- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 246 ก้าวแรกสู่อำเภอซื่อสุ่ย
ตอนที่ 246 ก้าวแรกสู่อำเภอซื่อสุ่ย
ตอนที่ 246 ก้าวแรกสู่อำเภอซื่อสุ่ย
ตอนที่ 246 ก้าวแรกสู่อำเภอซื่อสุ่ย
อำเภอซื่อสุ่ยและเมืองอันผิงมีอาณาเขตติดกัน พวกเขาขี่ม้าเดินทางมาถึงนอกกำแพงเมืองก่อนตะวันตกดิน
เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ส่งมอบอาวุธและชุดเกราะให้กับพี่น้องพรรคเฉาปังที่รอคอยอยู่นานแล้ว จากนั้นหลี่มูก็นำกำลังพลกระจายตัวกันทยอยเดินเข้าเมืองไป
แม้ป้ายประจำตัวบนร่างของพวกเขาจะเป็นของที่เพิ่งปลอมแปลงขึ้นมา ทว่าตราประทับของทางการบนนั้นกลับเป็นของจริง ทหารยามเฝ้าประตูเมืองตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอันใด
เนื่องจากทั้งสองอำเภออยู่ติดกัน ภายในเมืองจึงมักมีพ่อค้าวาณิชและชาวบ้านสัญจรไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ดังนั้นพวกของหลี่มูจึงไม่ถูกไต่สวนให้มากความและได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองอย่างง่ายดาย
"อำเภอซื่อสุ่ยนี่ไม่เห็นจะคึกคักเหมือนเมืองอันผิงเลย... ช่วงเทศกาลปีใหม่แท้ ๆ แต่ในร้านค้ากลับแทบไม่มีคนเลย"
การลงมือในครานี้ บรรดาพี่น้องจากทีมล่าสัตว์มีเพียงเจียงหู่และต้าจู้สองคนเท่านั้นที่ติดตามมาด้วย ส่วนคนอื่น ๆ ถูกทิ้งให้อยู่ฝึกทหารบนภูเขาต่อไป
ต้าจู้เกาหัวแกรก ๆ กวาดสายตามองไปรอบด้าน ก่อนจะลดเสียงเบาลง "เถ้าแก่ พี่หู่ เดี๋ยวพวกเราจะลงมือกันอย่างไรดี ? รอกำลังพลครบแล้วบุกเข้าไปเข่นฆ่าที่ฐานที่มั่นใหญ่ของหอหมาป่าอินทรีเลยดีหรือไม่ ? "
"ไปที่ทางเหนือของเมืองก่อน รอให้พรรคเฉาปังขนอาวุธกับชุดเกราะเข้ามา" หลี่มูขยับยืดเส้นยืดสาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เอาแค่อาวุธมาก็พอกระมัง ข้าว่าชุดเกราะนี่ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่เลย ? หนักก็หนัก ขยับตัวก็ลำบาก" ต้าจู้บ่นพึมพำหยั่งเชิง "หอหมาป่าอินทรีนั่น พวกเราก็ใช่ว่าจะไม่เคยประมือด้วยเสียหน่อย ตอนที่อยู่นอกภูเขาต้าหลง พวกมันแห่กันมาตั้งหลายสิบคน ก็ยังถูกพี่น้องเราตีจนแตกพ่ายยับเยินไม่ใช่หรือ ? "
"รับมือกับพวกสวะแบบนี้ ถึงกับต้องสวมเกราะ มันไม่ดูเป็นการให้เกียรติพวกมันเกินไปหน่อยรึ ? "
"ราชสีห์ตะครุบกระต่ายยังต้องใช้กำลังสุดแรงเกิด จงอย่าดูแคลนศัตรูหน้าไหนทั้งสิ้น" หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เอ่ยตักเตือนด้วยน้ำเสียงดุดันเฉียบขาด "มีวีรบุรุษผู้กล้าตั้งเท่าไหร่ที่ต้องมาตกม้าตายเพราะความประมาท ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้พวกเราเพิ่งจะมีอำนาจบารมีเพียงหยิบมือ มีสิทธิ์อะไรไปหยิ่งยโสโอหังกัน ? "
"อีกอย่าง กาลก่อนพวกเรายากจนไม่มีเงินซื้อชุดเกราะ จึงทำได้เพียงเอาชีวิตเข้าแลกกับศัตรูโดยไร้ซึ่งการป้องกัน ทว่ายามนี้มีพร้อมแล้วกลับไม่ยอมใช้ นั่นไม่ได้เรียกว่ากล้าหาญ แต่เรียกว่าโง่เขลา ! "
หลี่มูไม่ชอบวิธีการฝึกทหารแบบที่ต้องทนกัดก้อนเกลือกินทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด
ที่เขายอมเสี่ยงชีวิตกอบโกยเงินทองมากมายขนาดนี้ก็เพื่อสิ่งใดกัน ? ไม่ใช่เพื่อให้อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ของกองทัพดีขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มพูนพลังรบ และลดอัตราการบาดเจ็บล้มตายหรอกหรือ ?
ยามยากไร้จึงต้องใช้ยุทธวิธีพลิกแพลงแทรกซึม ทว่ายามมั่งคั่ง เขาโปรดปรานการใช้อำนาจโจมตีถาโถม และใช้ยุทโธปกรณ์บดขยี้ศัตรูมากกว่า !
"เถ้าแก่ ข้าผิดไปแล้ว..." ต้าจู้ถูกตำหนิจนคอหด เอ่ยตอบตะกุกตะกัก
หลี่มูได้ยินเช่นนั้นก็ลอบถอนหายใจ
นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ใต้เท้าต่งสิ้นอำนาจลง เขาได้ก่อตั้งกองทัพขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือด้านขุมกำลัง ในเมืองอันผิงเขาก็นับว่าเป็นบุคคลระดับแนวหน้า !
ส่งผลให้สถานะของบรรดาพี่น้องใต้บังคับบัญชาเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
วันเวลาที่ราบรื่นไร้อุปสรรคเป็นเรื่องดีก็จริง ทว่า... มันก็อาจทำให้คนเราเกิดความหยิ่งผยองจนมืดบอด ถึงขั้นไม่เห็นหัวผู้ใดได้เช่นกัน
"ต้าจู้ ทั้งเจ้าและข้าต่างก็มีครอบครัวมีกิจการให้ดูแล บรรดาทหารกล้าใต้บังคับบัญชาต่างก็มีพ่อแม่ลูกเมียคอยอยู่เบื้องหลัง ข้าหวังเพียงว่าทุกคนจะได้กลับบ้านไปอย่างปลอดภัย" หลี่มูเองก็รู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนรุนแรงไปสักหน่อย จึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง พลางตบไหล่ต้าจู้แล้วกล่าวว่า
"หนทางในวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล หากในอนาคตมีโอกาสได้บุกเบิกชิงแผ่นดิน ข้าก็หวังว่าพวกพี่น้องจะยังคงอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าต้องมาพลาดพลั้งเกิดอันตรายกับเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้"
เดิมทีต้าจู้ยังคงรู้สึกหวาดหวั่นที่หลี่มูโกรธเกรี้ยว ทว่าครั้นได้ยินคำพูดประโยคนี้ เขากลับซาบซึ้งใจจนพูดอะไรไม่ออก
พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีนิสัยห้าวหาญเปิดเผย ไม่ยึดติดกับเรื่องหยุมหยิมอยู่แล้ว เอ่ยกันเพียงไม่กี่คำ เรื่องนี้ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้การนำของหลี่มู พวกเขาจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายทางเหนือของเมือง
ทว่าในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ร้านค้าที่อยู่ริมถนนก็มีเสียงด่าทอและทุบตีดังกึกก้องขึ้นมา ตามติดด้วยร่างของคนผู้หนึ่งถูกโยนกระเด็นออกมาด้านนอก
พลั่ก!
ร่างนั้นร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงพร้อมกับส่งเสียงร้องโอดโอย
หลี่มูเพ่งสายตามองดู ก็เห็นว่าเป็นชายวัยกลางคนอายุราว ๆ สี่สิบกว่าปี หน้าตาดูซื่อสัตย์สุจริต ทว่ายามนี้กลับถูกทุบตีจนหน้าตาบวมปูดเขียวช้ำ บนเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกก็มีรอยเท้าสกปรกประทับอยู่
เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้ เขาถูกคนเตะกระเด็นออกมาจากในร้าน
วินาทีต่อมา ก็มีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันเจ็ดแปดคนก้าวยาว ๆ ออกมาจากในร้าน หัวหน้าของพวกมันโกนหัวโล้น บนแก้มมีรอยแผลเป็นจากคมดาบ ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
"เถ้าแก่หลิว ดูท่าวันนี้เจ้าคงจะปฏิเสธความหวังดี แล้วรนหาที่เจ็บตัวจริง ๆ สินะ ! "
"เมื่อครู่ฝีไม้ลายมือของน้อง ๆ ข้าปรนนิบัติเจ้าได้สบายตัวดีหรือไม่ล่ะ ? "
ชายหัวโล้นแสยะยิ้มเหี้ยม โน้มตัวลงไปหาชายวัยกลางคนพลางใช้ฝ่ามือหนา ๆ ตบหน้าเขาเบา ๆ ในขณะที่ชายฉกรรจ์คนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านข้างก็เข้ามาล้อมกรอบเอาไว้ สายตาดุดันราวกับฝูงหมาป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
"เป้าเหย๋... ท่านละเว้นข้าเถิด ร้านเล็ก ๆ ของข้าควักเงินมากมายขนาดนั้นออกมาไม่ไหวจริง ๆ เดือนที่แล้วพวกท่านบอกว่าจะเก็บค่าคุ้มครอง เดือนนี้ก็มาเก็บค่าทำความสะอาดอีก เงินที่พวกท่านเก็บไปมันยังมากกว่าภาษีที่ทางการเก็บเสียอีกนะ ! "
เถ้าแก่หลิววัยกลางคนไม่สนแม้แต่จะเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก เอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ร้านของข้าปีหนึ่งทำกำไรได้แค่ร้อยกว่าตำลึง ต้องจ่ายให้พวกท่านไปก็หกเจ็ดสิบตำลึงแล้ว พอคิดรวมกับภาษีที่ต้องจ่ายให้ทางการ ตลอดทั้งปีข้ายังต้องขาดทุนเลยนะ"
"หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ทั้งครอบครัวข้าคงต้องไปอ้าปากกินลมแทนข้าวแล้ว"
ชายหัวโล้นได้ยินดังนั้นก็ลูบหัวตัวเอง จู่ ๆ ก็คว้าคอเสื้อของเถ้าแก่หลิวเอาไว้ เอ่ยเน้นทีละคำอย่างเหี้ยมเกรียม "เจ้าจะกินลมกินฝุ่นอะไรมันเกี่ยวอะไรกับบิดาด้วย ? หากจ่ายเงินไม่ได้ บิดาจะส่งครอบครัวเจ้าไปเป็นอาหารปลาในคูเมืองซะ ! "
"ข้าไม่มีเงินจริง ๆ ..." เถ้าแก่หลิววัยกลางคนพยายามโต้แย้ง
"ตีมัน ! "
ชายหัวโล้นคล้ายจะหมดความอดทน โบกมือสั่งลูกน้องที่อยู่เบื้องหลัง
กลุ่มชายฉกรรจ์พุ่งกรูกันเข้าไปในพริบตา ปล่อยหมัดกระหน่ำซัดเข้าใส่ร่างของเขาอย่างไม่ยั้ง
เถ้าแก่หลิววัยกลางคนถูกทุบตีจนส่งเสียงร้องโอยครวญ ใบหน้าอาบชุ่มไปด้วยเลือด ร้องอ้อนวอนไม่หยุด "เป้าเหย๋ ข้าให้เงิน ข้าให้แล้ว ! "
ชายหัวโล้นได้ยินดังนั้นก็ยกมือห้ามบรรดาลูกน้อง
"เถ้าแก่หลิว ยินยอมตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้แล้วไม่ใช่รึ ? "
เถ้าแก่หลิวหอบหายใจรัว ค่อย ๆ ล้วงเอาถุงเงินออกจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "เป้าเหย๋ ข้า... เงินเก็บทั้งเนื้อทั้งตัวของข้าเหลืออยู่แค่ยี่สิบกว่าตำลึง ท่านเอาไปก่อนเถิด ส่วนที่เหลือ โปรดผ่อนผันให้ข้าอีกสักระยะด้วยเถิด"
หมับ !
เป้าเหย๋คว้าถุงเงินไปเปิดดู ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก "เถ้าแก่หลิว เจ็ดวัน ข้าให้เวลาเจ้าแค่เจ็ดวันเท่านั้น ! "
"ภายในเจ็ดวันหากยังรวบรวมเงินมาไม่ครบ พวกข้าจะจับตัวลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนของเจ้าไปขัดดอกแทน ! "
เอ่ยจบ เขาก็นำกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันเหี้ยมเกรียมหมุนตัวเตรียมจะจากไป
ทว่าเพิ่งเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เป้าเหย๋ก็หยุดชะงัก หันกลับมาแสยะยิ้มชั่วร้าย "เจ้าอย่าได้คิดจะขายร้านทิ้งแล้วแอบพาครอบครัวหลบหนีไปเชียวล่ะ ในอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้ ยังไม่มีใครหน้าไหนสามารถรอดพ้นสายตาของพรรคเราไปได้หรอกนะ"
เถ้าแก่หลิววัยกลางคนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก มองดูแผ่นหลังของพวกอันธพาลที่ค่อย ๆ เดินจากไป จู่ ๆ อารมณ์ก็พังทลาย ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาพบเห็นภาพนี้ แม้ในใจจะรู้สึกโกรธแค้นเพียงใด ทว่าด้วยความหวาดกลัวในอิทธิพลมืดของอีกฝ่าย จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไร
ในจังหวะนั้นเอง หลี่มูก็ก้าวเดินเข้าไปยื่นมือช่วยพยุงเถ้าแก่หลิวขึ้นมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านลุง เมื่อครู่พวกอันธพาลเหล่านั้น คือคนของหอหมาป่าอินทรีใช่หรือไม่ ? "