- หน้าแรก
- กระบี่มารไร้พ่าย ทลายแดนเทวะ
- บทที่ 4 - กระถางเทวะ
บทที่ 4 - กระถางเทวะ
บทที่ 4 - กระถางเทวะ
บทที่ 4 - กระถางเทวะ
★★★★★
ตะวันลับฟ้า จันทราสีเลือดลอยเด่น
นกป่าที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวแต่ไกลส่งเสียงร้องแหบพร่าแปลกประหลาดเป็นระยะ
สายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน ซูอี้ฉือลืมตาขึ้นตามสัญชาตญาณ ดวงตาสีดำขลับทอประกายลึกล้ำ
"ออกมาแล้วงั้นหรือ"
ซูอี้ฉือสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกาย ตนเองกลับมายังหุบเขาเดิมก่อนหน้านี้อีกครั้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นเพียงความฝัน
แต่ซูอี้ฉือรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
พิษร้อนจากฝ่ามืออัคคีผลาญใจถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น ซูอี้ฉือรู้สึกเบาสบายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรทั่วร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
เขาลองโคจรพลังปราณในร่างดูเล็กน้อย ก็พบว่าพลังไหลเวียนไปทั่วทุกสัดส่วนอย่างไร้อุปสรรคขัดขวาง
ดวงตาของซูอี้ฉือเป็นประกาย เอ่ยด้วยความประหลาดใจระคนยินดีว่า "ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นควบแน่นอักขระแล้ว..."
ขอบเขตแรกเริ่มของวรยุทธ์สามระดับ ฝึกปรือร่างกาย รวบรวมปราณ และควบแน่นอักขระ
ขั้นควบแน่นอักขระนับเป็นด่านสุดท้ายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น มีเพียงผู้ที่ก้าวผ่านและรวบรวมอักขระปราณวิเศษได้สำเร็จเท่านั้นจึงจะกลายเป็นผู้มีกายาจิตสวรรค์ และถือว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งวรยุทธ์อย่างแท้จริง
จากนั้นซูอี้ฉือก็ลูบตาซ้ายของตนเองตามสัญชาตญาณ
ตอนนี้เขาปลุกอักขระปราณวิเศษขึ้นมาได้เอง นับว่าเป็นผู้มีกายาจิตสวรรค์แต่กำเนิดแล้ว การก้าวเข้าสู่ขอบเขตจิตสวรรค์ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
"ต้องขอบคุณท่านจริงๆ นอกจากจะรักษาชีวิตข้าไว้ได้ ยังช่วยข้าปลุกอักขระปราณวิเศษอีก..."
ซูอี้ฉือทอดสายตามองไปยังหุบเหวลึกอันมืดมิดเบื้องหน้า แววตาแฝงความรู้สึกอันซับซ้อน
ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน
วันหนึ่งตอนที่เขาอายุได้สิบขวบ ด้วยความที่คิดถึงบิดามากเกินไป เขาจึงแอบหนีออกจากตระกูลซูเพียงลำพัง
จากนั้นก็หลงทางในป่าเขาและเดินสะเปะสะปะมาจนถึงที่นี่
แล้วซูอี้ฉือก็หลงเข้าไปในวิหารโบราณอันลึกลับแห่งนั้นอย่างงงๆ
อีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าจอมมารปฐมกาล
แถมยังประหลาดใจที่ซูอี้ฉือสามารถเดินเข้าไปถึงที่นั่นได้
ก่อนจะเอ่ยปากถามว่าซูอี้ฉือยินดีรับพลังของเขาไปหรือไม่
ซูอี้ฉือในวัยเด็กจะไปฟังเรื่องพวกนี้รู้เรื่องได้อย่างไร พอได้ยินก็ตกใจกลัวจนวิ่งหนีออกมาทันที
ตอนที่ซูอี้ฉือกำลังจะจากไป อีกฝ่ายได้ทิ้งท้ายประโยคหนึ่งเอาไว้
"หากวันใดเจ้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังคนรอบข้าง และแทบจะทนรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว อย่าลืมกลับมาหาข้า..."
เวลาผ่านไปหกปี
ไม่รู้ว่าทำไม ซูอี้ฉือถึงจำทุกคำพูดที่จอมมารปฐมกาลเคยพูดไว้ในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำ
และตอนนี้ก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ เขาได้กลับมาหาอีกฝ่ายแล้ว
"เสิ่นเจียว..." หางตาของซูอี้ฉือหดเกร็ง ดวงตาทอประกายเย็นชาเยือกเย็น
หลังจากจัดการกับความรู้สึกอันซับซ้อนในใจได้เล็กน้อย ซูอี้ฉือก็ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะไปจากที่นี่
แต่ในขณะที่เขากำลังลุกขึ้น หางตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่เปล่งแสงเรืองรองเข้าพอดี
ในซอกหินไม่ไกลนัก มีสิ่งของที่ไม่รู้จักติดอยู่
ซูอี้ฉือเอื้อมมือไปหยิบของสิ่งนั้นออกมาจากซอกหิน มันคือกระถางขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่ง
"นี่คือ?"
ซูอี้ฉือมีสีหน้าประหลาดใจ
ตัวกระถางเต็มไปด้วยลวดลายอักขระอันวิจิตรซับซ้อน บริเวณตัวกระถางยังมีตัวอักษรโบราณสลักอยู่ มีแสงสว่างเลือนรางล้อมรอบปากกระถางดูมีพลังชีวิตชีวายิ่งนัก
คุ้นตาเหลือเกิน!
ความสงสัยผุดขึ้นในดวงตาของซูอี้ฉือ ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วและนึกขึ้นมาได้
"นี่มันกระถางยักษ์กลางวิหารแห่งนั้นนี่นา..."
ตกตะลึง!
งุนงง!
มองดูกระถางที่มีขนาดแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซูอี้ฉือทั้งตกใจและสงสัย หรือว่าตอนที่วิหารพังทลายลงมากระถางโบราณใบนี้จะถูกแรงสั่นสะเทือนกระเด็นตามเขาออกมาด้วย
พอนึกถึงตอนอยู่ในวิหาร กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากกระถางโบราณ ซูอี้ฉือก็มั่นใจได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
"ไม่รู้ว่านี่เป็นของวิเศษระดับไหนกัน..."
ระหว่างที่คิดเขาก็พิจารณากระถางโบราณขนาดเท่าฝ่ามือใบนี้อย่างละเอียด
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ภายในกระถางมีกลิ่นหอมของยาลอยอวลอยู่จางๆ
"นี่คงไม่ใช่กระถางปรุงยาหรอกนะ"
ซูอี้ฉือก้มมองลงไปในกระถางตามสัญชาตญาณ อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ จากท้องฟ้า เขามองเห็นเม็ดยากลมเกลี้ยงราวกับไข่มุกสองสามเม็ดอยู่ข้างใน
มียาหลงเหลืออยู่ข้างในด้วย!
ซูอี้ฉือยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก
เจ้าของกระถางใบนี้ช่างสะเพร่าเสียจริง ถึงกับมียาหลงเหลือทิ้งไว้ด้วย
จากนั้นซูอี้ฉือก็หยิบยาข้างในออกมาทั้งหมด
ยาแต่ละเม็ดล้วนมีพลังปราณห้อมล้อม สีสันสดใส ลวดลายประณีตงดงาม
"กลิ่นอายรุนแรงมาก..." ซูอี้ฉือสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าภายในยาแต่ละเม็ดอัดแน่นไปด้วยพลังปราณมหาศาล
แน่นอนว่าซูอี้ฉือไม่ได้มีความคิดที่จะกลืนมันลงไป แม้เขาจะไม่ใช่นักปรุงยา แต่ก็รู้ดีว่ายาไม่อาจกินสุ่มสี่สุ่มห้าได้ ระดับพลังยุทธ์แต่ละขั้นล้วนมีระดับยาที่สอดคล้องเหมาะสมกัน
ยาพวกนี้ระดับต้องไม่ต่ำแน่ หากเขากินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า การสูญเสียสรรพคุณยายังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพลังยาอันมหาศาลทะลวงเส้นชีพจรจนแตกซ่าน นั่นต่างหากที่ได้ไม่คุ้มเสีย
จากนั้นซูอี้ฉือก็เก็บกระถางใบเล็กและเม็ดยาเอาไว้อย่างระมัดระวัง เขาแหงนหน้ามองดวงจันทร์อ้างว้างหลังเมฆครึ้ม แล้วหันกลับไปมองหุบเหวลึกอันมืดมิดอีกครั้ง
ในหุบเขาอันเงียบสงบ แว่วเสียงสวดอันยิ่งใหญ่โบราณลอยมาจางๆ
ยามราตรีแห่งทวยเทพดับสูญ คือรุ่งอรุณแห่งมวลมนุษย์ ยามเมื่อกลียุคไร้ความหวัง ศรัทธาต่อฟากฟ้าจะสู้กราบก้มขอพึ่งพิงพลังจอมมาร!
วันนั้น จอมมารปฐมกาลได้สลายกลายเป็นเศษเสี้ยวนับร้อยล้าน ปลิวกระจายไปดั่งดวงดาวเกลื่อนฟ้า
และปราณมารสายใหม่ ก็ได้ตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน!
...
วันรุ่งขึ้น!
ถนนเมฆาล่อง!
สถานที่แห่งนี้คือย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองของเมืองหยกขาว
ปกติแล้วจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ รถลากม้าสัญจรไปมา ลูกค้าที่ผ่านไปมามีมากมายนับไม่ถ้วน
แม้แต่พ่อค้าแม่ค้าจากเมืองรอบนอกก็มักจะมาตั้งรกรากอยู่ที่ถนนเมฆาล่องแห่งนี้
ถนนเมฆาล่องมีโซนการค้าที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้
ไม่ว่าจะเป็นยา อาวุธ หรือแม้แต่เคล็ดวิชาวรยุทธ์ ตลอดจนสมุนไพรล้ำค่า ล้วนสามารถหาซื้อได้จากที่นี่
ตอนนี้ซูอี้ฉือเดินอยู่เพียงลำพังบริเวณรอบนอกของลานกว้างใจกลางถนนเมฆาล่อง เนื่องจากรอนแรมอยู่ข้างนอกหลายวัน ทำให้สภาพของเขาดูมอซอเล็กน้อย สายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาจึงมองเขาด้วยความรังเกียจอยู่บ้าง
แต่ซูอี้ฉือก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้
เพราะเขาชินกับสายตาแบบนี้ของชาวบ้านมาตั้งแต่เด็กแล้ว
...
"ได้ยินว่ามะรืนนี้จะเป็นงานชุมนุมรับศิษย์เข้าสำนักกระบี่เซียนเทวะแล้วนะ"
"นี่เจ้าเพิ่งออกจากคุกมาหรือไง ถึงเพิ่งรู้เรื่องนี้"
"ไสหัวไปเลย งานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่เซียนเทวะ ข้ารู้ตั้งนานแล้ว"
...
ตามถนนหนทางในตลาดที่คึกคัก มักจะมีคนนั่งดื่มสุราพูดคุยสัพเพเหระกันเสมอ
พอได้ยินผู้คนพูดคุยกันเรื่องงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่เซียนเทวะ ซูอี้ฉือก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว "เวลาผ่านไปนานขนาดนี้เลยหรือนี่"
ซูอี้ฉือรู้เรื่องงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่ดี นั่นเป็นวิธีปกติที่คนนอกจะกราบเข้าสำนักกระบี่เซียนเทวะเพื่อเป็นศิษย์ในสำนัก
ตามหลักแล้ว หากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ซูอี้ฉือก็คงจะเข้าร่วมงานชุมนุมรับศิษย์ด้วยวิธีที่ถูกต้องตามธรรมเนียมเช่นกัน
แต่ตอนนั้นเขาโดนพิษไฟจากฝ่ามืออัคคีผลาญใจ รอให้ถึงวันงานชุมนุมรับศิษย์ไม่ไหว จึงทำได้เพียงไปกราบขอร้องให้ผู้อาวุโสคุมกระบี่รองกงซุนถูรับเป็นศิษย์ที่หน้าสำนักกระบี่
แน่นอนว่าจุดจบไม่ได้เป็นไปตามที่ซูอี้ฉือหวังไว้
"ไม่นึกเลยว่าข้าจะอยู่ที่นั่นนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม..."
ตามความทรงจำเรื่องเวลาของซูอี้ฉือ ตอนที่เขาถูกเสิ่นเจียวทำร้าย ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงงานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักกระบี่
ทีแรกนึกว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ที่ไหนได้พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว
หนึ่งเดือนที่ซูอี้ฉือไม่ได้กินข้าวเลยแม้แต่เม็ดเดียว แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด
เขาแอบตกใจอยู่เงียบๆ พลังของจอมมารปฐมกาลเปลี่ยนแปลงตัวเขาไปมากขนาดไหนกันแน่
...
"ได้ยินมาว่า งานชุมนุมศิษย์ใหม่ครั้งนี้ จะมีโควตาสำหรับเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่โดยตรงสามที่นั่งด้วยนะ"
"เดาหลับตาเลยว่าต้องมีอัจฉริยะตระกูลเสิ่น เสิ่นเจียว แน่นอน!"
"ต้องมีสิ ได้ยินมาว่าเสิ่นเจียวบรรลุขั้นควบแน่นอักขระขั้นสูงสุดแล้ว ห่างจากขอบเขตจิตสวรรค์เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น การชิงโควตาศิษย์สายในน่ะชัวร์ป้าปอยู่แล้ว"
...
คนพูดไม่คิด คนฟังคิดจริงจัง
คำว่าเสิ่นเจียวลอยเข้าหู ซูอี้ฉือชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ
ส่วนคนรอบข้างยังคงยกยอชื่นชมกันต่อไป
"คนตระกูลเสิ่นรุ่นนี้ ช่างหน้าบานเสียจริง สองปีก่อนเสิ่นปิงอวี่ก็เข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักกระบี่ได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ยังมีเสิ่นเจียวโผล่มาอีก อีกไม่นาน ฐานะของตระกูลเสิ่นคงจะเทียบชั้นกับจวนเจ้าเมืองหยกขาวได้แล้วกระมัง"
"นั่นน่ะสิ ไม่รู้ว่าสองปีมานี้สถานการณ์ของเสิ่นปิงอวี่ในสำนักกระบี่เป็นอย่างไรบ้าง ตระกูลเสิ่นก็ปิดข่าวเรื่องนี้เงียบเชียบทีเดียว"
"ดูจากที่ตระกูลเสิ่นรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน ก็รู้แล้วว่าต้องไม่ธรรมดาแน่ ตระกูลอื่นๆ เทียบไม่ติดเลยจริงๆ"
...
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยรอบด้าน ประกายความเย็นเยียบสายหนึ่งก็วาบผ่านดวงตาของซูอี้ฉือ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นตรงมุมปากโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว
"สำนักกระบี่เซียนเทวะ ข้ากำลังจะไปเยือนในไม่ช้า"
[จบแล้ว]