- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 3: ฉันเลี้ยงเธอเอง... ฉากคลาสสิกหวนคืน
บทที่ 3: ฉันเลี้ยงเธอเอง... ฉากคลาสสิกหวนคืน
บทที่ 3: ฉันเลี้ยงเธอเอง... ฉากคลาสสิกหวนคืน
สิบกว่านาทีต่อมา เฉินผิงก็เห็นหลี่ปั๋วพาชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามา
ชายชราคนนี้เฉินผิงรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่จำไม่ได้ว่าเคยพบที่ไหน
"ขอโทษทีนะคุณเฉินผิง ที่ปล่อยให้รอตั้งนาน"
"ผมเองก็ได้พักพอดีครับ เมื่อกี้รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างครับ"
"ตื่นเต้นงั้นเหรอ?"
หลี่ปั๋วถึงกับมีเส้นดำสามเส้นปรากฏขึ้นบนหน้าผากพลางแอบบ่นในใจว่า ฉันต่างหากที่ตื่นเต้นกว่านาย
"คุณเฉินผิง เมื่อครู่ฉันดูการแสดงของคุณแล้ว ยอดเยี่ยมมาก สำหรับการทดสอบหัวข้อสุดท้าย ฉันจะรับหน้าที่เป็นคนประเมินเอง"
ชายชราที่อยู่ด้านข้างจ้องมองเฉินผิงพร้อมเอ่ยปากขึ้นมาทันที
"ท่านก็เป็นคณะกรรมการด้วยเหรอครับ?"
เฉินผิงเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
การสอบในวันนี้อย่าได้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีกจะดีกว่า
เมื่อครู่เขาเพิ่งเปิดใช้งานฟังก์ชัน "โอเวอร์คล็อก" ของระบบไป ค่าความนิยมของเขาจึงสูญสลายหายวับไปราวกับสายน้ำไหล
ลำพังการเป็นนักแสดงสมทบในเหิงเฉิงเขาก็ไม่ได้สะสมค่าความนิยมไว้มากนัก การใช้งานรอบนี้แทบจะผลาญแต้มจนหมดเกลี้ยง
แน่นอน
หากสอบผ่านการประเมินได้สำเร็จเรื่องนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า
อย่างไรค่าความนิยมก็สามารถหาคืนมาได้ในภายหลัง ทว่าหากมีคนเพิ่มเข้ามาจนทำให้เกิดเรื่องผิดพลาด เขาคงต้องเป็นบ้าไปแน่
ต้องเข้าใจก่อนว่า
ค่าความนิยมเพียงน้อยนิดนี้เฉินผิงต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็ม แถมยังต้องไปหลอกล่อคนดูในแพลตฟอร์มไลฟ์สดกว่าจะได้มา
หากงานนี้สอบไม่ผ่าน เขาต้องบีบคอไอ้หมอนี่ให้ตายคามือแน่ๆ
"คุณไม่รู้จักศาสตราจารย์เจี่ยงเหรอ?"
หลี่ปั๋วตกตะลึงอย่างหนัก
คนที่รับงานแสดงในเหิงเฉิงยังมีคนที่ไม่รู้จักศาสตราจารย์เจี่ยงอีกเหรอ?
"เอ่อ คือว่ารู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้างครับ ผมแค่ขอถามหน่อยว่าอาจารย์ท่านนี้ให้คะแนนสอบด้วยไหมครับ?"
"คุณเฉินผิง น่าสนใจมาก คุณนี่เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ"
เจี่ยงเทียนซิงได้ยินแล้วก็หัวเราะลั่น "แน่นอนว่าต้องนับคะแนน หากคุณผ่านการประเมินของฉัน ฉันจะแนะนำบทบาทให้คุณอย่างแน่นอน"
"จริงเหรอครับ?"
"คุณเฉินผิง ศาสตราจารย์เจี่ยงคือประธานสมาคมนักแสดงเหิงเฉิงของเรา คุณคิดว่าเป็นเรื่องจริงไหมล่ะ?"
"อ๋อ... ที่แท้ก็คือท่านประธานเจี่ยงนี่เอง ท่านประธานเจี่ยง... สวัสดีครับ"
เฉินผิงพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง
มิน่าเล่าถึงได้รู้สึกคุ้นหน้า ที่แท้ก็คือท่านประธานนี่เอง
แต่เรื่องนี้จะโทษเขาไม่ได้หรอกนะ
เขาเป็นเพียงนักแสดงสมทบคนหนึ่ง หลังจากทะลุมิติมาเขาก็มัวแต่ใช้ระบบโกงเพื่อหาค่าความนิยมและแต้มพรสวรรค์ ใครจะไปสนว่าอีกฝ่ายเป็นประธานกันล่ะ
อีกอย่าง
ตอนที่เขาเป็นนักแสดงสมทบ ท่านประธานก็ไม่เคยจัดหาบทบาทให้เขาเลย แล้วเขาจะไปใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ทำไมกัน
"เอาล่ะ พวกเรามาเริ่มกันเลย"
เจี่ยงเทียนซิงไม่พูดพร่ำทำเพลงและเข้าสู่ประเด็นหลักทันที "คุณเฉินผิง ฉันเชื่อว่าคุณคงทราบดีว่าการทดสอบหัวข้อสุดท้ายคือการแสดง ลองรับชมวิดีโอคลิปนี้"
เมื่อกล่าวจบ
บนหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องสอบก็ปรากฏวิดีโอคลิปหนึ่งขึ้นมา
ทุกคนในห้องสอบต่างคุ้นเคยกับวิดีโอนี้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ารวมไปถึงเฉินผิงด้วย
วิดีโอคลิปนี้มาจากภาพยนตร์เรื่องราชานักแสดงตลก เป็นฉากที่ตัวเอกอิ่นเทียนโฉวกล่าวบทพูดสุดคลาสสิกกับหลิ่วเพียวเพียวว่า 'ฉันเลี้ยงเธอเอง'
วิดีโอคลิปนี้สั้นมาก มีความยาวเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น
แต่เพียงหนึ่งนาทีนี้กลับได้รับการยกย่องจากผู้คนนับไม่ถ้วนว่าเป็นผลงานชิ้นเอกสุดคลาสสิก ซึ่งจวบจนปัจจุบันยังไม่มีใครก้าวข้ามไปได้
"คุณเฉินผิง ฉันเชื่อว่าคุณคงคุ้นเคยกับวิดีโอคลิปนี้เป็นอย่างดี"
เมื่อวิดีโอเล่นจบเจี่ยงเทียนซิงก็ยิ้มพร้อมกล่าวว่า "ตอนนี้โจทย์การทดสอบของคุณคือการรับบทเป็นอิ่นเทียนโฉวในภาพยนตร์เรื่องนี้"
"ให้ตายเถอะ..."
เมื่อได้ยินโจทย์การทดสอบข้อนี้เฉินผิงก็ถึงกับยืนอึ้งไป
นี่มันสถานการณ์แบบไหนกันเนี่ย?
ออกโจทย์แบบนี้ได้ด้วยเหรอ?
ถึงแม้เขาจะมีระบบติดตัว ทว่าระบบก็ไม่ได้ทำได้ทุกอย่างเสมอไป
ฟังก์ชันโอเวอร์คล็อกในระบบแม้อาจจะทรงพลัง ทว่ามันก็เพียงช่วยยกระดับความสามารถด้านการแสดงของนักแสดงได้มากโขเท่านั้น
แม้จะบอกว่าเป็นนักแสดงมากความสามารถ แต่ความรอบด้านก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นที่สุดของวงการ
บทบาทอิ่นเทียนโฉวที่โจวซิงฉือแสดงในเรื่องนี้ เป็นกรณีศึกษาดั่งตำราเรียนในสถาบันศิลปะชั้นนำหลายแห่งมานานหลายสิบปี
ฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมระดับนี้ ต่อให้พึ่งพาระบบเขาก็จำเป็นต้องอัปเลเวลให้สูงมากเสียก่อน ถึงจะสามารถนำไปประชันฝีมือได้
"ท่านประธานเจี่ยง โจทย์ข้อนี้มันออกจะ..."
เฉินผิงเผยสีหน้าหนักใจ "ผู้เข้าสอบคนอื่นได้สอบด้วยโจทย์ข้อนี้เหมือนกันไหมครับ?"
หากใช่
เฉินผิงเชื่อมั่นว่าโจทย์ข้อนี้ต้องปัดผู้เข้าสอบทุกคนตกรอบเรียบวุธแน่
อย่าว่าแต่ผู้เข้าสอบเลย ต่อให้เอาราชาจอเงินมาสอบก็ไม่แน่ว่าจะผ่านด่านนี้ไปได้
นี่ไม่ได้หมายความว่าราชาจอเงินคนอื่นมีฝีมือด้อยกว่าโจวซิงฉือ
เพียงแต่สไตล์การแสดงแบบโจวซิงฉือนั้นมีแค่เจ้าตัวเพียงผู้เดียวที่ทำได้
"คุณเฉินผิง โจทย์ข้อนี้ฉันตั้งขึ้นมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ทว่าคุณก็ไม่ต้องกังวลไป ถึงฉันจะออกโจทย์นี้มา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องนำตัวเองไปเทียบชั้นกับคุณโจวซิงฉือ คุณเพียงแค่ทำการแสดงในแบบฉบับของตนเองให้สำเร็จลุล่วงก็พอ"
"แล้วต้องทำแบบไหนถึงจะถือว่าสอบผ่านล่ะครับ?"
"เรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาจากพลังการแสดงของคุณแล้วล่ะ"
แม้การสอบคัดเลือกนักแสดงจะมีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง ทว่าหากจะให้ระบุเกณฑ์การตัดสินแบบเจาะจงนั้นไม่มีอยู่จริง
สำหรับเรื่องนี้เฉินผิงก็รู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อต้องเผชิญกับโจทย์แบบนี้เขาควรจะดีใจหรือเสียใจดี
เรื่องน่ายินดีคือเห็นได้ชัดว่าท่านประธานให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมาก จึงได้ออกโจทย์ที่มีความท้าทายระดับสูงเช่นนี้มาให้
ส่วนเรื่องน่าเศร้าคือ
หากสอบไม่ผ่านโจทย์ข้อนี้ นั่นก็เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
"คุณมีเวลาเตรียมตัวห้านาที อีกเดี๋ยวอาจารย์ท่านนี้จะรับบทเป็นหลิ่วเพียวเพียวเพื่อเข้าฉากร่วมกับคุณ"
จากนั้นจึงปล่อยเวลาให้เฉินผิงเตรียมตัว
"ตกลงครับ"
เฉินผิงหลับตาทั้งสองข้างลง
เขากำลังครุ่นคิด...
เอ๊ะ ไม่ใช่สิ เขากำลังค้นหาการ์ดตัวละครนักแสดงใบหนึ่งในช่องเก็บไอเทมต่างหาก
ตอนที่ระบบเพิ่งปรากฏขึ้น มันเคยมอบแพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ให้เฉินผิงหนึ่งกล่อง ภายในแพ็กเกจนั้นก็มีการ์ดตัวละครนักแสดงอยู่ใบหนึ่ง
เมื่อใช้งานการ์ดตัวละครนักแสดงใบนี้ เฉินผิงจะสามารถจำลองทักษะการแสดงของตัวละครนั้นได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ทว่าการ์ดตัวละครนี้สามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียว เมื่อใช้แล้วมันก็จะหายไปทันที
ช่วงนั้นเฉินผิงวุ่นอยู่กับการรับบทนักแสดงสมทบ การ์ดตัวละครใบนี้จึงถูกทิ้งไว้ในช่องเก็บไอเทมโดยไม่ได้นำมาใช้งาน
ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้ ทว่ามันไม่มีโอกาสให้ใช้ต่างหาก
นักแสดงสมทบที่ไม่ได้รับบทบาทอะไรเลย ต่อให้ใช้งานการ์ดตัวละครใบนี้ไปมันก็คงเป็นการแสดงให้ตัวเองดูเสียมากกว่า
ทว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องงัดการ์ดตัวละครใบนี้ออกมาใช้แล้ว
และการ์ดตัวละครที่เฉินผิงได้รับมานั่นก็คือโจวซิงฉือ
[ระบบ: ขอถามว่า ต้องการใช้งานการ์ดตัวละครโจวซิงฉือหรือไม่?]
[ใช่ หรือ ไม่]
เลือกใช่
การ์ดตัวละครในช่องเก็บไอเทมหายวับไปในพริบตา
วินาทีต่อมา ร่างกายของเฉินผิงก็สะท้านเยือกขึ้นมาอย่างแรง
"เอ๊ะ..."
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร เจี่ยงเทียนซิงรู้สึกราวกับว่าเฉินผิงกลายเป็นคนละคนไปเลย
จากนั้นเฉินผิงก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามที่สวมอยู่ด้านใน
ตามด้วยการถอดรองเท้าออก ปล่อยให้เท้าเปลือยเปล่า
"เริ่มได้เลยไหมครับ?"
เมื่อเห็นว่าเฉินผิงดูเหมือนจะเตรียมตัวพร้อมแล้วหลี่ปั๋วจึงเอ่ยถามขึ้น
เฉินผิงพยักหน้ารับ
การทดสอบเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
กรรมการหญิงผู้รับบทเป็นหลิ่วเพียวเพียวยืนอยู่เบื้องหน้าเฉินผิง
เฉินผิงยกมือขึ้นลูบเส้นผมของตัวเอง เขายืนเท้าเปล่า ท่าทางดูจริงจังและดูคล้ายไม่ได้ตั้งใจในเวลาเดียวกัน ก่อนจะตะโกนเรียกหลิ่วเพียวเพียว "นี่..."
"อะไรเล่า"
หลิ่วเพียวเพียวหันหน้ากลับมา
"จะไปแล้วเหรอ"
"ใช่สิ"
"ไปไหนล่ะ?"
"กลับบ้าน"
เมื่อหลิ่วเพียวเพียวพูดจบเฉินผิงก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับความจริงนักจึงถามต่อ "แล้วยังไงต่อ"
"ไปทำงานน่ะสิ"
เฉินผิงแสร้งทำเป็นล้วงมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่ไปทำงานได้ไหม?"
"ไม่ทำงานแล้วนายจะเลี้ยงฉันเหรอ"
เฉินผิงคลี่ยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันตัวเอง
หลิ่วเพียวเพียวแค่นเสียงในลำคอเบาๆ โบกมือขวาปัดไปมาก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เฉินผิงก็โบกมือตอบกลับด้วยท่าทีเก้อเขินเช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นหลิ่วเพียวเพียวเดินห่างออกไปเรื่อยๆ เฉินผิงก็รีบก้าวยาวไล่ตามไป
ยังคงเป็นคำเดิม "นี่..."
ทว่าดูเหมือนจะไม่ใช่ความรู้สึกเดิม
ยามจ้องมองหลิ่วเพียวเพียวที่อยู่ตรงหน้า เวลานี้เฉินผิงไม่รู้ว่าควรจะวางมือทั้งสองข้างไว้ตรงไหนดี ท่าทีของเขาดูตื่นเต้นประหม่าผิดปกติ
หลิ่วเพียวเพียวจุดบุหรี่ขึ้นสูบมวนหนึ่งแล้วหันกลับมา "อะไรอีกกันล่ะ?"
เฉินผิงก้มหน้าลงโดยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
เขาอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ทว่าในช่วงเวลาเพียงสามวินาทีนั้นความภาคภูมิใจบนใบหน้าก็กลับกดข่มคำพูดเหล่านั้นให้กลืนหายไป
แต่ท้ายที่สุดเฉินผิงก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกล่าวว่า "ฉันเลี้ยงเธอเอง"
พูดจบเฉินผิงก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง ทว่ามองดูแล้วกลับไม่ได้ดูผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังคาดหวัง เขากำลังรอคอยคำตอบ
หลิ่วเพียวเพียวหันหน้ากลับไปพลางหัวเราะเยาะ "นายเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ไอ้ทึ่ม..."
การแสดงความยาวหนึ่งนาทีสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อการแสดงจบลงคณะกรรมการทุกคนรวมถึงท่านประธานเจี่ยง ต่างเบิกตาโพลงจ้องมองเฉินผิงด้วยความตกตะลึง
ในสายตาของพวกเขาเหล่านั้น
เฉินผิงที่อยู่เบื้องหน้าดูเหมือนจะกลายเป็นชายผู้ได้รับการขนานนามว่าราชานักแสดงตลก โจวซิงฉือไปเสียแล้ว