- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 243 สถานการณ์
ตอนที่ 243 สถานการณ์
ตอนที่ 243 สถานการณ์
ตอนที่ 243 สถานการณ์
ทุ่งหญ้านอกด่านนั้นกว้างใหญ่ไพศาลทว่ามีผู้คนอาศัยอยู่บางตา วิถีชีวิตของชนเผ่าหลางเชียง แตกต่างจากระบบการปกครองแบบมณฑลและอำเภอของอาณาจักรต้าฉีอย่างสิ้นเชิง ยามปกติ ชาวเผ่าหลางเชียงจะแบ่งแยกเป็นชนเผ่าย่อยน้อยใหญ่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศบนทุ่งหญ้า จะรวมตัวกันก็ต่อเมื่อมีศึกสงครามหรืองานพิธีใหญ่โตเท่านั้น
กาลก่อน ชนเผ่าหลางเชียงมักจะทำศึกรบพุ่งกันเองอยู่เนือง ๆ ทว่าต่อมา เมื่อปรากฏผู้นำเผ่าเข่อต๋าผู้หนึ่งที่มีฝีมือกล้าแกร่งไร้ผู้ต้านทาน เขาก็ได้รวบรวมเผ่าต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นผู้นำสูงสุดที่ทุกชนเผ่าต่างให้ความเคารพยำเกรง นามนั้นคือ... ท่านอ๋องมั่วหลัว
แน่นอนว่า ขุนนางและชาวเมืองในอาณาจักรต้าฉีมักคุ้นชินกับการเรียกขานเขาว่า 'พวกหมาป่าแดนเถื่อน' เสียมากกว่า
นั่นเป็นเพราะผู้นำชนเผ่าหลางเชียงผู้นี้มีความดุร้ายเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าหมาป่า นับตั้งแต่รวมชนเผ่าเป็นปึกแผ่น เขาก็นำกองทัพออกรุกรานชายแดนต้าฉีอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ปล้นชิงทรัพย์สิน สังหารทหารและชาวเมืองต้าฉีไปนับหมื่นชีวิต ซากสมรภูมิรบแถบชายแดนในกาลก่อน ยามนี้ยังคงเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษซากชุดเกราะผุพังและโครงกระดูกขาวโพลน !
"นำส่งเสบียงกองทัพรึ ? วัวและแกะหนึ่งร้อยตัว ? "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชาวเผ่าหลางเชียงที่คุกเข่าอยู่ถึงกับตกตะลึงลาน ก่อนจะเอ่ยอ้อนวอนว่า "ฤดูหนาวปีนี้หนาวเหน็บจนเกินไป ปศุสัตว์ในเผ่าของเราถูกหิมะแช่แข็งตายไปเกือบครึ่ง หญ้าแห้งก็ร่อยหรอจนหมดสิ้น แม้แต่แม่วัวยังไร้ซึ่งน้ำนมจะหล่อเลี้ยงลูกที่เพิ่งลืมตาดูโลก..."
"ยามนี้ในเผ่าหลงเหลือเพียงสัตว์เลี้ยงที่ผอมโซและล้มป่วย หากต้องส่งมอบไปจนสิ้น พวกเราคงต้องอดตายเป็นแน่"
ทหารสื่อสารเผ่าหลางเชียงเงยหน้าขึ้นมองไปยังเพิงฟางที่ใช้เลี้ยงสัตว์ของชนเผ่า
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือวัว แกะ และล่อตัวผอมแห้งแรงน้อยนับสิบตัวที่นอนหมอบอยู่บนพื้น ร่างกายของพวกมันสั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายลมหนาว
แม้เพิงเลี้ยงสัตว์แห่งนั้นจะถูกคลุมทับด้วยแผ่นขนสัตว์ ทว่าก็ยังไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บที่รุนแรงได้ ลมหนาวพัดกรรโชกแทรกซึมเข้ามาตามรอยแยกอย่างไม่หยุดหย่อน
"นี่คือบัญชาของท่านอ๋อง ข้ามีหน้าที่เพียงแจ้งให้ทราบเท่านั้น" ครั้นได้เห็นภาพนี้ สีหน้าของทหารผู้นั้นกลับยังคงเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่มีแววแห่งความเห็นใจแม้แต่น้อย มันคว้าธนูที่สลักลวดลายหมาป่าดอกหนึ่งปักลงบนพื้นดิน "ภายในสิบวัน หากพวกเจ้ายังไม่ส่งมอบเสบียงกองทัพมาล่ะก็ ผู้ใดในเผ่าที่มีส่วนสูงเกินกว่าล้อเกวียน จะต้องถูกบั่นคอให้สิ้น ! "
เอ่ยจบ มันก็สะบัดหน้าควบอาชาจากไป
……
โม่เป่ย (ทะเลทรายตอนเหนือ) รัฐข่านทูเจวี๋ย
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าหลวมกว้างที่ตัดเย็บจากหนังสัตว์ กำลังควบอาชาศึกยืนตระหง่านอยู่บนหน้าผาของยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งภูเขาเยียนลั่ว เขาไม่หวาดหวั่นต่อสายลมหนาวที่พัดกระหน่ำปะทะใบหน้า สายตาเพียงจ้องมองไปยังดินแดนอันไกลโพ้น
เหยี่ยวเวหาขนาดมหึมาสองตัวกำลังบินวนเวียนอยู่บนท้องนภา พวกมันกำลังจิกกัดต่อสู้กันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งชิงกระต่ายป่าที่ล่ามาได้
โลหิตสด ๆ หยดทะลักร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทว่ายังไม่ทันตกถึงพื้น มันก็ถูกความเยือกแข็งแปรสภาพเป็นผลึกน้ำแข็งไปเสียก่อน
"ท่านข่าน ที่นี่ลมแรงนัก รีบกลับเข้ากระโจมเถิดขอรับ"
เบื้องหลังของชายหนุ่ม องครักษ์สองนายก้าวเข้ามาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ทัวเซิน ทั่วเหลย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงชอบมายืนอยู่ตรงนี้เสมอ ? " น้ำเสียงของท่านข่านหนุ่มแห่งทูเจวี๋ยไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนอยู่บ้าง
ลูกน้องทั้งสองสบตากัน ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเงียบ ๆ
"นั่นเป็นเพราะว่า ณ ที่แห่งนี้ ข้าสามารถมองเห็นดินแดนจงหยวน (ที่ราบภาคกลาง) อันแสนไกลโพ้นได้ ดินแดนแห่งนั้นไร้ซึ่งพายุทรายที่พัดโหมกระหน่ำ ไร้ซึ่งความแห้งแล้งและกันดารตลอดทั้งปี" ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงของเขาเจือปนไปด้วยความปรารถนาและความโลภอย่างเปี่ยมล้น "ที่นั่นมีแม่น้ำลำธารที่ไม่มีวันเหือดแห้ง มีสายลมอันอบอุ่นและสายฝนอันชุ่มฉ่ำ มีผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลที่สามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้"
"ที่นั่นมีตึกรามบ้านช่องอันวิจิตรตระการตา มีกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน และมีสตรีที่งดงามที่สุด"
เมื่อองครักษ์ทั้งสองได้ฟัง นัยน์ตาของพวกเขาก็ฉายแววแห่งความปรารถนาออกมาเช่นกัน ก่อนจะกระซิบตอบว่า "ได้ยินมาว่า เสาในวังหลวงของจงหยวนล้วนหล่อหลอมด้วยทองคำแท้ สตรีที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนั้น ล้วนมีผิวพรรณที่ขาวผ่องและเนียนละเอียดดุจหยกชั้นเลิศ..."
"พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนโม่เป่ยมาหลายชั่วอายุคน นับตั้งแต่บรรพบุรุษ พวกเราก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับสัตว์ร้าย พายุหิมะ และความแห้งแล้ง ร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเราถูกหล่อหลอมให้แข็งแกร่งและทรหดยิ่งกว่าพยัคฆ์และเสือดาว นับเป็นนักรบที่ทรงพลังที่สุดในปฐพี"
ท่านข่านหนุ่มยกมือขึ้น ชี้ไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
นั่นคือทิศทางของรัฐข่านทูเจวี๋ย
"แต่ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดพวกเราจึงต้องทนอุดอู้อยู่ในสถานที่อันแร้นแค้นเช่นนี้"
จู่ ๆ เขาก็ตวัดนิ้วเปลี่ยนทิศ ชี้ไปยังอาณาจักรต้าฉีอันห่างไกล
"ทว่าพวกชาวฉีเหล่านั้น กลับได้ครอบครองผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดงั้นรึ ? "
องครักษ์ทั้งสองนิ่งเงียบ
"ฤดูหนาวปีนี้ ในแต่ละชนเผ่ามีผู้คนนับพันต้องหนาวตายและอดตาย เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายของพวกเขาก็เป็นสายเลือดเดียวกับข้า พวกเขาคือพี่น้องของข้า" ท่านข่านหนุ่มค่อย ๆ กำหมัดแน่น แววตาเริ่มทอประกายเหี้ยมเกรียมขึ้นเรื่อย ๆ "ความตายของพวกเขา เป็นเพราะความไร้ความสามารถของข้าเอง"
"หากข้าสามารถแย่งชิงดินแดนจงหยวนแห่งนั้นมาได้ ญาติมิตรของพวกเราก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้อีกต่อไป"
ตึง !
องครักษ์ทั้งสองคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยกมือทาบอก "ท่านข่าน นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลย"
"สภาพอากาศในปีนี้แปรปรวนเกินไปจริง ๆ ..."
"พวกเจ้าไม่ต้องแก้ต่างแทนข้าหรอก" ท่านข่านหนุ่มแย้มยิ้มอย่างเปิดเผย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้าคือข่านแห่งทูเจวี๋ย หากชนเผ่ามีสิ่งใดบกพร่องสูญเสีย ย่อมต้องเป็นความรับผิดชอบของข้า ! "
ลมภูเขาพัดหวีดหวิว
เขาทอดสายตามองไปยังดินแดนจงหยวนอันแสนไกล เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่น "จงส่งคำสั่งของข้าออกไป ระดมพลทหารนับแสนนาย รอจนล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้เบ่งบานเมื่อใด ข้าจะกรีธาทัพลงใต้เพื่อยึดครองดินแดนจงหยวน"
"ข้าจะบุกเบิกอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลให้แก่ชนเผ่าและลูกหลานของพวกเรา เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องเร่ร่อนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอีกต่อไป"
องครักษ์ทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึง
แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาณาจักรต้าฉีจะตกเป็นฝ่ายปราชัยและล่าถอยในการปะทะกับทูเจวี๋ยอยู่ร่ำไป ทว่าในอดีต อีกฝ่ายก็เคยเป็นถึงจ้าวแห่งแผ่นดิน มีรากฐานอำนาจที่หยั่งลึกอยู่ไม่ใช่น้อย
ที่ผ่านมา ทูเจวี๋ยเพียงแค่ส่งกองทัพหลักพันไปรุกรานปล้นชิงตามชายแดน พอได้ทรัพย์สินก็ถอยทัพกลับ
ทว่าวันนี้ ท่านข่านถึงกับคิดจะทำศึกเต็มรูปแบบเลยรึ ?
แม้ชาวทูเจวี๋ยจะห้าวหาญชาญชัย ทว่าเสบียงบำรุงกองทัพกลับไม่ได้อุดมสมบูรณ์นัก หากวู่วามเปิดศึกสงคราม แล้วไม่อาจยึดอาณาจักรต้าฉีได้ในเวลาอันสั้นล่ะก็ ย่อมต้องพ่ายแพ้ยับเยินเป็นแน่ !
"ท่านข่าน ชาวจงหยวนมีคำกล่าวที่ว่า 'แมลงร้อยขาแม้นชีวาวายก็ยังไม่แข็งทื่อ'... แม้อาณาจักรต้าฉีจะเน่าเฟะเสื่อมโทรม ทว่าก็ไม่ใช่พวกไก่ดินสุนัขกระเบื้อง (พวกไร้น้ำยา) ที่จะถูกจัดการได้โดยง่าย ซ้ำทางใต้ยังมีพวกคนเถื่อนเผ่าหลางเชียงจ้องตะครุบเหยื่อตาเป็นมัน หากพวกเราเปิดศึกกับต้าฉี พวกมันย่อมต้องยินดีปรีดา นั่งบนภูดูเสือกัดกัน เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นแน่แท้"
"หากพวกเราชนะ ก็คงเป็นชัยชนะที่ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อแสนสาหัส แต่หากพวกเราพ่ายแพ้..."
ทั่วเหลยอึกอัก คล้ายมีคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
บนท้องนภา เหยี่ยวเวหาทั้งสองตัวยิ่งต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ขนนกปลิวว่อน โลหิตสาดกระเซ็น
ท่านข่านหนุ่มเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปยังนกเหยี่ยวที่กำลังเข่นฆ่ากันกลางเวหา เขาหยิบธนูจากอานม้าขึ้นมาน้าวสายเล็งขึ้นฟ้า ทันใดนั้น เสียงศรแหวกอากาศก็พุ่งทะยานออกไป ลูกธนูเพียงดอกเดียวกลับพุ่งเสียบทะลุร่างของนกเหยี่ยวที่กำลังพัวพันกันอยู่ทั้งสองตัวในคราวเดียว พวกมันกรีดร้องโหยหวนก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวลึกเบื้องล่าง
"ข้าจะพ่ายแพ้กระนั้นรึ ? " เขาแย้มยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยถาม
ยังไม่ทันที่องครักษ์ทั้งสองจะได้เอ่ยตอบ ท่านข่านหนุ่มก็กล่าวสืบต่อ ท่าทีแปรเปลี่ยนเป็นเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ รังสีความน่าเกรงขามและอำนาจบารมีอันเหี้ยมหาญพลันแผ่ซ่าน
"ข้าไม่มีวันแพ้ ! ดินแดนจงหยวน ข้าจะต้องคว้ามาครองให้จงได้"
"หากพวกคนเถื่อนคิดจะสอดมือเข้ามายุ่ง ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะส่งพวกมันลงนรกไปพร้อมกัน ! "
……
วันขึ้นปีใหม่
ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังกึกก้อง หลี่มูเพิ่งจะถูกปลุกให้ตื่น ยังไม่ทันได้ขยับตัวลุกจากเตียง เจียงหู่ก็พรวดพราดวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ร้องตะโกนเสียงหลง "พี่หลี่ ! ฟ้าถล่มแล้ว ! ฟ้าถล่มแล้ว ! "
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น ? " หลี่มูเอ่ยถามด้วยความงัวเงีย
"ลัทธิโพกผ้าเหลืองรวบรวมสาวกสามหมื่นคนโอบล้อมโจมตีเมืองปั๋วหยาง เมื่อวานนี้พวกมันตีประตูเมืองแตก เจ้าเมืองและคนของกองบัญชาการทหารล้วนถูกฆ่าล้างบางจนหมดสิ้น ตอนนี้เมืองปั๋วหยางตกเป็นเขตอิทธิพลของลัทธิโพกผ้าเหลืองอย่างสมบูรณ์แล้ว ! " เจียงหู่น้ำเสียงสั่นเครือ เบิกตากว้างพลางเอ่ยต่อว่า:
"เมื่อก่อนลู่ซิ่วหลินเพียงแค่แอบตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับราชสำนักอย่างลับ ๆ แต่ตอนนี้... มันชูธงก่อกบฏประกาศทำศึกสงครามอย่างโจ่งแจ้งแล้ว ! "