- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 29 - ดินแดนแห่งการเรียกขาน
บทที่ 29 - ดินแดนแห่งการเรียกขาน
บทที่ 29 - ดินแดนแห่งการเรียกขาน
บทที่ 29 - ดินแดนแห่งการเรียกขาน
★★★★★
"ตอนนี้ เจ้าไปได้แล้ว..."
ทันทีที่ซูอี้ฉือพูดจบ ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่มู่หรงก็เอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ทำไมล่ะ" ซูอี้ฉือขมวดคิ้วเล็กน้อย
"บอกให้ไปก็ไป จะพูดพร่ำทำเพลงอะไรนักหนา" ศิษย์สำนักปราณสมุทรคนหนึ่งตวาดเสียงแข็ง
ซูอี้ฉือปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับคนพวกนี้
"ข้ามาเพื่อพบนาง จะไปหรือไม่ไป จะไปเมื่อไหร่ ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าเลยสักนิดนะ"
"ฮึ่ม ปากดีนักนะ" ศิษย์สำนักปราณสมุทรผู้นั้นก้าวเท้าออกมาข้างหน้า พร้อมกับยื่นกรงเล็บพุ่งตรงเข้าขยุ้มไหล่ของซูอี้ฉืออย่างรวดเร็ว "ดูท่าคงต้องให้ข้าลงมือส่งเจ้าไปเองเสียแล้วสินะ!"
กรงเล็บพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง!
หางตาของซูอี้ฉือเย็นเยียบ เขาก้าวเท้าหลบไปด้านข้างเล็กน้อย กรงเล็บของอีกฝ่ายเฉียดผ่านไหล่ซ้ายของเขาไปเพียงนิดเดียว
เมื่อเห็นซูอี้ฉือหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย ศิษย์สำนักปราณสมุทรผู้นั้นก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
"ยังกล้าหลบอีกรึ"
"ทำไมล่ะ จะให้ข้ายืนรอให้เจ้าตีหรือยังไง" ซูอี้ฉือสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หนวกหู!"
พูดจบ ศิษย์สำนักปราณสมุทรผู้นั้นก็ยกฝ่ามือขึ้นมาอีกครั้ง พลังลมปราณอันดุดันซัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของซูอี้ฉือ
"ล้มลงไปซะ!"
"ข้าทนเจ้ามาครั้งหนึ่งแล้วนะ..."
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ยอมเลิกรา แววตาของซูอี้ฉือก็ทอประกายเย็นเยียบ ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ยกฝ่ามือขึ้นซัดสวนกลับไปเช่นกัน
พลังลมปราณอันแข็งแกร่งปะปนกับเกลียวแสงสีแดงหมุนวนอยู่กลางฝ่ามือ
ปัง... เสียงปะทะดังก้องกังวาน พลังฝ่ามือของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน คลื่นอากาศกระเพื่อมกระจายไปทั่วศาลา ซูอี้ฉือยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับรูปปั้นหิน ทว่าศิษย์สำนักปราณสมุทรผู้นั้นกลับส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา กระดูกมือของเขาเคลื่อนหลุด ข้อศอกปูดโปนออกไปด้านนอกอย่างผิดรูป
"อ๊าก..."
ฝ่ามือปะทะฝ่ามือ เพียงฝ่ามือเดียวก็ทำให้อีกฝ่ายกระดูกแขนเคลื่อนหลุดได้
สีหน้าของเหล่าศิษย์สำนักปราณสมุทรเปลี่ยนไปทันที พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ซูอี้ฉือที่ดูรูปร่างบอบบาง จะมีพละกำลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ทว่าชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่มู่หรงกลับยืนมองซูอี้ฉือด้วยความนิ่งเฉย เขาไม่ได้โกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด ซ้ำยังยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
"เจ้าเจตนาทำร้ายผู้คนในสำนักปราณสมุทรของเรา ข้ามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะจับกุมตัวเจ้า หรือแม้กระทั่ง จัดการขั้นเด็ดขาดกับเจ้า..."
จัดการขั้นเด็ดขาด!
เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูบางเบามาก
แต่กลับบางเบาจนชวนให้รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
"แต่คนของเจ้าเป็นฝ่ายลงมือก่อนนะ..." ซูอี้ฉือตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นเดียวกัน
"นั่นสินะ! แต่ในเมื่อไม่มีใครยอมเป็นพยานให้เจ้า แล้วเจ้าจะทำอย่างไรล่ะ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งนะ หากเจ้าไม่อยากให้ศิษย์น้องชูหานต้องมาเดือดร้อนไปด้วย..." อีกฝ่ายเอ่ย
ซูอี้ฉือขมวดคิ้ว "ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย"
"ข้าไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้นาง โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้า..."
น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูราบเรียบ แต่กลับให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาด
"เจ้าจะดื้อด้านทำตามใจตัวเองต่อไปก็ได้ แต่หลังจากนี้ศิษย์น้องชูหานจะต้องลำบากใจมากแน่ๆ ลองคิดดูสิ คนที่มาหานางดันไปทำร้ายศิษย์พี่ในสำนักของนาง เจ้าคิดว่านางควรจะเข้าข้างใครดีล่ะ"
เป็นคำพูดที่เชือดเฉือนจิตใจยิ่งนัก!
ตรงจุดและแทงใจดำ!
เมื่อมองดูสายตาที่นิ่งสงบและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันของอีกฝ่าย ความเย็นชาในดวงตาของซูอี้ฉือก็ค่อยๆจางหายไป เขาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ แล้วพูดว่า "ตกลง ข้าไป!"
"ขออภัยที่ไม่ไปส่ง..." ชายหนุ่มผายมือทำท่าเชิญ "และข้าหวังว่านี่จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของพวกเรา"
"ก็หวังให้เป็นเช่นนั้น!" ซูอี้ฉือแค่นเสียงเย็นชา หันหลังเดินออกจากศาลาหลิวเหมันต์ไป
มาเพื่อโหลวชูหาน
และก็ต้องไปเพื่อโหลวชูหานเช่นกัน
ซูอี้ฉือไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่าย แต่เขายิ่งไม่อยากทำให้โหลวชูหานต้องลำบากใจ
อย่างที่นางเคยพูดเอาไว้ คนที่แบกรับความแค้นเอาไว้ในใจ ต่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีความสุขหรอก
สำหรับโหลวชูหาน การได้อยู่ที่สำนักปราณสมุทรคือโอกาสเดียวของนาง
"ศิษย์พี่มู่หรง ท่านจะปล่อยเขาไปง่ายๆแบบนี้เลยหรือ" ศิษย์สำนักปราณสมุทรคนหนึ่งมองตามแผ่นหลังของซูอี้ฉือที่ค่อยๆเดินห่างออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ "ไม่เป็นไรหรอก สวะชั้นต่ำแค่นี้ ไม่คุ้มที่จะลงมือเหยียบให้เปื้อนเท้าหรอก"
ขณะที่พูด ร่างของชายหนุ่มก็มีวงแหวนแสงสีขาวมายาสว่างวาบขึ้นมา แสงสีขาวบางเบาราวกับผ้ากอซโอบล้อมรอบตัวเขา ให้ความรู้สึกเร้นลับและล่องลอยอย่างบอกไม่ถูก
และร่างกายของเขาก็กลายเป็นภาพมายาไปแล้ว
"นี่มัน" เหล่าศิษย์สำนักปราณสมุทรที่อยู่ข้างๆต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
"ปราณเดียวจำแลงร่างมายางั้นหรือ นี่ ศิษย์พี่มู่หรง ท่านใช้ลมปราณสร้างร่างแยกขึ้นมาหรือเนี่ย"
"สวรรค์ หรือว่าศิษย์พี่มู่หรงจะบรรลุถึงขั้นสูงสุดของขอบเขตเหนือสามัญแล้ว"
...
"ฮ่าๆๆๆ" ชายหนุ่มหัวเราะอย่างองอาจ "ร่างจริงของข้ายังอยู่บนยอดเขาเมฆาเคียง"
ทุกคนตกตะลึงแล้วตกตะลึงอีก สายตาที่มองชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ร่างแยกที่สร้างขึ้นจากลมปราณ สามารถหลอกตาทุกคนได้แนบเนียนถึงเพียงนี้
จากนั้น ร่างของชายหนุ่มก็สลายกลายเป็นกลุ่มควันอย่างรวดเร็ว
"เดินหมากคุมกระดาน จริงเท็จยากแยกแยะ... ตัวข้าคือ มู่หรงฉือ!"
เสียงร่ายกวีแผ่วเบาดังกังวานออกไป จากนั้นมู่หรงฉือก็หายตัวไปจากศาลาหลิวเหมันต์ ทิ้งให้บรรดาศิษย์สำนักปราณสมุทรยืนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
...
ซูอี้ฉือเดินลงจากสำนักปราณสมุทรไปตามลำพัง
แม้จะได้พบหน้าศิษย์พี่หญิงของโหลวชูหานเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งก้านธูป แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดี ซูอี้ฉือก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
"อย่างที่เจ้าเคยบอก การจากลาคือการเตรียมพร้อมสำหรับการพบกันใหม่ ไว้เจอกันใหม่นะ โหลวชูหาน..."
ซูอี้ฉือหันกลับไปมองประตูสำนักปราณสมุทรที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันและมีกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม ก่อนจะตัดสินใจไม่หันหลังกลับไปมองอีก
...
เมืองเมฆาคราม!
เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักปราณสมุทรมากที่สุด
เมืองเมฆาครามตั้งอยู่ในอาณาเขตของจักรวรรดิดารากลืนกิน อยู่ภายใต้การดูแลและคุ้มครองของราชวงศ์
ภายในเมืองเมฆาครามอันเจริญรุ่งเรืองและคึกคัก มีทหารยามคอยลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ละคนสวมชุดเกราะเต็มยศ มือถือทวนยาว แผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน
เมืองเมฆาครามมีขนาดใหญ่โตมาก
มันมีขนาดใหญ่กว่าเมืองหยกขาวถึงหลายเท่า
แม้รอบด้านจะคึกคักจอแจเพียงใด แต่ซูอี้ฉือที่เดินทางมาเพียงลำพังก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวอยู่บ้าง
จากนี้จะไปที่ไหนต่อดีนะ
สำหรับซูอี้ฉือที่เพิ่งเคยเดินทางไกลเป็นครั้งแรก นี่เป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนไม่น้อยเลย
เขาต้องตามหาดาบพิรุณเมเปิล ทั้งที่ไม่มีเบาะแสอะไรให้ตามรอยเลยสักนิด
"บางทีอาจจะลองไปฝึกวิชาที่สำนักอื่นดู..." ซูอี้ฉือสุ่มหาร้านขายน้ำชาข้างทางแล้วนั่งลง นิ้วมือลูบไล้ถ้วยน้ำชาเบาๆ ลังเลอยู่ในใจ
พูดตามตรง ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ ซูอี้ฉือเคยคิดอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์สำนักปราณสมุทร อย่างน้อยโหลวชูหานก็อยู่ที่นั่น
จะได้ฝึกวิชาไปพร้อมกับตามหาเบาะแสของดาบพิรุณเมเปิลไปด้วยเลย
แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของมู่หรงฉือ ทำให้ซูอี้ฉือต้องพับความคิดนั้นเก็บไป
แน่นอนว่าในมหาแดนเร้นลับไม่ได้มีแค่สำนักกระบี่เซียนเทวะกับสำนักปราณสมุทรเท่านั้น ยังมีขุมกำลังอื่นๆที่มีฐานะทัดเทียมกันอีก
อย่างเช่น สำนักดาราประดับฟ้า ที่อวี่เฟยอวี่ คุณหนูใหญ่แห่งเมืองหยกขาวฝากตัวเป็นศิษย์ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศเช่นกัน
"ดินแดนแห่งการเรียกขานเปิดแล้ว..." ในตอนนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน
"จริงหรือ ไป ไปดูกันเถอะ"
...
ดินแดนแห่งการเรียกขานงั้นหรือ
เมื่อได้ยินคำสี่คำนี้ ดวงตาของซูอี้ฉือก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
[จบแล้ว]