก็สามารถฉีกกระชากทั้งเนื้อและหนังออกมาได้ในคราวเดียว

ถูกเฆี่ยนไปสามสิบแส้ สือโถวคงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงอย่างน้อยหนึ่งเดือน !

ข้อดีของการทำเช่นนี้ก็คือ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา กฎระเบียบวินัยในค่ายทหารก็มีความเข้มงวดรัดกุมมากยิ่งขึ้น เมื่อบรรดาทหารเห็นว่าแม้แต่ขุนพลระดับนายร้อย ซึ่งเป็นพี่น้องคนสนิทของหลี่มูอย่างสือโถว เมื่อทำผิดก็ยังต้องรับโทษอย่างไม่ละเว้น ในใจของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มความเคารพยำเกรงและศรัทธาต่อหลี่มูมากยิ่งขึ้น

ภายในค่ายทหาร สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการปูนบำเหน็จและการลงโทษอย่างชัดเจน

หากมีมาตรฐานการลงโทษแบบสองมาตรฐาน เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า แม่ทัพก็ย่อมสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของทหาร

"แม้ไอ้หนูสือโถวคนนี้จะใจร้อนวู่วามไปสักหน่อย ทว่ามันก็จงรักภักดีต่อท่านมาก มันอาสาขอรับโทษต่อหน้าทหารทั้งกองทัพ ก็คือการยอมเสียหน้าเพื่อเพิ่มบารมีให้กับท่านนั่นแหละ"

เจียงหู่มองดูแท่นลงทัณฑ์ที่โชกไปด้วยเลือด ถอนหายใจพลางเอ่ยกับหลี่มูว่า "เมื่อผ่านเรื่องนี้ไป เกรงว่าในกองทัพคงไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎข้อห้ามอีกแล้วล่ะ"

"ไปเชิญท่านอาเอ้อร์กว๋ายมาตรวจดูอาการของสือโถวให้ละเอียดหน่อยนะ อากาศหนาวจับใจแบบนี้ ระวังจะล้มป่วยจนทิ้งรอยโรคเอาไว้"

ในใจของหลี่มูรู้สึกสงสารพี่น้องคนนี้อยู่ไม่น้อย

อิทธิพลของพวกเขากำลังแผ่ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ พี่น้องที่เคยยากจนข้นแค้นในอดีต บัดนี้ต่างก็พาครอบครัวมาอยู่ดีกินดีกันหมดแล้ว มีเพียงสือโถวเท่านั้น... ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง

บนโลกใบนี้ คงไม่มีเรื่องใดที่จะน่าเศร้าสลดไปกว่านี้อีกแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 257 การลอบโจมตียามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว