- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี
ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี
ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี
ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี
"ถ้าไม่ใช่พวกมันแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ? "
เถ้าแก่หลิวได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแน่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังสุดขีด
"ในอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้ คนของหอหมาป่าอินทรีก็คือเจ้าถิ่นจอมเผด็จการ พวกมันข่มเหงรังเจ้าคนทำมาค้าขาย รีดไถ ขูดรีดเงินทองจากพ่อค้าอย่างพวกเราไปหน้าด้าน ๆ ซ้ำยังตั้งชื่อซะสวยหรูว่าค่าคุ้มครองบ้าง ค่าทำความสะอาดบ้าง"
"กำไรที่ร้านเล็ก ๆ ของข้าหามาได้ในแต่ละเดือน แทบจะไม่พอส่งส่วยให้พวกมันอยู่แล้ว ! "
ต้าจู้ลูบหัวตัวเอง ขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถาม "รีดไถกันอย่างโจ่งแจ้งปานนี้ ทางการไม่คิดจะจัดการเลยหรือ ? "
"จัดการงั้นรึ ? ทางการกับหอหมาป่าอินทรีแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ท่านนายอำเภอของเราหลายปีมานี้ไม่รู้ว่ารับเงินทองจากพวกมันไปตั้งเท่าไหร่ แม้แต่พวกมือปราบก็ยังเรียกขานพวกอันธพาลเหล่านั้นเป็นพี่เป็นน้อง" เถ้าแก่หลิวทอดถอนใจ เอ่ยต่อว่า "หากไปแจ้งทางการล่ะก็ คนของหอหมาป่าอินทรียังจะแห่มาถึงเร็วกว่าพวกมือปราบเสียอีก ! "
ต้าจู้และเจียงหู่สบตากัน
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ กาในใต้หล้าล้วนดำมืดไม่ต่างกัน
ในสภาพแวดล้อมของราชสำนักและแวดวงขุนนางแห่งอาณาจักรต้าฉียามนี้ ยังจะมีขุนนางตงฉินที่ซื่อสัตย์สุจริตหลงเหลืออยู่อีกหรือ ? ล้วนเป็นได้แค่พวกแมลงบ่อนทำลายชาติเท่านั้น
"จริงสิ พวกท่านทำงานอันใดกันรึ ? " หลังจากที่เถ้าแก่หลิวสบถด่าทอทางการและหอหมาป่าอินทรีด้วยความคับแค้นใจจนพอใจแล้ว เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามฐานะของพวกหลี่มู
"พวกเราเป็นพ่อค้าเร่ที่เดินทางมาจากเมืองอันผิงน่ะ" ต้าจู้ตอบ
"อันผิง... อันผิงรึ... พวกท่านช่างโชคดีเสียจริง ข้าได้ยินมาว่าระยะนี้ที่เมืองอันผิงมีบุคคลผู้หนึ่งนามว่าหลี่มูปรากฏตัวขึ้น ยามนี้เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในเมือง ทว่ากลับไม่เคยข่มเหงรังเจ้าพ่อค้าหรือชาวบ้านเลยสักครั้ง" เถ้าแก่หลิวรำพึงรำพันออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "หากในอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้หมดหนทางทำกินจริง ๆ ข้าก็จะพาครอบครัวอพยพไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองอันผิงนั่นแหละ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหู่ก็หันไปหลิ่วตาขยิบตาให้หลี่มูอย่างรู้กัน
โดยไม่รู้ตัว ชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกอำเภอในละแวกนี้เสียแล้ว
"ระยะนี้เมืองอันผิงนับว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว หากท่านมีความคิดเช่นนี้จริง ๆ ก็รีบย้ายไปเสียแต่เนิ่น ๆ เถอะ" เจียงหู่ตบไหล่เขาเบา ๆ
"ยุคข้าวยากหมากแพงเยี่ยงนี้ จะทำมาหากินที่ไหนก็ลำบากทั้งนั้น หากท่านชักช้า เกรงว่าแม้แต่ร้านค้าทำเลดี ๆ สักแห่งก็คงจะไม่มีให้เช่าแล้ว"
เถ้าแก่หลิวพยักหน้ารับรัว ๆ
ทว่าเพียงไม่นาน เขาก็กลับมามีสีหน้าอมทุกข์อีกครั้ง
ใจจริงเขาก็อยากจะขนครอบครัวอพยพหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าพวกอันธพาลหอหมาป่าอินทรีเพิ่งจะประกาศกร้าวว่าจะจับตาดูเขาไว้ ต่อให้เขาอยากจะหนีก็หนีไม่พ้น
"วางใจเถิด พ้นคืนนี้ไป ท่านย่อมมีโอกาสนั้นแน่" หลี่มูบิดกายยืดเส้นยืดสาย หันไปเอ่ยกับเจียงหู่และต้าจู้ "เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราควรไปกันได้แล้ว"
……
ม่านราตรีค่อย ๆ โรยตัวปกคลุมอำเภอซื่อสุ่ย
ทุกตรอกซอกซอยล้วนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวพัดกวาดผ่านผืนดิน
ในฤดูกาลที่อากาศหนาวเหน็บ ซ้ำยังเป็นช่วงต้นปีใหม่เยี่ยงนี้ แม้แต่มือปราบที่มีหน้าที่เดินยามในยามวิกาลก็ยังคร้านที่จะออกไปทนหนาว ทำเพียงเดินตรวจตรารอบ ๆ ศาลาว่าการอำเภออย่างลวก ๆ แล้วก็รีบซุกตัวกลับเข้าไปนอนอุตุในค่ายพัก
ในขณะเดียวกัน
ทางเหนือของเมือง ณ ริมคูน้ำสายเล็กอันรกร้างลับตาคน
เรือสินค้าหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ เหล่าชายฉกรรจ์กำลังเร่งขนย้ายสิ่งของลงจากเรือ ท่ามกลางเสียงกระทบกันของแผ่นเกราะและอาวุธเหล็ก แม้แต่แสงจันทร์บนฟากฟ้าก็ค่อยๆ ถูกเมฆหมอกบดบังไปจนไม่ด
"คนมากันครบแล้วหรือยัง ? "
หลี่มูยืนตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง ในมือกระชับดาบยาวเล่มหนึ่งแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ชุดเกราะกับอาวุธแจกจ่ายเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ? "
"หากไม่นับพวกเราสามคน ทหารทั้งสามร้อยนายล้วนมาครบถ้วนไม่มีขาด" เจียงหู่ชี้มือไปยังเงาร่างจำนวนมากที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่บนริมฝั่ง พลางเอ่ยตอบ "ทุกคนสวมเกราะและถือดาบพร้อมรบแล้ว ! "
หลี่มูทอดสายตามองตรงไปเบื้องหน้า
ทหารสวมเกราะทั้งสามร้อยนายยืนหยัดต้านทานลมหนาวอย่างมั่นคง ราวกับต้นสนตระหง่าน แผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขามและกดดันออกมาไม่น้อย
แม้นจะยังห่างชั้นกับกองทัพเป้ยกุยอยู่มากโข ทว่าหากเทียบกับกองทหารรักษาเมืองใต้บังคับบัญชาของหลินเจี้ยนแล้ว พวกเขานับว่าแข็งแกร่งกว่าเป็นไหน ๆ !
"ออกเดินทาง ! "
หลี่มูตวัดมือ ส่งสัญญาณออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดฉับไว
กองกำลังนี้ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะอึกทึกใด ๆ คล้ายดั่งฝูงหมาป่าที่เตรียมพร้อมออกล่าเหยื่อ พวกเขาหมุนตัวกลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของยามราตรี
ห่างออกไป ณ ฐานที่มั่นใหญ่ของหอหมาป่าอินทรี
บรรดาหัวหน้าสาขาหลายคนกำลังล้อมวงร่ำสุรากันอย่างสนุกสนาน เมื่อสุราตกถึงท้องไปได้หลายจอก เสียงเจรจาพาทีและหัวเราะเฮฮาก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย
"พี่น้องเอ๋ย สุราจอกนี้ต้องหมด หก หก หก..."
"ดื่มสิ เปลี่ยนเป็นชามใบใหญ่มาเลย ! "
ในขณะที่เหล่าหัวหน้าสาขากำลังดื่มด่ำกันอย่างได้ที่ จู่ ๆ ที่หลังโถงก็ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์วัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ หนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้า เดินสาวเท้าออกมา ดวงตาข้างขวาของเขาดูปกติเหมือนคนทั่วไป ทว่าตาซ้ายกลับขุ่นมัวเป็นสีขาวซีด ดูแล้วชวนให้ขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านประมุข ! "
"ท่านผู้เฒ่า เหตุใดจึงออกมาที่นี่ได้เล่าขอรับ ? "
ทว่าทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรดาหัวหน้าสาขาที่กำลังเมามายถึงกับสะดุ้งโหยง รีบลุกพรวดขึ้นมาประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ข่มตาหลับไม่ลง ก็เลยแวะมาดูเสียหน่อย" ชายฉกรรจ์ผู้นี้ก็คือ หูเฟิง ประมุขแห่งหอหมาป่าอินทรี หรือที่คนในวงการนักเลงเรียกขานกันว่า 'หูตาบอด' เขาโบกมือเป็นเชิงบอกให้ทุกคนนั่งลงตามสบาย "ช่วงสองสามวันนี้ สถานการณ์ในแต่ละสาขาเป็นอย่างไรบ้าง ? เงินทองที่เรียกเก็บในตลาดได้ครบตามจำนวนหรือไม่ ? "
ครั้นได้ยินเช่นนั้น บรรดาหัวหน้าสาขาก็สบตากันไปมา
จากนั้น หัวหน้าสาขาผู้หนึ่งที่มีอาวุโสสูงสุดก็ประสานมือตอบว่า "เรียนท่านประมุข กิจการของแต่ละสาขายังคงดำเนินไปตามปกติขอรับ เพียงแต่ว่า... ก่อนสิ้นปีพวกเราเพิ่งจะเก็บค่าคุ้มครองไป ผ่านไปไม่ทันถึงเดือน ก็ไปเก็บค่าทำความสะอาดอีก บรรดาร้านค้าต่างก็โอดครวญว่าไม่มีเงินจ่ายแล้วขอรับ..."
ปัง !
เขายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค หูตาบอดก็ตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ แรงสั่นสะเทือนทำเอาจอกสุราและจานกับข้าวบนโต๊ะกระทบกันดังกราว
"ไม่มีเงินจ่ายงั้นรึ ? "
หูตาบอดแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "แล้วพวกเจ้ามีหัวไว้คั่นหูหรืออย่างไร ? พ่อค้าพวกนี้ล้วนเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา หากพวกเจ้าใจอ่อน มีหรือพวกมันจะยอมคายเงินออกมาแต่โดยดี"
"วันข้างหน้าก็ลงมือให้มันเหี้ยมโหดหน่อย หากจ่ายเงินไม่ได้ ก็ยึดโฉนดที่ดิน โฉนดบ้านของพวกมันมาขัดดอก ไม่ก็จับตัวคนในครอบครัวพวกมันมา... เรื่องพรรค์นี้ ยังต้องให้ข้าสอนพวกเจ้าอีกหรือ ? "
"ขอรับ ! ขอรับ ! " เหล่าหัวหน้าสาขาก้มหน้างุด เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
"ตอนนี้เงินในคลังของพวกเรามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ ? " หูตาบอดระงับอารมณ์โกรธ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หัวหน้าสาขาที่รับผิดชอบดูแลบัญชีรีบตอบทันทีว่า "เมื่อวันก่อนเพิ่งจะตรวจสอบบัญชีไป ยังมีเหลืออยู่อีก 198,326 ตำลึงกับอีก 4 เฉียนขอรับ..."
"ตัวเลขนี้ไม่ค่อยถูกต้องกระมัง?" หูตาบอดขมวดคิ้วมุ่น
"เมื่อไม่กี่วันก่อน ใต้เท้าต่งตั้งค่าหัวหลี่มูแห่งเมืองอันผิง พรรคของพวกเราส่งพี่น้องออกไป 52 คน ผลปรากฏว่าล้มตายไปกว่าครึ่ง..." น้ำเสียงของหัวหน้าสาขาผู้นั้นค่อย ๆ แผ่วเบาลง "หลังจากจ่ายเงินปลอบขวัญให้ครอบครัวพวกเขาตามกฎของพรรคแล้ว ก็ต้องเอาไปติดสินบนพวกทหารรักษาเมืองและทางการอีก หมดเงินไปหลายพันตำลึงเลยขอรับ"
หูตาบอดนิ่งเงียบไป
บรรยากาศในวงสุราที่เคยครึกครื้นสนุกสนาน พลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น
เรื่องนี้ นับเป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของหอหมาป่าอินทรีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากจะสูญเสียพี่น้องฝีมือดีไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังต้องสูญเสียเงินทองไปอีกมหาศาล โดยไม่ได้ผลประโยชน์อันใดกลับมาเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง !
"หลี่มู... ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย มันทำให้ข้าต้องสูญเงินไปมากมายขนาดนี้ สมควรตายนัก" หูตาบอดกำหมัดแน่น ดวงตาข้างที่ยังดีอยู่ทอประกายเคียดแค้นชิงชัง "หากมีโอกาส ข้าจะต้องถลกหนังเลาะกระดูกมันออกมาให้ได้ ถึงจะระบายความแค้นในใจข้าได้ ! "
เมื่อได้ยินประมุขของตนเดือดดาล ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ที่ลานกว้างด้านนอกประตูจู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ตามติดมาด้วยเสียงอาวุธเหล็กกระทบกันและเสียงเข่นฆ่าฟันแทงดังกึกก้องอย่างรวดเร็วและรุนแรง
"แย่แล้ว ! "
ลูกสมุนหอหมาป่าอินทรีผู้หนึ่งที่เรือนร่างอาบชุ่มไปด้วยเลือดผลักประตูพรวดเข้ามา เขาวิ่งโซเซเข้ามาหาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ศัตรูบุก ! มีคนบุกเข้ามาแล้วขอรับ ! "