- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 252 บุกมาเอาเรื่อง
ตอนที่ 252 บุกมาเอาเรื่อง
ตอนที่ 252 บุกมาเอาเรื่อง
ตอนที่ 252 บุกมาเอาเรื่อง
นับตั้งแต่รับหวงเหวินอี้เข้ามา หลี่มูก็แทบจะไม่ค่อยได้เข้าไปจุกจิกเรื่องการก่อสร้างป้อมค่ายอีกเลย เขาเชื่อมั่นในความสามารถของอีกฝ่าย และข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้เชื่อคนผิด
ป้อมค่ายแห่งนี้ใกล้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลี่มูเงยหน้ามองไป ก็เห็นว่าภายในค่ายมีการสร้างค่ายทหารที่ทำจากอิฐและกระเบื้องขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แตกต่างจากที่พักชั่วคราวที่สร้างจากไม้และหญ้าคาในก่อนหน้านี้ ค่ายทหารเหล่านี้ดูแข็งแรงทนทานยิ่งกว่าสิ่งปลูกสร้างในเมืองอันผิงเสียอีก
และนอกจากค่ายทหารแล้ว ยังมีโกดังขนาดใหญ่ คอกม้า และลานตากแห้งอีกหลายแห่ง
"เมื่อสองวันก่อนท่านหวงสั่งให้คนขุดคูน้ำสองสามสายในป้อมค่าย แล้วใช้ปูนขาวกับหินเขียวฉาบให้แข็ง บอกว่าจะทำเป็นทางระบายน้ำ" เจี่ยชวนเดินตามหลังหลี่มูไป พลางชี้มือแนะนำสิ่งก่อสร้างที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ภายในป้อมค่าย
"นี่คือหอสังเกตการณ์ภายในค่าย..."
"ตรงนี้คือบ้านพักสำหรับครอบครัวของทหาร..."
"จริงสิ ข้ายังเตรียมจะจ้างหมอรักษาสัตว์จากหมู่บ้านแถวนี้สักสองสามคน มาคอยรักษาโรคให้ม้าศึกกับวัวเทียมไถโดยเฉพาะด้วย"
หลี่มูเดินตรวจตรารอบป้อมค่ายรอบหนึ่ง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา เมื่อสองสามเดือนก่อนหน้านี้ ที่นี่ยังเป็นเพียงป่าทึบกลางภูเขาลึกอยู่เลย แต่มาบัดนี้ กลับกลายเป็นป้อมค่ายที่ดูโอ่อ่าและน่าเกรงขามไปเสียแล้ว
"กำแพงเมืองสูงแปดเมตร หนาสามเมตร... ด้านหลังประตูเมือง ท่านหวงก็ติดตั้งกลไกเอาไว้ แค่สับคันโยกสองอัน ก็สามารถทำให้หินยักษ์สองก้อนที่ฝังอยู่ในกำแพงเมืองร่วงหล่นลงมาปิดตายประตูเมืองได้ทันที" เจี่ยชวนชี้ไปยังประตูเมืองที่อยู่ไกลออกไป
เวลานี้ นอกประตูเมืองกำลังมีทหารหลายสิบนายใช้พลั่วขุดดินกันอยู่ คูน้ำที่กว้างสองถึงสามจั้ง ลึกหลายจั้ง ปรากฏขึ้นบนพื้นดินนอกประตูเมือง และในระยะไกล ทิศทางของคูน้ำนั้นดูเหมือนจะทอดยาวไปสู่ตาน้ำพุบนภูเขาต้าหลง
"ท่านหวงเตรียมจะขุดคูเมืองไว้ที่หน้าประตูเมือง พอทำแบบนี้ ต่อให้ทหารม้าของพวกทูเจวี๋ยและคนเถื่อนจะเก่งกาจแค่ไหน หากคิดจะมาเล่นงานพวกเราขึ้นมาจริง ๆ พอถึงเวลาทำศึก พวกมันก็ยากที่จะเข้าประชิดกำแพงเมืองได้" เจี่ยชวนกล่าว
นี่นับเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เลยทีเดียว แต่โชคดีที่ยามนี้สภาพอากาศยังคงหนาวเหน็บจับกระดูก พวกเขายังมีเวลาอีกสองสามเดือนในการทำให้แล้วเสร็จ
หลี่มูพึงพอใจกับความคืบหน้าในการก่อสร้างป้อมค่ายเป็นอย่างมาก หากมองแค่เรื่องพลังในการป้องกัน ป้อมค่ายแห่งนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากำแพงเมืองหงโจวเลย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คงจะเป็นพื้นที่ที่เล็กไปสักหน่อย ยากที่จะรองรับผู้คนจำนวนมากให้เข้ามาอยู่อาศัยได้ ตามการประเมินของหวงเหวินอี้ ขีดจำกัดสูงสุดในการรองรับผู้คนของป้อมค่ายแห่งนี้ ก็อยู่ที่ไม่เกินเจ็ดหรือแปดพันคนเท่านั้น หากมากกว่านี้ ก็คงต้องไปนอนตามท้องถนนแล้ว
"ตอนนี้พวกเรามีม้าศึกกี่ตัว ทหารพันสี่ร้อยกว่านาย มีชุดเกราะใส่กันทุกคนหรือไม่ ? " หลี่มูเอ่ยถามขึ้น
แม้ป้อมค่ายแห่งนี้จะมีกำแพงสูงและแข็งแกร่ง ทว่าดังคำกล่าวที่ว่า การโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด หากมีกองทัพที่ยุทโธปกรณ์ครบครันและห้าวหาญชาญชัย ในวันข้างหน้าหากมีศัตรูมารุกราน ใครจะไปยอมหดหัวเป็นเต่าอยู่แต่ในป้อมค่ายกันล่ะ ?
"ตอนนี้พวกเรามีม้าศึกทั้งหมด 362 ตัว เมื่อหลายวันก่อนหู่จื่อไปเกณฑ์ช่างตีเหล็กมาไม่น้อย ให้พวกเขาทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ จนตีชุดเกราะออกมาได้กว่าพันชุดแล้ว ยามนี้คนในกองทัพตั้งแต่บนลงล่างล้วนสวมใส่ชุดเกราะเหล็กกันถ้วนหน้า" เจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
"ทหารหุ้มเกราะพันสี่ร้อยกว่านาย พี่หลี่ ต่อให้เอาไปเทียบกับกองกำลังรักษาชายแดนของต้าฉี ก็ถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมากแล้วนะขอรับ ! "
ในยุคสมัยนี้ กำลังการผลิตยังล้าหลัง ราคาของเหล็กย่อมแพงหูฉี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับในกองทัพก็มักจะมีการอมเบี้ยหวัดทหารเกิดขึ้นเป็นประจำ ของอย่างชุดเกราะเหล็ก ต่อให้อยู่ในกองทัพทิศใต้ที่มั่งคั่งที่สุดของต้าฉี ก็มีเพียงขุนพลระดับนายร้อยขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้สวมใส่ ส่วนระดับหัวหน้าหมู่สิบคน หัวหน้าหมู่ห้าคน และทหารเลวทั่วไป หากไม่ได้ใส่เกราะหนังเก่า ๆ ขาด ๆ ก็ได้แค่สวมชุดทหารที่ทำจากผ้าป่านลวก ๆ เท่านั้น !
ในยุคข้าวยากหมากแพงเยี่ยงนี้ การจะตีชุดเกราะเหล็กขึ้นมาสักชุด ต้องใช้ทั้งแรงงานและวัสดุอุปกรณ์รวมกันแล้ว มูลค่ารวมอาจจะสูงเกินสิบกว่าตำลึง ซึ่งนี่ไม่ใช่จำนวนเงินน้อย ๆ เลย ในค่ายทหาร มีทหารผ่านศึกมากมายที่โชคดีได้ชุดเกราะมาสักชุด พวกเขามักจะนำมันกลับบ้านไปเพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติประจำตระกูลสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นเลยทีเดียว
และเมื่อมองไปทั่วทั้งใต้หล้า แม่ทัพที่ใจกว้างกับลูกน้อง ซ้ำยังยอมให้ทหารระดับล่างสุดได้สวมใส่ชุดเกราะ เกรงว่าคงจะมีแค่หลี่มูเพียงคนเดียวแล้ว
"หวังว่ากองทัพที่ข้าทุ่มเงินมหาศาลสร้างขึ้นมานี้ จะช่วยสร้างความประหลาดใจให้ข้าได้ในอีกไม่ช้าก็เร็วนะ" หลี่มูค่อย ๆ กำหมัดแน่น
……
หลังจากข่าวการล่มสลายของฐานที่มั่นใหญ่หอหมาป่าอินทรีแพร่สะพัดไปทั่วอำเภอซื่อสุ่ย ทางการท้องถิ่นก็เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างรวดเร็ว และเพียงไม่นาน พวกมือปราบก็สืบพบเบาะแสบางอย่าง
บ่ายวันนั้นเอง ท่านนายอำเภอและผู้บัญชาการกองทหารรักษาเมืองอำเภอซื่อสุ่ยก็พากันบุกมาที่เมืองอันผิงด้วยท่าทีดุดันเอาเรื่อง
ณ โถงด้านหลังของศาลาว่าการเมืองอันผิง นายอำเภอซื่อสุ่ยตบโต๊ะดังปัง หนวดสองเส้นเหนือริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธจัด เขาตวาดลั่นใส่ใต้เท้าเฉาที่แสร้งทำหน้าซื่อตาใสว่า
"เฉาหย่างอี้ เรื่องนี้ท่านต้องให้คำอธิบายกับข้า ! "
"หลี่มูผู้นั้น ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้พาคนไปบุกฆ่าคนวางเพลิงที่อำเภอซื่อสุ่ยของข้าได้ ? เขาแอบอ้างบารมีผู้ใดกันแน่ ? "
เฉาหย่างอี้ทำหน้าเลิ่กลั่ก ผายมือออกพลางเอ่ย "ใต้เท้าหลิว ท่านหมายความว่าอย่างไร ? ทำไมข้าถึงฟังไม่รู้เรื่องเลยล่ะ ? "
ก่อนที่หลี่มูจะลงมือในครั้งนี้ ย่อมต้องส่งข่าวบอกกล่าวกับเขาและหลินเจี้ยนก่อนอยู่แล้ว แต่ในเวลานี้ เขาจำต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ ทั้งสิ้น มิเช่นนั้นคงยากที่จะรักษาหน้าตาเอาไว้ได้
"เสแสร้งรึ ? เสแสร้งต่อไปสิ ! " นายอำเภอซื่อสุ่ยแค่นเสียงหัวเราะหยันติด ๆ กัน
"พวกเราเจอพยานที่รอดชีวิตสองสามคนในฐานที่มั่นใหญ่ของหอหมาป่าอินทรี พวกเขาให้การว่าผู้โจมตีก็คือหลี่มู อีกฝ่ายพกธนู สวมชุดเกราะ ฆ่าคนวางเพลิง สวมใส่และครอบครองสิ่งของต้องห้าม แต่ละข้อหาก็ล้วนเป็นโทษประหารทั้งสิ้น"
"ข้าต้องการให้เจ้าส่งคนไปจับตัวมันมาโยนเข้าคุก เดี๋ยวนี้ ! "
เมื่อเฉาหย่างอี้ได้ยินดังนั้นก็ลูบคาง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจู่ ๆ จะหัวเราะออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงจังว่า "ใต้เท้าหลิว เท่าที่ข้าทราบ หอหมาป่าอินทรีนั่นเป็นเพียงกลุ่มอันธพาลเจ้าถิ่นที่ตั้งตนเป็นใหญ่ในอำเภอซื่อสุ่ย วัน ๆ ดีแต่ข่มเหงรังแกชาวบ้านร้านตลาด ทำเรื่องชั่วช้าสารพัด คำพูดของพวกมันจะเชื่อถือได้อย่างไร ? "
"ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้หอหมาป่าอินทรีก็มีความแค้นกับหลี่มูเรื่องการตั้งค่าหัวอยู่แล้ว ตอนนั้นที่เชิงเขาต้าหลง ตอนที่ใต้เท้าต่งถูกจับกุม ก็มีพวกนักเลงในยุทธภพโดนรวบตัวไปด้วยไม่น้อย ในจำนวนนั้นก็มีคนของหอหมาป่าอินทรีรวมอยู่ด้วย..." เขาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
"ตามความเห็นข้า นี่มันดูเหมือนเป็นการจัดฉากใส่ร้ายที่วางแผนมาอย่างยาวนานมากกว่านะ"
นายอำเภอซื่อสุ่ยชะงักงันไปในทันที "เจ้ากำลังจะบอกว่า หอหมาป่าอินทรียอมใช้ชีวิตคนนับสิบในฐานที่มั่นใหญ่ มาแลกกับการใส่ร้ายหลี่มูอย่างนั้นรึ ? "
เฉาหย่างอี้ยักไหล่ "พวกที่ชอบคลุกคลีกับพวกพรรคอันธพาลน่ะ สมองไม่ค่อยจะปกติกันสักเท่าไหร่หรอก การจะทำเรื่องพรรค์นี้มันก็ดูสมเหตุสมผลดีออก หากใต้เท้าหลิวไม่มีหลักฐานอื่นที่แน่นหนากว่านี้ เพียงแค่อาศัยคำให้การลอย ๆ ของพวกนักเลงไม่กี่คน แล้วคิดจะมาจับกุมราษฎรของเมืองอันผิงของข้าล่ะก็ ขออภัยด้วย เป็นไปไม่ได้หรอก"
แววตาของนายอำเภอซื่อสุ่ยค่อย ๆ เย็นเยียบลง เขาจ้องมองเฉาหย่างอี้ พยักหน้ารัว ๆ พลางแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ใต้เท้าเฉา หรือว่าหลี่มูผู้นี้ก็คือคนของเจ้า ? "
"งั้นการบุกโจมตีหอหมาป่าอินทรี ก็เป็นฝีมือเจ้าที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังสินะ ? "
เฉาหย่างอี้ลอบคิดในใจว่าข้าจะไปมีความสามารถขนาดนั้นได้อย่างไร ทว่าปากกลับตวาดกร้าว
"ใต้เท้าหลิวโปรดระวังคำพูดด้วย การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อนขุนนางด้วยกัน ตอนนี้ข้าก็สามารถเขียนฎีกาถวายรายงานเพื่อเอาผิดท่านได้เลยนะ"
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียดจนแทบจะปะทะกัน แม่ทัพรักษาเมืองอำเภอซื่อสุ่ยที่นั่งเงียบมาโดยตลอดก็ลุกขึ้นยืน สีหน้ามืดครึ้มพลางกล่าวว่า "ใต้เท้าเฉา ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับชีวิตคนนับสิบ หากสืบหาความจริงไม่กระจ่าง จับตัวฆาตกรไม่ได้ ข้ากับใต้เท้าหลิวก็ไม่อาจนำไปอธิบายต่อราษฎรในอำเภอซื่อสุ่ยได้"
ในจังหวะนั้นเอง จู่ ๆ ที่หน้าประตูก็มีเสียงแค่นหัวเราะเยาะดังขึ้น ตามติดมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันดังเข้ามา "ไม่อาจอธิบายต่อราษฎรได้งั้นรึ ? ข้าว่า... ไม่อาจอธิบายต่อถุงเงินของตัวเองได้เสียมากกว่ากระมัง ! "