เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี

ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี

ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี


ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี

"ถ้าไม่ใช่พวกมันแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ? "

เถ้าแก่หลิวได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแน่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังสุดขีด

"ในอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้ คนของหอหมาป่าอินทรีก็คือเจ้าถิ่นจอมเผด็จการ พวกมันข่มเหงรังเจ้าคนทำมาค้าขาย รีดไถ ขูดรีดเงินทองจากพ่อค้าอย่างพวกเราไปหน้าด้าน ๆ ซ้ำยังตั้งชื่อซะสวยหรูว่าค่าคุ้มครองบ้าง ค่าทำความสะอาดบ้าง"

"กำไรที่ร้านเล็ก ๆ ของข้าหามาได้ในแต่ละเดือน แทบจะไม่พอส่งส่วยให้พวกมันอยู่แล้ว ! "

ต้าจู้ลูบหัวตัวเอง ขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถาม "รีดไถกันอย่างโจ่งแจ้งปานนี้ ทางการไม่คิดจะจัดการเลยหรือ ? "

"จัดการงั้นรึ ? ทางการกับหอหมาป่าอินทรีแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ท่านนายอำเภอของเราหลายปีมานี้ไม่รู้ว่ารับเงินทองจากพวกมันไปตั้งเท่าไหร่ แม้แต่พวกมือปราบก็ยังเรียกขานพวกอันธพาลเหล่านั้นเป็นพี่เป็นน้อง" เถ้าแก่หลิวทอดถอนใจ เอ่ยต่อว่า "หากไปแจ้งทางการล่ะก็ คนของหอหมาป่าอินทรียังจะแห่มาถึงเร็วกว่าพวกมือปราบเสียอีก ! "

ต้าจู้และเจียงหู่สบตากัน

เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ กาในใต้หล้าล้วนดำมืดไม่ต่างกัน

ในสภาพแวดล้อมของราชสำนักและแวดวงขุนนางแห่งอาณาจักรต้าฉียามนี้ ยังจะมีขุนนางตงฉินที่ซื่อสัตย์สุจริตหลงเหลืออยู่อีกหรือ ? ล้วนเป็นได้แค่พวกแมลงบ่อนทำลายชาติเท่านั้น

"จริงสิ พวกท่านทำงานอันใดกันรึ ? " หลังจากที่เถ้าแก่หลิวสบถด่าทอทางการและหอหมาป่าอินทรีด้วยความคับแค้นใจจนพอใจแล้ว เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามฐานะของพวกหลี่มู

"พวกเราเป็นพ่อค้าเร่ที่เดินทางมาจากเมืองอันผิงน่ะ" ต้าจู้ตอบ

"อันผิง... อันผิงรึ... พวกท่านช่างโชคดีเสียจริง ข้าได้ยินมาว่าระยะนี้ที่เมืองอันผิงมีบุคคลผู้หนึ่งนามว่าหลี่มูปรากฏตัวขึ้น ยามนี้เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในเมือง ทว่ากลับไม่เคยข่มเหงรังเจ้าพ่อค้าหรือชาวบ้านเลยสักครั้ง" เถ้าแก่หลิวรำพึงรำพันออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "หากในอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้หมดหนทางทำกินจริง ๆ ข้าก็จะพาครอบครัวอพยพไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองอันผิงนั่นแหละ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหู่ก็หันไปหลิ่วตาขยิบตาให้หลี่มูอย่างรู้กัน

โดยไม่รู้ตัว ชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกอำเภอในละแวกนี้เสียแล้ว

"ระยะนี้เมืองอันผิงนับว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว หากท่านมีความคิดเช่นนี้จริง ๆ ก็รีบย้ายไปเสียแต่เนิ่น ๆ เถอะ" เจียงหู่ตบไหล่เขาเบา ๆ

"ยุคข้าวยากหมากแพงเยี่ยงนี้ จะทำมาหากินที่ไหนก็ลำบากทั้งนั้น หากท่านชักช้า เกรงว่าแม้แต่ร้านค้าทำเลดี ๆ สักแห่งก็คงจะไม่มีให้เช่าแล้ว"

เถ้าแก่หลิวพยักหน้ารับรัว ๆ

ทว่าเพียงไม่นาน เขาก็กลับมามีสีหน้าอมทุกข์อีกครั้ง

ใจจริงเขาก็อยากจะขนครอบครัวอพยพหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าพวกอันธพาลหอหมาป่าอินทรีเพิ่งจะประกาศกร้าวว่าจะจับตาดูเขาไว้ ต่อให้เขาอยากจะหนีก็หนีไม่พ้น

"วางใจเถิด พ้นคืนนี้ไป ท่านย่อมมีโอกาสนั้นแน่" หลี่มูบิดกายยืดเส้นยืดสาย หันไปเอ่ยกับเจียงหู่และต้าจู้ "เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราควรไปกันได้แล้ว"

……

ม่านราตรีค่อย ๆ โรยตัวปกคลุมอำเภอซื่อสุ่ย

ทุกตรอกซอกซอยล้วนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวพัดกวาดผ่านผืนดิน

ในฤดูกาลที่อากาศหนาวเหน็บ ซ้ำยังเป็นช่วงต้นปีใหม่เยี่ยงนี้ แม้แต่มือปราบที่มีหน้าที่เดินยามในยามวิกาลก็ยังคร้านที่จะออกไปทนหนาว ทำเพียงเดินตรวจตรารอบ ๆ ศาลาว่าการอำเภออย่างลวก ๆ แล้วก็รีบซุกตัวกลับเข้าไปนอนอุตุในค่ายพัก

ในขณะเดียวกัน

ทางเหนือของเมือง ณ ริมคูน้ำสายเล็กอันรกร้างลับตาคน

เรือสินค้าหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ เหล่าชายฉกรรจ์กำลังเร่งขนย้ายสิ่งของลงจากเรือ ท่ามกลางเสียงกระทบกันของแผ่นเกราะและอาวุธเหล็ก แม้แต่แสงจันทร์บนฟากฟ้าก็ค่อยๆ ถูกเมฆหมอกบดบังไปจนไม่ด

"คนมากันครบแล้วหรือยัง ? "

หลี่มูยืนตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง ในมือกระชับดาบยาวเล่มหนึ่งแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ชุดเกราะกับอาวุธแจกจ่ายเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ? "

"หากไม่นับพวกเราสามคน ทหารทั้งสามร้อยนายล้วนมาครบถ้วนไม่มีขาด" เจียงหู่ชี้มือไปยังเงาร่างจำนวนมากที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่บนริมฝั่ง พลางเอ่ยตอบ "ทุกคนสวมเกราะและถือดาบพร้อมรบแล้ว ! "

หลี่มูทอดสายตามองตรงไปเบื้องหน้า

ทหารสวมเกราะทั้งสามร้อยนายยืนหยัดต้านทานลมหนาวอย่างมั่นคง ราวกับต้นสนตระหง่าน แผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขามและกดดันออกมาไม่น้อย

แม้นจะยังห่างชั้นกับกองทัพเป้ยกุยอยู่มากโข ทว่าหากเทียบกับกองทหารรักษาเมืองใต้บังคับบัญชาของหลินเจี้ยนแล้ว พวกเขานับว่าแข็งแกร่งกว่าเป็นไหน ๆ !

"ออกเดินทาง ! "

หลี่มูตวัดมือ ส่งสัญญาณออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดฉับไว

กองกำลังนี้ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะอึกทึกใด ๆ คล้ายดั่งฝูงหมาป่าที่เตรียมพร้อมออกล่าเหยื่อ พวกเขาหมุนตัวกลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของยามราตรี

ห่างออกไป ณ ฐานที่มั่นใหญ่ของหอหมาป่าอินทรี

บรรดาหัวหน้าสาขาหลายคนกำลังล้อมวงร่ำสุรากันอย่างสนุกสนาน เมื่อสุราตกถึงท้องไปได้หลายจอก เสียงเจรจาพาทีและหัวเราะเฮฮาก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย

"พี่น้องเอ๋ย สุราจอกนี้ต้องหมด หก หก หก..."

"ดื่มสิ เปลี่ยนเป็นชามใบใหญ่มาเลย ! "

ในขณะที่เหล่าหัวหน้าสาขากำลังดื่มด่ำกันอย่างได้ที่ จู่ ๆ ที่หลังโถงก็ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์วัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ หนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้า เดินสาวเท้าออกมา ดวงตาข้างขวาของเขาดูปกติเหมือนคนทั่วไป ทว่าตาซ้ายกลับขุ่นมัวเป็นสีขาวซีด ดูแล้วชวนให้ขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง

"ท่านประมุข ! "

"ท่านผู้เฒ่า เหตุใดจึงออกมาที่นี่ได้เล่าขอรับ ? "

ทว่าทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรดาหัวหน้าสาขาที่กำลังเมามายถึงกับสะดุ้งโหยง รีบลุกพรวดขึ้นมาประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม

"อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ข่มตาหลับไม่ลง ก็เลยแวะมาดูเสียหน่อย" ชายฉกรรจ์ผู้นี้ก็คือ หูเฟิง ประมุขแห่งหอหมาป่าอินทรี หรือที่คนในวงการนักเลงเรียกขานกันว่า 'หูตาบอด' เขาโบกมือเป็นเชิงบอกให้ทุกคนนั่งลงตามสบาย "ช่วงสองสามวันนี้ สถานการณ์ในแต่ละสาขาเป็นอย่างไรบ้าง ? เงินทองที่เรียกเก็บในตลาดได้ครบตามจำนวนหรือไม่ ? "

ครั้นได้ยินเช่นนั้น บรรดาหัวหน้าสาขาก็สบตากันไปมา

จากนั้น หัวหน้าสาขาผู้หนึ่งที่มีอาวุโสสูงสุดก็ประสานมือตอบว่า "เรียนท่านประมุข กิจการของแต่ละสาขายังคงดำเนินไปตามปกติขอรับ เพียงแต่ว่า... ก่อนสิ้นปีพวกเราเพิ่งจะเก็บค่าคุ้มครองไป ผ่านไปไม่ทันถึงเดือน ก็ไปเก็บค่าทำความสะอาดอีก บรรดาร้านค้าต่างก็โอดครวญว่าไม่มีเงินจ่ายแล้วขอรับ..."

ปัง !

เขายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค หูตาบอดก็ตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ แรงสั่นสะเทือนทำเอาจอกสุราและจานกับข้าวบนโต๊ะกระทบกันดังกราว

"ไม่มีเงินจ่ายงั้นรึ ? "

หูตาบอดแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "แล้วพวกเจ้ามีหัวไว้คั่นหูหรืออย่างไร ? พ่อค้าพวกนี้ล้วนเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา หากพวกเจ้าใจอ่อน มีหรือพวกมันจะยอมคายเงินออกมาแต่โดยดี"

"วันข้างหน้าก็ลงมือให้มันเหี้ยมโหดหน่อย หากจ่ายเงินไม่ได้ ก็ยึดโฉนดที่ดิน โฉนดบ้านของพวกมันมาขัดดอก ไม่ก็จับตัวคนในครอบครัวพวกมันมา... เรื่องพรรค์นี้ ยังต้องให้ข้าสอนพวกเจ้าอีกหรือ ? "

"ขอรับ ! ขอรับ ! " เหล่าหัวหน้าสาขาก้มหน้างุด เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง

"ตอนนี้เงินในคลังของพวกเรามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ ? " หูตาบอดระงับอารมณ์โกรธ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หัวหน้าสาขาที่รับผิดชอบดูแลบัญชีรีบตอบทันทีว่า "เมื่อวันก่อนเพิ่งจะตรวจสอบบัญชีไป ยังมีเหลืออยู่อีก 198,326 ตำลึงกับอีก 4 เฉียนขอรับ..."

"ตัวเลขนี้ไม่ค่อยถูกต้องกระมัง?" หูตาบอดขมวดคิ้วมุ่น

"เมื่อไม่กี่วันก่อน ใต้เท้าต่งตั้งค่าหัวหลี่มูแห่งเมืองอันผิง พรรคของพวกเราส่งพี่น้องออกไป 52 คน ผลปรากฏว่าล้มตายไปกว่าครึ่ง..." น้ำเสียงของหัวหน้าสาขาผู้นั้นค่อย ๆ แผ่วเบาลง "หลังจากจ่ายเงินปลอบขวัญให้ครอบครัวพวกเขาตามกฎของพรรคแล้ว ก็ต้องเอาไปติดสินบนพวกทหารรักษาเมืองและทางการอีก หมดเงินไปหลายพันตำลึงเลยขอรับ"

หูตาบอดนิ่งเงียบไป

บรรยากาศในวงสุราที่เคยครึกครื้นสนุกสนาน พลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น

เรื่องนี้ นับเป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของหอหมาป่าอินทรีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากจะสูญเสียพี่น้องฝีมือดีไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังต้องสูญเสียเงินทองไปอีกมหาศาล โดยไม่ได้ผลประโยชน์อันใดกลับมาเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง !

"หลี่มู... ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย มันทำให้ข้าต้องสูญเงินไปมากมายขนาดนี้ สมควรตายนัก" หูตาบอดกำหมัดแน่น ดวงตาข้างที่ยังดีอยู่ทอประกายเคียดแค้นชิงชัง "หากมีโอกาส ข้าจะต้องถลกหนังเลาะกระดูกมันออกมาให้ได้ ถึงจะระบายความแค้นในใจข้าได้ ! "

เมื่อได้ยินประมุขของตนเดือดดาล ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด

ทว่าในวินาทีนั้นเอง ที่ลานกว้างด้านนอกประตูจู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ตามติดมาด้วยเสียงอาวุธเหล็กกระทบกันและเสียงเข่นฆ่าฟันแทงดังกึกก้องอย่างรวดเร็วและรุนแรง

"แย่แล้ว ! "

ลูกสมุนหอหมาป่าอินทรีผู้หนึ่งที่เรือนร่างอาบชุ่มไปด้วยเลือดผลักประตูพรวดเข้ามา เขาวิ่งโซเซเข้ามาหาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ศัตรูบุก ! มีคนบุกเข้ามาแล้วขอรับ ! "

จบบทที่ ตอนที่ 247 หอหมาป่าอินทรี

คัดลอกลิงก์แล้ว