- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 191 เทศกาลตงจื้อ และงานเลี้ยงสุรา
ตอนที่ 191 เทศกาลตงจื้อ และงานเลี้ยงสุรา
ตอนที่ 191 เทศกาลตงจื้อ และงานเลี้ยงสุรา
ตอนที่ 191 เทศกาลตงจื้อ และงานเลี้ยงสุรา
ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธปืนที่เก่าแก่มาก ๆ ชนิดหนึ่ง
ก่อนที่หลี่มูจะทะลุมิติมา ตอนอยู่ในกองทัพเขาก็เคยเล่นปืนโบราณคร่ำคร่าพวกนี้มาบ้าง ระยะยิงของมันอยู่ที่ประมาณร้อยยี่สิบก้าวเท่านั้น แต่เนื่องจากลำกล้องเป็นแบบเรียบ กระสุนทรงกลมที่ยิงออกไป พอพ้นปากกระบอกปืนไปได้สักสามสิบก้าว ทิศทางก็เริ่มเบี่ยงเบนแล้ว หากเกินห้าสิบก้าวไป วิถีกระสุนก็จะยิ่งคลาดเคลื่อนไปไกล
หากเกินแปดสิบก้าวไป กระสุนจะไปตกที่ไหน ก็คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้...
ความแม่นยำในการยิงของปืนคาบศิลานั้นต่ำมาก
แถมขั้นตอนการบรรจุกระสุนก็ยุ่งยากวุ่นวาย ความน่าใช้ของมันแทบจะสู้พวกคันธนูแข็ง ๆ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ !
แต่ว่า...
พอมี 'เกลียวลำกล้อง' ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เกลียวลำกล้อง คือสิ่งประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาอาวุธปืน
การถือกำเนิดของมัน ช่วยเพิ่มระยะยิงและความแม่นยำของกระสุนได้อย่างมหาศาล !
หากบอกว่าปืนที่ไม่มีเกลียวลำกล้อง สามารถสังหารศัตรูได้อย่างแม่นยำในระยะเพียงสามสิบก้าว เช่นนั้นหากมีเกลียวลำกล้อง ระยะหวังผลนี้ก็จะถูกขยายออกไปไกลถึงหนึ่งร้อยก้าว !
"ของที่ได้จากหีบสมบัติช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ "
หลี่มูกำด้ามปืนแน่น จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นหลายส่วน
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจกับปืนคาบศิลากระบอกนี้นัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะมีประโยชน์อย่างมหาศาล
ลอบสังหารเป้าหมายจากระยะร้อยก้าว...
ในยุคสมัยนี้ ต่อให้เป็นคันธนูที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ยังทำไม่ได้ !
……
เขาทนข่มตาหลับไปทั้งคืนด้วยความตื่นเต้น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง หลี่มูก็หอบเอาปืนคาบศิลาที่บรรจุกระสุนเสร็จสรรพมาที่ตีนเขาต้าหลง
เขาใช้เชือกแขวนไหดินเผาไว้กับกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จากนั้นก็เดินถอยหลังรักษาระยะห่าง ออกไปไกลถึงร้อยก้าว ก่อนจะค่อย ๆ ยกปืนคาบศิลาขึ้นเล็ง
ตอนนี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น มีเพียงแสงสลัว ๆ ของรุ่งอรุณเท่านั้น
โชคดีที่สายตาของหลี่มูเฉียบแหลมพอ เขาเพ่งมองล็อกเป้าหมายไปที่ไหดินเผาสีดำสนิทนั่น รวบรวมสมาธิ กลั้นหายใจ แล้วเหนี่ยวไกทันที
ปัง !
ประกายไฟสายยาวพวยพุ่งออกมาจากปากกระบอกปืน
ครึ่งวินาทีต่อมา ไหดินเผาก็แตกกระจายตามเสียง
จากนั้น เขาก็บรรจุกระสุนใหม่ ลองยิงติดต่อกันอีกหลายครั้ง จนได้ข้อสรุปว่า ระยะยิงแม่นยำสูงสุดของปืนคาบศิลากระบอกนี้อยู่ที่ราว ๆ 120 ก้าว และสามารถยิงทะลุแผ่นไม้หนาสามชุ่น ได้อย่างสบาย ๆ !
อานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าธนูมากนัก
"ของสิ่งนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ สามารถซ่อนไว้กับตัวเป็นอาวุธสังหารไม้ตายได้เลย" หลี่มูพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ปลดกระดุมเสื้อแล้วยัดมันเข้าไปในอกเสื้อ
เมื่อคืน เขาอดหลับอดนอนเอาหนังสัตว์มาเย็บเป็นซองปืน ตอนนี้ก็ผูกรัดไว้ที่ใต้ชายโครง
ทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว และไม่ทำให้คนนอกสังเกตเห็น
ในบรรดาของที่ได้จากการเปิดหีบสมบัติครั้งนี้ มีอาวุธอยู่สองอย่าง นอกจากปืนคาบศิลาแล้ว ก็ยังมีธนูทดกำลังอีกคันหนึ่ง
ตัวคันธนูหล่อขึ้นจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ บนคันธนูยังมีระบบรอกผ่อนแรง ไม่เพียงแต่จะช่วยทุ่นแรงตอนง้างสาย แต่ยังมีอานุภาพเหนือกว่าธนูไม้ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
ต่อให้เป็นธนูแข็งในกองทัพ หากต้องมาเจอกับมัน ก็ยังต้องยอมศิโรราบ
หลี่มูคิดอยากจะเปลี่ยนอุปกรณ์ล่าสัตว์มาตั้งนานแล้ว
ธนูล่าสัตว์ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งแม้จะพอรับมือกับสัตว์ป่าได้ แต่ที่ผ่านมา หลี่มูผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ล้วนมาจาก 'ศัตรูตัวฉกาจ' ที่แข็งแกร่งและเหี้ยมโหดกว่าสัตว์ป่าทั้งสิ้น หากวันใดวันหนึ่งในอนาคตต้องเปิดศึกกับบุคคลสำคัญระดับบิ๊กเข้าจริง ๆ ลำพังแค่ธนูไม้... คงไม่พอ !
มีเพียง 'ธนูเหล็ก' เท่านั้น ถึงจะตอบสนองความต้องการของเขาได้
แม้ของสิ่งนี้จะเป็นสิ่งของต้องห้ามในอาณาจักรต้าฉี แต่หลี่มูก็เตรียมการที่จะซ่องสุมกำลังพลส่วนตัวอยู่แล้ว จะไปสนใจอะไรกับอีแค่กฎหมายห้ามครอบครองกระดาษแผ่นเดียว ?
อย่างที่เขาว่ากันว่า กองทัพยังไม่ทันเคลื่อน เสบียงกรังต้องไปก่อน...
เขาจะเกณฑ์ทหาร ย่อมต้องเตรียมอาวุธและยุทโธปกรณ์ไว้ให้พร้อมสรรพล่วงหน้า
"ช่วงก่อนให้เจียงหู่เข้าไปกว้านซื้อช่างตีเหล็กในเมือง ไม่รู้ว่าจัดการไปถึงไหนแล้ว" หลี่มูพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เขามองไปที่เส้นขอบฟ้าทิศตะวันออกที่เริ่มมีแสงสีส้มทองทอประกาย ก็รีบเก็บข้าวของแล้วกลับไปที่หมู่บ้านซวงซี
ในช่วงหลายวันต่อมา ทีมล่าสัตว์ยังคงตระเวนอยู่แถว ๆ ทุ่งชิงซา สังหารสัตว์ป่าไปได้ไม่น้อย
สัตว์ร้ายที่ฉลาดเฉลียวบางตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ก็แอบอพยพหลบหนีไปจากที่นี่แล้ว
ภายใต้ความพยายามของพวกหลี่มู บริเวณโดยรอบทุ่งชิงซาก็ไม่มีสัตว์ร้ายดุร้ายเพ่นพ่านอีกต่อไป กลับสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง เนื้อสัตว์และหนังสัตว์ ถูกขนเข้าไปขายในเมืองทั้งหมด ได้เงินมาสองพันกว่าตำลึง
ส่วนนายอำเภอเฉาก็มีจุดอ่อนตกอยู่ในมือของหลี่มู ย่อมไม่กล้าส่งคนมาเก็บภาษี เงินทั้งหมดจึงตกเข้ากระเป๋าเขาเต็ม ๆ ทุกอีแปะ แบ่งให้บรรดาพี่น้องไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังเหลืออีกตั้งสองพันตำลึง !
เพียงแต่ช่วงหลายวันให้หลังนี้ หีบสมบัติที่ดรอปจากการล่าสัตว์ ไม่ได้มีของรางวัลล้ำค่าเหมือนวันแรก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และของจิปาถะอื่น ๆ ...
หลี่มูทิ้งของพวกนี้ไว้ที่หมู่บ้านซวงซีทั้งหมด เพื่อเป็นเสบียงให้กับพวกแรงงาน
ส่วนที่มาของเสี่ยวไป๋หลงและธนูทดกำลัง แม้บรรดาชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์จะอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถาม แม้ปกติหลี่มูจะเป็นคนอ่อนโยน เข้าถึงง่าย แต่อย่างไรเสียเขาก็คือผู้นำของทุกคน ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้ลูกน้องฟัง...
"พี่หลี่"
นอกหมู่บ้านซวงซี เจี่ยชวนปาดหยาดเหงื่อบนหน้าผาก มองไปที่ผืนนาซึ่งถูกล้อมด้วยกำแพงดินดิบตรงหน้า พลางเอ่ย "ตามที่ท่านสั่งเลยขอรับ ทั้งหมดสามหมู่ ! ก่อกำแพงเสร็จหมดแล้ว รอแค่เอาโครงไผ่มาทำหลังคา แล้วก็เอาพลาส... พลาสติกนั่นคลุมทับลงไป โรงเรือนกระจกก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ! "
หลี่มูบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย
สัตว์ป่าบริเวณทุ่งชิงซาถูกล่าจนเกลี้ยง ตอนนี้ พวกแรงงานก็สร้างโครงสร้างเบื้องต้นของโรงเรือนกระจกเสร็จแล้ว รอแค่มันสร้างเสร็จ เขาก็จะสามารถลงมือปลูกพริกในพื้นที่กว้างได้เสียที
"พวกเรา... ทำหลังคาให้ลาดเอียงหน่อยนะ แบบนี้ต่อให้หิมะตก มันก็จะไม่ไปกองสุมอยู่บนหลังคาโรงเรือน พอแดดออกก็จะละลายกลายเป็นน้ำไหลลงมาเอง" หลี่มูตะโกนบอกพวกแรงงานที่กำลังง่วนกับการทำงาน ก่อนจะยกม้วนพลาสติกหนา ๆ สองสามม้วนออกไป "ตอนทำงานก็ระวัง ๆ กันหน่อย อย่าทำไอ้นี่ขาดล่ะ"
พวกแรงงานไม่เคยเห็นแผ่นพลาสติกมาก่อน พอช่วยกันกางออกแล้วเห็นว่ามันโปร่งแสงจนมองเห็นเงาคนได้ ก็พากันเดาะลิ้นชื่นชมความแปลกประหลาด
แต่ก็แค่ตื่นเต้นสงสัยไปอย่างนั้นแหละ ความเร็วในการทำงานของพวกเขากลับไม่ได้ช้าลงเลยแม้แต่น้อย
ก่อนจะถึงตอนเที่ยง หลังคาของโรงเรือนสองสามหลังก็ถูกคลุมจนมิดชิด บนแผ่นพลาสติกยังปูทับด้วยเสื่อฟางอีกชั้นหนึ่ง
"ก่อเตาไฟไว้ในโรงเรือนด้วยนะ ต่อไปต้องจัดคนมาเฝ้าเวรยามทั้งวันทั้งคืน..." หลี่มูกำชับข้อควรระวังกับเจี่ยชวน "ที่ข้าจงใจเลือกที่นาติดกับหมู่บ้านซวงซี ก็เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา แค่ร้องตะโกนคำเดียว คนอื่น ๆ ก็จะได้ยินทันที"
"แล้วก็เรื่องรดน้ำ..."
เขาสั่งสอนเทคนิคการปลูกพริกอย่างละเอียดทุกขั้นตอนไม่มีหมกเม็ด
พอทั้งสองคนคุยกันเสร็จ จู่ ๆ ที่หน้าหมู่บ้านก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น
เห็นเพียงเจียงหู่ควบม้าตะบึงมา พอมาถึงใกล้ ๆ ก็กระโดดลงจากหลังม้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางเอ่ย "พี่หลี่ หลายวันก่อนท่านให้ข้าไปปล่อยข่าว ว่าอยากจะหาหุ้นส่วนทำธุรกิจไม่ใช่หรือ ? "
"ช่วงนี้มีเถ้าแก่หลายคนแวะเวียนมาหา อยากจะขอคุยรายละเอียดกับท่าน... ประจวบเหมาะกับวันนี้เป็นเทศกาลตงจื้อ (เหมายัน) หัวหน้าพรรคฟ่านได้จัดงานเลี้ยงสุราขึ้นที่หอจุ้ยเซียนในเมือง เชิญเถ้าแก่ร้านค้าไปมากมาย แล้วก็ส่งเทียบเชิญมาให้พวกเราด้วย"
"สู้ฉวยโอกาสนี้ เลือกหุ้นส่วนที่มีศักยภาพสักสองสามคนเลยดีหรือไม่ ? "