- หน้าแรก
- นักพรตสวดคัมภีร์ เกิดใหม่ครานี้ข้าขอเป็นคนบาปปราบมาร
- บทที่ 53 - ศิษย์พี่หญิงหวนคืนเขา
บทที่ 53 - ศิษย์พี่หญิงหวนคืนเขา
บทที่ 53 - ศิษย์พี่หญิงหวนคืนเขา
บทที่ 53 - ศิษย์พี่หญิงหวนคืนเขา
"ร่างกายของศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้เป็นอะไรมาก บำรุงรักษาสักพักก็จะหายดี แต่ไม้บรรทัดวิเศษที่อาจารย์มอบให้พังเสียหาย ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ปวดใจมาก สองวันนี้กินข้าวไม่ค่อยลงเลย ข้าก็เลยปลอบใจท่านไปพักใหญ่"
ศิษย์พี่รองเดินทางกลับมาจากตำบลชางเหอที่อยู่ติดกันในช่วงบ่าย และกำลังนั่งจิบชากับเจ้าอาวาสอยู่ในตำหนักฝั่งตะวันตก
เขาชื่นชอบน้ำชาที่เจ้าอาวาสชงด้วยน้ำเดือดจัดเป็นอย่างมาก ด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ชวนให้ชื่นใจ และรสชาติที่กลมกล่อมติดลิ้นอยู่นาน
"เฒ่ากู้ไปขอขมาเมื่อเช้านี้แล้ว นำเนื้อสดหนึ่งพวง ปลาสดหนึ่งตัว ไก่เป็นๆ หนึ่งตัวไปให้ ศิษย์พี่ใหญ่ได้ยินว่าผีร้ายถูกท่านกำจัดแล้ว ท่านดีใจมาก เอาแต่ชมว่าอาจารย์ตาแหลมคม อีกทั้งยังเสียดายที่ท่านเรียนเต๋ากับอาจารย์ในเวลาที่สั้นที่สุด หากนานกว่านี้หน่อย คงจะได้เรียนรู้ความสามารถของอาจารย์ไปทั้งหมด ข้าไม่ได้บอกเรื่องที่ท่านทะลวงด่านให้ท่านฟังหรอกนะ"
ศิษย์พี่รองเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง ก่อนที่ภายในห้องจะตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
จางเหวินเฟิงวางถ้วยชาเครื่องเคลือบสีขาวลงแล้วกล่าวว่า "ฉวยโอกาสช่วงนี้ยังไม่ยุ่ง ตามหมู่บ้านใกล้เคียง ศิษย์พี่ค่อยๆ คัดเลือกเด็กที่จะมาเป็นศิษย์ฝึกหัดนะ ขอให้เข้มงวดกับเกณฑ์คัดเลือกหน่อย ยอมขาดดีกว่ารับคนไม่ได้เรื่อง รอจนกว่าลานบ้านด้านล่างจะสร้างเสร็จ ช่วงกลางฤดูหนาวก็พอดีให้ศิษย์ฝึกหัดย้ายเข้าไปอยู่ได้"
ด้วยความที่มีเงินทองไม่ขาดมือ เขาจึงยินดีที่จะเลี้ยงดูเหล่าศิษย์ฝึกหัดในช่วงฤดูหนาวนี้
และนี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทดสอบความมุ่งมั่นของเหล่าศิษย์ฝึกหัดไปในตัว เพราะการฝึกฝนท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
"อืม พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปถางแปลงผักแปลงนั้นก่อน หว่านเมล็ดหัวผักกาดและผักกาดขาวลงไป ช่วงบ่ายค่อยไปที่หมู่บ้านเจี้ยเฉียว ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านสักหน่อย ใช้เวลาสักสองวันก็น่าจะหาเด็กดีๆ ได้สักสองสามคน"
หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น ศิษย์พี่รองก็แสดงท่าทีลังเลเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปยังเจ้าอาวาสที่กำลังพยักหน้าเห็นด้วย
"เป็นอะไรหรือ มีเรื่องอะไรจะพูดหรือเปล่า?"
"มีเรื่องหนึ่ง วันนี้ที่บ้านศิษย์พี่ใหญ่ ข้าบังเอิญเจอศิษย์น้องสี่ เยวี่ยอันเหยียน ที่ไปเยี่ยมท่าน... ตอนที่นางเดินมาส่งข้า นางบอกว่าอยากจะขึ้นมาบำเพ็ญเพียรบนเขา ไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสจะรับนางไว้ได้หรือไม่?"
"อ้อ ศิษย์พี่สี่ นางทำอะไรอยู่หรือ? ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว"
"หลายปีก่อนนางลงเขาไปเป็นหมอนั่งโต๊ะที่ร้านขายยาหุยชุนในอำเภอ คอยตรวจรักษาลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางไปอาละวาดหลายครั้ง จนทำลายอาชีพของนาง นางจึงออกไปพเนจรข้างนอก เพิ่งกลับมาที่อำเภอซีหลิงเมื่อต้นปีนี้เอง มานั่งเป็นหมอที่ร้านยาในตำบลชุ่ยจู๋ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปสามสิบลี้ ถือว่าลงหลักปักฐานได้แล้ว พี่ชายพี่สะใภ้เห็นว่านางอายุมากแล้วยังแต่งงานไม่ออก จึงไม่ได้ไปตามรังควานอีก ถือว่าตัดขาดการติดต่อกันไปเลย"
เมื่อศิษย์พี่รองเล่าจบ สองมือที่วางอยู่ใต้โต๊ะน้ำชาก็ประสานกันแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
จางเหวินเฟิงยกถ้วยชาที่ยังมีควันลอยกรุ่นขึ้นมา ค่อยๆ ลิ้มรสชาที่ชงด้วยน้ำพุวิญญาณ พลางตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ศิษย์พี่สี่มีนิสัยเรียบง่าย และเป็นเด็กที่เกิดมาอย่างลำบาก ดูเหมือนว่าตอนอายุได้เจ็ดแปดขวบ นางก็ถูกพี่ชายและพี่สะใภ้ส่งขึ้นมาบนเขา เพื่อหวังจะประหยัดเสบียงอาหารไปได้หนึ่งปากท้อง ในตอนนั้นนางมีเพียงชื่อเล่นว่า เยวี่ยเสี่ยวจยา ส่วนคำว่า "อันเหยียน" เป็นชื่อที่อาจารย์ตั้งให้แก่นาง
"รักสงบไม่แก่งแย่งเรียกว่า อัน" หวังว่านางจะได้บำเพ็ญเพียรอย่างสงบเงียบ
ต่อมาเมื่อศิษย์พี่สี่เติบโตจนอายุได้สิบหกปี รูปร่างหน้าตางดงามหมดจด พี่ชายและพี่สะใภ้ที่เคยส่งนางขึ้นเขามา ก็จัดการยกนางให้แก่คนขายเนื้อในหมู่บ้านข้างๆ เพราะละโมบในสินสอดทองหมั้นก้อนโตที่บ้านคนขายเนื้อมอบให้ โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของศิษย์พี่สี่เลยแม้แต่น้อย
เรื่องราวยืดเยื้อมาได้กว่าครึ่งปี เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่สี่ไม่ยอมกลับไปเยี่ยมบ้านอีกเลย แม้แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ไม่กลับมา พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางจึงพาญาติพี่น้องอีกสิบกว่าคน บุกขึ้นมาบนเขาในช่วงเดือนอ้ายก่อนวันตรุษจีน เพื่อจะพานางกลับไปเข้าพิธีแต่งงานที่บ้านของฝ่ายชายให้ได้
ในตอนนั้นจางเหวินเฟิงเพิ่งจะขึ้นเขามาได้เพียงสองเดือนเศษ เพิ่งจะได้ลิ้มรสการกินอิ่มท้องได้ไม่นานนัก จึงมีความทรงจำที่ฝังใจกับเรื่องนี้มาก
อาจารย์ไม่อนุญาตให้ศิษย์พี่คนอื่นๆ ออกหน้าช่วยเหลือ เพียงแต่กล่าวกับเยวี่ยอันเหยียนที่กำลังโกรธจัดว่า "เจ้าบำเพ็ญเต๋ามาแปดปีแล้ว จงตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองในวันข้างหน้า อย่าให้ความวุ่นวายมาทำลายความสงบของสำนัก"
วิถีแห่งเต๋าเน้นการปล่อยวาง แต่ก็ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ที่จะยอมปล่อยให้ใครมารังแกได้ตามใจชอบ
เยวี่ยอันเหยียนเข้าใจความหมายที่อาจารย์ต้องการสื่อสาร หากบำเพ็ญเต๋ามาถึงแปดปีแล้วยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เช่นนั้นแล้วจะบำเพ็ญเต๋าไปเพื่ออะไร?
นางสวมชุดนักพรตสีเทาอมฟ้าบางเบา เดินลงจากเขาไปพร้อมกับกลุ่มคนสิบกว่าคนที่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวาย
ลมหนาวพัดกรรโชก ต้นไม้แห้งเหี่ยว เส้นผมและชายเสื้อปลิวไสวไปตามแรงลม
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นตราตรึงอยู่ในสายตาของจางเหวินเฟิงในวัยเด็กที่ทั้งตื่นตกใจและไร้เดียงสา ช่างเป็นภาพที่งดงามและน่าเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อลงไปถึงเนินเขาเตี้ยๆ เยวี่ยอันเหยียนโต้เถียงกับบรรดาพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสี่เพียงไม่กี่ประโยค ก่อนจะลงมือจัดการคว่ำกลุ่มคนสิบกว่าคนที่เตรียมจะเข้ามามัดนางจนร่วงลงไปในคูน้ำทั้งหมด พร้อมกับตวาดกร้าวว่า "ใครกล้าขึ้นเขามาอีก ข้าจะหักขามันเสีย"
นางชักกระบี่ข้างเอวออกมาฟันต้นไม้แถวนั้นที่มีขนาดใหญ่เท่าชามจนขาดสะบั้น สีหน้าเด็ดเดี่ยวของนางทำเอาพวกขี้ขลาดตาขาวเหล่านั้นตกใจกลัวจนต้องหนีเตลิดไป
หลังจากวันนั้นผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน จางเหวินเฟิงยังคงคอยเดินหลบศิษย์พี่สี่ผู้มีท่าทีอ่อนโยนเสมอมา แม้แต่ขนมขบเคี้ยวที่ศิษย์พี่สี่มอบให้ เขาก็รับมาแต่กลับไม่กล้ากินต่อหน้านาง
"หัวอกเดียวกัน ในเมื่อนางอยากกลับมาบำเพ็ญเพียรบนเขา ท่านก็บอกนางไปสิว่า กลับมาเถอะ!"
เมื่อเห็นว่าในที่สุดเจ้าอาวาสก็ตอบตกลงหลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ศิษย์พี่รองก็ดีใจเป็นล้นพ้น เขาจึงลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ แล้วหันหลังเดินออกไปทันที
เขาร้อนใจอยากจะนำข่าวดีนี้ไปบอกศิษย์น้องสี่ที่ยังคงรอฟังข่าวอยู่ในตำบล
ศิษย์น้องสี่ร่อนเร่พเนจรอยู่ภายนอกอย่างไร้ที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจ
ดังนั้นในวันนี้ที่ศิษย์น้องผู้นั้นพูดจาอึกอักกับเขา เขาจึงรับปากว่าจะยอมทำผิดกฎเพื่อช่วยเป็นสื่อกลางเจรจาให้
จางเหวินเฟิงไม่คาดคิดเลยว่าศิษย์พี่รองผู้มีนิสัยเยือกเย็นเป็นปกติ จะรอไม่ไหวแม้แต่คืนเดียว เหตุใดถึงได้รีบร้อนขนาดนั้น?
จึงรีบตะโกนไล่หลังไปว่า "คนอื่นๆ ต่างก็มีชีวิตที่ดีแล้ว ก็ไม่ต้องให้พวกเขากลับมาแล้วนะ"
ศิษย์พี่รองวิ่งลับตาไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
จางเหวินเฟิงดื่มชาจนหมดถ้วย ก่อนจะเดินออกจากประตูไปยังลานด้านหลัง เขาเปลี่ยนเป็นชุดเก่าแล้วเดินเข้าไปในครัว เห็นลุงเป๋กำลังสับไก่พอดี จึงพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อเข้าไปช่วยพลางกล่าวว่า "ลุงเป๋ เดี๋ยวข้าจัดการเรื่องปลาและไก่เอง ท่านช่วยเพิ่มข้าวสารลงหม้ออีกสักกำมือเถอะ ประเดี๋ยวจะมีแขกมา"
"อ้อ แล้วมากี่คนล่ะ? เพิ่มข้าวแค่กำมือเดียวจะพอกินหรือ?"
"คนเดียว เป็นแขกผู้หญิงน่ะ"
จางเหวินเฟิงไม่ได้บอกออกไปตามตรง เมื่อดูจากท่าทีร้อนรนของศิษย์พี่รองแล้ว ศิษย์พี่สี่คงกำลังรออยู่ที่ตำบลเป็นแน่
เขาจะไม่ยอมให้ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สามกลับขึ้นมาบนเขา ทั้งสองคนนั้นเชี่ยวชาญเรื่องทางโลกและเรื่องธุรกิจ อีกทั้งต่างก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว แม้ว่าทางเต๋าจะไม่ห้ามเรื่องการแต่งงาน แต่โดยปกติแล้วผู้บำเพ็ญเพียรที่ปลีกวิเวกบนภูเขามักจะไม่แต่งงานกับคนธรรมดา เขาไม่อยากให้ความวุ่นวายจากภายนอกมาทำลายความสงบสุขบนเขาแห่งนี้
ลุงเป๋ไม่ได้ถามอะไรมากนัก เขานำไก่ที่สับเสร็จแล้วใส่ลงในตะกร้า พลางพูดคุยเรื่อยเปื่อยด้วยรอยยิ้ม "อาเฟิง ได้ยินเจ้าสองบอกว่ากับข้าวที่เจ้าทำอร่อยนัก เดี๋ยวต้องขอลองชิมฝีมือเจ้าสักหน่อยแล้ว"
"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก อาหารจะอร่อยก็อยู่ที่ใส่น้ำมันเยอะๆ อย่าหวงเกลือ อย่าใช้วิธีต้มน้ำให้สุกก่อนแล้วค่อยใส่น้ำมัน ข้าก็จำวิธีทำมาจากพ่อครัวในเมืองนั่นแหละ เมื่อก่อนเราไม่มีปัญญาจะทำกินแบบนั้น แต่ตอนนี้... ไม่ต้องประหยัดขนาดนั้นแล้ว"
"งั้นเดี๋ยวข้าต้องตั้งใจเรียนรู้สักหน่อยแล้ว พ่อครัวในเมืองก็มีทั้งทำอร่อยและไม่อร่อย"
ลุงเป๋นำข้าวกล้องลงหม้อแล้วเริ่มจุดไฟ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า "อาเฟิง เรื่องเมื่อคืน ลุงต้องขอโทษด้วย ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวเลย เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด พาพวกเราสามคนไปตายเสียแล้ว"
"เรื่องผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ลุงเป็นคนรักเพื่อนพ้อง คราวหน้าถ้าเจอคนรู้จักอีก ก็ดูตามความเหมาะสม แล้วค่อยตกลงกัน"
"คนแก่แล้วไม่มีใครเขาเห็นหัวหรอก จะมีคราวหน้าได้ยังไง? ต่อไปข้าจะดูแลแค่เรื่องในครัวกับสวนผัก ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้านอีกแล้ว"
พูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็เข้าใจตรงกัน ไม่มีเรื่องค้างคาใจ
จางเหวินเฟิงบอกให้ตั้งกระทะเหล็กอีกเตาให้ร้อน เขาใส่เกลือและเครื่องปรุงหมักไก่ ต้องรอสักพัก เทน้ำมันใสลงกระทะหนึ่งทัพพี ตามด้วยเกลือป่นหนึ่งช้อนเล็ก นำปลาทั้งตัวที่ควักไส้และเหงือกออก สะเด็ดน้ำและบั้งไว้แล้ว ลงไปทอด
เสียง "ซู่" ดังขึ้น กลิ่นหอมของน้ำมันฟุ้งกระจายไปทั่ว
รอจนเขาทอดปลาทั้งตัวจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน ก็เติมน้ำให้ท่วมตัวปลา ใส่เครื่องปรุงและขิงสับ ปิดฝาไม้หม้อต้ม ระหว่างที่กำลังต้มอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ นุ่มนวลดังมาจากข้างนอก "เจ้าอาวาส!"
หันกลับไปมอง ก็เห็นหญิงสาวหน้าตางดงามสวมชุดนักพรตสีเทาอมฟ้า ที่เอวคาดกระบี่ กำลังยืนยิ้มแย้มอยู่
ไม่ได้เจอกันกว่าสองปี เยวี่ยอันเหยียนดูสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก ทว่ายังพอมองออกว่าดวงตาที่เคยสงบนิ่งคู่นั้นมีร่องรอยของความกร้านโลกจากการพบเห็นความเย็นชาของน้ำใจคนเพิ่มขึ้นมาบ้าง ทำให้ดูเย็นชาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
"ศิษย์พี่กลับมาแล้ว เข้าไปนั่งพักกับศิษย์พี่รองในตำหนักฝั่งตะวันตกก่อนนะ เดี๋ยวค่อยทานข้าว"
"อ้าว สี่หยา กลับมาแล้วนี่เอง อาเฟิงบอกแค่ว่าจะมีแขกมา ให้หุงข้าวเพิ่ม แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร? ที่แท้ก็เจ้านี่เอง" ลุงเป๋ชะโงกหน้าออกมาหรี่ตามองพลางหัวเราะอย่างดีใจ
"ลุงเป๋ ท่านยังแข็งแรงดีนะ! ข้ามาช่วยก่อไฟ ท่านพักมือเถอะ"
"ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเสื้อผ้าเจ้าจะเปื้อนหมด"
(จบแล้ว)