- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 44 - ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพี
บทที่ 44 - ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพี
บทที่ 44 - ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพี
บทที่ 44 - ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพี
★★★★★
"ในที่สุดก็รอจนแกติดเบ็ดจนได้ นังแกะน้อย!"
"หมายความว่ายังไง"
"แล้วแกคิดว่าไงล่ะ"
สิ้นเสียงคำราม ข้อมือของซูอี้ฉือก็พลิกวูบ ดาบห้วงดาราในฝ่ามือทอประกายแสงสีรุ้งเป็นระลอกคลื่น ประกายเย็นเยียบสว่างวาบขึ้นกลางป่า เงาดาบอันหนาวเหน็บทำให้กระแสอากาศรอบด้านปั่นป่วนในพริบตา
จากนั้นซูอี้ฉือก็กระทืบเท้าหลังลงบนพื้นอย่างแรง ใบไม้แห้งปลิวว่อน ร่างของเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าประดุจเงามายา
สีหน้าของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีผู้นั้นเคร่งเครียดลง มันพลิกฝ่ามือเรียกดาบวงแหวนทองออกมาถือไว้มั่น
"ฮึ ไม่รู้จักประมาณตน แกคิดจริงๆ หรือว่าจะเอาชนะข้าได้"
วูบ!
เปลวเพลิงร้อนแรงลุกพรึบห่อหุ้มใบดาบวงแหวนทองเอาไว้จนมิด มองดูราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังถือเสาเพลิงสว่างจ้าอยู่ในมือ
"ตายซะเถอะ!"
ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีตวาดลั่น สองมือจับด้ามดาบฟาดฟันลงมาด้วยแรงประดุจจะผ่าภูเขา พุ่งเป้าหมายไปที่ซูอี้ฉือซึ่งกำลังพุ่งเข้ามา
ท่วงท่าดาบดุดันยิ่งนัก!
เปี่ยมไปด้วยพลังสังหาร!
ทว่านัยน์ตาของซูอี้ฉือกลับเย็นชา คมดาบห้วงดาราทอประกายสีแดงชาด เขาตวัดดาบขวางรับการโจมตีนั้นไว้
เปรี้ยง!
ดาบศึกที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงกับคมดาบสีดำที่อาบไปด้วยแสงสีแดงปะทะกันเป็นรูปกากบาท ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบไปทั่วผืนป่าราวกับห่าฝน
คลื่นความร้อนอันบ้าคลั่งระเบิดออกมาระหว่างคนทั้งสอง ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง กลิ่นอายพลังของซูอี้ฉือกลับกดทับอีกฝ่ายจนมิด
แขนของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีชาหนึบ ร่างกายซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว
สีหน้าของมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองดูเปลวเพลิงที่กำลังวูบไหวอย่างบ้าคลั่งบนใบดาบ มันคาดไม่ถึงเลยว่าซูอี้ฉือที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นสูงจะตวัดดาบได้รุนแรงถึงเพียงนี้
"ก้าวสังหาร..."
ยังไม่ทันที่ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีจะทรงตัวได้มั่นคง กลิ่นอายของซูอี้ฉือก็พุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง สองมือของเขากุมดาบพุ่งทะยานไปข้างหน้า แล้วตวัดฟันในแนวนอนอีกครา
แสงสีแดงเข้มอันทรงพลังไหลเวียนอยู่รอบคมดาบ สว่างจ้าบาดตา
นัยน์ตาของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีหดเกร็ง มันกัดฟันกรอด รีดเร้นพลังปราณในร่างทั้งหมดส่งผ่านไปยังอาวุธ เปลวเพลิงบนดาบวงแหวนทองลุกโชนขึ้นราวกับมีมังกรเพลิงพันธนาการอยู่
"ดาบเพลิงพิโรธ!"
ตูม!
พลังอันดุดันของทั้งสองปะทะกันตรงๆ อีกครั้ง พื้นดินรอบด้านสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ประกายไฟลุกโชน คลื่นความร้อนถาโถม ท่ามกลางแรงระเบิดอันหนักหน่วง ดาบศึกที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงก็กระเด็นหลุดลอยไป
รูม่านตาของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีหดเล็กลงเท่าปลายเข็ม แขนข้างที่จับดาบสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ราวกับไร้ความรู้สึก
"เป็นไปได้อย่างไร"
ฉัวะ!
วินาทีต่อมา ประกายแสงเย็นเยียบก็พุ่งวาบเข้ามา คมดาบสีดำอันหนาวเหน็บแทงทะลุขั้วหัวใจของมันไปตรงๆ
คมมีดที่อาบแสงสีแดงทะลวงผ่านแผ่นหลังราวกับสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีเบิกตาค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มันคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าด้วยพลังระดับขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นสูงสุดของมัน จะมาพ่ายแพ้ให้กับผู้ถูกเรียกขานหน้าใหม่ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นสูงได้อย่างไร
แถมยังถูกจัดการจบเห่ภายในสามกระบวนท่าเท่านั้น
ดวงตาที่เริ่มเหม่อลอยของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีสะท้อนภาพใบหน้าอันหล่อเหลาของซูอี้ฉือ มุมปากของเด็กหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"ขอบใจนะที่เอาปลอกแขนระดับปฐพีมาส่งให้ถึงที่"
อะไรนะ
ร่างของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีสั่นสะท้าน
ดูเหมือนมันจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
"กะ แก แกจงใจเอาหินปราณสี่หมื่นก้อนนั่นออกมาโชว์งั้นหรือ"
ซูอี้ฉือยิ้มรับแต่แววตาหาได้ยิ้มตามไม่ นัยน์ตาของเขาซ่อนเร้นความลึกล้ำเอาไว้
"ก่อนที่จะรู้ว่าต้องรับภารกิจเรียกขานยังไง การแย่งชิงปลอกแขนของคนอื่นคือวิธีที่เลื่อนขั้นเป็นระดับปฐพีได้เร็วที่สุด"
"แก..."
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปากของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีไม่หยุด
ที่แท้มันต่างหากที่เป็น แกะน้อย
เป็นแกะน้อยที่หลงกลติดกับดักซึ่งซูอี้ฉือจงใจโยนทิ้งไว้
เดิมทีคิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์
ใครจะไปคิดว่ากลับถูกซ้อนแผนฆ่าทิ้งเสียเอง!
ช่างน่าสิ้นหวังยิ่งนัก!
ฉูด... ดาบห้วงดาราถูกดึงออกจากหน้าอก ร่างของผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีหงายหลังล้มตึงลงกับพื้นด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ประกายแห่งชีวิตในดวงตาดับวูบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองดูศพบนพื้นและประกายไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ นัยน์ตาของซูอี้ฉือก็ปรากฏแววประหลาดใจเล็กน้อย
ตอนที่อยู่หอสงบศึก เขาจงใจเปิดเผยความมั่งคั่งของตัวเองจริงๆ จุดประสงค์ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกโลภมาก จากนั้นในขณะที่เดินทางมาทำภารกิจของหอพสุธาเร้นลับที่เทือกเขาวงกต เขาก็เรอให้พวกมันมาติดเบ็ดไปด้วย
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ซูอี้ฉือเองก็รับประกันไม่ได้ว่าจะมีผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีหมายหัวเขาหรือไม่
เรื่องนี้ต้องพึ่งพาดวงล้วนๆ
ถือว่าโชคไม่เลว ถึงแม้จะเป็นแค่ปลอกแขนระดับปฐพีหนึ่งดาวก็เถอะ
ทันใดนั้น ซูอี้ฉือก็ตวัดปลายดาบในมือ เขี่ยปลอกแขนสีน้ำเงินบนแขนของอีกฝ่ายหลุดออกมา
เมื่อเทียบกับปลอกแขนของผู้ถูกเรียกขานระดับมนุษย์แล้ว วัสดุของระดับปฐพีดูดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด สัมผัสดูไม่เหมือนผ้าและไม่เหมือนกระดาษ แต่น่าจะเป็นโลหะเนื้ออ่อนชนิดหนึ่งที่น้ำและไฟไม่สามารถทำลายได้ง่ายๆ
จากนั้นซูอี้ฉือก็ดึงแหวนมิติของอีกฝ่ายออกมา
เมื่อส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจ ซูอี้ฉือก็หยิบของกระจุกกระจิกออกมากองหนึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของสัตว์อสูร หินปราณจำนวนหนึ่ง ยาลูกกลอนสองสามเม็ด และยังมีเหรียญกลมๆ อีกสองสามอัน
"นี่มันคือ..."
ซูอี้ฉือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ของรูปทรงกลมนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามเซนติเมตร โปร่งใสเป็นประกาย ตรงกลางสลักอักษรคำว่า เรียกขาน เอาไว้
"เหรียญเรียกขาน!"
คำสามคำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของซูอี้ฉือทันที
หลังจากลองนับดูคร่าวๆ อีกฝ่ายมีเหรียญเรียกขานอยู่ทั้งหมดยี่สิบเอ็ดเหรียญ ซึ่งเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการทำภารกิจระดับมนุษย์สำเร็จยี่สิบเอ็ดครั้ง
"ยากจนจริงๆ ด้วย มิน่าล่ะถึงคิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์!"
ซูอี้ฉือโยนของเหล่านั้นเก็บใส่แหวนมิติของตัวเองอย่างลวกๆ ปรายตามองศพบนพื้นด้วยความเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินจากไปโดยไม่รั้งรออยู่ที่นี่อีก
...
ณ หุบเขาอันกว้างใหญ่
น้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากยอดเขาสูงชันดูราวกับมังกรสีเงินยวง
แสงแดดสว่างสดใสสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำในบึงอันใสสะอาด ซูอี้ฉือหลับตาพริ้มดื่มด่ำไปกับความเย็นฉ่ำของสายน้ำและความอบอุ่นของแสงแดดอย่างสบายอารมณ์
ผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายในป่ามานานกว่าหนึ่งเดือน ในที่สุดเวลานี้เขาก็ได้ผ่อนคลายเสียที
เมื่อชำระล้างคราบดินและคราบเลือดบนร่างกายจนสะอาดหมดจด ภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง โครงหน้าด้านข้างของซูอี้ฉือดูคมสันราวกับรูปสลัก
ทว่ายังไม่ทันที่ซูอี้ฉือจะได้ซึมซับความผ่อนคลายนี้ต่อไป จู่ๆ เสียงต่อสู้ก็ดังแว่วมาจากหุบเขาที่ไม่ไกลนัก
ซูอี้ฉือสะดุ้งเล็กน้อย
"มีคนอยู่ด้วยหรือ"
ซูอี้ฉือไม่ลังเลใดๆ เขากระโจนขึ้นจากน้ำทันที หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่ คาดเดาทิศทางเล็กน้อย ก่อนจะขยับกายพุ่งทะยานไปอีกฝั่งของหุบเขา
...
"ฮึ นังหนูตัวเหม็น บังอาจมาทำร้ายพี่น้องของพวกเรา วันนี้แกต้องทิ้งชีวิตไว้กลางป่าแห่งนี้"
"ถ้ารู้จักความก็ยอมจำนนซะดีๆ ไม่แน่พวกเราอาจจะเหลือศพแบบครบสมบูรณ์ไว้ให้"
"วันนี้ถือว่าแกดวงซวยที่มาเจอกับพวกเราทั้งสามคน หึหึ!"
...
เมื่อตามเสียงไป ที่ลานกว้างริมหน้าผา ร่างอันดุดันสามร่างกำลังรุมล้อมโจมตีคนเพียงคนเดียว
การโจมตีของทั้งสามคนนั้นเหี้ยมโหดอำมหิต ไม่มีใครออมมือเลยแม้แต่น้อย
คนหนึ่งใช้ดาบ คนหนึ่งใช้ขอเกี่ยวคู่ และอีกคนใช้กงจักรขอบหยักสีทอง
สิ่งที่ทำให้ซูอี้ฉือประหลาดใจก็คือ ทั้งสามคนนั้นสวมปลอกแขนสีน้ำเงินเหมือนกันหมด
ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีสามคน!
หางตาของซูอี้ฉือหรี่ลง "ผู้ถูกเรียกขานระดับปฐพีสามคนรุมผู้หญิงคนเดียว..."
สายตาของซูอี้ฉือหันไปมองผู้ที่ถูกรุมล้อม อีกฝ่ายสวมชุดยาวสีหมึก เสื้อคลุมมีฮู้ดบดบังศีรษะและใบหน้าไปกว่าครึ่ง ปอยผมยาวสยายปรกข้างแก้ม เมื่อมองจากระยะไกล ผิวพรรณบริเวณปลายคางและลำคอของนางขาวเนียนดุจหิมะ งดงามราวกับหยกสลัก
เป็นบุคลิกที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร!
ให้ความรู้สึกเหมือนรอยน้ำหมึกโบราณที่หยดลงบนกระดาษสีขาว
"เป็นผู้หญิงหรอกหรือ" ซูอี้ฉือยิ่งประหลาดใจเข้าไปอีก
[จบแล้ว]