เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 นี่ข้าข้ามมิติมาแล้ว ยังต้องไปเข้าเรียนอีกงั้นรึ?

บทที่ 9 นี่ข้าข้ามมิติมาแล้ว ยังต้องไปเข้าเรียนอีกงั้นรึ?

บทที่ 9 นี่ข้าข้ามมิติมาแล้ว ยังต้องไปเข้าเรียนอีกงั้นรึ?


“พรสวรรค์ของท่านแม่ทัพใหญ่นั้น ถือเป็นระดับแนวหน้าที่สุดของทวีปเทียนหยวนแห่งนี้ เขาบรรลุเข้าสู่ขั้นยอดบัณฑิตตั้งแต่อายุเพียงสี่สิบปี หากคำนวณดูแล้ว ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุเลยหกสิบมาหมาด ๆ อนาคตย่อมรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด กระทั่งมีข่าวลือหนาหูว่า ยามนี้ท่านแม่ทัพใหญ่ได้ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ขั้นกึ่งปราชญ์ไปแล้ว ทว่าข้าเองก็ไม่ได้เห็นท่านแม่ทัพลงมือมาหลายปีแล้ว สถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไร ข้าก็ไม่สืบทราบแน่ชัดขอรับ”

สือเยว่เพิ่งจะเอ่ยจบ เงาร่างสองสายพลันปรากฏขึ้นต่อสายตาของฉือซ่งทันที ซึ่งก็คือฉือฉี่ไป๋บิดาของเขา และกงซุนชั่วพ่อบ้านชรานั่นเอง

ฉือฉี่ไป๋โผเข้ามาใช้สองมือจับบ่าของฉือซ่งไว้แน่น เขาพินิจพิจารณาดูบุตรชายอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย: “ฉือซ่ง เจ้า... เจ้า ‘สลักน้ำหมึก’ สำเร็จแล้วจริง ๆ รึ?! แถมกลิ่นอายสายนี้ในร่างของเจ้า ก็คือไอขนานมังกรไม่ผิดแน่ ลูกพ่อ... นี่เจ้าไปทำสิ่งใดมากันแน่?!”

“ท่านพ่อ... ท่าน... ท่านอย่าเพิ่งตื่นเต้นครับ ข้า... บ่าข้าจะโดนท่านบีบหักอยู่แล้ว”

ฉือซ่งรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นตระหนกของฉือฉี่ไป๋ สองมือของบิดาแม้จะดูเหมือนออกแรงเพียงเล็กน้อย ทว่ากลับแฝงไปด้วยขุมพลังอันมหาศาลน่ากลัวยิ่งนัก หากร่างกายของเขาไม่ได้รับการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นจากไอขนานมังกรมาเมื่อครู่ มีหวังกระดูกบ่าคงแหลกคามือไปแล้วจริง ๆ

“ดี! ดีมาก! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!” ฉือฉี่ไป๋รีบปล่อยมือออกจากบ่าของบุตรชายทันที ก่อนจะหมุนตัวหันไปคว้าเอากระดาษเซวียนจื่อบนโต๊ะอักษรขึ้นมาถือไว้ในมือ แล้วก้มลงอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ

“เบื้องหน้ามิพานพบคนโบราณ เบื้องหลังมิเห็นผู้สืบทอด คำนึงถึงฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลชั่วนิรันดร์ ตัวข้ากลับต้องโศกเศร้าหลั่งน้ำตาอยู่เพียงลำพัง”

“นี่... นี่คือบทกวีที่เจ้าเป็นคนรังสรรค์ขึ้นมาจริง ๆ รึ?!”

ฉือฉี่ไป๋มองตัวอักษรที่ทรงพลังเฉียบคมบนแผ่นกระดาษ สลับกับอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่อบอวลออกมาจากบทกวีนี้ด้วยความตกตะลึง ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความเหลือเชื่อ

เจ้าลูกชายของเขาที่วัน ๆ เอาแต่กิน ดื่ม เที่ยวหอนางโลม และเล่นการพนัน ทำตัวเหลวแหลกไร้แก่นสารไปวัน ๆ แค่สั่งให้มันอ่านตำรายังยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ ทว่ามาวันนี้กลับตื่นรู้ในชั่วข้ามคืน ซ้ำยังรังสรรค์บทกวีที่ลึกล้ำปานนี้ออกมาได้ เรื่องนี้มันช่างอัศจรรย์เหนือล้ำเกินกว่าจะจินตนาการได้จริง ๆ

“สองประโยคแรกของบทกวีนี้ ‘เบื้องหน้ามิพานพบคนโบราณ เบื้องหลังมิเห็นผู้สืบทอด’ แฝงไปด้วยอารมณ์โศกเศร้าอาดูลอันลึกล้ำ ภายนอกดูคล้ายกำลังคนึงถึงคนในอดีตและทอดถอนใจกับเรื่องราวของบรรพชน ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นการลอบตัดพ้อว่าตนเองเกิดมาผิดยุคผิดสมัย ชีวิตมนุษย์ช่างสั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้น ในประโยคนี้ยังซุกซ่อนความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ทว่ากลับไร้สิ้นกำลังความสามารถที่จะแปรเปลี่ยนมันได้ ช่างเป็นความสิ้นหวังที่ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลยโดยแท้”

“ส่วนสองประโยคหลัง ‘คำนึงถึงฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลชั่วนิรันดร์ ตัวข้ากลับต้องโศกเศร้าหลั่งน้ำตาอยู่เพียงลำพัง’ ดูเหมือนจะเป็นการทอดถอนใจต่อความกว้างใหญ่ไพศาลอันไร้ขอบเขตของฟ้าดิน ทว่าแท้จริงแล้วคือการระบายความอ้างว้างโดดเดี่ยวของตัวตนอันต่ำต้อย ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่ ตัวข้ากลับเป็นดั่งเศษเสี้ยวผงธุลีที่ไร้ค่า ซ้ำยังเป็นการหัวร่อเยาะหยันตนเอง และเป็นเสียงทอดถอนใจที่เกิดจากการเสาะแสวงหาเป้าหมายในชีวิต”

“บทกวีนี้แม้จะมีเพียงสี่ประโยคสั้น ๆ ทว่ากลับหลอมรวมอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายเอาไว้ด้วยกัน และในแต่ละอารมณ์ล้วนบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คน เนื้อหาภายในกวียังแฝงไปด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง สมควรแล้วที่จะถูกยกย่องให้เป็นบทกวีชิ้นเอกที่จะจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลาน!”

กงซุนชั่วค่อย ๆ เอ่ยอธิบายถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แฝงเร้นอยู่ในบทกวี จนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาด้วยความเลื่อมใส

ฉือฉี่ไป๋รับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าอันยากจะเอ่ยอธิบายที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าบุตรชายของตนในวัยเพียงเท่านี้ จะสามารถรังสรรค์บทกวีที่ลุ่มลึกถึงเพียงนี้ออกมาได้

เมื่อมองดูตัวอักษรพู่กันบนกระดาษเซวียนจื่อ อักษรแต่ละตัวราวกับมีจิตวิญญาณพวกมันคล้ายกำลังเต้นแร้งเต้นกาเป็นท่วงทำนอง ส่งผลให้เขาคล้ายกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอันแสนโศกเศร้าใบนั้น

‘นี่... นี่คือบทกวีที่ลูกชายของข้าเขียนขึ้นมาจริง ๆ รึ?’ ฉือฉี่ไป๋ลอบรำพึงในใจ

จากนั้นเขาก็หันไปมองฉือซ่ง แววตาฉายแววความตกตะลึงสายหนึ่ง “ลูกพ่อ สองประโยคหลังของบทกวีนี้ ‘คำนวณถึงฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลชั่วนิรันดร์ ตัวข้ากลับต้องโศกเศร้าหลั่งน้ำตาอยู่เพียงลำพัง’ ความรู้สึกโดดเดี่ยวและโศกเศร้าอาดูลปานนั้น มันแสดงออกมาเด่นชัดบนแผ่นกระดาษแล้ว... ลูกพ่อ หรือว่าความเสเพลไม่รักดีของเจ้าในอดีต เป็นเพราะเจ้ามองทะลุถึงความว่างเปล่าจอมปลอมของโลกใบนี้แล้ว เจ้าจึงได้เลือกที่จะเสพสุขหาความสำราญไปวัน ๆ กันแน่?”

เมื่อได้ยินคำสันนิษฐานลากเข้าความของฉือฉี่ไป๋ ฉือซ่งก็อดไม่ได้ที่จะไอคอกแคกออกมาด้วยความกระอักกระอ่วนใจ... มองทะลุความว่างเปล่าจอมปลอมบ้าบออันใดกัน เสพสุขหาความสำราญอันใดกัน! ฉือซ่งคนเดิมมันก็แค่ไอ้คุณชายเสเพลสารเลวขนานแท้ วัน ๆ เอาแต่กิน เที่ยว เล่นสนุก ไม่ได้มีความคิดลุ่มลึกซับซ้อนปานนั้นเสียหน่อย!

ทว่าในเมื่อฉือฉี่ไป๋ปูทางให้อย่างสวยหรูขนาดนี้แล้ว มีหรือที่เขาจะไม่ขี่ม้าตามน้ำ เออออห่อหมกรับคำไปเลย

“คุณชายน้อยเพิ่งจะเริ่มอ่านตำรามาไม่กี่วันมานี้ ซ้ำตำราที่อ่านส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับพงศาวดารประวัติศาสตร์ บทกวีบทนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะเขาได้พานพบเรื่องราวในอดีตของบรรพชนมามากเกินไป จึงเกิดความตื้นตันใจจนหลั่งไหลออกมาเป็นบทกวี?” กงซุนชั่วคาดเดา

“เอ่อ... ปู่ชั่วกล่าวได้ถูกต้องแล้วครับ มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”

ฉือซ่งเอ่ยสืบต่อ โดยไม่ได้คิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดของกงซุนชั่ว เพราะในความเป็นจริงแล้ว คำว่า “คนโบราณ”และ “ผู้สืบทอด” ในสองประโยคแรกนั้น ในโลกเดิมหมายถึงเหล่าจักรพรรดิและกษัตริย์ในอดีต

เจตนาที่แท้จริงของบทกวี บทเพลงยามขึ้นหอเกาโหยวโจวนี้ แท้จริงแล้วคือการที่เฉินจื่ออ๋องทอดถอนใจว่าตนเองไม่พานพบประมุขผู้ทรงธรรม ทรงรังสรรค์ขึ้นเพราะความอัดอั้นตันใจที่บรรดากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ล้วนไร้ซึ่งคุณธรรม มัวเมาในกามกิเลส และเสียดายในพรสวรรค์ของตนเองที่ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา

ทว่าในโลกใบนี้ บทกวีนี้กลับถูกตีความไปอีกความหมายหนึ่งเสียแล้ว

ฉือฉี่ไป๋ประคองกระดาษเซวียนจื่อในมือ พินิจมองอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างยาวเหวี่ยงพลางเอ่ยว่า

“พรสวรรค์ของลูกพ่อในยามนี้ เหนือล้ำกว่าตัวข้าในอดีตมากนัก บทกวีระดับนี้ หากไม่สามารถชักนำให้บังเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นมาได้สิ จึงจะถือเป็นเรื่องแปลก ทว่า... ลูกพ่อ เรื่องที่เจ้ามีไอขนานมังกรสถิตร่างนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

“เข้าใจครับ ท่านอาเยว่เตือนข้าแล้ว ข้าจะไม่นำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้ใครรู้เด็ดขาด” ฉือซ่งเอ่ยตอบ

“พี่เยว่ ลำบากท่านแล้ว” ฉือฉี่ไป๋ประสานมือคารวะสือเยว่เล็กน้อย สือเยว่รีบประสานมือคารวะตอบพลางกล่าวว่า “นี่เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วขอรับ”

ฉือฉี่ไป๋หมุนตัวกลับมา มองหน้าฉือซ่งแล้วเอ่ยว่า “ลูกพ่อ อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่ ‘สำนักศึกษาเหยียนเซิ้ง’ ในเมืองเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ พ่อได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะส่งเจ้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาแห่งนั้น เพื่อให้เจ้าได้ไปสัมผัสกับกลิ่นอายและสภาพแวดล้อมของเหล่าบัณฑิตและกวีอย่างแท้จริง”

“หา?! นี่จะให้ข้าไปเข้าเรียนงั้นรึ?!” ฉือซ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ... อะไรกันเนี่ย? ข้าอุตส่าห์ข้ามมิติมาต่างโลกแล้วแท้ ๆ เหตุใดข้ายังต้องไปโรงเรียนอยู่อีกฟะ?!

“ท่านแม่ทัพใหญ่ เรื่องนี้คงไม่จำเป็นกระมังขอรับ? มีพวกเราอยู่ที่นี่ทั้งคน ย่อมสามารถอบรมสั่งสอนคุณชายได้อยู่แล้ว อีกอย่าง เจ้าอธิการบดีคนปัจจุบันของสำนักศึกษาเหยียนเซิ้งนั่น ก็นับเป็นเพียงคนรุ่นหลัง...”

“ท่านอาชั่ว ปีนี้ฉือซ่งอายุสิบสองปีแล้ว ถึงเวลาที่ต้องปล่อยให้เขาออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกบ้างแล้ว หากเขาเอาแต่เติบโตอยู่ภายใต้ปีกการคุ้มครองของพวกท่านตลอดเวลา นั่นรังแต่จะเป็นการทำร้ายเขาเสียเปล่า ๆ”

“ในอดีตท่านก็เป็นคนสนับสนุนให้ข้าออกเดินทางไปเผชิญโลกกว้าง เพื่อเปิดหูเปิดตาดูฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไม่ใช่หรือขอรับ? ยามนี้ ถึงเวลาที่ต้องปล่อยให้ซ่งเอ๋อร์ออกไปเผชิญโลกภายนอกบ้างแล้ว อีกอย่าง สำนักศึกษาเหยียนเซิ้งก็ตั้งอยู่ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ เดินทางไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ไม่ได้ไกลอันใดเลย” ฉือฉี่ไป๋เอ่ยโน้มน้าวกงซุนชั่ว

เมื่อกงซุนชั่วได้ฟัง เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้ารับคำช้า ๆ

“ช่างเถอะ ในเมื่อท่านแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจแล้ว ข้าเฒ่าก็จะไม่เอ่ยปากห้ามปรามอีก ทว่าคุณชาย... ชื่อเสียงของท่านในโลกภายนอกค่อนข้าง... โด่งดังไปในทางที่ไม่ดีนัก หากออกไปข้างนอกเกรงว่าจะต้องถูกคนเพ่งเล็งและดูแคลนเอาได้ เช่นนั้นให้ข้าเฒ่าไปพูดคุยกับ ‘เหยียนกู่’ สักหน่อยดีกว่า” เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ กงซุนชั่วก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ทว่าฉือฉี่ไป๋ย่อมเข้าใจความหมายของเขาเป็นอย่างดี

“ลูกพ่อ เจ้าเต็มใจจะไปเรียนที่สำนักศึกษาเหยียนเซิ้งหรือไม่? สถานที่แห่งนั้นเป็นสำนักศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นโดยองค์รองปราชญ์เหยียนเชียวนะ ถือเป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสำนักศึกษาขงเซิ้ง เท่านั้น การได้เข้าไปร่ำเรียนในสถานที่แห่งนั้น ถือเป็นความฝันอันสูงสุดของเหล่าบัณฑิตและยอดกวีทุกคนเลยทีเดียว”

“เป็นเช่นนั้นหรอกรึครับ?”

ในใจของฉือซ่งบังเกิดความประหลาดใจยิ่งนัก ต่างโลกแห่งนี้มีสำนักศึกษาขงเซิ้งด้วยงั้นรึ?

แถมยังมีสำนักศึกษาเหยียนเซิ้งอีก แล้วแบบนี้สำนักศึกษาของจื่อลู่จะชื่อว่าอะไรล่ะ?

สำนักศึกษาจื่อเซิ้ง หรือสำนักศึกษาลู่เซิ้งกันแน่?

ฉือฉี่ไป๋เมื่อเห็นท่าทางของฉือซ่งที่ดูเหมือนจะเริ่มมีความสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว จึงเอ่ยเสริมว่า “ถูกต้องแล้ว องค์รองปราชญ์เหยียนผู้นี้เจนจบทั้งศาสตร์บุ๋นและบู๊ สำนักศึกษาที่ท่านก่อตั้งขึ้นย่อมมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดา ถือเป็นสำนักศึกษาที่ติดอันดับหนึ่งในห้าของทวีปเทียนหยวนทั้งหมดเลยทีเดียว”

จบบทที่ บทที่ 9 นี่ข้าข้ามมิติมาแล้ว ยังต้องไปเข้าเรียนอีกงั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว