- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 202 ปิดร้านจับคน !
ตอนที่ 202 ปิดร้านจับคน !
ตอนที่ 202 ปิดร้านจับคน !
ตอนที่ 202 ปิดร้านจับคน !
การที่หลี่มูจู่ ๆ ก็ลงมืออย่างฉับพลัน ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที
บรรดาทหารสวมเกราะโดยรอบเมื่อเห็นแม่ทัพของตนถูกจับกุม ก็แผดเสียงคำรามเตรียมจะพุ่งเข้ามาทันควัน
"ทุกคนอยู่นิ่ง ๆ ! "
เจี่ยชวนก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ตวาดเสียงกร้าว "ใครกล้าก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว ข้าจะสับหัวแม่ทัพของพวกเจ้าให้หลุดจากบ่าเดี๋ยวนี้ ! "
หลี่มูกดดาบในมือลงไปอีกเล็กน้อย คมดาบอันแหลมคมบาดผิวหนัง ทำให้ปรากฏรอยเลือดบนลำคอของหลินเจี้ยนทันที
เมื่อเห็นดังนั้น พวกทหารรักษาเมืองก็ไม่กล้าผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่าม ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
"สั่งให้พวกมันถอยไป ! " หลี่มูโน้มตัวลงไปกระซิบกับหลินเจี้ยนที่ถูกจับกดลงกับพื้นในท่าทางที่แสนจะอัปยศอดสู "ปล่อยคนของพรรคเฉาปังให้หมด"
"..."
หลินเจี้ยนกัดฟันแน่น เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบและความเจ็บปวดแปลบปลาบที่บริเวณลำคอ จังหวะการเต้นของหัวใจก็ถี่กระชั้นขึ้นมาก
ที่นี่คือค่ายทหารรักษาเมือง เป็นอาณาเขตของเขา แต่ตอนนี้เขากลับไม่กล้าขัดคำสั่งของหลี่มู !
"ทำตามที่มันบอก" หลินเจี้ยนมีสีหน้าดำทะมึน กัดฟันกรอดจนแทบจะแหลกละเอียด หันไปสั่งการลูกน้อง
เมื่อได้รับคำสั่งจากแม่ทัพ ทหารสวมเกราะเหล่านั้นถึงได้ยอมวางอาวุธในมือลง และปล่อยตัวพี่น้องพรรคเฉาปังที่ถูกทรมานจนบาดเจ็บสาหัส
"หลี่มู เจ้าบังอาจจับกุมแม่ทัพที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักเป็นตัวประกัน โทษของเจ้าคือประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร ! "
หลินเจี้ยนมองดูภาพตรงหน้า น้ำเสียงเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวที่พัดกรรโชกอยู่บนลานฝึกทหาร "เพื่อพรรคเฉาปังแค่พรรคเดียว ถึงกับยอมเอาชีวิตตัวเองมาทิ้ง มันคุ้มกันหรือ ? "
"ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่" หลี่มูปรายตามองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย "กองทหารรักษาเมืองไม่มีอำนาจในการจับกุมคนอยู่แล้ว เจ้าแอบอ้างนำกำลังทหารมาจับกุมชาวบ้าน ต่อต้านศาลาว่าการอำเภอ หากจะต้องโดนตัดหัว เจ้าก็ต้องโดนตัดหัวก่อนข้าล่ะ"
ก่อนจะมาที่นี่ เขาได้ทบทวนแผนการทั้งหมดในหัวอย่างถี่ถ้วนแล้ว
กองทหารรักษาเมืองอันผิงมีทหารแค่ร้อยกว่านาย สำหรับชาวบ้านธรรมดา พวกเขาอาจจะดูน่ากลัวมาก แต่สำหรับหลี่มูแล้ว คนพวกนี้ก็แค่พวกไม่ได้เรื่องไร้น้ำยา !
อย่างที่ชายฉกรรจ์พรรคเฉาปังคนนั้นเพิ่งพูดไปเมื่อครู่
หน้าที่ของกองทหารรักษาเมืองคือการปกป้องบ้านเมือง ปราบปรามโจรผู้ร้าย และดูแลความสงบสุขของราษฎร แต่หลายปีมานี้ กองทหารรักษาเมืองแทบไม่ได้ทำผลงานอะไรที่น่ายกย่องเลยสักนิด แม้แต่ตอนที่ขึ้นไปปราบโจรบนภูเขาหู่โถวในอดีต ก็ยังถูกตีแตกพ่ายหนีกลับมาอย่างทุลักทุเลหลายต่อหลายครั้ง
ในเหตุการณ์ครั้งนี้ หากจะว่ากันตามกฎหมาย หลี่มูก็มีเหตุผลมากกว่าหลินเจี้ยน
แต่ถ้าหากจะต้องฉีกหน้ากันและใช้กำลังความรุนแรง...
เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเรียกกองกำลังเป้ยกุยออกมาอีกครั้งหรอก
ถึงอย่างไรในสายตาของขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสูงอย่างแม่ทัพฮั่วและแม่ทัพหลิวในตอนนี้ หลี่มูก็ได้กลายเป็นหมากตัวสำคัญที่เจิ้นหนานอ๋องวางไว้แล้ว ต่อให้เกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมายแค่ไหนกับเขา แต่เมื่อมีสถานะนี้ค้ำคออยู่ ทุกอย่างก็จะดูสมเหตุสมผลไปหมด
"หลี่มู เจ้าตั้งใจจะเป็นศัตรูกับข้าให้ได้ใช่ไหม ? " หลินเจี้ยนเลิกเสแสร้ง กัดฟันเอ่ยถาม
"เจ้าต่างหากที่คิดจะเป็นศัตรูกับข้าก่อน" หลี่มูเอ่ยเน้นทีละคำ
"เจ้าคิดให้ดีนะ ! " หลินเจี้ยนหน้าตาดุร้าย ชุดเกราะเหล็กบนร่างสั่นสะท้านตามแรงโกรธเกรี้ยว เขาสะยะยิ้มเหี้ยม "ตอนนี้ชายแดนเกิดความวุ่นวาย ท่านไท่เวย (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) และบรรดาแม่ทัพต่างก็ได้รับความไว้วางใจจากองค์ฮ่องเต้อย่างมาก พวกเขาควบคุมทหารชั้นยอดนับแสนนาย กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายไว้ในมือ"
"ต่อให้เป็นพวกอ๋องและเชื้อพระวงศ์ทั่วทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่กล้าไปล่วงเกินขุนนางฝ่ายบู๊ง่าย ๆ เลย"
"ถ้าวันนี้เจ้าจับข้าไป หากเรื่องนี้รู้ไปถึงเบื้องบน ต่อให้เจ้านายของเจ้าจะเป็นถึงท่านอ๋องผู้มีอิทธิพลล้นฟ้า ก็ปกป้องเจ้าไม่ได้หรอก ! "
ปัจจุบันอาณาจักรต้าฉีกำลังเผชิญทั้งศึกในและภัยนอก เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกคนเถื่อนและทูเจวี๋ย องค์ฮ่องเต้จึงต้องพึ่งพาบรรดาแม่ทัพนายกองที่คุมกำลังทหารในราชสำนัก และท่านไท่เวยซึ่งเป็นผู้นำของขุนนางฝ่ายบู๊ก็กลายเป็นบุคคลที่มีอำนาจเป็นรองเพียงคนผู้เดียวอย่างเป็นธรรมชาติ
แม้แต่เชื่อพระวงศ์ เวลาเจอกับอีกฝ่าย ก็ยังต้องแสดงความเคารพนบนอบ ด้วยเกรงว่าจะไปทำให้ขัดเคืองใจ !
"พูดจบหรือยัง ? "
แต่ใครจะไปคิดว่า หลังจากที่เขาพูดจาข่มขู่ยืดยาวจบ หลี่มูกลับเอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพียงประโยคเดียว จากนั้นก็หันไปพูดกับเจียงหู่ว่า "อุดปากมันซะ เอาแต่บ่นพึมพำบ้าบออะไรอยู่ได้ ! "
หลินเจี้ยนโกรธจัดจนแทบจะตาถลน กำลังจะอ้าปากพูดอะไรต่อ เจียงหู่ก็ดึงเศษผ้าขี้ริ้วเน่า ๆ ยัดเข้าไปในปากของเขาอย่างแรง
จากนั้น บรรดาชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์ก็กรูกันเข้ามา จับเขามัดจนแน่นหนา
"ยังพอเดินไหวไหม ? "
หลี่มูเหลือบมองพี่น้องพรรคเฉาปังที่ถูกปล่อยตัวลงมาจากเสาไม้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ไอ้พวกลูกเต่านี่ถึงจะแต่งตัวดูดี แต่เรี่ยวแรงก็มีพอ ๆ กับผู้หญิงนั่นแหละ ตีโดนพวกข้าไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด" บรรดาชายฉกรรจ์ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ พวกเขาเก็บเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่ แต่พอเผลอไปโดนแผลเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะสูดปากด้วยความเจ็บปวด
เมื่อมองดูบรรดาพี่น้องพรรคเฉาปังที่พยายามฝืนทนความเจ็บปวด เพื่อไม่ให้เสียหน้าต่อหน้ากองทหารรักษาเมือง หลี่มูก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะใช้ดาบจ่อที่คอของหลินเจี้ยน "ไป ! พวกเรากลับศาลาว่าการกันก่อน ! "
เมื่อมีหลินเจี้ยนเป็นตัวประกัน ต่อให้บรรดาทหารสวมเกราะรอบ ๆ จะอยากขัดขวางไม่ให้พวกเขาไปแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลีผลาม ได้แต่มองดูพวกเขาเดินจากไปอย่างองอาจสง่าผ่าเผย
……
หอสุ่ยเซียน
เวลานี้เป็นช่วงเที่ยงวัน ภายในโถงใหญ่มีเสียงพูดคุยดังจอแจ แขกเหรื่อเต็มร้าน
เถ้าแก่ใหญ่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวบนชั้นสอง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มือข้างหนึ่งกำลังคลึงลูกวอลนัทสองลูกจนเกิดเสียงดังก๊อกแก๊ก ๆ
สีหน้าของเขาดูสงบนิ่ง แต่หากสังเกตดี ๆ ก็จะพบรอยยิ้มบาง ๆ แฝงอยู่ที่มุมปาก
"พรรคเฉาปัง..."
เถ้าแก่ใหญ่พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อย่ามาโทษข้าเลย จะโทษก็ต้องโทษพวกเจ้าเองที่ทำตัวโดดเด่นเกินไป กอบโกยเงินทองไปมากมาย ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า พวกเจ้าจะกล้าต่อกรกับกองทหารรักษาเมืองได้อย่างไร ! "
แม้การที่กองทหารรักษาเมืองลงมือจัดการกับพรรคเฉาปังจะเป็นเพราะคำขอร้องของเขา แต่หลินเจี้ยนเองก็มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เช่นกัน หลายปีมานี้ พรรคเฉาปังที่ผูกขาดเส้นทางการขนส่งทางเรือกอบโกยกำไรไปได้อย่างมหาศาล แต่กลับจ่ายแค่ภาษีและเงินใต้โต๊ะให้กับศาลาว่าการอำเภอเท่านั้น ปล่อยให้กองทหารรักษาเมืองได้แต่มองตาปริบ ๆ โดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ เลย !
เมื่อก่อนตอนที่ขั้วอำนาจฝ่ายบู๊ยังอ่อนแอ หลินเจี้ยนย่อมต้องทำใจยอมรับสภาพการณ์เช่นนี้
แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว !
เมื่อท่านไท่เวยได้รับความไว้วางใจและมีอำนาจในราชสำนักมากขึ้น เมืองหงโจวก็กลายเป็นอาณาจักรของขุนนางฝ่ายบู๊อย่างสมบูรณ์ ความทะเยอทะยานของหลินเจี้ยนก็ยิ่งพองโตขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่เขาจัดการกับพรรคเฉาปัง ก็เพื่อหวังจะเข้ามาเสียบแทน และรวบเอาผลประโยชน์ทั้งหมดจากการขนส่งทางน้ำมาไว้ในมือของตัวเอง และนี่ก็เข้าทางเถ้าแก่ใหญ่พอดี
เขาเตรียมจะปลูกพริกในพื้นที่กว้าง แล้วนำมาสกัดเป็นน้ำมันพริกเพื่อส่งออกไปขายภายนอก
หากเส้นทางการขนส่งทางน้ำยังคงอยู่ในการควบคุมของฟ่านเหวินปินล่ะก็ ต่อให้น้ำมันพริกของเถ้าแก่ใหญ่จะผลิตเสร็จ การจะส่งออกไปขายก็คงเป็นเรื่องยากลำบาก !
ส่วนเรื่องของหลี่มู...
เป้าหมายของเถ้าแก่ใหญ่และกองทหารรักษาเมืองในครั้งนี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หลี่มูเลยจริง ๆ !
เพราะพวกเขาเคยปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดแล้ว และเห็นพ้องต้องกันว่าการเล่นงานหลี่มูอาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยาก และอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะมีบทเรียนจากกองคาราวานอาชาเหล็กและใต้เท้าต่งให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่แล้ว
พ่อค้าย่อมเห็นแก่ผลกำไร
แม้คืนนั้นเถ้าแก่ใหญ่จะถูกพรรคเฉาปังและหลี่มูฉีกหน้า แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำไปเพื่อแก้แค้น เพียงแต่อยากจะร่วมมือกับหลินเจี้ยนเพื่อกอบโกยเงินทองเท่านั้น
"หอสุ่ยเซียน ข้าจะต้องขยายสาขาไปทั่วแผ่นดินต้าฉี ไปเปิดสาขาถึงในเมืองหลวงให้จงได้ ! " เถ้าแก่ใหญ่กำหมัดแน่น นัยน์ตาสาดประกายความทะเยอทะยานอันร้อนแรง
เมื่อก่อนตอนที่เขาสร้างหอสุ่ยเซียนจนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาก็มอบหมายกิจการทั้งหมดให้เฉินเฮ่อซงดูแล และเตรียมตัวจะเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ
แต่การปรากฏตัวของสุราซานเยวี่ยชุนและก้อนพริกหม่าล่า กลับปลุกกระตุ้นความปรารถนาในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีใครรังเกียจที่จะมีเงินทองและทรัพย์สินมากมายหรอก !
เถ้าแก่ใหญ่ตัดสินใจที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ กลับมากุมบังเหียนหอสุ่ยเซียนอีกครั้ง เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ในโลกธุรกิจ
แต่ในขณะที่เขากำลังวาดฝันถึงอนาคตอันสวยงามอยู่นั้น จู่ ๆ ลูกจ้างคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าซีดเผือดพลางร้องลั่น "เถ้าแก่ใหญ่ แย่... แย่แล้วขอรับ ! "
"มีเจ้าหน้าที่จากฝ่ายเก็บภาษีกลุ่มหนึ่งมาที่ร้าน พวกเขาบอกว่าบัญชีของร้านเรามีปัญหา จะทำการปิดร้านและจับกุมคนไปขอรับ ! "