- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 34 - ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
บทที่ 34 - ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
บทที่ 34 - ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
บทที่ 34 - ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
★★★★★
"ทางเข้าทั้งสามแห่งล้วนนำไปสู่ดินแดนแห่งการเรียกขาน เชิญพวกเจ้าเลือกได้ตามสบาย..."
บนอัฒจันทร์ชั้นสองทางทิศเหนือ แม่ทัพหานทอดสายตามองกลุ่มคนในลานประลองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
แววตาของทุกคนต่างสาดประกายความเย็นชา
ทางเข้าทั้งสามแห่ง ทางหนึ่งเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแผดเผา ทางหนึ่งอวลไปด้วยหมอกพิษ และอีกทางหนึ่งก็มืดมิดเยือกเย็น
จะเลือกทางไหนดีล่ะ
ตามหลักทั่วไป คนส่วนใหญ่ก็คงจะต้องพิจารณาเลือกทางเข้าตรงกลาง
เพราะมันดูปกติที่สุดแล้ว
แต่ทว่า ยิ่งดูปกติมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูไม่ปกติมากเท่านั้น
"ประตูตรงกลาง แม้ดูสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วอาจจะเป็นประตูมรณะก็ได้ ส่วนสองข้างซ้ายขวา แม้ดูอันตราย แต่อาจจะมีทางรอดซ่อนอยู่" บางคนวิเคราะห์ขึ้นมา
"เล่นบ้าอะไรกัน ไร้สาระสิ้นดี..." ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งราวกับหนังหุ้มกระดูกสวมหมวกสานสบถออกมาอย่างหัวเสีย จากนั้นเขาก็พุ่งตัวออกไปทางประตูบานซ้ายที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงลุกโชนเป็นคนแรก
"เหอะ แค่ไฟแค่นี้ เผาข้าไม่ตายหรอก"
พูดจบ พลังอักขระปราณวิเศษในร่างของเขาก็ไหลเวียน วงแหวนแสงน้ำแข็งสีฟ้าแผ่กระจายออกมาคลุมรอบตัวเขากลายเป็นโล่พลังลมปราณ
"นั่นพลังอักขระธาตุน้ำแข็งนี่นา..." คนที่อยู่ด้านหลังร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
"อืม พลังธาตุน้ำแข็งค่อนข้างหายากเลยล่ะ แม้จะไม่ใช่ผู้มีกายาจิตสวรรค์ตั้งแต่เกิด แต่ก็มากพอที่จะต้านทานความร้อนของเปลวไฟได้ในระยะเวลาสั้นๆ"
...
ภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งก็พุ่งตัวเข้าไปในอุโมงค์เปลวเพลิงเป็นคนแรกโดยไม่มีความหวาดกลัวใดๆ
โล่น้ำแข็งช่วยสกัดกั้นเปลวไฟที่แผดเผาเข้ามา ชายผู้นั้นยิ้มเยาะอย่างภาคภูมิใจเมื่อเห็นว่าเปลวไฟถูกกันเอาไว้ด้านนอก
ทว่าเขายังดีใจได้ไม่ทันไร พอเดินเข้าไปได้ไม่ถึงสามเมตร คลื่นความร้อนภายในอุโมงค์ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
โล่น้ำแข็งรอบตัวเขาละลายหายไปในพริบตา
"อะไรกัน" ชายผู้นั้นหน้าถอดสี ใบหน้าอันผอมแห้งเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ไม่..."
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างถึงที่สุด เปลวเพลิงอันร้อนแรงก็พุ่งเข้าถาโถมใส่ร่างเขาทั้งจากด้านหน้า ด้านหลัง ซ้าย และขวา เปลี่ยนร่างของเขาให้กลายเป็นมนุษย์ไฟในพริบตา
"อ๊าก..." เขาดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด กรีดร้องอย่างน่าเวทนา และตะเกียกตะกายไขว่คว้าอากาศอย่างสะเปะสะปะ
เปลวเพลิงอันดุร้ายกลืนกินร่างของเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาล้มฟุบลงอย่างไร้ทางสู้ตรงบริเวณปากทางเข้า จากนั้นก็ค่อยๆถูกแผดเผาจนกลายเป็นตอตะโกสีดำสนิทต่อหน้าต่อตาทุกคนที่กำลังตกตะลึง
ซี้ด...
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
มีคนตะโกนถามขึ้นมาทันที "พวกเจ้าหมายความว่ายังไง พวกเราผ่านการทดสอบของดินแดนแห่งการเรียกขานมาแล้วไม่ใช่หรือไง"
แม่ทัพหานบนอัฒจันทร์ตอบกลับด้วยความเย็นชา "ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ตอนนี้ต่างหากคือการทดสอบที่แท้จริง อีกอย่าง ก่อนที่พวกเจ้าจะมา พวกเราก็เตือนแล้วว่าเมื่อมาถึงที่นี่ พวกเจ้าอาจจะต้องทิ้งชีวิต..."
"เจ้า"
"ถ้าหากพวกเจ้าไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคแค่นี้ไปได้ ต่อให้เข้าไปในดินแดนแห่งการเรียกขานได้ ก็คงอยู่รอดได้ไม่กี่วันหรอก ตอนนี้พวกเจ้าเป็นเพียงแค่คนที่กำลังเดินทางไปสู่สนามรบ แต่ดินแดนแห่งการเรียกขานต่างหากที่เป็นขุมนรกอันโหดร้ายอย่างแท้จริง..."
คำพูดของแม่ทัพหานราวกับลิ่มน้ำแข็งที่ทิ่มแทงทะลุสันหลังของทุกคนจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
ทุกคนต่างรู้สึกทั้งตกใจและโกรธแค้น
"เหอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะไปไม่ถึงดินแดนแห่งการเรียกขาน..." ชายหน้าตาดุร้ายอีกคนพุ่งตรงไปที่ทางเข้าด้านขวา
ภายในอุโมงค์นั้นมีหมอกพิษสีน้ำเงินตลบอบอวลอยู่ ราวกับเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคระบาด
"เรื่องใช้พิษ ข้าไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น"
พูดจบ ชายผู้นั้นก็พลิกฝ่ามือ หยิบยาเม็ดหลากสีโยนเข้าปาก
พริบตาเดียว ผิวหนังของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเทาอมม่วงอย่างน่าประหลาด ดูคล้ายกับมนุษย์กลายพันธุ์ที่เพิ่งแช่น้ำพิษมาหมาดๆ
"ตอนนี้ร่างกายของข้าต้านทานพิษได้ทุกชนิดแล้ว"
เขาก้าวเดินอย่างผ่าเผยเข้าไปในอุโมงค์ด้านขวา หมอกพิษสีน้ำเงินเข้มข้นลอยเข้ามาเกาะติดบนร่างของเขา
ชายผู้นั้นยิ้มอย่างพึงพอใจ ดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลง "เป็นไปได้ยังไง"
ผู้คนในลานประลองหน้าถอดสีทันที เมื่อเห็นผิวหนังของฝ่ายตรงข้ามเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"อ๊าก..."
การเน่าเปื่อยลุกลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ชายผู้นั้นกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เขายังวิ่งไม่ทันพ้นอุโมงค์ก็ล้มหัวคะมำลงกับพื้น เลือดเนื้อบนร่างละลายหายไปในพริบตา กลายเป็นเพียงโครงกระดูกสีขาวโพลน
ภาพอันน่าสยดสยองนี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับผู้คนอีกครั้ง
เพียงพริบตาเดียวก็มีคนตายไปถึงสองคน
แถมจุดจบยังน่าเวทนาถึงเพียงนี้ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาในใจ
ในขณะเดียวกัน สายตาของทุกคนก็หันไปจับจ้องที่อุโมงค์ตรงกลาง
มืดมิดและเยือกเย็น
ดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่ไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆปรากฏให้เห็นชัดเจน
"หรือว่าจะเป็นกลลวงหลอกให้ตกใจ ความจริงแล้วทางนี้ต่างหากที่ปลอดภัยที่สุด"
"ก็เป็นไปได้นะ พวกเขาอาจจะจงใจทดสอบให้เราทำอะไรสวนทางกับสัญชาตญาณ โดยเอาทางรอดไปซ่อนไว้ตรงกลางระหว่างทางอันตรายสองทาง"
"เจ้าจะลองไปดูไหมล่ะ"
"ทำไมเจ้าไม่ไปเองเล่า"
...
ความคลางแคลงใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามก้าวออกไป
"เหอะ ยังไงซะข้าก็โดนตระกูลใหญ่ตามล่าอยู่แล้ว ขืนออกไปก็ตายอยู่ดี ข้าจะขอดูหน่อยเถอะว่าพวกมันเล่นตุกติกอะไรอยู่..." ชายหน้าบากผู้มีกลิ่นอายอำมหิตตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปในอุโมงค์ตรงกลางท่ามกลางสายตาเลื่อมใสของทุกคน
เมื่อเขาเดินลึกเข้าไปจนร่างเกือบจะถูกความมืดมิดกลืนหายไป เขาก็ยังปลอดภัยดี
"เป็นแผนขู่ให้กลัวจริงๆด้วย ทางตรงกลางนี่แหละคือทางเข้า..."
"อ๊าก..."
ความตึงเครียดของทุกคนภายนอกยังไม่ทันได้ผ่อนคลาย ก็ต้องกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
กร้วม!
เสียงราวกับกระดูกลำคอถูกขบกัดดังออกมาจากในอุโมงค์ เสียงกรีดร้องเงียบหายไปในทันที จากส่วนลึกของอุโมงค์อันมืดมิด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยปะทะจมูก
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งซูอี้ฉือ เด็กหนุ่มชุดดำ และเด็กหนุ่มผู้ถือพัดที่อยู่ด้านหลังสุด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะฉายแววตาตื่นตระหนกออกมา
"กลิ่นอายสัตว์อสูรรุนแรงมาก..." เด็กหนุ่มผู้ถือพัดกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
โฮก!
เสียงคำรามต่ำดังสะท้อนออกมาตามช่องลมจนปวดแก้วหู ภายในความมืดมิดของอุโมงค์ตรงกลาง ดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งสาดประกายความดุร้ายออกมาอย่างเงียบเชียบ
นั่นมันอะไรกัน
ภายใต้สายตาอันตื่นตัวของทุกคน เงาร่างของสัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอำมหิตก็ค่อยๆก้าวออกมา
สัตว์อสูร!
มันคือหมาป่าสีดำตัวเขื่องสูงกว่าห้าหกเมตร กลางหน้าผากมีลวดลายรูปจันทร์เสี้ยวสีเลือด แผ่นหลังเต็มไปด้วยหนามแหลมคม และในปากของมันยังคาบศีรษะมนุษย์กลมๆเอาไว้ด้วย
ศีรษะนั่นหลุดออกจากคอของเจ้าของร่างเดิมเสียแล้ว เลือดสดๆหยดติ๋งๆย้อมพื้นจนแดงฉาน
"หมาป่าจันทราสีน้ำเงิน" ใครบางคนในฝูงชนร้องอุทานออกมา
กี้!
ฟ่อ!
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีเสียงร้องแหลมประหลาดดังตามมาจากทางอุโมงค์เปลวเพลิงด้านซ้ายและอุโมงค์หมอกพิษด้านขวา
จากนั้น แมงมุมขนาดยักษ์ลำตัวสีแดงเพลิงราวกับลาวาเดือดและงูยักษ์ยาวราวยี่สิบสามสิบเมตรที่มีเกล็ดสีน้ำเงินปกคลุมไปทั่วร่างก็เลื้อยตามกันออกมา
"แมงมุมเพลิงมาร!"
"งูหลามพิษน้ำแข็ง!"
...
กระแสลมอันหนาวเหน็บพัดผ่านราวกับพายุหิมะ
เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรยักษ์ทั้งสามตัว ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนที่แสดงสีหน้าดูแคลนออกมา
"เหอะ ที่แท้ก็สัตว์เดรัจฉานสามตัวนี่เองที่แกล้งทำผีหลอกคน ร่วมมือกันฆ่าพวกมันซะ"
"แค่เดรัจฉานสามตัวริอ่านมาขวางทาง ช่างน่าขันสิ้นดี"
"สับพวกมันให้เละเลย"
...
เนื่องจากผู้ที่มาที่นี่ล้วนเป็นพวกคนจริง ประกอบกับจำนวนผู้ถูกเรียกขานในลานประลองมีอยู่มาก ทุกคนจึงตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น เงาร่างอันแผ่กลิ่นอายดุดันหลายสายก็พุ่งทะยานเข้าหาสัตว์อสูรทั้งสามตัว
กี้!
แมงมุมเพลิงมารส่งเสียงร้องแหลม มันพ่นใยแมงมุมออกจากปากพุ่งเข้าใส่คนที่อยู่หน้าสุด
เส้นใยเรียวเล็กมีความเร็วสูงมาก เมื่อรวมตัวกันก็พุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของชายผู้นั้นราวกับเส้นลวดเหล็กแหลมคม
พริบตาเดียว หน้าอกและแผ่นหลังของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกเจาะทะลุ
"อ๊าก..." ตามมาด้วยเปลวเพลิงที่ลุกท่วมร่างของคนผู้นั้น เปลวไฟอันร้อนแรงกลืนกินเขาไปในทันที
ฟ่อ!
งูหลามพิษน้ำแข็งขดตัวขวางอยู่หน้าปากอุโมงค์ มันอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวพิษ หมอกพิษสีน้ำเงินเข้มข้นพ่นออกมาจากปากราวกับเสาพายุ ทันทีที่มันสัมผัสผู้คนรอบข้าง ผิวหนังของพวกเขาก็เริ่มเปื่อยยุ่ยในทันที
ส่วนหมาป่าจันทราสีน้ำเงินที่อยู่ตรงกลางนั้นดุร้ายยิ่งกว่า ขากรรไกรของมันงับเข้าหากัน ศีรษะมนุษย์ที่คาบอยู่ก็ระเบิดแตกกระจายราวกับแตงโมถูกทุบ
มันใช้ทั้งสี่เท้ายันพื้น พุ่งทะยานเข้าไปในฝูงชนแล้วเริ่มกัดทึ้งอย่างบ้าคลั่ง
ลานประลองตกอยู่ในความวุ่นวายขั้นสุดทันที
บรรดาผู้ถูกเรียกขานต่างรุมล้อมสัตว์อสูรดุร้ายทั้งสามตัวเพื่อทำการเข่นฆ่า
ผู้ที่มาถึงที่นี่ได้ ล้วนแต่มีฝีมือไม่ธรรมดา หลายคนมีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ในขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นกลางถึงขั้นสูง บางคนถึงขั้นอยู่ในขั้นสูงสุดด้วยซ้ำ หากต้องรับมือกับสัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก
ทว่าหลังจากปะทะกันได้ไม่นาน ผู้คนกลับทยอยตกตายด้วยน้ำมือของสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง
"แปลกจังเลย แมงมุมเพลิงมารกับงูหลามพิษน้ำแข็งเป็นแค่สัตว์อสูรระดับเก้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ล่ะ"
"ใช่ ข้าเคยล่าเจ้างูหลามพิษน้ำแข็งมาก่อน แม้ตัวมันจะไม่ได้ใหญ่เท่าตัวนี้ แต่พละกำลังก็ไม่น่าจะต่างกันมากขนาดนี้นี่นา"
...
แมงมุมเพลิงมารกับงูหลามพิษน้ำแข็งล้วนเป็นสัตว์อสูรระดับเก้า แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นควบแน่นอักขระก็ยังสามารถต่อสู้กับมันได้ สำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตจิตสวรรค์ การล่าพวกมันย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ส่วนหมาป่าจันทราสีน้ำเงินเป็นสัตว์อสูรระดับแปด ระดับของมันสูงกว่าเล็กน้อย แต่อย่างมากที่สุดก็เทียบเท่ากับสัตว์อสูรในระดับสูงสุดของขอบเขตจิตสวรรค์เท่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับการรุมล้อมของผู้ถูกเรียกขานที่ดุดันมากมายขนาดนี้ มันไม่น่าจะอาละวาดได้ถึงเพียงนี้
แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายตรงข้ามกลับแสดงความเกรี้ยวกราดดุร้ายออกมาอย่างผิดปกติ
ผู้ใดก็ตามที่ถูกกรงเล็บและคมเขี้ยวของมันเล่นงาน ล้วนต้องไส้ทะลักและตายคาที่ในทันที
...
"ประหลาดเกินไปแล้ว สัตว์อสูรสามตัวนี้ไม่น่าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้นี่นา"
บริเวณใจกลางลานประลองใกล้กับบ่อน้ำพุ เด็กหนุ่มชุดดำที่ยังไม่ได้เข้าร่วมวงต่อสู้ขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
เด็กหนุ่มผู้ถือพัดที่อยู่ข้างๆหุบพัดในมือลงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "มีเขาอยู่ที่นี่ ข้าก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด"
"โอ๊ะ"
เด็กหนุ่มชุดดำชะงักไป
ซูอี้ฉือที่อยู่ไม่ไกลก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ทั้งสามคนมองขึ้นไปยังอัฒจันทร์ทิศเหนือโดยพร้อมเพรียงกัน สายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มชุดขาวผู้มีบุคลิกสุภาพเรียบร้อย
ท่ามกลางสายลมโศกศัลย์ ดื่มด่ำสุราโลหิต
สนทนาสรวลเสเฮฮา ส่งผู้คนลงสู่ปรโลก
เด็กหนุ่มผู้ถือพัดขมวดคิ้วเผยความเย็นชาออกมา "กุนซือหอเอกอุแห่งจักรวรรดิดารากลืนกินผู้เลื่องชื่ออย่างหงส์โลหิตมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ย่อมแสดงว่าเรื่องในวันนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"
"ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องของคนผู้นั้นเท่าไหร่..." เด็กหนุ่มชุดดำส่ายหน้า "ในมุมมองของเจ้า เป้าหมายของเขาคืออะไรล่ะ"
เด็กหนุ่มผู้ถือพัดกำมือแน่นแล้วกล่าวเสียงขรึม "เห็นได้ชัดเลย ว่าเขาต้องการให้พวกเราทั้งหมดตายอยู่ที่นี่!"
[จบแล้ว]