- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 177 เยือนยามวิกาล
ตอนที่ 177 เยือนยามวิกาล
ตอนที่ 177 เยือนยามวิกาล
ตอนที่ 177 เยือนยามวิกาล
"นายช่างขั้นแปดแห่งกรมโยธางั้นรึ ? "
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
ราชสำนักต้าฉีมีหกกรม และกรมโยธาก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการก่อสร้างทั้งหมด
เทียบได้กับกระทรวงการก่อสร้างในยุคหลัง
ส่วนนายช่างขั้นแปด ก็เทียบเท่ากับสถาปนิกชั้นหนึ่ง ซึ่งต่อให้อยู่ในวงการนี้ ก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนระดับหัวกะทิที่อยู่บนยอดพีระมิดเลยทีเดียว โดยเฉพาะในยุคศักดินาที่วัสดุก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยังไม่พัฒนามากนัก ความต้องการความสามารถของนายช่างจึงยิ่งเข้มงวดมากขึ้น
หลี่มูอยากจะสร้างป้อมค่ายในภูเขาต้าหลง ช่วงนี้กำลังกลุ้มใจเรื่องตามหาคนที่มีความสามารถด้านนี้อยู่พอดี คิดไม่ถึงเลยว่าคืนนี้จะบังเอิญได้ข่าวคราวของคนผู้นี้เข้า !
"ใช่แล้ว" เจี่ยชวนพยักหน้า "ท่านอาจารย์หวงผู้นี้ เมื่อก่อนตอนที่ข้ายังไม่เข้าค่ายทหารก็เคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง บ้านเกิดของเขาอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเราเท่าไหร่ เพียงแต่หลายปีมานี้เขาไปรับราชการอยู่ต่างถิ่นตลอด พอถูกปลดจากตำแหน่งก็ขาดการติดต่อไปเลย คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะกลับมาอยู่ที่อันผิงแล้ว ! "
ทั้งสองสบตากัน ล้วนมองเห็นข้อความเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย
ท่านอาจารย์หวงผู้นี้ จะต้องดึงตัวมาให้ได้
หากมีเขาอยู่ การก่อสร้างในภูเขาต้าหลงก็จะลุล่วงไปได้ด้วยดี ประหยัดแรงไปได้อีกโข !
"เจียงหู่ ต้าจู้ พาพวกเด็ก ๆ ไป พวกเราจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์หวงผู้นี้กันคืนนี้เลย" หลี่มูเอ่ยเสียงขรึม
……
หมู่บ้านซวงอิ๋ง
ภายในบ้านมุงแฝกซอมซ่อท้ายหมู่บ้าน
หวงเหวินอี้นอนอยู่บนเตียงเตาที่แข็งกระด้าง รู้สึกเพียงคอแห้งผาก เจ็บคอราวกับมีไฟแผดเผา
เขาฝืนพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือไปหยิบชามกระเบื้องที่หัวเตียง
แต่มือเพิ่งจะแตะขอบชาม ก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย โลกหมุนเคว้ง
เพล้ง !
ชามกระเบื้องหลุดมือร่วงลงพื้น แตกกระจาย น้ำสะอาดที่อยู่ข้างในก็หกเลอะเทอะไปหมด
เขาหอบหายใจแฮก ๆ พักอยู่นานกว่าอาการวิงเวียนจะสงบลง
เมื่อมองดูบ้านมุงแฝกอันมืดมิดและคับแคบ สูดดมกลิ่นอับชื้นใกล้จะผุพังในอากาศ แล้วหวนนึกถึงเรื่องราวที่ตนเองต้องเผชิญมาทั้งชีวิต...
มุมปากของหวงเหวินอี้ก็เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา
เขายื่นมือคลำหาเศษชามกระเบื้องที่ค่อนข้างคมบนพื้น ค่อย ๆ ยกมันขึ้นมาจ่อที่ลำคอ
ข้าจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาทั้งชีวิต ทว่าบัดนี้กลับต้องมาลงเอยเช่นนี้
เมื่อก่อนคนในตระกูล และผู้คนในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างก็ยกย่องเชิดชูข้า
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับทำเหมือนข้าเป็นตัวกาลกิณี หลบเลี่ยงกันจ้าละหวั่น !
ข้าทำอะไรผิดกันแน่ ?
หรือว่าเป็นยุคสมัยนี้ต่างหากที่ผิด !
แทนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานแบบนี้ สู้... ตาย ๆ ไปซะยังจะดีกว่า
มือของหวงเหวินอี้สั่นเทา ค่อย ๆ กดเศษชามกระเบื้องลงบนลำคอ ความเจ็บปวดแปลบแล่นปราดเข้ามา เลือดอุ่น ๆ ไหลรินลงมาตามแผ่นอก
ปัง !
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงผลักประตูรั้วดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามาอย่างสะเปะสะปะ
"ท่านอาจารย์หวง ! ท่านอาจารย์หวงพักผ่อนหรือยัง ? "
เสียงเด็ก ๆ ที่แฝงด้วยความร้อนใจดังขึ้น
หวงเหวินอี้ได้ยินดังนั้น ก็รีบซ่อนเศษชามกระเบื้องไว้ใต้ที่นอนอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นพลางเอ่ยว่า "อืม... ผิงอันงั้นรึ ? ข้านอนแล้วล่ะ มีอะไรเอาไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะ"
หลังจากกลับมารับโทษที่บ้านเกิด ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยต่างก็ทำเย็นชาหมางเมินใส่เขา มีเพียงพวกเด็กกำพร้าเหล่านี้เท่านั้นที่ยังคงเคารพรักเขาอยู่
เขาไม่อยากให้พวกเด็ก ๆ มาเห็นฉากฆ่าตัวตายของเขา
แต่เพิ่งจะสิ้นเสียง หยางผิงอันกับเด็กอีกสองสามคนก็ผลักประตูเข้ามา
"ท่านอาจารย์หวง อาการป่วยของท่านมีทางรักษาแล้วนะ ! "
หยางผิงอันคลำทางในความมืดมาถึงข้างเตียง น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "ท่านดูสิ พวกเราไปเชิญหมอมาให้ท่านแล้ว"
หวงเหวินอี้ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป
ตั้งแต่ล้มป่วย เงินเก็บอันน้อยนิดของเขาก็ถูกผลาญไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ช่วงนี้แม้แต่ค่ายายังไม่มีปัญญาจะจ่ายเลย ซ้ำพวกเด็กกำพร้าพวกนี้ก็ยังยากจนข้นแค้นสุด ๆ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเชิญหมอมาได้ ?
ในตอนนั้นเอง หลี่มูกับเจียงหู่ก็ถือคบเพลิงเดินเข้ามาในบ้าน
ภายใต้แสงไฟสาดส่อง
หลี่มูมองเห็นชายวัยกลางคนหน้าตาซีดเซียวลมหายใจรวยรินนอนอยู่บนเตียง
อีกฝ่ายมีผมหงอกขาวประปราย รูปร่างผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก
หากไม่ใช่เพราะยังมีลมหายใจอยู่ ดู ๆ ไปก็คงไม่ต่างอะไรกับศพคนอดตายข้างถนนเลยจริง ๆ
ภายในบ้านมุงแฝกอันซอมซ่อก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
นอกจากโต๊ะเก้าอี้เก่า ๆ สองสามตัวแล้ว ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่นอีก
โอ่งข้าวโอ่งแป้ง ก็ว่างเปล่าจนเห็นก้นโอ่งมานานแล้ว
ภาพตรงหน้านี้ ทำเอาหลี่มูอดนึกถึงสภาพของตัวเองตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ ๆ ไม่ได้
"พวกท่านคือ..." หวงเหวินอี้พยายามหรี่ตามองหลี่มูและคนอื่น ๆ ด้วยความประหลาดใจ
สมัยหนุ่ม ๆ เขาเคยเป็นขุนนาง ผ่านโลกมามาก ย่อมมองออกในพริบตาว่ากลิ่นอายความดุดันบนร่างของพวกหลี่มูนั้น ไม่มีทางเป็นหมอรักษาโรคได้อย่างแน่นอน
"หมู่บ้านซวงซี หลี่มู"
หลี่มูประสานมือคารวะ เอ่ยเสียงขรึมว่า "เด็กพวกนี้บอกว่าอยากจะมารับจ้างทำงานกับข้าเพื่อหาเงินไปซื้อยามารักษาท่านอาจารย์หวง ข้าก็เลยแวะมาดูสักหน่อย"
เขาเบี่ยงตัวหลบ หมอเอ้อร์กวายก็สะพายกล่องยาเดินออกมาจากด้านหลังฝูงชน
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ยังจะมาทรมานคนแก่อย่างข้าอีก ! "
หมอเอ้อร์กวายบ่นพึมพำไม่หยุด ก้าวเดินมาที่หน้าเตียง ยื่นมือไปจับชีพจรของหวงเหวินอี้
"นี่... นี่มันจะดีหรือ ? พวกเราไม่ได้เป็นญาติมิตรกัน จะกล้ารบกวนได้อย่างไร..."
ชั่วขณะหนึ่ง เขากลับรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก
"หุบปาก" หมอเอ้อร์กวายตวาดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "ตั้งสติให้มั่น ! ถ้าข้าจับชีพจรพลาดขึ้นมา ตาเฒ่าอย่างข้าไม่รับผิดชอบหรอกนะ ! " สิ้นประโยคนี้ ท่านอาจารย์หวงก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีกเลย
ผ่านไปหลายสิบลมหายใจ หมอเอ้อร์กวายก็ชักมือกลับ เอ่ยเสียงขรึม "เลือดลมพร่องทั้งคู่ ลมปราณอุดตันไม่ไหลเวียน เจ้าคงมีความคับแค้นใจอัดอั้นอยู่ในอกเป็นแน่ ซ้ำยังกินไม่ได้นอนไม่หลับ นานวันเข้า ร่างกายก็เหมือนหม้อดินที่ตั้งอยู่บนเตาไฟร้อน ๆ น้ำในหม้อก็เลยถูกเคี่ยวจนแห้งเหือดไปหมด"
"พูดง่าย ๆ ก็คือ ป่วยเพราะความโกรธแค้นนั่นแหละ"
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร
แม้ท่านอาเอ้อร์กวายจะเป็นแค่หมอเถื่อนตามชนบท แต่วิชาแพทย์ของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงหมอใหญ่ ๆ ในเมืองเลย ซ้ำยังมีเศรษฐีบางคนลงทุนเดินทางข้ามอำเภอมาเชิญเขาไปรักษาด้วยซ้ำ
สำหรับคำวินิจฉัยของเขา ย่อมไม่มีใครสงสัย
"ท่านหมอช่างเป็นหมอเทวดาจริง ๆ ..." หวงเหวินอี้ฟังจบ ก็ยิ้มขื่นพลางพยักหน้า "ท่านพูดไม่ผิดเลย โรคของข้าเกิดจากความโกรธแค้นจริง ๆ ! "
ในอดีต เขาคือนายช่างที่เจริญรุ่งเรือง ไปที่ไหนก็มีแต่คนเคารพยกย่อง
แต่เดินหมากพลาดเพียงตาเดียว ก็ร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกอันลึกสุดหยั่ง
ที่เขาโกรธแค้น ไม่ใช่เพราะคำพูดถากถางของคนอื่น แต่โกรธแค้นยุคสมัยที่บัดซบนี้ต่างหาก !
หมอเอ้อร์กวายหยิบกระดาษและพู่กันออกมาจากกล่องยาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก้มหน้าก้มตาเขียนเทียบยาบนโต๊ะ ไม่นานนัก เขาก็หยิบเทียบยาขึ้นมาเป่าหมึกให้แห้งพลางเอ่ย "ไปจัดยาตามนี้ มากสุดสามเดือน รับรองว่าเจ้าจะกลับมาวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิม"
อาศัยแสงไฟที่วูบไหว หวงเหวินอี้มองเห็นตัวอักษรบนเทียบยาได้อย่างชัดเจน
โสมเขากวาง อึ้งคี้ ...
แค่มองดูรายชื่อยาสองสามอย่าง ก็รู้สึกจุกในอกแล้ว
นี่มันยาราคาแพงหูฉี่ทั้งนั้น !
สภาพของเขาในตอนนี้ ไม่มีปัญญาจะกินยาพวกนี้ได้เลย !
หลี่มูยื่นมือไปรับเทียบยามา กวาดสายตามองผ่าน ๆ แล้วก็ส่งต่อให้เจี่ยชวน "พรุ่งนี้ส่งคนไปที่ร้านขายยาในเมือง จัดยามาให้พอสำหรับสามเดือน"
"เจียงหู่ จ่ายค่าตรวจ แล้วก็พาท่านอาเอ้อร์กวายกลับไปส่งที่บ้านด้วย"
หวงเหวินอี้มองดูหลี่มูจัดการทุกอย่างจนเสร็จสรรพด้วยความตกตะลึง ผ่านไปเนิ่นนาน เขาถึงได้เอ่ยปากอย่างตะกุกตะกัก "พี่ชายท่านนี้ ท่านอุตส่าห์มาเยือนในยามวิกาล ซ้ำยังจ่ายค่าตรวจค่ายาให้ข้าอีก ตกลงแล้วท่านต้องการอะไรกันแน่ ? "
"อย่างที่ท่านเห็น บ้านข้าว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ไม่มีของมีค่าอะไรจะให้ท่านได้หรอกนะ"
หวงเหวินอี้อายุสี่สิบกว่าแล้ว ย่อมไม่ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าหลี่มูจะเป็นคนดีมีเมตตาถึงขนาดควักกระเป๋าจ่ายค่ารักษาให้เขาโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าสภาพของเขาในตอนนี้ จะมีอะไรไปเข้าตาอีกฝ่ายได้ !
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา
เขาเดินเนิบนาบเข้าไปที่หน้าเตียง เอ่ยเสียงเบาว่า "ไม่หรอก ท่านมีสิ"