- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 242 วันสิ้นปี
ตอนที่ 242 วันสิ้นปี
ตอนที่ 242 วันสิ้นปี
ตอนที่ 242 วันสิ้นปี
สายลมหนาวพัดกระหน่ำกวาดผ่านผืนปฐพี แม้อากาศจะทวีความหนาวเหน็บขึ้นทุกวัน ทว่าวันนี้ ภายในเมืองอันผิงกลับคราคร่ำไปด้วยบรรยากาศอันคึกคักมีชีวิตชีวา
ทุกบ้านและร้านรวงต่างแขวนโคมแดงประดับประดา แปะป้ายคำกลอนมงคลไว้หน้าประตู แม้แต่ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนนก็ล้วนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า
วันนี้คือวันสิ้นเดือนสิบสอง พรุ่งนี้ก็คือเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีของชาวจงหยวน... เทศกาลตรุษจีน ปีใหม่มาเยือนแล้ว
ที่หน้าประตูโรงกลั่นสุราชุนอี้ฟาง มีรถม้าบรรทุกสินค้าจอดเรียงรายอยู่นับสิบคัน หลี่มูเดินไปด้านหลังแล้วเลิกผ้าใบคลุมขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเนื้อหมู ไข่เป็ด ไข่ไก่ ข้าวสารและแป้งจำนวนมหาศาลละลานตาไปหมด น้ำหนักรวม ๆ กันแล้วมีมากถึงนับหมื่นจิน
"เถ้าแก่หลี่ ใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีแบบนี้สินค้าขาดแคลนนัก ข้าต้องวิ่งวุ่นไปหลายร้านกว่าจะรวบรวมของที่ท่านต้องการมาได้ครบ" พ่อค้าของชำร่างอ้วนเตี้ยเดินฉีกยิ้มกว้างเข้ามาหา ล้วงเอารายการสินค้าออกมาจากอกเสื้อพลางเอ่ย "ท่านช่วยนับดูหน่อยเถิด หากไม่มีปัญหาอะไร พวกเราก็มาจัดการเคลียร์ค่าสินค้าส่วนที่เหลือกันเถอะ"
ทุกวันนี้หลี่มูทำธุรกิจค้าสุราและน้ำมันพริกเผาอยู่ในเมืองอันผิง นอกจากหอสุ่ยเซียนแล้ว ก็ยังมีเหลาอาหารที่ร่วมค้าขายด้วยอีกสี่ห้าแห่ง วัตถุดิบในโรงครัวของเหลาอาหารเหล่านั้นย่อมไม่ต้องให้เขาไปวุ่นวายจัดการ เนื้อสัตว์ ไข่ และเสบียงกรังเหล่านี้ เขามีเป้าหมายที่จะนำไปใช้อยู่แล้ว
"เจ้าอ้วนเฉิน เจ้าจะรีบร้อนไปไย ? กลัวว่าพวกเราจะเบี้ยวเงินรึ ? " เจียงหู่กระโดดขึ้นไปบนรถม้า ตรวจสอบจำนวนและประเภทของสินค้าอย่างละเอียด ทว่าคล้ายจะพบความผิดปกติ "ในรายการมีหัวไชเท้ากับถั่วเหลืองด้วยนี่ แล้วทำไมบนรถถึงไม่มีล่ะ ? "
พ่อค้าของชำได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจ รีบอธิบายว่า "พี่หู่ ท่านก็รู้ดีนี่นา ว่าช่วงนี้หม้อไฟรสเผ็ดชาที่เถ้าแก่หลี่ทำกำลังขายดิบขายดีในเมืองอันผิง ถั่วเหลืองพวกนั้นก็ถูกเหมาไปทำเต้าหู้จนหมด ส่วนหัวไชเท้า... ตอนนี้ราคาก็แพงหูฉี่เลยด้วย"
ในยุคสมัยนี้ วัตถุดิบที่ใช้กินกับหม้อไฟยังไม่ได้มีความหลากหลายเหมือนอย่างในยุคหลัง นอกจากเนื้อวัวและเนื้อแกะสไลด์แล้ว เครื่องเคียงอื่น ๆ ก็มีแค่พวกเต้าหู้ ผักกาดขาว เห็ดแห้ง หรือรากบัว เมื่อเต้าหู้และฟองเต้าหู้กลายเป็นเมนูหลัก ราคาของมันย่อมพุ่งสูงขึ้นตามความโด่งดังของหม้อไฟอย่างช่วยไม่ได้
"ก็ไม่ใช่ของสำคัญอะไรมากมาย ไม่มีก็ไม่ต้อง" หลี่มูโบกมือปัด เอ่ยขึ้นว่า "หู่จื่อ สั่งคนไปชั่งน้ำหนักให้เรียบร้อยแล้วจ่ายเงินไปซะ ก่อนฟ้ามืดต้องส่งรถม้าพวกนี้ไปที่ภูเขาต้าหลงให้หมด" เจียงหู่ขานรับก่อนจะเดินไปจัดการ
หลี่มูแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ค่อนข้างขมุกขมัว ลอบพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เสบียงจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ และธัญพืชเหล่านี้ ล้วนต้องนำไปแจกจ่ายให้ทหารที่อยู่บนภูเขาต้าหลง ชายฉกรรจ์ที่มาจากครอบครัวยากจนเหล่านี้ ตลอดทั้งปีแทบจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลยสักมื้อ ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะฝากฝังชีวิตไว้กับเขาแล้ว เขาก็ไม่อาจละเลยความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ได้
เนื้อคนละห้าจิน ไข่สองจิน บวกรวมกับข้าวสารและแป้งอีกเล็กน้อย แม้จะไม่ใช่จำนวนมากมายอะไรนัก ทว่าเมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็หมดเงินไปเกือบหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเลยทีเดียว หากเปลี่ยนเป็นพ่อค้าทั่วไป คงเจ็บปวดรวดร้าวใจกับเงินก้อนนี้ไม่น้อย ทว่าหลี่มูกลับไม่คิดเช่นนั้น
เงินทอง หากเก็บสะสมไว้กับตัวโดยไม่นำมาจับจ่ายใช้สอย มันก็เป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่า การใช้จ่ายมันออกไปถึงจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นมูลค่าที่คู่ควรได้ กองทัพที่เขากำลังปลุกปั้นขึ้นมานี้ คือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้เขายืนหยัดอยู่ในยุคกลียุคได้ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รากฐานในการตั้งตัวนั่นเอง !
ช่วงที่ผ่านมา หลี่มูทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากการค้าสุราและเหลาอาหาร ทว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่กลับถูกทุ่มไปกับการสร้างกองทัพนี้ ทั้งจัดซื้อม้าศึก ตีอาวุธ ชุดเกราะ... แต่ละวันต้องผลาญเงินเป็นว่าเล่น การลงทุนอันมหาศาล ก็เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อในวันข้างหน้า
"ฟู่..." หลี่มูหรี่ตาลง ค่อย ๆ คำนวณช่วงเวลาในใจอย่างเงียบ ๆ
พ้นช่วงเทศกาลตรุษจีนไปอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูกาล 'แมลงตื่น' เมื่อเสียงอัสนีบาตแห่งฤดูใบไม้ผลิดังกึกก้อง สรรพสิ่งก็จะฟื้นคืนชีพ อากาศก็จะค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น หากเป็นไปตามที่ไต้ซือเสี้ยวหมิงคาดการณ์ไว้ เกรงว่ายังไม่ทันถึงเดือนสาม พวกทูเจวี๋ยและชนเผ่าหลางเชียงนอกด่านคงจะยกทัพเข้ามารุกรานชายแดนต้าฉีเป็นแน่ เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว
เขาจะต้องใช้เวลาสองเดือนนี้ เร่งสร้างป้อมปราการบนภูเขาต้าหลงให้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน และหล่อหลอมกองทัพนับพันนายนี้ให้กลายเป็นดาบเหล็กกล้าที่แหลมคม
ยามเที่ยงวัน รถม้านับสิบคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ภูเขาต้าหลง
เมื่อเข้าใกล้บริเวณป้อมค่ายทุ่งชิงซา จู่ ๆ ก็มีลูกธนูหลายดอกพุ่งแหวกอากาศมาจากสองข้างทาง ปักฉึกลงบนพื้นดิน หางธนูยังคงสั่นสะเทือนไปมา
"ผู้ใดบังอาจล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตภูเขาต้าหลง ? " ชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะใหม่เจ็ดแปดคนปรากฏตัวขึ้นจากหลังต้นไม้และเนินเขา พวกเขาง้างคันธนูเล็งตรงไปยังกลุ่มคนขับรถม้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
"ข้าเอง!" เจียงหู่ถอดหมวกหนังที่สวมปิดบังใบหน้าออกไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นรอยยิ้ม พลางโบกมือให้เหล่าชายฉกรรจ์ "พี่หลี่ให้ข้านำเสบียง เนื้อ ไข่ และข้าวสารมาให้พวกเจ้าฉลองปีใหม่"
ครั้นเห็นใบหน้าของเขา ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ลดคันธนูลงทันที ประสานมือคารวะ
"ที่แท้ก็พี่เจียงนี่เอง"
"เร็วเข้า รีบเปิดทางให้ท่านเดี๋ยวนี้ ! "
"ทำไมถึงต้องมาตั้งด่านสกัดกั้นด้วยล่ะ ? " เจียงหู่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "ท่านแม่ทัพหลี่ออกคำสั่ง ให้ทหารทั้งสิบสี่กองร้อยหมุนเวียนกันเข้าเวรยาม ห้ามไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ป้อมค่ายเด็ดขาด แถว ๆ นี้เราสร้างหอสังเกตการณ์ไว้สิบกว่าแห่งแล้ว" หัวหน้าหมู่ที่คุมกำลังกล่าวตอบ พลางชี้มือไปทางเส้นทางขึ้นเขาที่อยู่ด้านหลัง "ตรงนั้นก็มีการวางเครื่องกีดขวางกับหินกลิ้งเอาไว้ และยังมีพี่น้องอีกกว่ายี่สิบนายซุ่มรออยู่สองข้างทาง หากมีใครคิดจะบุกฝ่าเข้าไปล่ะก็ มีคำสั่งให้สังหารทิ้งได้ทันที"
"อากาศหนาวเย็นจับขั้วหัวใจเยี่ยงนี้ นอกจากพวกเราแล้วจะมีคนนอกที่ไหนโผล่มากัน เอาเถอะ ๆ ..." เจียงหู่เอ่ยกลั้วหัวเราะทีเล่นทีจริง
"เช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด" หัวหน้าหมู่ส่ายหน้ารัวราวกับป๋องแป๋ง สีหน้ายังมีแววหวาดหวั่น "คำสั่งทางทหารหนักแน่นดั่งขุนเขา ไม่อาจละเลยได้แม้แต่น้อย เมื่อวานเพิ่งจะมีหัวหน้าหมู่คนหนึ่งแอบอู้งาน ตอนที่ให้ไปลาดตระเวน เขากลับพาคนมุดเข้าไปนอนหลับในถ้ำ สุดท้ายก็ถูกรองแม่ทัพเจี่ยจับได้คาหนังคาเขา โดนเฆี่ยนไปสามสิบหวาย แล้วก็ถูกไล่ตะเพิดกลับบ้านไปเลย"
เมื่อจำนวนทหารเพิ่มมากขึ้น กฎระเบียบทางทหารย่อมต้องเข้มงวดตามไปด้วย จะปล่อยปละละเลยเหมือนสมัยที่หลี่มูคุมทีมล่าสัตว์ไม่ได้อีกแล้ว
เหตุใดกองทัพของต้าฉีจึงได้อ่อนแอไร้น้ำยา สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งก็มาจากความหละหลวมของกฎระเบียบในกองทัพนี่แหละ ในยามปกติ หลี่มูอาจจะใจกว้างเรื่องเงินทองและสวัสดิการของทหาร แต่เขาไม่ต้องการเลี้ยงพวกสวะที่รู้จักแต่หาความสุขใส่ตัว หรือพวกจอมอู้งาน
เมื่อได้รับสวัสดิการที่ดีกว่ากองทัพทั่วไป ย่อมต้องแลกมาด้วยความมุมานะและหยาดเหงื่อที่มากกว่าคนปกติ ถึงจะคู่ควรกับการอยู่ที่นี่ ผู้ใดหน้าไหว้หลังหลอก หรือคิดจะเข้ามากินสวัสดิการเปล่า ๆ ก็ไสหัวไปซะ !
"พี่หลี่นี่นับวันยิ่งมีสง่าราศีของผู้นำมากขึ้นเรื่อย ๆ แฮะ" เจียงหู่ลอบรำพึงในใจ
เมื่อรถม้านับสิบคันแล่นเข้าสู่ป้อมค่าย ย่อมทำให้เหล่าทหารพากันโห่ร้องด้วยความปีติยินดี ล่วงเข้ายามบ่าย ภายในป้อมค่ายก็มีการตั้งเตาต้มน้ำเดือดปุดๆ นับสิบใบ เนื้อหมูชิ้นโตทั้งกระดูกและหนังถูกโยนลงไปตุ๋นรวมกัน กลิ่นหอมฉุยลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว ครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของภูเขาต้าหลง
……
นอกด่าน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
สายลมหนาวพัดกรีดร้องดั่งคมมีด บ้าคลั่งกวาดล้างไปทั่วผืนแผ่นดินอันไพศาล บนผืนดินที่แตกระแหง มีเพียงต้นไม้แห้งตายและหญ้าแห้งเหี่ยวที่ถูกแช่แข็งตั้งตระหง่านอยู่
ใกล้กับที่ราบลุ่มซึ่งพอจะช่วยกำบังลมได้บ้าง มีกระโจมนับสิบหลังตั้งกระจัดกระจายอยู่ พวกมันสั่นโยนเยกโอนเอนไปมาท่ามกลางสายลมหนาว หนาวเหน็บ อ้างว้าง สิ้นหวัง
เมื่อทอดสายตามองออกไป ที่แห่งนี้คล้ายจะไร้ซึ่งพลังแห่งชีวิตใด ๆ
วู๊ดดด... เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานขึ้นอย่างโหยหวน
ที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทหารชนเผ่าหลางเชียง (เผ่าหมาป่าเชียง) สวมเสื้อคลุมหนังแกะนับสิบนายกำลังควบม้าฝ่าลมหนาวเข้ามา เมื่อได้ยินเสียงแตร ม่านกระโจมก็ถูกเลิกขึ้น มีผู้คนจำนวนหนึ่งเดินฝ่าลมหนาวออกมา
ครั้นมองเห็นการแต่งกายของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน อารมณ์ของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดี
"ทหารสื่อสารของท่านข่าน ! "
"ท่านข่านยังไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา นำหนังสัตว์กับเสบียงอาหารมาให้พวกเราใช้ข้ามผ่านฤดูหนาวใช่หรือไม่ ? "
"โอ้... เทพยดาแห่งท้องนภา... ในที่สุดพวกเราก็รอดตายจากฤดูหนาวนี้แล้ว..."
ผู้คนต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น
เห็นเพียงทหารเผ่าหลางเชียงเหล่านั้นควบม้าเข้ามาใกล้ ล้วงเอาแผ่นหนังแกะม้วนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กางออกกวาดสายตามองฝูงชนที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงดุดันกึกก้อง
"ท่านข่านมีคำสั่ง ฤดูใบไม้ผลิ เดือนสามปีหน้า จะกรีธาทัพบุกต้าฉี ! ยามนี้ต้องเร่งระดมเสบียงกรังและกำลังพล ! "
"แต่ละเผ่าย่อยต้องนำส่งวัวและแกะหนึ่งร้อยตัว ห้ามมีข้อผิดพลาดหรือล่าช้าเป็นอันขาด ! "