เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เนตรทิพย์ทลายมายา

บทที่ 4 เนตรทิพย์ทลายมายา

บทที่ 4 เนตรทิพย์ทลายมายา


สำนักชิงซวน นับเป็นมหาสำนักผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงเกียรติภูมิขจรขจายที่สุดในดินแดนเสวียนโจว

นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเป็นต้นมา ที่แห่งนี้ได้หล่อหลอมและสร้างยอดฝีมือผู้ทรงอิทธิพลเหนือใต้ขึ้นมานับไม่ถ้วน พวกเขาบ้างก็แยกย้ายไปปกปักรักษาความสงบสุขของดินแดนแต่ละส่วน บ้างก็พลิกผันสถานการณ์กอบกู้ความวิบัติในยามกลียุค ส่งผลให้ชื่อเสียงของสำนักชิงซวนสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งเสวียนโจว

สำนักแห่งนี้ยึดมั่นในหลักการแห่งความยุติธรรมและเท่าเทียมมาโดยตลอด ไม่เคยเอนเอียงเข้าข้างขั้วอำนาจใด และยิ่งไม่เข้าไปก้าวล่วงหรือยุ่งเกี่ยวกับศึกชิงอำนาจทางโลก

ไม่ว่าภูมิหลังทางตระกูลจะต่ำต้อยหรือสูงส่งเพียงใด ขอเพียงมีพรสวรรค์และศักยภาพที่มากพอ ย่อมได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในสำนักชิงซวนแห่งนี้

ไม่ว่าจะเดินทางมาจากทิศทางไหน ขอเพียงมีคุณธรรมศีลธรรมที่ซื่อตรง ย่อมสามารถค้นหาพื้นที่สำหรับหยัดยืนของตนเองได้ที่นี่

ณ สถานที่แห่งนี้ ความแข็งแกร่งและคุณธรรมความดีงามเท่านั้นที่เป็นมาตรวัดเพียงหนึ่งเดียวในการประเมินคุณค่าของบุคคล

ด้วยเหตุนี้เอง ศรัทธาและความน่าเชื่อถือของสำนักชิงซวนในเสวียนโจวจึงสูงล้ำยิ่งยวด แม้จะผ่านมรสุมและกาลเวลามานานนับพันปี ทว่าก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่สั่นคลอน

ในเวลานี้ บนลานกว้างหน้าประตูสำนัก มีผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ยืนเรียงรายอยู่ราวๆ ร้อยกว่าคน

พวกเขาล้วนเป็นกลุ่มอัจฉริยะที่ผ่านการทดสอบอันเข้มงวดและยากลำบากมาได้ในแต่ละขั้นของสำนักชิงซวน ระหว่างหัวคิ้วยังคงหลงเหลือร่องรอยของความไร้เดียงสาที่ยังไม่จางหาย ทว่าก็ยากจะปกปิดแววตาอันเฉียบคมและความมุ่งมั่นปรารถนาอันแรงกล้าไว้ได้

ขั้นตอนต่อไป ก็คือช่วงเวลาที่บรรดาผู้อาวุโสของสำนักจะทำการเลือกเฟ้นศิษย์

หากผู้ใดโชคดีถูกผู้อาวุโสท่านใดตาต้องใจและรับเข้าเป็นศิษย์สายตรง นั่นย่อมหมายความว่าจะได้รับทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรที่ดีที่สุดรวมถึงการสั่งสอนชี้แนะอย่างใกล้ชิด อนาคตเบื้องหน้าย่อมรุ่งโรจน์จนยากจะประมาณค่า

ด้วยเหตุนี้ คนหนุ่มสาวเหล่านี้จึงพากันยืดอกหลังตรง สายตาจับจ้องไปยังที่นั่งของบรรดาผู้อาวุโสตรงหน้าด้วยความร้อนรุ่ม ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะถูกเลือก

“กล้าพันธุ์ในปีนี้นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ พวกเจ้าดูเด็กหนุ่มชุดสีน้ำเงินคนนั้นสิ โครงสร้างกระดูกแปลกประหลาดและยอดเยี่ยม เหมาะสมที่จะเป็นกล้าพันธุ์ที่ดีในการหลอมกาย”

ผู้อาวุโสจากยอดเขาเบญจขันธ์ลูบเคราพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มพึงพอใจในแววตา

ผู้อาวุโสจากยอดเขากระบี่กู่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็เบนสายตามองตาม พลางพยักหน้าเล็กน้อย: “ไม่ใช่แค่หลอมกายหรอก แม่นางน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกคนนั้น ยามที่นางกำกระบี่ ปลายนิ้วมีกลิ่นอายกระบี่หมุนเวียนไหลเวียนอยู่ นั่นนับเป็นครรภ์กระบี่โดยกำเนิดโดยแท้”

“การเลือกผู้สืบทอด พรสวรรค์ย่อมสำคัญ ทว่าคุณธรรมสัจจะในใจยิ่งต้องผ่านเกณฑ์”

ผู้อาวุโสจากยอดเขาเมฆาเขียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “มรดกตกทอดของสำนักชิงซวนของเรา จะส่งมอบให้แก่พวกที่จิตใจคดโกงไม่ได้เด็ดขาด”

บรรดาผู้อาวุโสต่างพากันเห็นพ้อง สายตากวาดมองสำรวจไปบนร่างของคนหนุ่มสาวบนลานกว้างอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อทำการคัดเลือกอย่างประณีต

ทว่าในวินาทีนั้นเอง สายตาของผู้อาวุโสทุกคนกลับชะงักและหยุดนิ่งไปที่บริเวณทางเข้าลานกว้างโดยพร้อมเพรียงกัน

ปรากฏร่างของบุรุษรูปงามล่มเมืองในชุดคลุมเต๋าสีขาวสะอาดลายเมฆาคล้อยกำลังเยื้องกรายเข้ามาอย่างเชื่องช้า ลายปักรูปไผ่ม่วงที่ขอบแขนเสื้อสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเรืองรองจางๆ

ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติคู่นั้น คิ้วกระบี่เฉียงเฉียดเข้าสู่จอนผม ดวงตาดาราดั่งรวบรวมทางช้างเผือกทั้งเก้าชั้นฟ้าเอาไว้ภายใน

จมูกโด่งดั่งคมสัน ฝีปากแดงระเรื่อดั่งชาด แต่งแต้มจนกลายเป็นรูปโฉมที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งที่ยากจะพบเจอในรอบหมื่นปีของโลกมหาเสวียนฮวาง

จะอธิบายว่าหล่อเหลาขนาดไหนดี? เอาเป็นว่า... หล่อเหลาสะท้านฟ้าดินจนสามารถเทียบเคียงกับท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านตัวอักษรนี้อยู่ได้อย่างสูสีเลยทีเดียว

เหล่าสตรีผู้บำเพ็ญเพียรในที่นั้นต่างพากันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ส่วนศิษย์รุ่นเยาว์บางคนที่ตบะยังไม่แก่กล้าพอถึงกับตกตะลึงจนตาค้างไปโดยปริยาย

ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสที่มีอาวุโสน้อยบางส่วนถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา ขมวดคิ้วมุ่น

“นั่นไม่ใช่กู้ชางเกอแห่งยอดเขาไผ่ม่วงหรอกรึ? เหตุใดเขาถึงมาที่นี่ได้?”

บรรดาผู้คุมกฎรุ่นเยาว์ที่อยู่ข้างๆ ต่างหันมามองหน้ากัน เลิ่กลักด้วยความไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้อย่างเห็นได้ชัด จึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม: “เรียนผู้อาวุโส ท่านผู้นี้คือ……”

“เขาคือเจ้าสำนักยอดเขาไผ่ม่วง กู้ชางเกอ”

ผู้อาวุโสผมขาวเคราขาวท่านหนึ่งลูบหนวดเครา พลางเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางที่ซับซ้อนเล็กน้อย

“ยอดเขาไผ่ม่วง?”

ในกลุ่มคนพลันบังเกิดเสียงอุทานแผ่วเบาดังระงม ทว่าก็มีคนอีกไม่น้อยที่แสดงสีหน้ามึนงง

เจ็ดยอดเขาหลักของสำนักชิงซวนนั้นมีชื่อเสียงขจรขจายเลื่องลือ ทว่านอกจากยอดเขาหลักเหล่านั้นแล้ว ยังมีตัวตนที่แสนพิเศษอยู่อีกแห่งหนึ่ง—นั่นคือ ยอดเขาไผ่ม่วง

ขุนเขาแห่งนี้มีชื่อสังกัดอยู่ภายใต้สำนักชิงซวน ทว่ากลับมีสิทธิ์ขาดในการปกครองตนเองเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงแต่ไม่ต้องเข้าร่วมในกิจการงานประจำวันของสำนัก แต่ยังสามารถครอบครองและเสพสุขกับทรัพยากรบางส่วนของสำนักได้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย

ในอดีตตอนที่ท่านเจ้าสำนักฝ่าฝืนคำคัดค้านของทุกคนเพื่อตั้งกฎข้อนี้ขึ้นมา มีคนจำนวนไม่น้อยที่แสดงความไม่พอใจและครหา ทว่าสุดท้ายก็ต้องยอมสยบให้แก่บารมีของท่านเจ้าสำนักและเห็นแก่หน้าของนักพรตไผ่ม่วง CPU จึงไม่ได้เอ่ยปากสิ่งใดเพิ่ม

และเจ้าสำนักยอดเขาไผ่ม่วงผูี้ ก็ยิ่งเป็นบุคคลลึกลับตัวฉกาจ

นับตั้งแต่กู้ชางเกอเข้ารับตำแหน่งเจ้าสำนักยอดเขาไผ่ม่วงเมื่อสิบปีก่อน เขาก็แทบจะไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นในสำนักเลย จนทำให้ศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่จำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนเช่นนี้อยู่ในสำนักด้วย

“แต่กู้ชางเกอคนนั้น…… ดูเหมือนจะมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรอยู่แค่ขอบเขตควบแน่นแก่นปราณไม่ใช่หรือ?”

ในกลุ่มคนพลันมีเสียงอุทานแผ่วเบาดังขึ้น คนที่เอ่ยปากคือผู้คุมกฎฝ่ายนอกที่เพิ่งเลื่อนขั้นได้ไม่นาน

ระดับพลังของเขาเองก็อยู่ที่ขอบเขตควบแน่นแก่นปราณเช่นกัน สัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาสะท้อนรอบตัวของกู้ชางเกอ ซึ่งนั่นเป็นกลิ่นอายพลังของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตควบแน่นแก่นปราณอย่างชัดเจน

“เจ้าจะไปรู้อะไร อาจารย์อากู้อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำยามนี้! ตอนที่เจ้าอายุยี่สิบปีป่านนั้นเจ้าคงยังติดอยู่ในขอบเขตสร้างฐานอยู่เลยกระมัง!”

ศิษย์เก่าแก่ที่มีประสบการณ์และพอจะคุ้นเคยกับกู้ชางอยู่บ้างเอ่ยโต้แย้งขึ้นมา

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ลานกว้างพลันเงียบสงบลงไปหลายส่วน

“อายุไม่ถึงยี่สิบปีแต่บรรลุขอบเขตควบแน่นแก่นปราณ พรสวรรค์เช่นนี้นับว่าเทียบเคียงได้กับศิษย์พี่หลี่ที่เป็นศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนักได้เลยสิ!”

หลังจากนั้น เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ก็ปะทุดังขึ้นยิ่งกว่าเก่า

“ทว่า เจ้าสำนักของเจ็ดยอดเขาหลักคนไหนบ้างที่ไม่ใช่ขอบเขตถ้ำสวรรค์? เขาที่เป็นเพียงขอบเขตควบแน่นแก่นปราณ จะคู่ควรกับการเป็นเจ้าสำนักยอดเขาได้อย่างไร?”

“อย่าพูดจาเหลวไหล นักพรตไผ่ม่วงมีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อสำนัก ศิษย์ของเขาได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักยอดเขาแล้วมันจะมีปัญหาอันใด……”

กู้ชางเกอไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนเลยแม้แต่น้อย เขาเดินตรงไปยังที่นั่งของบรรดาผู้อาวุโส พลางประสานมือคารวะทุกคนเล็กน้อย

ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่ยินดียินร้าย: “ชางเกอขอคารวะศิษย์พี่ทุกท่าน”

เจ้าสำนักยอดเขาเบญจขันธ์ส่ายหัวออกมาอย่างหมดท่า

“เจ้าเด็กคนนี้ พระอาทิตย์คงจะขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง? หลายปีที่ผ่านมางานคัดเลือกศิษย์เชิญอย่างไรเจ้าก็ไม่มา เหตุใดวันนี้ถึงโผล่หัวมาได้?”

“อยู่บ้านมันน่าเบื่อเกินไป เลยแวะมาดูความครึกครื้นสักหน่อยขอรับ”

กู้ชางเกอผายมือ น้ำเสียงดูสบายๆ เป็นกันเองยิ่ง “ศิษย์พี่ทุกท่านเลือกศิษย์ตามสบายเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า ข้าแค่มาดูเฉยๆ”

“แค่มาดูเฉยๆ งั้นรึ?”

เจ้าสำนักยอดเขาค้ำภูผาขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความจริงจังอยู่บ้าง

“ชางเกอ เจ้าในฐานะเจ้าสำนักยอดเขาไผ่ม่วง อย่างไรเสียก็ควรจะคิดถึงเรื่องการสืบทอดมรดกของยอดเขาบ้าง สิปีมานี้เจ้าไม่เคยรับแม้กระทั่งศิษย์สัญจรเลยสักคนเดียว ยอดเขาไผ่ม่วงยังต้องพึ่งพาเจ้าในการแผ่ขยายเกียรติภูมิและสร้างความรุ่งโรจน์นะ!”

กู้ชางเกอลูบจมูก กำลังจะเอ่ยปากตอบ ทว่าในสมองกลับพลันมีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอย่างประจวบเหมาะ:

“ติ๊ง! เปิดใช้งานภารกิจจำกัดเวลา: 【จุดประทีปไผ่ม่วง】”

“จะยอมรับหรือไม่?”

“เงื่อนไขภารกิจ: รับศิษย์สายตรงหนึ่งคน โดยระดับพรสวรรค์ต้องไม่ต่ำกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์”

“รางวัลภารกิจ: ไม่ระบุ”

“บทลงโทษหากล้มเหลว: ไม่มี!”

รอยยิ้มที่มุมปากของกู้ชางเกอพลันแข็งค้างไปวูบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะค่อนแคะระบบอยู่ในใจ: “เดี๋ยวสิ ระบบ รางวัลภารกิจของเจ้านี่บอกว่า 'ไม่ระบุ' งั้นรึ? ล้อข้าเล่นหรืออย่างไร?”

เสียงอันเย็นชาของระบบดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง

“โฮสต์ไม่จำเป็นต้องกังวล หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ รับประกันว่าของรางวัลจะมหาศาลยิ่ง หากโฮสต์ยอมรับภารกิจในตอนนี้ จะได้รับเนตรทิพย์สลายลวงเป็นการล่วงหน้า เนตรทิพย์นี้สามารถมองทะลุความลวงตาได้ทุกชนิด และหยั่งรู้ถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง”

“เนตรทิพย์สลายลวง?” หัวใจของกู้ชางเกอกระตุกวูบ

สามารถแยกแยะจริงเท็จ รับรู้ถึงแก่นแท้ ความสามารถนี้ช่างมีประโยชน์และใช้งานได้จริงดียิ่ง

เขาพลิกแพลงความคิด ครุ่นคิดคำนวณในใจทันที: ยอมรับภารกิจปุ๊บก็ได้เนตรทิพย์ปั๊บ แถมล้มเหลวก็ไม่มีบทลงโทษ การค้าครานี้นับว่ามีแต่ได้กับได้ชัดๆ! เท่ากับได้วิชาเนตรระดับเทพมาครองฟรีๆ กำไรเน้นๆ!

“ยอมรับ!”

“โฮสต์ได้ทำการยอมรับภารกิจเรียบร้อยแล้ว ทำการส่งมอบเนตรทิพย์สลายลวงสำเร็จ”

กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลหลั่งเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างอย่างเงียบเชียบ นำพาความรู้สึกหยั่งรู้อันแปลกประหลาดมาให้ กู้ชางเกอสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในดวงตาทำให้อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง

หลังจากคิดดูแล้ว เขก็เอ่ยถามในใจต่อ: “เจ้าแน่ใจนะว่าของรางวัลมหาศาล? อย่าถึงเวลาแล้วเอาหินวิญญาณสั่วๆ ไม่กี่ก้อนมาโยนให้ข้าเพื่อตัดรำคาญล่ะ”

“ระบบมีความน่าเชื่อถือและหลักประกันสูงสุด โปรดโฮสต์เร่งดำเนินการทำภารกิจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”

น้ำเสียงของระบบยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกคลื่นลมใดๆ

กู้ชางเกอเบ้ปาก ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับระบบอีกต่อไป

อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรจะเสีย ลองมองๆ ดูหน่อยก็ไม่เสียหาย บางทีอาจจะเจอคนที่ตรงตามเงื่อนไขจริงๆ ก็ได้

ทว่าในใจของเขาย่อมมีมาตรวัดของตนเอง—หากไม่ถูกชะตา ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นอัจฉริยะในการบำเพ็ญเพียรที่ยากจะพบเจอในรอบหลายชั่วกัปชั่วกัลป์ หรือมีกายาฝืนลิขิตฟ้าสวรรค์อันใด เขาก็จะไม่มีวันชายตามองเด็ดขาด นับประสาอะไรกับการรับเข้าสำนัก

การรับศิษย์เช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องดูที่วาสนาและดวงชะตาที่ถูกชะตาต่อกันเป็นหลัก

ส่วนเรื่องภารกิจของระบบ ช่างมันเถอะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากการพึ่งพาการเช็คอิน เขาก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ตั้งนานแล้ว รางวัลภารกิจเพียงเล็กน้อยแค่นี้ เขาไม่ได้จดจำหรือใส่ใจมันจริงๆ หรอก

เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเหล่าศิษย์บนลานกว้าง ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาทิพย์ของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย พลังอันแปลกประหลาดสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่แววตา

ในเสี้ยววินาทีที่เนตรทิพย์สลายลวงตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน ในสมองของเขาก็พลันมีความรู้ความเข้าใจอันกระจ่างชัดเกี่ยวกับระดับขั้นของพรสวรรค์กายาผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน

ในโลกหล้าแห่งนี้ ระดับพรสวรรค์จากต่ำไปสูงแบ่งออกเป็น: ระดับทั่วไป, ระดับวิญญาณ, ระดับสวรรค์, ระดับราชัน, ระดับศักดิ์สิทธิ์ และระดับจักรพรรดิ

พรสวรรค์ในแต่ละระดับล้วนบ่งบอกถึงขีดจำกัดความสำเร็จขั้นต่ำสุดที่จะไปถึงได้ในอนาค

ยกตัวอย่างเช่น พรสวรรค์ระดับสวรรค์ ในอนาคตย่อมสามารถไปถึงขอบเขตเทวมนุษย์ได้เป็นอย่างน้อย

พรสวรรค์ระดับราชัน ขอเพียงบำเพ็ญเพียรตามปกติ อย่างต่ำที่สุดก็สามารถบรรลุขอบเขตราชันได้แน่นอน และหากมีโชคชะตาวาสนาหนุนนำ ก็อาจจะสามารถเคาะประตูสภาวะก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยซ้ำ

พรสวรรค์ระดับศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งน่ากลัวกว่า ความสำเร็จขั้นต่ำสุดก็คือขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศก็อาจก้าวไปถึงขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ หรือกระทั่งสามารถไขว่คว้าช่วงชิงบัลลังก์แห่งขอบเขตมหาจักรพรรดิมาครองได้

และพรสวรรค์ระดับจักรพรรดิ ในตำนานนั้น ขอเพียงไม่ด่วนพลัดพรากสิ้นชีพไปกลางคัน ท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่งขอบเขตมหาจักรพรรดิ กลายเป็นผู้ปกครองและเป็นเจ้าเหนือหัวแห่งมหาพิภพอย่างแน่นอน

ทว่า พรสวรรค์ก็ไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ตายตัวเสมอไป

ประหนึ่งบางคนถือกำเนิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ระดับทั่วไป ทว่ากลับพึ่งพาจิตวิญญาณแห่งความอดทนอันฝืนลิขิตฟ้าและวาสนาอันไร้ก้นบึ้งในการทลายโซ่ตรวนพันธนาการได้สำเร็จ

และก็มีบางคนที่ครอบครองพรสวรรค์ระดับศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับขาดการขัดเกลาจิตใจหรือด่วนสิ้นชีพไปก่อนกลางคัน สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นดินปะปนไปกับผู้คนธรรมดาทั่วไป

ทว่าโดยภาพรวมแล้ว พรสวรรค์ก็ยังคงเป็นไม้บรรทัดและมาตรวัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินศักยภาพของบุคคลอยู่ดี

จบบทที่ บทที่ 4 เนตรทิพย์ทลายมายา

คัดลอกลิงก์แล้ว