- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 23 - ยอดอัจฉริยะธิดาสวรรค์
บทที่ 23 - ยอดอัจฉริยะธิดาสวรรค์
บทที่ 23 - ยอดอัจฉริยะธิดาสวรรค์
บทที่ 23 - ยอดอัจฉริยะธิดาสวรรค์
★★★★★
"เกี่ยวกับเรื่องดาบพิรุณเมเปิล ท่านพอจะมีเบาะแสอะไรที่น่าสนใจบอกข้าได้บ้างหรือไม่ขอรับ"
แม้จะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองปีก่อนจะถึงสัญญา 25 ปี แต่ซูอี้ฉือก็ยังตัดสินใจรับภารกิจตามหาดาบพิรุณเมเปิลกลับคืนมาโดยไม่ลังเลใจ
ไม่ใช่เพื่อทุกคนในตระกูลซูเพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นการทำภารกิจที่บิดาทิ้งไว้ให้สำเร็จลุล่วงอีกด้วย
ซูหยวนเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดล่องลอยกลับไปยังค่ำคืนหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโดยไม่รู้ตัว
นั่นคือประสบการณ์ที่เขามองว่าล้มเหลวที่สุดในชีวิตตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา
เนิ่นนาน!
ซูหยวนเฉียวหลับตาลงลึกๆ พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยว่า "รอยดาบ!"
"รอยดาบหรือขอรับ" ซูอี้ฉือชะงักไป
พูดจบ ซูหยวนเฉียวก็ถอดเสื้อตัวบนออก ภายใต้แสงจันทร์ จะเห็นได้ว่าทั้งหน้าอก แผ่นหลัง และสีข้างทั้งสองด้านของเขา ล้วนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบ
ม่านตาของซูอี้ฉือหดเกร็ง เขาเพ่งมองอย่างละเอียด รอยแผลเป็นจากคมดาบแต่ละรอยบนร่างของซูหยวนเฉียวมีความยาวเกือบจะเท่ากันทั้งหมด และเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีรอยแผลเป็นสองรอยไหนที่ทับซ้อนกันเลยแม้แต่น้อย
"บาดแผลพวกนี้"
"พุ่งเข้ามาพร้อมๆกัน..." ซูหยวนเฉียวสวมเสื้อกลับเข้าไป หว่างคิ้วแฝงไปด้วยความเคียดแค้นดุดัน
ซูอี้ฉือยิ่งตกตะลึง
ซูหยวนเฉียวกล่าวต่อ "หนึ่งในคนที่ปล้นดาบพิรุณเมเปิลไปในตอนนั้น เป็นยอดฝีมือผู้ใช้ดาบ กระทั่งข้าเองก็ยังมองกระบวนท่าของเขาไม่ออก เขาควบคุมลำแสงดาบหลายสิบสายให้อยู่รอบตัวข้า จากนั้นลำแสงดาบเหล่านั้นก็พุ่งโจมตีเข้ามาพร้อมกัน ข้าจึงไม่อาจต้านทานได้..."
เมื่อได้ยินเรื่องเล่าของซูหยวนเฉียว ซูอี้ฉือก็รู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องนี้ห่างไกลจากความเรียบง่ายที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ระดับการบำเพ็ญเพียรของซูหยวนเฉียวนั้นเหนือกว่าตอนนี้มาก
โดยเฉพาะวิชาก้าวเพลงดาบหมอกมายาที่เลื่องชื่อไปทั่วสารทิศ
ทว่าในฐานะผู้ใช้ดาบเหมือนกัน เขากลับไม่อาจต้านทานต่อหน้าคนที่ปล้นดาบพิรุณเมเปิลไปได้ แล้วความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแท้จริงแล้วไปถึงระดับไหนกันแน่
จากนั้น ซูหยวนเฉียวก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ตอนนั้นพวกเขามีคนเยอะกว่า ประกอบกับโจมตีพวกเราแบบไม่ให้ตั้งตัว หากเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ข้าคงไม่พ่ายแพ้ง่ายดายถึงเพียงนั้น"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในดวงตาของซูหยวนเฉียวยังคงมีแววไม่ยินยอมพ่ายแพ้
ระหว่างยอดฝีมือผู้ใช้ดาบ หากคนหนึ่งพ่ายแพ้ให้อีกคนหนึ่ง ความรู้สึกอัปยศอดสูย่อมรุนแรงกว่าการพ่ายแพ้ให้ผู้อื่นอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะรอยแผลเป็นจากดาบที่เป็นระเบียบเรียบร้อยบนร่างกายเขาเหล่านี้ ยิ่งดูเหมือนรอยประทับแห่งความอัปยศอดสูไปตลอดกาล
หางตาของซูอี้ฉือเย็นเยียบ เขาสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นในใจของซูหยวนเฉียว
เขาหยุดคิดเล็กน้อยแล้วถาม "นอกจากนี้แล้ว ยังมีเบาะแสอื่นๆอีกหรือไม่ขอรับ"
"ไม่มี!" ซูหยวนเฉียวส่ายหน้า "มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเขารับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้เลยแม้แต่น้อย"
สีหน้าของซูอี้ฉือเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ยาก!
ยากลำบากจริงๆ!
นอกจากรอยดาบที่อยู่บนร่างของซูหยวนเฉียวแล้ว ก็ไม่มีเบาะแสอื่นใดอีกเลย ไม่แปลกใจเลยที่ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ แม้แต่ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างจวนเทวราชตระกูลซู ก็ยังไม่สามารถตามหาร่องรอยของดาบพิรุณเมเปิลพบ
"เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทรจริงๆด้วยแฮะ" ซูอี้ฉือพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ซูหยวนเฉียวยิ้มขื่นอย่างจนใจและเย้ยหยันตัวเอง "ดังนั้นเรื่องการตามหาดาบพิรุณเมเปิล เจ้าไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าเตรียมใจรับจุดจบที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ตั้งนานแล้ว"
"ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ" ซูอี้ฉือเอ่ย "อย่างไรเสียอีกไม่กี่วันข้าก็จะเดินทางออกจากเมืองหยกขาวแล้ว"
"ออกจากเมืองหยกขาวงั้นรึ" ซูหยวนเฉียวประหลาดใจเล็กน้อย
"ขอรับ!" ซูอี้ฉือพยักหน้า "เดิมทีข้าตั้งใจจะเข้าสำนักกระบี่เซียนเทวะ แต่ตอนหลังข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะสืบหาร่องรอยของดาบพิรุณเมเปิลระหว่างการเดินทางแทนขอรับ"
เมื่อพูดถึงสำนักกระบี่เซียนเทวะ สายตาที่ซูหยวนเฉียวมองมาที่ซูอี้ฉือก็แฝงไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย
ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
แต่กลับพูดว่า "เจ้าออกจากเมืองหยกขาวไปก็ดีเหมือนกัน"
"โอ๊ะ เหตุใดท่านปู่ผู้นำตระกูลถึงพูดเช่นนั้นล่ะขอรับ"
"ข้าได้รับข่าวมาว่า เสิ่นปิงอวี่ผู้มีฉายากระบี่หยาดพิรุณโปรยปรายแห่งตระกูลเสิ่น กำลังจะได้เป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของเจ้าสำนักกระบี่เซียนเทวะ และ..." ซูหยวนเฉียวหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหนักอึ้ง "อักขระจิตสวรรค์ของนางกำลังจะวิวัฒนาการเลื่อนระดับเป็นอักขระเหนือสามัญแล้ว"
ฮือฮา!
สิ้นคำกล่าวนั้น อากาศรอบด้านก็ราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งที่มองไม่เห็นพัดผ่าน
มือทั้งสองข้างของซูอี้ฉือกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
กระบี่หยาดพิรุณโปรยปราย เสิ่นปิงอวี่!
อัจฉริยะที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดในเมืองหยกขาว
นางและอวี่เฟยอวี่บุตรสาวของเจ้าเมืองหยกขาว ถูกขนานนามร่วมกันว่า ยอดอัจฉริยะคู่แห่งเมืองหยกขาว
เมื่อสองปีก่อน เสิ่นปิงอวี่ได้กลายเป็นศิษย์สายในของสำนักกระบี่เซียนเทวะ
ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ตระกูลเสิ่นไม่ได้ปล่อยข่าวคราวใดๆเกี่ยวกับนางออกมาเลย คิดไม่ถึงว่าในเวลาสั้นๆเพียงเท่านี้ เสิ่นปิงอวี่จะก้าวไปถึงจุดที่น่าตื่นตะลึงได้ถึงเพียงนี้
อักขระเหนือสามัญ!
พลังแห่งอักขระปราณวิเศษที่อยู่เหนืออักขระจิตสวรรค์
ผู้ที่สามารถควบแน่นอักขระเหนือสามัญได้ ร่างกายก็จะได้รับการยกระดับจากกายาจิตสวรรค์ขึ้นเป็นกายาเหนือสามัญตามไปด้วย
ผู้ที่มีกายาเหนือสามัญ สมดังคำกล่าวที่ว่า เหนือล้ำสามัญชน โดดเด่นสะท้านภพ
"ดูท่าอีกไม่นาน เสิ่นปิงอวี่ก็คงจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือสามัญ กลายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือแห่งวิถียุทธ์ สมกับที่เป็นยอดอัจฉริยะธิดาสวรรค์จริงๆ!"
ซูอี้ฉือพึมพำกับตัวเอง ในขณะเดียวกันดวงตาลึกซึ้งของเขาก็มีแสงลึกลับวาบผ่าน
เสิ่นปิงอวี่คือพี่สาวของเสิ่นเจียว
ในงานประลองศิษย์ใหม่ของสำนักกระบี่เซียนเทวะ ซูอี้ฉือได้ลงมือหักแขนเสิ่นเจียวทิ้งต่อหน้าผู้คนมากมาย เสิ่นปิงอวี่ย่อมต้องหาโอกาสมาแก้แค้นเขาแน่ และนี่ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ซูหยวนเฉียวกังวลเช่นกัน
ผู้ที่อยู่ในขอบเขตเหนือสามัญ สามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือแห่งวิถียุทธ์อย่างแท้จริง
ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตจิตสวรรค์จะเทียบเคียงได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ซูอี้ฉือยังอยู่เพียงแค่ขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นต้นเท่านั้น แม้เขาจะมีความสามารถในการข้ามระดับไปเอาชนะผู้ที่อยู่ในขอบเขตจิตสวรรค์ขั้นกลางและขั้นสูงได้ แต่หากต้องเผชิญหน้ากับเสิ่นปิงอวี่ ความห่างชั้นนั้นก็เห็นได้อย่างชัดเจน
...
"หากอักขระปราณวิเศษของข้าไม่เสียหาย ข้าคงไม่ต้องมัวแต่พะว้าพะวงหน้าหลังเช่นนี้" ซูหยวนเฉียวทอดถอนใจออกมาอย่างจนใจอีกครั้ง
ซูหยวนเฉียวในปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเหนือสามัญเท่านั้น ห่างชั้นจากช่วงที่เขาอยู่จุดสูงสุดมากนัก
นั่นหมายความว่า อีกไม่นาน ลำพังแค่เสิ่นปิงอวี่เพียงคนเดียว ก็จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดของตระกูลซูแล้ว
วันข้างหน้าในเมืองหยกขาว ตระกูลซูคงจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น
"เป็นความผิดของข้าเองขอรับ" ซูอี้ฉือพูดด้วยความรู้สึกผิด
หากเขาไม่ได้หักแขนเสิ่นเจียวทิ้ง สถานการณ์ก็คงไม่ตึงเครียดถึงเพียงนี้
ซูหยวนเฉียวส่ายหน้า "ตอนนี้ไม่ต้องพูดเรื่องแบบนี้แล้ว ข้าก็รู้ว่าในใจของเจ้ามีความโกรธแค้นอยู่ เพียงแต่หลังจากเจ้าออกจากเมืองหยกขาวไปแล้ว เวลาอยู่ข้างนอกก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆนะ"
ซูอี้ฉือรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องพูด "ท่านปู่ผู้นำตระกูล อักขระปราณวิเศษของท่านบาดเจ็บถึงขั้นไหนหรือขอรับ"
ซูหยวนเฉียวประหลาดใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายถามคำถามเช่นนี้
เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบ "เมื่อครู่เจ้าก็น่าจะเห็นแล้ว พลังอักขระปราณวิเศษของข้าไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างราบรื่น พลังที่ระเบิดออกมาได้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็แทบจะไปไม่ถึงระดับของอักขระเหนือสามัญเลยด้วยซ้ำ"
แทบจะไปไม่ถึงอักขระเหนือสามัญ คงจะเป็นเพียงแค่ระดับสูงสุดที่อยู่ระหว่างอักขระจิตสวรรค์กับอักขระเหนือสามัญเท่านั้น
"ท่านปู่ผู้นำตระกูล ไม่ทราบว่าสิ่งนี้พอจะช่วยท่านได้หรือไม่ขอรับ"
พูดพลาง ซูอี้ฉือก็ยกมือขึ้น พลิกขวดหยกใบเล็กๆขวดหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย
"นี่คืออะไร" ซูหยวนเฉียวไม่เข้าใจ
"ยาเสริมอักขระ ระดับ 7 ขอรับ!"
[จบแล้ว]