เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - กระถางเทวะ

บทที่ 4 - กระถางเทวะ

บทที่ 4 - กระถางเทวะ


บทที่ 4 - กระถางเทวะ

★★★★★

ตะวันลับฟ้า จันทราสีเลือดลอยเด่น

นกป่าที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวแต่ไกลส่งเสียงร้องแหบพร่าแปลกประหลาดเป็นระยะ

สายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน ซูอี้ฉือลืมตาขึ้นตามสัญชาตญาณ ดวงตาสีดำขลับทอประกายลึกล้ำ

"ออกมาแล้วงั้นหรือ"

ซูอี้ฉือสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกาย ตนเองกลับมายังหุบเขาเดิมก่อนหน้านี้อีกครั้ง

ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นเพียงความฝัน

แต่ซูอี้ฉือรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

พิษร้อนจากฝ่ามืออัคคีผลาญใจถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น ซูอี้ฉือรู้สึกเบาสบายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรทั่วร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

เขาลองโคจรพลังปราณในร่างดูเล็กน้อย ก็พบว่าพลังไหลเวียนไปทั่วทุกสัดส่วนอย่างไร้อุปสรรคขัดขวาง

ดวงตาของซูอี้ฉือเป็นประกาย เอ่ยด้วยความประหลาดใจระคนยินดีว่า "ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นควบแน่นอักขระแล้ว..."

ขอบเขตแรกเริ่มของวรยุทธ์สามระดับ ฝึกปรือร่างกาย รวบรวมปราณ และควบแน่นอักขระ

ขั้นควบแน่นอักขระนับเป็นด่านสุดท้ายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น มีเพียงผู้ที่ก้าวผ่านและรวบรวมอักขระปราณวิเศษได้สำเร็จเท่านั้นจึงจะกลายเป็นผู้มีกายาจิตสวรรค์ และถือว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งวรยุทธ์อย่างแท้จริง

จากนั้นซูอี้ฉือก็ลูบตาซ้ายของตนเองตามสัญชาตญาณ

ตอนนี้เขาปลุกอักขระปราณวิเศษขึ้นมาได้เอง นับว่าเป็นผู้มีกายาจิตสวรรค์แต่กำเนิดแล้ว การก้าวเข้าสู่ขอบเขตจิตสวรรค์ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย

"ต้องขอบคุณท่านจริงๆ นอกจากจะรักษาชีวิตข้าไว้ได้ ยังช่วยข้าปลุกอักขระปราณวิเศษอีก..."

ซูอี้ฉือทอดสายตามองไปยังหุบเหวลึกอันมืดมิดเบื้องหน้า แววตาแฝงความรู้สึกอันซับซ้อน

ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน

วันหนึ่งตอนที่เขาอายุได้สิบขวบ ด้วยความที่คิดถึงบิดามากเกินไป เขาจึงแอบหนีออกจากตระกูลซูเพียงลำพัง

จากนั้นก็หลงทางในป่าเขาและเดินสะเปะสะปะมาจนถึงที่นี่

แล้วซูอี้ฉือก็หลงเข้าไปในวิหารโบราณอันลึกลับแห่งนั้นอย่างงงๆ

อีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าจอมมารปฐมกาล

แถมยังประหลาดใจที่ซูอี้ฉือสามารถเดินเข้าไปถึงที่นั่นได้

ก่อนจะเอ่ยปากถามว่าซูอี้ฉือยินดีรับพลังของเขาไปหรือไม่

ซูอี้ฉือในวัยเด็กจะไปฟังเรื่องพวกนี้รู้เรื่องได้อย่างไร พอได้ยินก็ตกใจกลัวจนวิ่งหนีออกมาทันที

ตอนที่ซูอี้ฉือกำลังจะจากไป อีกฝ่ายได้ทิ้งท้ายประโยคหนึ่งเอาไว้

"หากวันใดเจ้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังคนรอบข้าง และแทบจะทนรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว อย่าลืมกลับมาหาข้า..."

เวลาผ่านไปหกปี

ไม่รู้ว่าทำไม ซูอี้ฉือถึงจำทุกคำพูดที่จอมมารปฐมกาลเคยพูดไว้ในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำ

และตอนนี้ก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ เขาได้กลับมาหาอีกฝ่ายแล้ว

"เสิ่นเจียว..." หางตาของซูอี้ฉือหดเกร็ง ดวงตาทอประกายเย็นชาเยือกเย็น

หลังจากจัดการกับความรู้สึกอันซับซ้อนในใจได้เล็กน้อย ซูอี้ฉือก็ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะไปจากที่นี่

แต่ในขณะที่เขากำลังลุกขึ้น หางตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่เปล่งแสงเรืองรองเข้าพอดี

ในซอกหินไม่ไกลนัก มีสิ่งของที่ไม่รู้จักติดอยู่

ซูอี้ฉือเอื้อมมือไปหยิบของสิ่งนั้นออกมาจากซอกหิน มันคือกระถางขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่ง

"นี่คือ?"

ซูอี้ฉือมีสีหน้าประหลาดใจ

ตัวกระถางเต็มไปด้วยลวดลายอักขระอันวิจิตรซับซ้อน บริเวณตัวกระถางยังมีตัวอักษรโบราณสลักอยู่ มีแสงสว่างเลือนรางล้อมรอบปากกระถางดูมีพลังชีวิตชีวายิ่งนัก

คุ้นตาเหลือเกิน!

ความสงสัยผุดขึ้นในดวงตาของซูอี้ฉือ ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วและนึกขึ้นมาได้

"นี่มันกระถางยักษ์กลางวิหารแห่งนั้นนี่นา..."

ตกตะลึง!

งุนงง!

มองดูกระถางที่มีขนาดแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซูอี้ฉือทั้งตกใจและสงสัย หรือว่าตอนที่วิหารพังทลายลงมากระถางโบราณใบนี้จะถูกแรงสั่นสะเทือนกระเด็นตามเขาออกมาด้วย

พอนึกถึงตอนอยู่ในวิหาร กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากกระถางโบราณ ซูอี้ฉือก็มั่นใจได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน

"ไม่รู้ว่านี่เป็นของวิเศษระดับไหนกัน..."

ระหว่างที่คิดเขาก็พิจารณากระถางโบราณขนาดเท่าฝ่ามือใบนี้อย่างละเอียด

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ภายในกระถางมีกลิ่นหอมของยาลอยอวลอยู่จางๆ

"นี่คงไม่ใช่กระถางปรุงยาหรอกนะ"

ซูอี้ฉือก้มมองลงไปในกระถางตามสัญชาตญาณ อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ จากท้องฟ้า เขามองเห็นเม็ดยากลมเกลี้ยงราวกับไข่มุกสองสามเม็ดอยู่ข้างใน

มียาหลงเหลืออยู่ข้างในด้วย!

ซูอี้ฉือยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก

เจ้าของกระถางใบนี้ช่างสะเพร่าเสียจริง ถึงกับมียาหลงเหลือทิ้งไว้ด้วย

จากนั้นซูอี้ฉือก็หยิบยาข้างในออกมาทั้งหมด

ยาแต่ละเม็ดล้วนมีพลังปราณห้อมล้อม สีสันสดใส ลวดลายประณีตงดงาม

"กลิ่นอายรุนแรงมาก..." ซูอี้ฉือสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าภายในยาแต่ละเม็ดอัดแน่นไปด้วยพลังปราณมหาศาล

แน่นอนว่าซูอี้ฉือไม่ได้มีความคิดที่จะกลืนมันลงไป แม้เขาจะไม่ใช่นักปรุงยา แต่ก็รู้ดีว่ายาไม่อาจกินสุ่มสี่สุ่มห้าได้ ระดับพลังยุทธ์แต่ละขั้นล้วนมีระดับยาที่สอดคล้องเหมาะสมกัน

ยาพวกนี้ระดับต้องไม่ต่ำแน่ หากเขากินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า การสูญเสียสรรพคุณยายังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพลังยาอันมหาศาลทะลวงเส้นชีพจรจนแตกซ่าน นั่นต่างหากที่ได้ไม่คุ้มเสีย

จากนั้นซูอี้ฉือก็เก็บกระถางใบเล็กและเม็ดยาเอาไว้อย่างระมัดระวัง เขาแหงนหน้ามองดวงจันทร์อ้างว้างหลังเมฆครึ้ม แล้วหันกลับไปมองหุบเหวลึกอันมืดมิดอีกครั้ง

ในหุบเขาอันเงียบสงบ แว่วเสียงสวดอันยิ่งใหญ่โบราณลอยมาจางๆ

ยามราตรีแห่งทวยเทพดับสูญ คือรุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์ ยามเมื่อกลียุคไร้ความหวัง ศรัทธาต่อฟากฟ้าจะสู้กราบก้มขอพึ่งพิงพลังจอมมาร!

วันนั้น จอมมารปฐมกาลได้สลายกลายเป็นเศษเสี้ยวนับร้อยล้าน ปลิวกระจายไปดั่งดวงดาวเกลื่อนฟ้า

และปราณมารสายใหม่ ก็ได้ตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน!

...

วันรุ่งขึ้น!

ถนนเมฆาล่อง!

สถานที่แห่งนี้คือย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองของเมืองหยกขาว

ปกติแล้วจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ รถลากม้าสัญจรไปมา ลูกค้าที่ผ่านไปมามีมากมายนับไม่ถ้วน

แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าจากเมืองรอบนอกก็มักจะมาตั้งรกรากอยู่ที่ถนนเมฆาล่องแห่งนี้

ถนนเมฆาล่องมีโซนการค้าที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้

ไม่ว่าจะเป็นยา อาวุธ หรือแม้แต่เคล็ดวิชาวรยุทธ์ ตลอดจนสมุนไพรล้ำค่า ล้วนสามารถหาซื้อได้จากที่นี่

ตอนนี้ซูอี้ฉือเดินอยู่เพียงลำพังบริเวณรอบนอกของลานกว้างใจกลางถนนเมฆาล่อง เนื่องจากรอนแรมอยู่ข้างนอกหลายวัน ทำให้สภาพของเขาดูมอซอเล็กน้อย สายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาจึงมองเขาด้วยความรังเกียจอยู่บ้าง

แต่ซูอี้ฉือก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้

เพราะเขาชินกับสายตาแบบนี้ของชาวบ้านมาตั้งแต่เด็กแล้ว

...

"ได้ยินว่ามะรืนนี้จะเป็นงานชุมนุมรับศิษย์เข้าสำนักกระบี่เซียนเทวะแล้วนะ"

"นี่เจ้าเพิ่งออกจากคุกมาหรือไง ถึงเพิ่งรู้เรื่องนี้"

"ไสหัวไปเลย งานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่เซียนเทวะ ข้ารู้ตั้งนานแล้ว"

...

ตามถนนหนทางในตลาดที่คึกคัก มักจะมีคนนั่งดื่มสุราพูดคุยสัพเพเหระกันเสมอ

พอได้ยินผู้คนพูดคุยกันเรื่องงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่เซียนเทวะ ซูอี้ฉือก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว "เวลาผ่านไปนานขนาดนี้เลยหรือนี่"

ซูอี้ฉือรู้เรื่องงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่ดี นั่นเป็นวิธีปกติที่คนนอกจะกราบเข้าสำนักกระบี่เซียนเทวะเพื่อเป็นศิษย์ในสำนัก

ตามหลักแล้ว หากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ซูอี้ฉือก็คงจะเข้าร่วมงานชุมนุมรับศิษย์ด้วยวิธีที่ถูกต้องตามธรรมเนียมเช่นกัน

แต่ตอนนั้นเขาโดนพิษไฟจากฝ่ามืออัคคีผลาญใจ รอให้ถึงวันงานชุมนุมรับศิษย์ไม่ไหว จึงทำได้เพียงไปกราบขอร้องให้ผู้อาวุโสคุมกระบี่รองกงซุนถูรับเป็นศิษย์ที่หน้าสำนักกระบี่

แน่นอนว่าจุดจบไม่ได้เป็นไปตามที่ซูอี้ฉือหวังไว้

"ไม่นึกเลยว่าข้าจะอยู่ที่นั่นนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม..."

ตามความทรงจำเรื่องเวลาของซูอี้ฉือ ตอนที่เขาถูกเสิ่นเจียวทำร้าย ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่

ทีแรกนึกว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ที่ไหนได้พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว

หนึ่งเดือนที่ซูอี้ฉือไม่ได้กินข้าวเลยแม้แต่เม็ดเดียว แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด

เขาแอบตกใจอยู่เงียบๆ พลังของจอมมารปฐมกาลเปลี่ยนแปลงตัวเขาไปมากขนาดไหนกันแน่

...

"ได้ยินมาว่า งานชุมนุมศิษย์ใหม่ครั้งนี้ จะมีโควตาสำหรับเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่โดยตรงสามที่นั่งด้วยนะ"

"เดาหลับตาเลยว่าต้องมีอัจฉริยะตระกูลเสิ่น เสิ่นเจียว แน่นอน!"

"ต้องมีสิ ได้ยินมาว่าเสิ่นเจียวบรรลุขั้นควบแน่นอักขระขั้นสูงสุดแล้ว ห่างจากขอบเขตจิตสวรรค์เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น การชิงโควตาศิษย์สายในน่ะชัวร์ป้าปอยู่แล้ว"

...

คนพูดไม่คิด คนฟังคิดจริงจัง

คำว่าเสิ่นเจียวลอยเข้าหู ซูอี้ฉือชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ

ส่วนคนรอบข้างยังคงยกยอชื่นชมกันต่อไป

"คนตระกูลเสิ่นรุ่นนี้ ช่างหน้าบานเสียจริง สองปีก่อนเสิ่นปิงอวี่ก็เข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักกระบี่ได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ยังมีเสิ่นเจียวโผล่มาอีก อีกไม่นาน ฐานะของตระกูลเสิ่นคงจะเทียบชั้นกับจวนเจ้าเมืองหยกขาวได้แล้วกระมัง"

"นั่นน่ะสิ ไม่รู้ว่าสองปีมานี้สถานการณ์ของเสิ่นปิงอวี่ในสำนักกระบี่เป็นอย่างไรบ้าง ตระกูลเสิ่นก็ปิดข่าวเรื่องนี้เงียบเชียบทีเดียว"

"ดูจากที่ตระกูลเสิ่นรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน ก็รู้แล้วว่าต้องไม่ธรรมดาแน่ ตระกูลอื่นๆ เทียบไม่ติดเลยจริงๆ"

...

เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยรอบด้าน ประกายความเย็นเยียบสายหนึ่งก็วาบผ่านดวงตาของซูอี้ฉือ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นตรงมุมปากโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว

"สำนักกระบี่เซียนเทวะ ข้ากำลังจะไปเยือนในไม่ช้า"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 - กระถางเทวะ

คัดลอกลิงก์แล้ว