- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 5 - อักขระธาตุมิติ
บทที่ 5 - อักขระธาตุมิติ
บทที่ 5 - อักขระธาตุมิติ
บทที่ 5 - อักขระธาตุมิติ
★★★★★
"สำนักกระบี่เซียนเทวะ ข้ากำลังจะไปเยือนในไม่ช้า..."
ซูอี้ฉือรับฟังบทสนทนาสองข้างทางอย่างเงียบสงบ ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ใดๆ ดวงตาทอประกายเย็นชาเยียบเย็นก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าตามลำพัง
หอวิหคเพลิง!
ครู่ต่อมา ซูอี้ฉือก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารสามชั้นที่โอ่อ่าตระการตาและมีโถงทางเข้าหรูหรา
"ไอ้ขอทานมาจากไหน ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่คือแหล่งค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในถนนเมฆาล่อง ไสหัวไปเดี๋ยวนี้..."
ซูอี้ฉือเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตู เสียงตวาดแหลมปรี๊ดที่เต็มไปด้วยความรังเกียจก็ดังปะทะหน้า
ยามหนุ่มคนหนึ่งมองซูอี้ฉือด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
เผชิญหน้ากับคำตวาดของอีกฝ่าย ซูอี้ฉือไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงตอบกลับเรียบๆ ว่า "ข้ามาเพื่อค้าขาย"
"เจ้าเนี่ยนะ" ยามผู้นั้นมีสีหน้าเย้ยหยัน "อย่ามาทำตลกฝืดแถวนี้ จะไสหัวไปดีๆ ไหม"
"มีเรื่องเอะอะโวยวายอะไรกัน..." ตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมแต่งกายภูมิฐานก็เดินออกมาจากห้องรับรองด้านใน เมื่อเห็นซูอี้ฉือถูกยามตวาดใส่ สายตาของเขาก็ฉายแววดูแคลนเช่นกัน
"ผู้ดูแลสิง คนผู้นี้คิดจะมาก่อกวนที่นี่ขอรับ..." ยามรายงาน
"ข้ามาเพื่อค้าขาย..." ซูอี้ฉือตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หึ ค้าขาย สภาพอย่างเจ้า จะควักหินปราณออกมาได้สักสองก้อนหรือเปล่าเถอะ"
ยามตั้งท่าจะตวาดต่อ แต่ถูกชายวัยกลางคนยกมือห้ามไว้ เขาเดินเข้าไปถามว่า "เจ้าต้องการค้าขายอะไร"
"สิ่งนี้..." ซูอี้ฉือยื่นมือซ้ายออกไปอย่างมั่นคง แบมือทั้งห้านิ้วออก เผยให้เห็นเม็ดยาสีทองหม่นวางนิ่งอยู่กลางฝ่ามือ
เม็ดยานั้นกลมเกลี้ยงราวกับไข่มุก ลวดลายยาอันวิจิตรบรรจงนั้นดูประณีตยิ่งนัก
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าผู้ดูแลสิงเลิกคิ้วขึ้นทันที "กลิ่นอายนี้..."
พูดจบเขาก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับเม็ดยาจากมือของซูอี้ฉืออย่างระมัดระวัง คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง
ยามที่ยืนอยู่ด้านข้างตกตะลึงกับปฏิกิริยาของผู้ดูแลสิง เขามองซูอี้ฉือด้วยความสงสัยสลับกับมองเม็ดยาเม็ดนั้น
"ของมีค่าเช่นนี้ เจ้าได้มาจากที่ใด" ผู้ดูแลสิงเอ่ยปากถามพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาห่อเม็ดยาไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าสรรพคุณของยาจะเสื่อมสลายไป
ในใจของซูอี้ฉือก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน
เม็ดยานี้คือยาที่เขาหยิบออกมาจากกระถางโบราณใบนั้น แถมยังเป็นเม็ดที่มีสีสันและคุณภาพด้อยที่สุดเสียด้วย
เดิมทีซูอี้ฉือแค่อยากมาลองเสี่ยงโชคดู ไม่นึกเลยว่าหอวิหคเพลิงที่เต็มไปด้วยของวิเศษมากมายจะแสดงท่าทีเช่นนี้
"ท่านไม่ต้องสนหรอกว่าข้าได้มาจาที่ใด เม็ดยานี้ พวกท่านจะรับซื้อหรือไม่" ซูอี้ฉือแสร้งทำเป็นใจเย็น
"รับ รับ รับ..." ผู้ดูแลสิงพูดคำว่ารับติดกันถึงสามครั้ง บ่งบอกถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ก่อนจะกล่าวต่อว่า "เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของเม็ดยานี้ เราจำเป็นต้องใช้เวลาสักหน่อย รบกวนท่านรอสักประเดี๋ยวนะขอรับ..."
"ได้!"
"เด็กๆ พาท่านลูกค้าผู้นี้ไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง และต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด!"
"เจ้าค่ะ!"
ทันใดนั้น ผู้ดูแลสิงก็เรียกสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มสองคนให้นำทางซูอี้ฉือไปยังห้องรับรองด้านหลัง
ยามที่ตวาดซูอี้ฉือเมื่อครู่ตกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่กล้าหายใจแรง เขามองแผ่นหลังของซูอี้ฉือและท่าทีเคร่งขรึมของผู้ดูแลสิง พลันรู้สึกเหมือนหายนะกำลังจะมาเยือน
...
ห้องรับรองแขกอันหรูหราและเงียบสงบ!
ซูอี้ฉือปีนขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยไอน้ำลอยกรุ่น ขัดสีฉวีวรรณล้างคราบสกปรกจนหมดจด เปลี่ยนชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน รู้สึกสดชื่นแจ่มใสและเบาสบายไปทั้งตัว
"คุณชาย อาบน้ำเสร็จหรือยังเจ้าคะ ผู้ดูแลสิงให้คนนำอาหารและสุรามาให้แล้ว..." สาวใช้เคาะประตูห้องเบาๆ อยู่ด้านนอก
แม้วาจะไม่ได้กินอะไรมานาน แต่ซูอี้ฉือก็ไม่ได้รู้สึกหิว ยิ่งไปกว่านั้นการอยู่ต่างถิ่นย่อมต้องระแวดระวังตัวไว้ก่อน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซูอี้ฉือก็ปฏิเสธไปว่า "ไม่ต้อง ข้าแค่อยากพักผ่อนสักหน่อย ไว้ตัดสินใจเรื่องการซื้อขายได้เมื่อไหร่ ค่อยมาเรียกข้าก็แล้วกัน..."
"เจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณชายแล้ว"
จากนั้นเสียงฝีเท้าด้านนอกก็ค่อยๆ ห่างออกไป
ห้องพักสว่างไสวและกว้างขวางมาก
ซูอี้ฉือนอนแผ่บนเตียงอันนุ่มสบาย สัมผัสความผ่อนคลายที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
เขาหลับตาลงพักผ่อนสายตาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นซูอี้ฉือก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งริมเตียง
กระจกทองเหลืองบนโต๊ะสะท้อนภาพใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของซูอี้ฉือ
เพียงแค่เดือนเดียว กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวซูอี้ฉือก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
บนตัวเขามีความเย็นชาโดดเดี่ยวของผู้ที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว
ซูอี้ฉือหลับตาลงช้าๆ หยุดพักไปสองสามอึดใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นทันควัน
"วิ้ง..."
พร้อมกับเสียงคลื่นอากาศสั่นสะเทือนเบาๆ ลวดลายดาวห้าแฉกสีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นที่ก้นบึ้งของรูม่านตาซ้ายของซูอี้ฉืออย่างเงียบเชียบ
อักขระปราณวิเศษรูปดาวห้าแฉกอันลี้ลับและมืดมิดซ่อนเร้นอยู่ในตาซ้าย
หมุนวนช้าๆ ทอประกายสีชาด ประหนึ่งค่ายกลเทพดาราโบราณที่เชื่อมต่อกับห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่
"หึ่ง..."
เสียงคลื่นอากาศสั่นสะเทือนเบาๆ ทำให้กระแสอากาศในห้องดูปั่นป่วนเล็กน้อย ซูอี้ฉือมองผ่านกระจกทองเหลืองตรงหน้า จ้องมองลวดลายดาวห้าแฉกที่ซ่อนอยู่ในตาซ้ายของตนอย่างเคร่งขรึม
แสงสีแดงเข้มส่องประกายดูลี้ลับและชั่วร้าย
ลวดลายสีชาดอันวิจิตรตระการตา ราวกับค่ายกลเทพดาราโบราณกำลังหมุนวนอย่างช้าๆ
พร้อมกับพลังอักขระปราณวิเศษที่โคจรอย่างเงียบงัน อักขระสีเข้มจางๆ ก็แผ่ขยายออกไป
ชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายของซูอี้ฉือก็พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว พลังที่ไม่อาจควบคุมได้ไหลเวียนไปทั่วร่าง
เปลวเพลิงแห่งการเข่นฆ่าอันแหลมคมปะทุขึ้นจากภายในตัวซูอี้ฉือ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาทอประกายเลือดอันดุร้ายจางๆ
"พลังนี่มัน..."
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ ซูอี้ฉือก็ทั้งประหลาดใจและดีใจ นี่คือพลังอักขระปราณวิเศษของเขาอย่างนั้นหรือ
สามารถทำให้พลังของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้หลายเท่าตัวในพริบตา
จากนั้นซูอี้ฉือก็เร่งเร้าพลังอักขระปราณวิเศษอีกครั้ง เสียงระเบิดดังปัง กระจกทองเหลืองตรงหน้าก็แตกร้าวเป็นทางยาว
"แล้วนี่ล่ะ"
ซูอี้ฉือตะลึงงัน
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาของเขาก็หดเกร็ง เหลือบมองไปที่ถ้วยชาบนโต๊ะ
"วิ้ง..." เมื่อดวงตาข้างซ้ายทอประกายคลื่นพลังประหลาด ถ้วยชาหลายใบที่วางอยู่บนโต๊ะก็ลอยกระเด็นออกไปชนกำแพงแตกกระจาย
"ควบคุมสิ่งของจากระยะไกล นี่คงไม่ใช่พลังอักขระธาตุมิติหรอกนะ"
คลื่นความตื่นเต้นระลอกใหญ่ก่อตัวขึ้นในใจของซูอี้ฉือ
พลังอักขระปราณวิเศษของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันออกไป
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอักขระสายโจมตี เช่น ลม ไฟ สายฟ้า พลังไฟฟ้า เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสายสัมผัส สายรักษา และสายสรรค์สร้างซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ทว่าพลังอักขระสายธาตุมิตินั้นยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า
การควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของสิ่งของจากระยะไกลจัดอยู่ในขอบเขตของพลังธาตุมิติ
ในเวลานี้ แม้แต่ซูอี้ฉือผู้เคยเฉียดเป็นเฉียดตายมาแล้ว ก็ยังยากจะเก็บซ่อนความตื่นเต้นในใจเอาไว้ได้
"ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ..." รอยยิ้มบ้าคลั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูอี้ฉือ "โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล ผู้ครอบครองอักขระธาตุมิตินั้นมีน้อยจนแทบนับคนได้ และข้าก็คือหนึ่งในนั้น ลองถามดูเถิดว่าข้าซูอี้ฉือผู้นี้ จะยอมเป็นแค่คนธรรมดาสามัญในโลกนี้ได้อย่างไร"
ซูอี้ฉือหัวเราะเสียงแหบแห้ง เจือไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนง
อักขระปราณวิเศษของเขาเพิ่งจะตื่นขึ้นมา นอกจากจะสามารถระเบิดพลังโจมตีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้แล้ว ยังสามารถเข้าถึงพลังธาตุมิติได้อีก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วสารทิศเป็นแน่
"กงซุนถูเอ๋ยกงซุนถู เจ้าไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ลองถามใจตัวเองดูเถิดว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้ายังมีคุณสมบัตินั้นอยู่หรือไม่"
ความรู้สึกตลอดหลายวันที่ผ่านมาแผ่ขยายในใจของซูอี้ฉือราวกับรากไม้ที่พันเกี่ยว
เหมือนปมเชือกที่ยุ่งเหยิง ทำให้รู้สึกซับซ้อนว้าวุ่น
จากนั้นซูอี้ฉือก็สงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หันกลับไปนั่งขัดสมาธิบนเตียง ระหว่างที่รอก็พยายามฝึกควบคุมพลังของอักขระปราณวิเศษให้คุ้นชิน
...
พริบตาเดียว เวลาหนึ่งคืนก็ผ่านพ้นไป
ทีแรกนึกว่าอย่างมากแค่สี่ชั่วโมงผู้ดูแลสิงก็น่าจะให้คนมาตามเขาแล้ว แต่เวลากลับล่วงเลยมาจนถึงเช้าตรู่ของวันที่สอง
ภายในห้อง!
ข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางระเกะระกะ ทุกชิ้นล้วนถูกย้ายออกจากตำแหน่งเดิม
กระทั่งโต๊ะและเก้าอี้ก็ยังมีรอยถูกขยับเขยื้อนเล็กน้อย
"ฟู่..."
ซูอี้ฉือพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะเดียวกันอักขระดาวห้าแฉกสีแดงเข้มในตาซ้ายก็ค่อยๆ หดตัวและเลือนหายไป ดวงตาทั้งสองข้างกลับมาดำขลับและกระจ่างใสดังเดิม
"ด้วยระดับพลังยุทธ์ของข้าในตอนนี้ การควบคุมพลังอักขระปราณวิเศษยังถือว่าเกินกำลังไปสักหน่อย รอให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจิตสวรรค์เมื่อไหร่ น่าจะควบคุมพลังของอักขระปราณวิเศษได้ดีกว่านี้..."
จากการฝึกฝนมาทั้งคืน ซูอี้ฉือสามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายสิ่งของชิ้นเล็กๆ ได้แล้ว แต่การสูญเสียพละกำลังกลับมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก
เมื่อวานนี้ยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่ตอนนี้ซูอี้ฉือเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว
"ก๊อกๆ..."
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นจากด้านนอก
"คุณชาย พักผ่อนเต็มอิ่มหรือยังเจ้าคะ เจ้านายของพวกเราเชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ..."
สาวใช้คนที่ยกอาหารมาให้เมื่อวานเป็นคนเอ่ยปาก
"ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
ซูอี้ฉือตอบรับ ก่อนจะลงจากเตียงไปเปิดประตู
"แอ๊ด..." วินาทีที่ประตูเปิดออก อากาศบริสุทธิ์ก็ลอยปะทะหน้า สาวใช้สองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูมองซูอี้ฉือด้วยสายตาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เมื่อวานซูอี้ฉือยังดูมอซอราวกับขอทานข้างถนน แต่หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว กลับหล่อเหลาเอาการ คิ้วเข้มตาคมดูสง่างามยิ่งนัก
"เจ้านายของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน" ซูอี้ฉือถาม
สาวใช้ทั้งสองถึงได้สติ กลับมามองหน้ากันด้วยความเขินอายเล็กน้อย
"อยู่ที่ห้องรับรองแขกคนสำคัญเจ้าค่ะ"
[จบแล้ว]