เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 324 อะไรกันล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ

ตอนที่ 324 อะไรกันล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ

ตอนที่ 324 อะไรกันล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ


ตอนที่ 324 อะไรกันล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

การที่จะเจียงอาเฉียนจะสืบค้นข้อมูลมาได้ ตัวเขาจะต้องเดินผ่านอุปสรรคและอันตรายมากยอ่างมากมาย ไม่เข้าถ้ำเสือก็จะไม่ได้ลูกเสือ เจียงอาเฉียนไม่รู้เลยว่าตัวเขาจะได้ตายตอนไหน เจียงอาเฉียนรู้ดีว่าตัวเองคงจะตายได้ในทุกเมื่อ แต่ถึงแบบนั้นชีวิตของเขาก็เบาดุจดั่งขนนก ความตายของเจียงอาเฉียนก็คงจะไม่มีค่าอะไรเฉกเช่นสายลม บางทีคงจะไม่มีใครนึกเสียใจซะด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นตัวเขาก็ยังไม่อยากที่จะตาย

เจียงอาเฉียนที่ได้ยินลู่โจวพูดแบบนั้นหัวใจเต้นระรัว ความประทับใจที่ตัวเขามีต่อปรมาจารย์แห่งศาลาปีศาจลอยฟ้าได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง วายร้ายคืออะไรกันแน่? แล้วอะไรกันที่ทำให้คนเราได้เป็นวายร้าย? ใครสักคนที่พรากชีวิตผู้อื่น หรือเป็นใครสักคนที่ละเมิดกฎหมายหรือธรรมเนียมอันดีงามถึงเป็นวายร้ายกัน? ยิ่งอยู่นานไปเจียงอาเฉียนก็รู้สึกเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็คือวายร้ายด้วยกันทั้งนั้น

“เจ้าแล้วก็เจ้า! ข้าอยากที่จะรู้จริงๆ ว่าจะรักษาเรี่ยวแรงแบบนี้ไว้ได้อีกนานแค่ไหน!”

แม่ทัพทั้งสองเรียนรู้ความผิดพลาดจากผู้เป็นสหายมาก่อนหน้านี้แล้ว คราวนี้พวกเขาทั้งคู่ได้ก้าวไปที่ด้านหน้าพร้อมกับการโจมตีอันรุนแรง ดาบของทั้งคู่ทำให้สายลมเปลี่ยนทิศไป

แม้ว่าผู้ฝึกยุทธจะไม่อาจใช้พลังลมปราณได้ในตอนนี้ แต่ถึงแบบนั้นร่างกายที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาก็ยังเหนือกว่าร่างกายที่มนุษย์ธรรมดามีอยู่ดี

ทุกย่างก้าวของแม่ทัพทั้งสองได้ทิ้งรอยเท้าลึกเอาไว้ที่พื้น เพียงครู่เดียวเท่านั้นดาบของพวกเขาก็พุ่งถึงเป้าหมาย!

ลู่โจวได้หมุนตัวเอง ตัวเขาได้เปลี่ยนไปใช้อาวุธนิรนามที่มือด้านขวาก่อนที่จะใช้มันฟาดฟันเข้าใส่อาวุธของแม่ทัพทั้งสอง

“หืม?” แม่ทัพทั้งสองพยายามจำลองภาพการต่อสู้ต่างๆ นาๆ กับลู่โจวผ่านทางความคิด ไม่ว่าจะคิดยังไงทั้งคู่ก็คิดไม่ถึงว่าจะมีการปัดป้องการโจมตีแบบนี้ได้

ลู่โจวเป็นเหมือนกับภาพลวงตา ตัวเขาได้เดินผ่านการโจมตีของทั้งสองคนมาก่อนที่จะโจมตีสวนกลับไป...

ดาบของแม่ทัพทั้งสองยังคงชูอยู่ที่กลางอากาศ ปากของพวกเขาทั้งคู่ยังคงอ้าปากค้าง แม่ทัพทั้งสองจ้องมองไปในอากาศด้วยความว่างเปล่า ทั้งคู่กำลังรู้สึกว่าชีวิตที่มีกำลังหลุดรอยออกจากร่างกายและบาดแผลที่ได้รับมาไป แม้ว่าจะถูกโจมตีไปแล้วแต่ชีวิตของพวกเขาก็ยังไม่จบลงในทันที แม่ทัพทั้งสองรู้สึกทรมานอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่ว่าจะอยากหายใจแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็ทำไม่ได้ หัวใจของพวกเขาเริ่มเต้นช้าลง กลิ่นของโลหะและเลือดเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้รับรู้ การคิดจะจัดการกับปรมาจารย์มหาวายร้ายคนนี้ได้ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรอีกต่อไป ทั้งคู่ได้ล้มลงก่อนที่จะจมลงสู่ความมืดมิดชั่วนิรันดร์

แม่ทัพอีกสองคนได้เสียชีวิตไปเช่นกัน

“นี้สำหรับศิษย์ของข้า หมิงซี่หยิน!”

ลู่โจวได้รับแต้มบุญกลับมา 2,000 ตัวเขาไม่ได้ขยับไปไหนแม้แต่น้อย

แม้ว่าแสงแดดจะส่องสว่างมากสักแค่ไหนแต่ทุกคนก็ไม่อาจที่จะละสายตาจากลู่โจวได้เลย บรรยากาศอันเงียบสงบของหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงอยู่ สิ่งที่ต่างออกไปก็คือกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่มขึ้นมา ในตอนนี้ภายในหมู่บ้านเริ่มที่จะมีศพเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ไม่มีพลังลมปราณหรือพลังอะไรที่ถูกใช้ออกมา สิ่งที่มีเหลือแค่เพียงการเข่นฆ่ากันด้วยอาวุธและกระบวนท่า!

ลู่โจวกำลังจ้องมองไปที่ม่อหลี่อย่างไม่ละสายตา เมื่อเริ่มมีซากศพเพิ่มมากขึ้น ความมั่นใจของม่อหลี่ที่มีก็เริ่มหดหายลง ทั้งหกคนที่ถูกสังหารไปไม่ใช่ทหารไร้ฝีมือกระจอกๆ พวกเขาเป็นถึงแม่ทัพองครักษ์อันเก่งกาจ!

ม่อหลี่พยายามรวบรวมสติอีกครั้งก่อนที่จะโบกมือ “แม่ทัพทั้งสี่ถอยไปซะ!” แม่ทัพที่เหลือได้ยินแบบนั้นก็ได้ถอยไปที่ด้านหลัง

ในช่วงเวลาอันสำคัญแบบนี้ไม่ว่าแม่ทัพทั้งหลายจะเคยมีพลังอันแข็งแกร่งหรืออำนาจมากเพียงใดก็ไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันจะดีกว่าถ้าหากล้มลู่โจวด้วยทหารธรรมดาๆ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วีรบุรุษเพียงคนเดียวก็ไม่อาจเอาชนะอุปสรรคได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเก่งกาจสักแค่ไหนแต่ถ้าหากเจอรุมด้วยคนจำนวนมาก คนคนนั้นก็คงจะไม่อาจต้านทานได้แน่

“ฆ่าปรมาจารย์มหาวายร้ายนั่นซะ! ใครก็ตามที่ทำได้จะได้รับทอง 10,000 ชั่ง ตำแหน่งสมุหนายกหรือแม้แต่องค์ชายก็ย่อมได้!” หลิวหยวนได้ประกาศออกมา

คำพูดนี้มีความหมายอยู่สองอย่างด้วยกัน ความหมายแรกหลิวหยวนตั้งใจที่จะกำจัดศาลาปีศาจลอยฟ้าให้ได้ ความหมายที่สองตัวเขาต้องการที่จะขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิซะเอง มีแต่คนที่คิดแบบนี้เท่านั้นถึงกล้าเสนอรางวัลที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้ ทหารที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็พุ่งใส่ลู่โจว

“ท่านผู้อาวุโส ข้าจะช่วยท่านเอง!” เจียงอาเฉียนรีบวิ่งเข้ามา ตัวเขาไม่ได้เอาดาบคีตะมังกรออกมา เจียงอาเฉียนตั้งใจที่จะปิดบังตัวตนของเขาเอาไว้ ดูเหมือนว่าเจียงอาเฉียนจะเป็นกำลังเสริมที่ดูพึ่งพาไม่ได้เลย

หมิงซี่หยินและจ้าวยู่ต่างก็ลุกขึ้นยืน

“ความรู้สึกแห่งการเข่นฆ่าสินะ...เป็นเวลานานแล้วที่ข้าไม่ได้รู้สึกแบบนี้”

“อย่าลืมข้าสิศิษย์พี่!” หยวนเอ๋อได้กระโดดตามมา

ในตอนนี้ทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว

ลู่โจวได้พูดขึ้น “เอาล่ะ ระวังตัวให้ดีทุกคน!”

หมิงซี่หยินยังไงก็ยังเป็นคนที่มีมันสมองเฉลียวฉลาด ‘ข้ารู้สึกประหลาดใจจริงๆ ที่ท่านอาจารย์ยังมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ทั้งๆ ที่มีอายุมากขึ้น’ หมิงซี่หยินเหลือบไปมองอาวุธนิรนามที่อยู่ในมือของลู่โจว ‘ดาบเล่มนี้มีดีกว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก...’

ยังไงซะอาจารย์ก็ยังเป็นอาจารย์ ประสบการณ์ที่ผ่านมากว่าพันปีของลู่โจวเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่คนหนุ่มคนสาวพวกนี้จะมีได้

ความมั่นใจของหมิงซี่หยินและเจียงอาเฉียนได้กลับมาอีกครั้ง

ดวงตาของหลิวหยวนไม่เปล่งประกายอีกต่อไป ตัวเขาได้เอาแขนลง

ในตอนนั้นเองทหารจำนวนมากได้พุ่งโจมตีลู่โจว

ในมือของลู่โจวอาวุธนิรนามยังคงสั่นอยู่เล็กน้อย ในตอนนี้ราวกับว่าเทคนิคและประสบการณ์ในการต่อสู้ที่มีมากว่าพันปีกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลู่โจวไป

ดาบและผู้ใช้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ลู่โจวได้พุ่งหาม่อหลี่ ความเร็วที่ลู่โจวใช้เร็วดุจดั่งสายฟ้า ตัวเขาได้พุ่งผ่านทหารทั้งหลายไปอย่างง่ายดาย

ฉั๊วะ! ฉั๊วะ! ฉั๊วะ!

ทหารที่ถูกลู่โจวพุ่งผ่านล้วนล้มลงกับพื้น

ทุกคนไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะโจมตีโต้กลับไป

ทหารทั้งหลายที่กำลังรุกเข้าใส่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพการสังหารหมู่ที่อยู่ด้านหน้าทำให้พวกเขาตกตะลึง

ร่างกายของลู่โจวในตอนนี้เป็นเหมือนกับสายน้ำ สายน้ำที่ไหลไปตามทางโดยที่ไม่ไหลย้อนกลับ ร่างกายของเขาได้กวัดแกว่งอาวุธนิรนามที่มีอยู่ในมือไปด้วย

ท้ายที่สุดแล้วทหารคนสุดท้ายก็ล้มลง

ในที่สุดหมู่บ้านก็กลับมาเงียบอีกครั้ง

รูปร่างของลู่โจวยังคงอยู่ในสภาพเดิม สีหน้าของเขาไม่เคยที่จะเปลี่ยนแปลงไปเลย ดาบที่ได้กวัดแกว่งอยู่ในมือเต็มไปด้วยหยดเลือดสีแดงฉาน มันได้ไหลอาบอาวุธนิรนามก่อนที่จะร่วงหล่นลงสู่พื้น

ลู่โจวทำให้ทหารที่ยังไม่ได้พุ่งเข้ามารู้สึกกลัว ไม่มีใครกล้าพุ่งไปโจมตีลู่โจวอีกต่อไป ทหารที่ถือหอกอยู่ค่อยๆ ถอยกลับไปเรื่อยๆ

ลู่โจวไม่ได้หันกลับไปชายตามอง ทหารที่ถูกจัดการไปแล้วขวางทางไม่ให้ทหารที่เหลือบุกเข้ามาอีก

ม่อหลี่ได้ถอยหลังไปอีกครั้ง ใบหน้าของนางซีดเซียวจนน่ากลัว! นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าปรมาจารย์มหาวายร้ายจะเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้

ลู่โจวหยุดไล่ตาม ตัวเขาดูเหมือนกับชายชราธรรมดาๆ ที่จะหาเจอได้ตามท้องถนน “ถ้าหากมีใครอยากจะตายอีกก็เชิญเข้ามาเลย ไม่ว่าจะมีอีกกี่ชีวิตข้าก็จะเป็นคนจัดการพวกเจ้าเอง”

ม่อหลี่พยายามควบคุมทหารที่เหลือ “หยุดเจ้านั่นซะ หยุดซะ!”

แม้ว่ารางวัลที่มีจะสุดล่อตาล่อใจ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่มีใครอยากเอาชีวิตตัวเองไปแลกกับรางวัลนั่นมา ถึงแม้ว่าเงินจะมีค่าแต่มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับผู้ที่ได้ตายไปแล้ว และตำแหน่งอันยิ่งใหญ่เองก็คงจะไม่มีค่าอะไรถ้าหากคนคนนั้นไม่หลงเหลือร่างกายที่มีวิญญาณ

ทหารทุกคนต่างก็ถอยกลับ!

“คนที่ขี้ขลาดจะถูกประหารชีวิต!”

เมื่อลู่โจวเห็นทหารนับร้อยกำลังพุ่งเข้าหาตัวเขาอีกครั้ง ในตอนนั้นตัวเขาก็ได้ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “บี่เอี๊ยน!”

โฮรกกกกกกกกก!

เสียงคำรามที่เกรี้ยวกราดราวกับฟ้าร้องได้ดังไปทั่วหมู่บ้าน

ในตอนนั้นหมู่เมฆบนท้องฟ้าก็ถูกแหวกออก บี่เอี๊ยนได้บินลงจากท้องฟ้าก่อนที่จะเข้ามายังหมู่บ้านที่มีเขตแดนพลังทั้งสิบ

‘บี่เอี๊ยนเองก็ใช้พลังลมปราณไม่ได้สินะ?’

แม้ว่าบี่เอี๊ยนจะไม่มีพลังลมปราณแต่ถึงแบบนั้นคมเขี้ยวและกรงเล็บของมันก็ยังเป็นอาวุธสุดร้ายกาจอยู่ดี ทหารธรรมดาคงจะไม่ใช่คู่มือของบี่เอี๊ยนแน่

บี่เอี๊ยนเข้าใจสิ่งที่ลู่โจวคิดดี มันได้พุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารที่กำลังตื่นกลัวมัน ทุกๆ ครั้งที่มีการตวัดกรงเล็บ ทหารคนหนึ่งก็จะถูกจัดการไป ในตอนนี้กลุ่มทหารตกอยู่ในความระส่ำระสายอีกครั้ง

“นี่มันอะไรกัน”

“สัตว์ขี่ของมหาวายร้ายจีอย่างงั้นหรอ?”

“เป็นไปได้ยังไงกัน!?”

รูปร่างหน้าตาของบี่เอี๊ยนทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว เมื่อบี่เอี๊ยนพุ่งใส่กำลังใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเหล่าทหารต่างก็ถูกทำลายไป ทหารนับร้อยได้โยนอาวุธของตัวเองไปก่อนที่จะวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต

ลู่โจวไม่ได้มีเวลามานั่งจัดการกับเหล่าทหาร...

บี่เอี๊ยนยังคงวิ่งไล่ล่าเหยื่อของมันต่อไป เมื่อทหารถอยไปไกลพอมันก็กลับมาหาเหล่าศิษย์สาวกของลู่โจวอีกครั้ง

“ว้าว ท่านผู้อาวุโสน่าจะเรียกสัตว์ร้ายตัวนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าหากเป็นแบบนั้นคงจะไม่มีใครกล้ายืนหยัดต่อสู้กับพวกเราแน่” เจียงอาเฉียนพยายามขยับเข้าไปใกล้ๆ บี่เอี๊ยนเพื่อสัมผัสมัน แต่บี่เอี๊ยนก็ได้คำรามใส่ตัวเขาซะก่อน เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นก็ได้ดึงแขนกลับไปด้วยความตกใจ

หยวนเอ๋อได้เดินมาจับตัวบี่เอี๊ยนเอาไว้ก่อนที่จะพูดออกมา “ดูเหมือนมันจะเกลียดเจ้านะ”

“ปกป้องพวกเขาซะ” ลู่โจวได้สั่งการออกมา

บี่เอี๊ยนได้นั่งลงกับพื้นอย่างเชื่อฟัง มันไม่ไล่ตามโจมตีเหล่าทหารอีกต่อไป บางทีบี่เอี๊ยนอาจจะรู้แล้วว่าตัวมันใช้พลังลมปราณไม่ได้ เพราะแบบนั้นมันจึงเลือกที่จะอยู่เฉยๆ เพื่อเป็นการประหยัดพลังของตัวเองอย่างชาญฉลาดแทน

ม่อหลี่และหลิวหยวนต่างก็ตกตะลึง เรื่องนี้มันอยู่เหนือความคาดหวังของพวกเขาทั้งสองไปแล้ว

แม้ว่าทหารส่วนมากจะหนีไปแล้ว แต่ก็ยังเหลือทหารอีกสองคนกำลังพุ่งเข้าหาลู่โจว

ลู่โจวเดินหน้าต่อไป ตัวเขารู้สึกว่าชีวิตของคนเราเป็นอะไรที่เปราะบางมาก มันบอบบางไม่ต่างจากกระดาษ “ข้าบอกเจ้าแล้ว...ในเขตแดนพลังทั้งสิบนี้ไม่มีใครเอาชนะข้าได้”

ม่อหลี่ที่ได้ยินแบบนั้นพยายามคว้าโอกาสสุดท้าย “ปิดใช้...ปิดใช้เขตแดนเดี๋ยวนี้!”

เจียงอาเฉียนที่เห็นแบบนั้นส่ายหัวก่อนที่จะพูดออกมา “เมื่อเปิดใช้งานเขตแดนทั้งสิบไปแล้วมันจะคงอยู่โดยที่ไม่อาจลบเรือนได้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เจ้าไม่รู้หรือไงกันในตอนที่ได้พิมพ์เขียวนั่นมา?”

“แล้วเจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน?” ม่อหลี่ได้หันไปมองเจียงอาเฉียน เจียงอาเฉียนเกาหัว ในตอนที่เกิดไฟไหม้ขึ้นที่พระราชวังจิงเหอ ในตอนนั้นตัวเขายังดูเด็กกว่านี้มาก ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมารูปลักษณ์ของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นเจียงอาเฉียนในตอนนี้ทั้งดูซุกซนและดูเลอะเทอะ คงไม่มีใครคิดว่าเขาคนนี้จะคือองค์ชายสามผู้ที่ได้ตายจากไปเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว แต่ถึงแบบนั้นนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอีกต่อไป

ม่อหลี่มองไปที่ลู่โจวที่กำลังเดินเข้ามาหานางอย่างช้าๆ

ในตอนนั้นที่ข้างๆ อัครมเหสี หลิวหยวนก็ได้ตะโกนออกมา “เจ้าจะยืนเฉยรออะไรกัน...น้องสี่บอกคนของเจ้าโจมตีเร็วเข้า!”

คนขององค์ชายสี่เป็นทหารที่มาจากพรมแดน พวกเขาคุ้นชินกับการต่อสู้และไม่คิดกลัวตาย

แม้ว่าจะได้รับคำสั่งแต่ถึงแบบนั้นหลิวปิงก็ได้แต่ยักไหล่ก่อนที่จะกางแขนออกมา “ท่านพี่ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า! ข้าพาคนมาที่นี่ไม่กี่คนเท่านั้น พวกเขาก็ต้องปกป้องข้าสิถึงจะถูก...” ตัวเขาได้หันไปหาลู่โจวก่อนที่จะพูดต่อ “ผู้อาวุโส ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ข้าทำได้แค่ปกป้องตัวเองก็เท่านั้น!”

ลู่โจวไม่ได้หันไปมอง ตัวเขายังคงเดินต่อไป

ในตอนนั้นบรรยากาศก็ได้ตึงเครียดมากกว่าเดิมจนแทบที่จะหายใจไม่ออก

ม่อหลี่และหลี่หยวนกำลังลุกลี้ลุกลน ทั้งสองพยายามมองหาความช่วยเหลือที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่มีใครที่ดูจะพึ่งพาได้เลย

“อัศวินดำ!” ม่อหลี่ได้เดินถอยอีกครั้ง มีทหาร 4 คนปรากฏขึ้นมาที่ด้านหน้าของนาง

ในที่สุดอัศวินดำที่รออยู่ที่ด้านนอกก็ได้พุ่งเข้ามา

หลิวหยวนรู้สึกสบายใจขึ้นมากเมื่อเห็นแบบนั้น “ฟังคำสั่งข้าซะเหล่าอัศวินดำ ฆ่าทุกคนที่มาจากศาลาปีศาจลอยฟ้าซะ!”

เมื่อเหล่าอัศวินดำกลุ่มใหญ่ได้เข้ามา ในตอนนั้นก็มีอัศวินดำที่ขี่ม้าตัวใหญ่ที่สุดพุ่งเข้าหาม่อหลี่

“หลีกทางไปซะ!”

“ฝานซุยเหวินมาแล้ว!”

เมื่อได้ยินแบบนั้นแม่ทัพทั้งสี่ที่เหลือต่างก็สั่นกลัวก่อนที่จะรีบหลีกทาง

ฝานซุยเหวินกระโดดลงมาจากหลังม้า

ม่อหลี่ที่เห็นแบบนั้นดีใจมาก “แม่ทัพฝาน เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี ข้า...”

ฉั๊วะ!

“ข้า...ข้า...”

คนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็ได้ยินเสียงของมีคมที่ฟาดฟันเข้าใส่เนื้อ มันเป็นเสียงที่ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรสำหรับทหารผ่านศึกเลย สายตาของทุกคนที่จับจ้องลู่โจวอยู่ได้หันไปมองฝานซุยเหวินแทน

ดาบในมือของฝานซุยเหวินฝังอยู่ในท้องของม่อหลี่

เสียงของม่อหลี่ติดอยู่ในลำคอ เสียงของนางฟังดูแผ่วเบา ดวงตาของนางเบิกกว้าง ร่างกายของนางกำลังล้มตัวลง ม่อหลี่ได้ก้มลงไปมองอย่างช้าๆ ที่ท้องของนางมีดาบที่ชุ่มไปด้วยเลือดเสียบคาอยู่

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 324 อะไรกันล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว