เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 รับศิษย์

บทที่ 6 รับศิษย์

บทที่ 6 รับศิษย์


จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน เซียวรั่วไป๋ได้ยินพ่อค้าเร่สองคนนั่งคุยกันในวัดร้างแห่งหนึ่ง

“ได้ยินหรือยัง? สำนักชิงซวนกำลังจะเปิดรับศิษย์แล้ว นั่นเป็นถึงมหาสำนักแห่งเสวียนโจวเลยนะ ได้ยินว่าสำนักชิงซวนรับศิษย์จะเน้นดูที่จิตใจและคุณธรรมเป็นหลัก พรสวรรค์กลับเป็นเรื่องรอง……”

เซียวรั่วไป๋เงยหน้าขึ้นมาทันใด ประกายไฟแห่งความหวังปะทุขึ้นในดวงตาที่เคยสิ้นหวังคู้นั้น

เขาใช้เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญสุดท้ายในตัวแลกกับแผนที่ฉบับหนึ่ง แล้วเริ่มต้นเดินทางไปตามเส้นทางสู่สำนักชิงซวนด้วยการขอทานไปตลอดทาง

รองเท้าฟางขาดวิ่นจนต้องเดินเท้าเปล่า

ยามหิวโหยจนขีดสุดก็นึกขุดรากไม้ใบหญ้ามาประทังชีวิต

ยามเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายก็อาศัยความบ้าบิ่นเด็ดเดี่ยวที่ฝึกปรือมาจากในหุบเขาเข้าหักหาญต่อสู้

ยามที่ประตูสำนักชิงซวนปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอกเมฆา เท้าทั้งสองข้างของเซียวรั่วไป๋ก็เต็มไปด้วยบาดแผลพุพองเนื้อตัวอาบโชกไปด้วยโลหิต ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงดั่งทวนเหล็ก

เขารู้ดีว่า ที่แห่งนี้คือโอกาสสุดท้ายของเขาแล้ว

ท่านพ่อ ท่านแม่ รอข้าก่อนนะ

กู้ชางเกอมองเห็นเรื่องราวครึ่งชีวิตแรกของเซียวรั่วไป๋ก็ทอดถอนใจแผ่วเบา ช่างเป็นเด็กที่น่าเวทนายิ่งนัก

กายาสงครามที่บกพร่องของคนผู้นี้ แม้จะเทียบไม่ได้กับสภาวะที่สมบูรณ์แบบ ทว่ารากฐานและโครงสร้างกระดูกยังคงอยู่

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ความทรหดอดทนที่ซ่อนอยู่ลึกในแววตาของเด็กหนุ่มคนนี้ ถูกชะตาและตรงใจเขามากกว่าพวกเด็กอัจฉริยะพรสวรรค์สูงส่งทว่าสายตาอยู่บนหัวเหล่านั้นเสียอีก

กู้ชางเกอตัดสินใจได้ในใจแล้ว เขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาว พลางปัดฝุ่นละอองที่ไม่มีอยู่จริงบนชุดคลุมเต๋าเบาๆ ก่อนจะเยื้องกรายอย่างเชื่องช้าตรงไปยังใจกลางลานกว้างที่บรรดาศิษย์กำลังรอคอยการคัดเลือก

ฝีเท้าของเขาไม่นับว่ารวดเร็ว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพลังอันไร้สภาพสายหนึ่ง ทุกแห่งหนที่เขาเดินผ่าน ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่กลับพากันเงียบสงบลงโดยสัญชาตญาณ และต่างพากันเบนสายตามองมา

ท้ายที่สุด เขาก็มาหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของเซียวรั่วไป๋

เด็กหนุ่มมีรูปร่างผอมบาง สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ซักจนสีซีดขาว มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีดจากการออกแรง

“เจ้าชื่ออะไร?”

กู้ชางเกอเอ่ยปากถาม น้ำเสียง ราบเรียบไร้ความระลอกคลื่น ทว่ากลับราวกับมีพลังทะลุทะลวงบางอย่าง ดังสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของเซียวรั่วไป๋โดยตรง

“เซียวรั่วไป๋”

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ในดวงตาฉายแววตื่นตระหนกและเหลือเชื่อวูบหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะคาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะยอมลดตัวลงมาเอ่ยปากถามชื่อของตนเองก่อน

เขาตั้งสติอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้าออกจากฝูงชนอย่างเร่งรีบ แล้วประสานมือค้อมกายคำระกู้ชางเกออย่างนอบน้อม: “ศิษย์เซียวรั่วไป๋ ขอคารวะผู้อาวุโสขอรับ”

ท่วงท่าของเขาดูแข็งทื่ออยู่บ้าง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยระเบียบวินัยอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลขุนศึก

บนแท่นที่นั่งของบรรดาผู้อาวุโสพลันบังเกิดเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทันที

“เด็กคนนี้ผลทดสอบพรสวรรค์ก็ออกมาแล้วไม่ใช่รึ? ระดับทั่วไปขั้นต่ำ ขนาดเกณฑ์ของศิษย์ฝ่ายนอกยังแทบจะไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ”

“เหตุใดเจ้าสำนักยอดเขาไผ่ม่วงถึงได้ตาโตถูกใจเขาได้เล่า?”

กู้ชางเกอไม่ได้สนใจความเคลือบแคลงใจของฝูงชน เขาเพียงแต่จับจ้องไปที่ร่างของเซียวรั่วไป๋ ภายใต้การมองเห็นของเนตรทิพย์ทลายมายา ปราณสงครามสีทองสายหนึ่งที่แม้จะริบหรี่ทว่ากลับเหนียวแน่นและทรงพลังยิ่งยวดกำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ

นั่นคือปราณต้นกำเนิดแห่งกายาสงคราม แม้จะบกพร่อง ทว่าก็ยังคงซ่อนเร้นไว้ด้วยศักยภาพอันพร้อมจะทลายฟ้าถล่มดิน

“เจ้าเต็มใจจะกราบข้าเป็นอาจารย์ แล้วเข้าสู่ยอดเขาไผ่ม่วงของข้าหรือไม่?”

สิ้นเสียงของกู้ชางเกอ บนลานกว้างพลันบังเกิดเสียงฮือฮาดังสะท้อนขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด

“พรสวรรค์ของคนผู้นี้อยู่แค่ระดับทั่วไปขั้นต่ำ เจ้าสำนักกู้ไม่ได้มองพลาดไปใช่หรือไม่?”

ผู้คุมกฎฝ่ายนอกที่มีหน้าที่บันทึกรายชื่อและพรสวรรค์อุทานออกมาด้วยความตกใจ จนแผ่นหยกวิเศษในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดัง ‘แกรก’

เขายังคงจำได้แม่นยำว่า บนผลึกแก้ววัดพลังวิญญาณของเซียวรั่วไป๋นั้น ปรากฏเพียงแสงสีเทาหม่นซึ่งเป็นตัวแทนของพรสวรรค์ระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด

“ได้ยินว่าเจ้าสำนักกู้ผู้นี้ปิดยอดเขาเก็บตัวมานานหลายปี เกรงว่าเขาคงจะไม่รู้กระมังว่าระดับทั่วไปขั้นต่ำมันหมายถึงอะไร?”

ศิษย์ฝ่ายในที่เพิ่งเลื่อนขั้นเข้ามาใหม่พากันรวมกลุ่มซุบซิบ

“สำนักชิงซวนของเราแม้จะไม่พึ่งพาพรสวรรค์เป็นมาตรวัดเพียงอย่างเดียว ทว่าระดับทั่วไปขั้นต่ำ…… แม้แต่การชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายยังนับว่ายากเข็ญเลยน่ะ แล้วนี่จะรับเข้าเป็นศิษย์สายตรงงั้นรึ?”

และยิ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทอดสายตามองไปยังชุดคลุมเต๋าสีขาวสะอาดของกู้ชางเกอ สายตาเต็มไปด้วยความสอดรู้สอดเห็นและสงสัย

บนที่นั่งผู้อาวุโส บรรยากาศก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมาเช่นกัน

เจ้าสำนักยอดเขากระบี่กู่ ขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง

“ชางเกอ การรับศิษย์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ เด็กคนนี้…… พรสวรรค์ย่ำแย่เกินไปจริงๆ”

“อย่างไรเสียเจ้าก็ควรเลือกกล้าพันธุ์ที่ดีติดมือกลับไปเสียหน่อย หากเจ้าไม่อยากสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจในการสั่งสอน ยอดเขากระบี่กู่ของข้าสามารถส่งผู้อาวุโสไปช่วยชี้แนะให้ได้”

เจ้าสำนักยอดเขาโอสถก็เอ่ยปากช่วยเตือนอีกแรง: “ข้าเห็นว่าเสิ่นจิงหงคนนั้นไม่เลวเลย พรสวรรค์ระดับสวรรค์ ติดตามอยู่ข้างกายเจ้าย่อมไม่ทำให้ชื่อเสียงของยอดเขาไผ่ม่วงต้องมัวหมอง”

ท่านเจ้าสำนักที่อยู่บนแท่นสูงส่งเสียงกระแอมแผ่วเบา แววตาอบอุ่นทว่าแฝงไว้ด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง

“ชางเกอ หากเจ้าเพียงแค่อยากหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงา ให้เขาเป็นศิษย์สัญจร (ศิษย์จดบันทึก) ก็พอแล้ว ตำแหน่งศิษย์สายตรงเกี่ยวข้องกับการสืบทอดมรดกของขุนเขา เจ้าลองทบทวนดูอีกครั้งดีหรือไม่?”

พวกเขารู้จักมักคุ้นกับกู้ชางเกอมานานหลายปี รู้ดีว่าเจ้าเด็กคนนี้ภายนอกดูเสเพลปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทว่าแท้จริงแล้วในใจกลับกระจ่างแจ้งแจ่มชัดยิ่ง ทว่ายามนี้กลับเลือกเด็กที่ไร้ตัวตนที่สุด ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่เหมาะสม

เซียวรั่วไป๋ยืนอยู่ท่ามกลางสายตานับร้อยนับพันคู่ที่จับจ้องมา เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อใจกลางฝ่ามือ

เขารู้ดีว่าพรสวรรค์ของตนเองย่ำแย่เพียงใด แย่เสียจนกระทั่งตำแหน่งศิษย์รับใช้ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หัวใจของเขาก็ยังคงบีบรัดด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกคีมเหล็กขนาดใหญ่บดขยี้

ทว่าในวินาทีนั้นเอง กู้ชางเกอกลับพลันยกยิ้มขึ้นมา พลางประสานมือคารวะท่านเจ้าสำนักและบรรดาเจ้าสำนักยอดเขาหลักทุกคน

“ขอบพระคุณในความหวังดีของศิษย์พี่ทุกท่านขอรับ ทว่าข้าเลือกศิษย์ย่อมดูที่ความถูกชะตาและความพึงพอใจของตนเองเป็นหลักมาโดยตลอด”

เขาหันหน้ากลับมามองเซียวรั่วไป๋ แววตาไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

“อย่างไร? หรือว่าเจ้าไม่เต็มใจจะกราบข้าเป็นอาจารย์?”

เซียวรั่วไป๋เงยหน้าขึ้นฉับพลัน ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาในเสี้ยววินาที

เขามองเห็นดวงตาอันกระจ่างใสไร้สิ่งเจือปนของกู้ชางเกอ มองเห็นท่าทางอันสงบนิ่งเยือกเย็นของอีกฝ่ายแม้จะตกอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นลมและคำคัดค้านของฝูงชน

ในยามที่ทุกคนต่างพากันมองว่าเขาเป็นเพียงขยะที่ไร้ค่า กลับเป็นบุรุษผู้นี้ที่ยื่นมือมาหาเขาต่อหน้าคนทั้งสำนักชิงซวน

ประตูลูกศิษย์ฝ่ายในของสำนักชิงซวนนั้นอยู่สูงล้ำจนยากจะเอื้อมถึง เดิมทีเขาคิดว่าตนเองอย่างมากที่สุดก็คงเป็นได้เพียงศิษย์รับใช้ คอยรับทรัพยากรอันน้อยนิดและต้องดิ้นรนอยู่ในชั้นล่างสุดของสำนักไปวันๆ การล้างแค้นย่อมริบหรี่และยาวไกลจนมองไม่เห็นฝั่ง

ทว่ายามนี้ ตำแหน่งศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักยอดเขาหลัก กลับประหนึ่งลำแสงแห่งปาฏิหาริย์ที่สาดส่องเข้าสู่ชีวิตอันมืดมนอนธการของเขา

“ศิษย์…… เต็มใจขอรับ!”

น้ำเสียงของเซียวรั่วไป๋สะอื้นไห้ ทว่ากลับหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งยวด เขาคุกเข่าลงกราบกรานกู้ชางเกออย่างนอบน้อม ศีรษะโขกลงกับพื้นจนแทบจะแนบสนิท

“ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ไม่ทอดทิ้ง ศิษย์ยินดีถวายชีวิตโดยไม่เสียดาย!”

“ติ๊ง! ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ทำการรับศิษย์สายตรงที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว ภารกิจ 【จุดประทีปไผ่ม่วง】 เสร็จสิ้น”

“ทำการส่งมอบของรางวัล: เนตรทิพย์ทลายมายา (เปิดใช้งานถาวร), ปราณหงส์ม่วงx100 สาย, ไขกระดูกวิญญาณต้นกำเนิดหนึ่งทะเลสาบ, สุดยอดเคล็ดวิชาดับสูญระดับจักรพรรดิ 《คัมภีร์เทพสงคราม》”

กู้ชางเกอบังเกิดความยินดีขึ้นในใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้รางวัลเป็นปราณหงส์ม่วง แถมยังได้ถึง 100 สาย ของรางวัลจากการรับศิษย์ในครั้งนี้นับว่ามหาศาลสมคำคุยจริงๆ

นี่คือปราณต้นกำเนิดแต่กำเนิดในตำนานที่ถือกำเนิดขึ้นยามที่ฟ้าดินเริ่มเปิดออก แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งมหาเต๋าที่บริสุทธิ์ที่สุด

ส่วนเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิคัมภีร์เทพสงคราม มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่านี่คือสิ่งที่ระบบตระเตรียมไว้ให้เซียวรั่วไป๋โดยเฉพาะ

และไขกระดูกวิญญาณต้นกำเนิดนั่นคือสุดยอดของวิเศษที่กลั่นตัวขึ้นจากพลังงานฟ้าดิน สามารถชำระล้างเส้นชีพจรและหล่อหลอมรากฐานร่างกายขึ้นมาใหม่ได้ สำหรับกายาสงครามที่บกพร่องแล้ว นี่คือสมบัติล้ำค่าที่ราวกับหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อตัดชุดให้เข้ากับตัวโดยแท้

กู้ชางเกอมองดูภายในมิติระบบ ทะเลสาบไขกระดูกวิญญาณต้นกำเนิดอันลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง

เขาลอบอุทานในใจ ระบบช่างใจป้ำและทรงอำนาจยิ่งนัก ลงมือคราใดก็ประทานให้เป็นทะเลสาบเลยทีเดียว ความมั่งคั่งระดับนี้ เกรงว่าต่อให้พลิกมหาภิภพเสวียนฮวางทั้งใบก็คงไม่อาจเสาะหาชิ้นที่สองมาเปรียบเปรยได้

เขาปรายสายตามองดูเซียวรั่วไป๋ที่ยังคงนั่งตะลึงลานอยู่ มุมปากยกยิ้มขึ้นจางๆ

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์สายตรงของข้ากู้ชางเกอ ตามข้ากลับยอดเขาไผ่ม่วงเถอะ ศิษย์พี่ทุกท่าน ชางเกอขอตัวลาไปก่อนขอรับ”

กู้ชางเกอไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังไล่หลังมาอีกต่อไป เขาหันหลังแล้วเดินจากไปในทันที

เซียวรั่วไป๋รีบก้าวเท้าเดินตามไปติดๆ แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งทวนเหล็ก

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องและเกาะติดอยู่บนแผ่นหลังของเขา มีทั้งความตกใจ ความดูแคลน ความเวทนา ทว่าสิ่งที่มีมากที่สุด และเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยครอบครองมาก่อนเลยในชีวิต—นั่นคือ น้ำหนักของการถูกเลือก

บนแท่นที่นั่งของบรรดาผู้อาวุโส ท่านเจ้าสำนักมองดูแผ่นหลังของทั้งสองคนที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป พลางหันไปยกยิ้มให้แก่เจ้าสำนักยอดเขาเมฆาเขียวที่อยู่ข้างๆ

“สิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเด็กคนนั้น มีค่าและสูงส่งกว่าพรสวรรค์ระดับสวรรค์มากมายนัก ไม่แน่ว่าในอนาคตเด็กคนนี้อาจจะสามารถสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้จริงๆ ก็เป็นได้”

เจ้าสำนักยอดเขาโอสถลูบเครา พลางเอ่ยอย่างใช้ความคิด: “เจ้าเด็กกู้นี่ สายตาและมุมมองนับวันจะยิ่งแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว……”

ส่วนบุคคลสำคัญที่เป็นหัวข้อบทสนทนาของฝูงชนในยามนี้ ได้เดินหายลับเข้าสู่ส่วนลึกของม่านหมอกเมฆาไปตั้งนานแล้ว

จบบทที่ บทที่ 6 รับศิษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว