- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 192 หอจุ้ยเซียน
ตอนที่ 192 หอจุ้ยเซียน
ตอนที่ 192 หอจุ้ยเซียน
ตอนที่ 192 หอจุ้ยเซียน
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ
แม้เขาจะเป็นเจ้าของโรงกลั่นสุราชุนอี้ฟางแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้พอใจอยู่แค่การทำธุรกิจขายสุรา...
สิ่งที่เรียกว่า ปัจจัยสี่ อันได้แก่ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ เป็นตัวแทนของความต้องการทั้งสี่ของมนุษย์ และยังเป็นธุรกิจสี่ประเภทที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำที่สุด
หากต้องการหยั่งรากฐานของตนในเมืองอันผิงให้มั่นคง ก็จำเป็นต้องค่อย ๆ ควบคุมธุรกิจทั้งสี่อุตสาหกรรมนี้ให้อยู่ในกำมือเสียก่อน สำหรับราษฎร ปากท้องคือเรื่องใหญ่เทียมฟ้า
ในบรรดาธุรกิจทั้งสี่นี้ การกินและการดื่มถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สุราซานเยวี่ยชุนทำให้หลี่มูผูกขาดวงการสุราไปแล้ว และหากก้อนไขมันวัวหม่าล่าสามารถแพร่หลายออกไปได้ ในฤดูหนาวปีนี้ ภัตตาคารและหอสุราน้อยใหญ่ในเมืองอันผิงก็จะถูกอิทธิพลของเขาแทรกซึมเข้าไปด้วยเช่นกัน
"ตอนนี้สัตว์ร้ายแถว ๆ ทุ่งชิงซาในภูเขาต้าหลงก็ถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว โรงเรือนปลูกพริกในชนบทก็สร้างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว... นอกเมืองชั่วคราวคงไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวลอีก" หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับเจี่ยชวน "เหล่าเจี่ย ช่วงนี้คงต้องลำบากท่านช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าดูโรงเรือนผักที่ชนบทหน่อย จำไว้ว่า ห้ามให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้นเด็ดขาด"
แม้โรงเรือนผักจะสร้างเสร็จแล้ว แต่เพื่อป้องกันพวกตีนแมวมาขโมยของ จึงจำเป็นต้องมีคนที่มีความสามารถและไว้ใจได้คอยปักหลักเฝ้าจับตาดูอยู่ที่นี่
เจี่ยชวนอายุมากที่สุดในบรรดาพี่น้องทีมล่าสัตว์ เป็นคนสุขุมรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
"พี่หลี่วางใจได้เลย" เขาตบหน้าอกรับรอง
"เจียงหู่ พวกเรากลับเมืองกันเถอะ คืนนี้ไปร่วมงานเลี้ยงของพรรคเฉาปังกัน"
หลี่มูสั่งการเรื่องในชนบทเสร็จ ก็หมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับเจียงหู่
ระหว่างทาง ทั้งสองคนก็ถกกันถึงความคืบหน้าในการสร้างป้อมค่ายในภูเขาต้าหลง และเรื่องที่ไปกว้านซื้อตัวช่างตีเหล็กมาสร้างอาวุธให้
ภายใต้การทำงานหามรุ่งหามค่ำของแรงงานหลายร้อยคน พื้นที่ว่างขนาดเกือบเท่าสองสนามฟุตบอลในทุ่งชิงซาก็ถูกถางจนโล่งเตียน กินพื้นที่กว้างราว ๆ ยี่สิบกว่าหมู่ ตอนนี้หวงเหวินอี้กำลังพาพวกแรงงานขุดคูน้ำและตอกเสาเข็มทำรากฐานอยู่
ยุคสมัยนี้ อาณาจักรต้าฉีมีวัสดุก่อสร้างอย่างปูนซีเมนต์แล้ว เพียงแต่ราคามันแพงหูฉี่ มีแต่พวกตระกูลเศรษฐีผู้ลากมากดีเท่านั้นถึงจะกล้าใช้
ชาวบ้านธรรมดาตามชนบทเวลาสร้างบ้าน ส่วนใหญ่ก็ยังคงสร้างเป็นบ้านไม้หรือบ้านดินดิบเป็นหลัก
แต่หลี่มูต้องการสร้างป้อมค่ายที่แข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก พอที่จะต้านทานไฟสงครามได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องวัสดุก่อสร้าง
"เมื่อสองวันก่อนท่านอาจารย์หวงมาคุยกับข้า เตรียมจะกำหนดให้กำแพงป้อมค่ายมีความสูงสองจั้ง (ประมาณ 6.6 เมตร) ฐานกำแพงหนาหนึ่งจั้งแปดฉื่อ (ประมาณ 6 เมตร) ส่วนสันกำแพงด้านบนหนาหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3.3 เมตร)" หลี่มูขี่ม้าพันธุ์หวงเปียว พลางคำนวณเงินทุนในกระเป๋าของตนเองเงียบ ๆ "ข้าลองคำนวณดูแล้ว ลำพังแค่สร้างกำแพงนี้ ก็ต้องใช้เงินมากถึงแปดพันกว่าตำลึง ! "
ตอนนี้ตัวเขาก็ถือว่าได้สัมผัสกับความรู้สึกของการใช้เงินเทเป็นน้ำแล้ว
โชคดีที่หลี่มูยอมควักเงินแปดร้อยตำลึงซื้อภูเขาต้าหลงมาครอบครองก่อนหน้านี้แล้ว จึงสามารถตัดไม้ในนั้นมาตากแห้ง แล้วเอามาใช้เป็นไม้สำหรับสร้างป้อมค่ายได้โดยตรง ไม่อย่างนั้นรายจ่ายคงจะบานปลายยิ่งกว่านี้แน่
"ช่วงหลายวันนี้ข้าไปตระเวนดูแถว ๆ เมืองอันผิงกับอำเภอหงหยา หาช่างตีเหล็กที่ยินดีจะตีอาวุธให้พวกเราได้สองสามคนแล้วล่ะ" เจียงหู่ลูบคาง
"พวกเขาจะไม่หักหลังเอาความลับพวกเราไปขายใช่ไหม ? "
"ไม่หรอก ข้าคอยสังเกตการณ์พวกเขาอยู่หลายวัน ลองเข้าไปตีสนิทแล้วถึงค่อยบอกความต้องการออกไป" เจียงหู่ติดตามหลี่มูมานาน นิสัยใจคอก็ดูสุขุมและรอบคอบขึ้นมาก เขาลดเสียงลงต่ำเอ่ย "ช่างตีเหล็กพวกนั้นใช้ชีวิตกันอย่างยากแค้นแสนเข็ญ จนแทบจะคลุ้มคลั่งเพราะความจนอยู่แล้ว แถมมีอยู่สองคนที่ไปล่วงเกินพวกคหบดีและขุนนางในพื้นที่เข้า ก็เลยถูกกลั่นแกล้งสารพัด จนแทบจะไม่มีชีวิตรอดอยู่แล้ว"
"ข้าออกหน้ายัดเงินไปให้สองสามตำลึง ช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขา พวกเขาก็ซาบซึ้งในบุญคุณจนแทบจะกราบกราน บอกว่าให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ! "
หลี่มูพยักหน้าเบา ๆ ยุคสมัยนี้ การซื้อใจคนมันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
ชีวิตของคนส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบากเหมือนอยู่ในน้ำลึกไฟร้อน ขอเพียงมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาในชีวิตแม้เพียงริบหรี่ พวกเขาก็พร้อมจะคว้ามันไว้โดยไม่ยอมปล่อยมือ
"แต่ว่าตอนนี้ราคาเหล็กก็แพงเอาเรื่อง แถมยังเป็นสินค้าควบคุมของทางการ แม้จะมีท่านนายอำเภอเฉาคอยหนุนหลัง ซื้อมาเก็บไว้บ้างในช่วงสั้น ๆ คงไม่มีปัญหา แต่พอนานวันเข้า ก็ยากที่จะรอดพ้นสายตาของราชสำนักไปได้" เจียงหู่เอ่ยด้วยความกังวลใจ
"เดินไปก้าวหนึ่งก็ค่อยมองไปอีกก้าวหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ส่งคนไปกว้านซื้อเศษเหล็กเครื่องใช้ตามชนบทมาหลอมทำอาวุธเอา" หลี่มูกลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก
แม้ต้าฉีจะเข้มงวดเรื่องการควบคุมอาวุธ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยุคราชวงศ์หยวน
ตามคำเล่าลือ ในยุคราชวงศ์หยวน เพื่อป้องกันชาวฮั่นก่อกบฏสร้างความวุ่นวาย ถึงขนาดออกกฎหมายให้ห้าครอบครัวใช้มีดทำครัวร่วมกันได้แค่เล่มเดียว เวลาปกติก็ต้องเอาโซ่ล่ามไว้ด้วย หากมีดเล่มนี้ไปก่อคดีฆาตกรรมขึ้นมา ทั้งห้าครอบครัวนี้จะต้องรับโทษตายตกตามกันไปทั้งหมด !
……
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็ล่วงเข้าสู่ยามค่ำคืน
ตรอกซอกซอยในเมืองอันผิงค่อย ๆ ถูกความมืดมิดเข้าปกคลุม
แต่ภายในหอจุ้ยเซียนกลับคึกคักไปด้วยบรรยากาศของความปิติยินดี !
"อ้าว เถ้าแก่หวัง ไม่เจอกันเสียนาน ! "
"นี่พี่ซุนไม่ใช่หรือ ? ได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านไปพึ่งใบบุญของพรรคเฉาปัง กอบโกยเงินทองไปได้ไม่น้อย วันหน้าก็อย่าลืมช่วยส่งเสริมน้องชายคนนี้บ้างนะขอรับ..."
"ยินดี ๆ คุยกันได้ ! "
"เถ้าแก่หลิวก็มาด้วยรึ ผู้อาวุโสอย่างท่านไม่ได้ปรากฏตัวมาตั้งนานแล้ว คืนนี้ต้องดื่มกันให้เต็มที่สักหน่อยนะ ! "
"จุ๊ ๆ หัวหน้าพรรคฟ่านเป็นเจ้าภาพออกหน้าเชิญมาด้วยตัวเอง ตาเฒ่าอย่างข้าจะกล้า วางท่าเป็นผู้อาวุโส ได้อย่างไร..."
ภายในห้องโถงใหญ่ แขกเหรื่อมากมายที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา ประดับประดาด้วยทองและเงิน ต่างพากันพูดคุยทักทายปราศรัยกันอย่างออกรส
บรรดาเสี่ยวเอ้อร์และลูกจ้างของร้านต่างเดินขวักไขว่ไปมาระหว่างโต๊ะ นำอาหารรสเลิศทยอยมาจัดวาง
เนื้อกวางแสนนุ่ม ไก่ย่างหนังกรอบสีเหลืองทอง ปลาทอดกลิ่นหอมกรุ่น...
ลำพังแค่ได้กลิ่นหอมที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ก็ทำเอาน้ำลายสอแล้ว
แต่แขกเหรื่อที่มาร่วมงานในวันนี้ กลับไม่มีใครใส่ใจเลยว่าอาหารพวกนี้จะอร่อยหรือไม่
พวกเขาล้วนเป็นเถ้าแก่ร้านค้าจากหลากหลายวงการที่จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของเมืองอันผิง
เรียกได้ว่า พวกเขาเหล่านี้คือเสาหลักทางเศรษฐกิจของเมืองอันผิงเลยก็ว่าได้
ยุคสมัยนี้บ้านเมืองวุ่นวาย
คนที่จะสามารถทำมาค้าขายในเมืองได้อย่างสงบสุข หากไม่มีที่พึ่งพิงเป็นขุนนางในศาลาว่าการ ก็ต้องมีเบื้องหลังเป็นพวกนักเลงในโลกมืด
เมื่อก่อนตอนที่กองคาราวานอาชาเหล็กยังเรืองอำนาจ ทุก ๆ ปี ฉินเซี่ยหู่จะจัดงานเลี้ยงแบบนี้ขึ้น แม้ในนามจะบอกว่าเป็นการให้เถ้าแก่จากแต่ละวงการได้มา 'แลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ' กัน แต่ความจริงแล้วมันคือการแสดงขุมพลังและอิทธิพลของตัวเองต่างหาก !
และปีนี้ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ผู้จัดงานเปลี่ยนมาเป็นพรรคเฉาปังแทน
แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน แม้ภายนอกจะพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร แต่ในใจต่างก็กำลังดีดลูกคิดรางแก้ววางแผนการของตัวเองอยู่
บางคนอยากจะอาศัยโอกาสในคืนนี้เข้าไปประจบประแจงฟ่านเหวินปิน บางคนก็เคยอาศัยบารมีของฉินเซี่ยหู่ ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพรรคเฉาปังอย่างเปิดเผย ตอนนี้กลัวว่าจะถูกแก้แค้น ก็เลยเตรียมของขวัญล้ำค่ามามากมาย หวังจะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรกับพรรคเฉาปัง...
ไม่นานนัก ฟ่านเหวินปินที่สวมชุดคลุมสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางการห้อมล้อมของพี่น้องพรรคเฉาปังนับสิบคน เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็รีบกรูเข้าไปรุมล้อมและกล่าวคำเยินยอกันยกใหญ่
"ทุกท่าน ! " ฟ่านเหวินปินมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เมื่อเขาเอ่ยปาก บรรยากาศในงานก็เงียบกริบลงทันที "คืนนี้ที่เชิญทุกคนมา ไม่ได้มีความหมายแอบแฝงใด ๆ เพียงแค่อยากจะมาดื่มสุราสังสรรค์กัน และถือโอกาสหารือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สักหน่อย"
"หัวหน้าพรรคฟ่าน มีเรื่องอะไรท่านก็สั่งมาได้เลยขอรับ ! "
"ใช่แล้ว เมื่อก่อนพวกเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากท่านมาไม่น้อย มีอะไรให้พวกเราไปทำ ขอเพียงท่านเอ่ยปาก พวกเราจะต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังใจทำให้อย่างสุดความสามารถแน่นอน"
บรรดาแขกเหรื่อต่างมีรอยยิ้มประจบประแจงประดับบนใบหน้า แย่งกันตอบรับอย่างเซ็งแซ่
ตรงมุมห้องโถงใหญ่ คุณชายท่านหนึ่งมองดูฟ่านเหวินปินที่ถูกผู้คนห้อมล้อมราวกับดวงดาราห้อมล้อมจันทรา มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้าเหยียดหยาม ก่อนจะสบถด่าออกมาเบา ๆ สองสามคำ