- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 295 เร่งรุดช่วยเหลือด่วนจี๋
ตอนที่ 295 เร่งรุดช่วยเหลือด่วนจี๋
ตอนที่ 295 เร่งรุดช่วยเหลือด่วนจี๋
หลังจากเสิ่นซีก้าวลงจากเรือทางการ แล้วขึ้นไปบนเรือสินค้าที่แล่นตามมาด้านหลัง เรือทั้งสามลำก็ออกจากท่าอย่างรวดเร็ว ล่องใต้ไปตามแม่น้ำถิงเจียง ยามนี้ล่วงเลยเวลาที่ฮุ่ยเหนียงออกเดินทางมากว่าสองชั่วยามแล้ว
เสิ่นซียืนอยู่บนหัวเรือ ใจหนึ่งก็หวังให้เรือเร็วที่ส่งไปล่วงหน้าสามารถไล่ตามกองเรือของฮุ่ยเหนียงทันโดยเร็ว อีกใจหนึ่งก็ภาวนาให้พวกโจรผู้ร้ายยังมิได้ลงมือ
เสิ่นซีเคยวิเคราะห์เส้นทางน้ำตลอดสายของแม่น้ำถิงเจียงมาแล้ว
ลำน้ำช่วงที่ไหลล่องลงมาจากอำเภอฉางถิงนั้นค่อนข้างราบเรียบไม่เชี่ยวกราก สองฟากฝั่งล้วนเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ระยะทางหลายสิบลี้ไร้ซึ่งท่าเรือให้จอดเทียบ จึงนับเป็นจุดที่เปิดช่องว่างให้พวกโจรป่าฉวยโอกาสลงมือได้ง่ายที่สุด
หากพวกโจรคิดจะลงมือจริง ย่อมต้องอาศัยจังหวะที่เรือจอดเทียบฝั่งในยามวิกาล หรือไม่ก็ฉวยโอกาสตอนกลางวันที่ลำน้ำมีเรือสัญจรเบาบาง ทว่าต่อให้พวกโจรจะใจกล้าเทียมฟ้าถึงขั้นปล้นเรือฆ่าคน ก็คงไม่กล้ากระทำการเอิกเกริกจนเกินไปนัก ด้วยเกรงว่าเรื่องราวจะแดงขึ้นมา
ทว่ายามนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง กระแสน้ำเอื่อยเฉื่อย บนผืนน้ำมีเรือสัญจรไปมาขวักไขว่ พวกโจรจึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะฉวยโอกาสลงมือในยามพลบค่ำที่ทัศนวิสัยพร่ามัว เวลานั้นเป็นจังหวะที่เรือเพิ่งจอดเทียบฝั่ง ผนวกกับความไม่คุ้นชินกับภูมิประเทศโดยรอบ กำลังคนย่อมปั่นป่วนวุ่นวายได้ง่าย หากมีโจรแฝงตัวปะปนเข้ามาก็ยากจะจับสังเกตได้ทัน
"หลงจู๊น้อยไม่ต้องกังวลใจไปหรอกขอรับ สองฝั่งแม่น้ำล้วนมีคนของสำนักตระเวนคอยประจำการอยู่ หากมีโจรผู้ร้าย คนของสำนักตระเวนย่อมไม่นิ่งดูดายแน่"
(เชิงอรรถผู้แปล: สำนักตระเวน (巡检司) สวินเจี่ยนซือ เป็นหน่วยงานระดับล่างของทางการ มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ตรวจตราชายแดน หรือจุดยุทธศาสตร์ในท้องถิ่น)
ซ่งเสี่ยวเฉิงเห็นเสิ่นซีมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปลอบโยน เสิ่นซีลอบถอนหายใจ เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่อาจอธิบายให้ซ่งเสี่ยวเฉิงฟังได้
สำนักตระเวนนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองกำลังอาสาสมัครประจำท้องถิ่น หน้าที่หลักคือช่วยเหลืองานของทางการท้องถิ่น ขึ้นตรงต่อที่ว่าการนายอำเภอและเจ้าเมือง หาใช่กองทหารประจำการที่แท้จริงไม่
เพียงดูจากการที่เจียงลี่เหวยเลือกขอกำลังทหารจากกองกำลังถิงโจวเว่ย แทนที่จะเรียกใช้กำลังพลของสำนักตระเวน ก็พอมองออกแล้วว่า แท้จริงแล้วกำลังพลของสำนักตระเวนนั้นไม่ได้มีทักษะการรบที่แข็งแกร่งอันใดเลย
ร้ายไปกว่านั้น หลังจากที่อันหรู่เซิงย้ายมารับตำแหน่งที่เมืองถิงโจว กลุ่มคนโฉดที่ยอมถวายหัวพร้อมรับคำสั่งเหล่านั้น ย่อมไม่อาจนำมาจัดสรรให้ทำงานในที่ว่าการเมืองได้ทั้งหมดเป็นแน่ ส่วนใหญ่ย่อมต้องถูกกระจายไปประจำตามจุดต่าง ๆ ในท้องถิ่น และสถานที่ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือสำนักตระเวนตามริมฝั่งแม่น้ำนั่นเอง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ตลอดแนวฝั่งแม่น้ำถิงเจียงจะไม่มีคดีดักปล้นเรือเกิดขึ้นเลย ทว่าคดีลักเล็กขโมยน้อยกลับมีมาไม่ขาดสาย ซ้ำร้ายยังมีคนคุ้มกันเรือหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่บ่อยครั้ง เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้
การที่อันหรู่เซิงคิดจะดักปล้นเรือสินค้าของสมาคมการค้าในครานี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเรียกใช้สายสนกลในที่แฝงตัวอยู่ในสำนักตระเวน
คนพวกนี้ใช้ชื่อของทางการบังหน้า ทว่าเบื้องหลังกลับเป็นมหาโจรที่ก่อคดีมาอย่างโชกโชน ก่อนที่จะลงมือปล้นเรือ ย่อมยากที่ผู้ใดจะจับสังเกตได้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ของฮุ่ยเหนียงตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น
เสิ่นซีสอบถามสภาพการณ์ตลอดแนวฝั่งแม่น้ำอย่างละเอียดจากซ่งเสี่ยวเฉิง เพื่อประเมินว่าขบวนของฮุ่ยเหนียงน่าจะหยุดพักค้างแรมที่ท่าเรือใดในค่ำคืนนี้ โดยทั่วไปแล้วย่อมเป็นท่าข้ามป้าเซี่ยที่อยู่ห่างจากอำเภอฉางถิงราวห้าสิบลี้ หรือหากล่องไปตามน้ำอีกไม่ถึงสิบลี้ก็จะถึงท่าข้ามหยางกู่เพื่อจอดเทียบท่า ต่อให้ม้าเร็วจะสามารถส่งข่าวไปยังกองพันเมืองซ่างหางได้ทันท่วงที แล้วระดมกำลังทหารจากเมืองซ่างหางล่องเหนือขึ้นมา ก็เกรงว่าจะไม่ทันการเสียแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: กองพันเมืองซ่างหาง (上杭千户所) ซ่างหางเชียนฮู่สั่ว หน่วยทหารประจำการระดับกองพันในสังกัดกองกำลังเว่ย ดูแลพื้นที่อำเภอซ่างหาง)
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามอาทิตย์อัสดงอย่างรวดเร็ว เรือทั้งสามลำเร่งรุดเดินทางจนมาถึงช่วงลำน้ำที่เต็มไปด้วยโขดหินแก่งคุดก่อนถึงท่าข้ามป้าเซี่ย บริเวณโดยรอบสิบกว่าลี้ล้วนรกร้างไร้ผู้คนสัญจร ยามนี้ไม่มีเรือลำใดแล่นทวนน้ำขึ้นมาอีกแล้ว เพราะต่อให้เร่งฝีพายก็ไม่มีทางไปถึงท่าเรือต้นน้ำได้ทันก่อนฟ้ามืด การเดินเรือในยามวิกาลนั้นอันตรายถึงชีวิต เพียงพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียวก็อาจชนโขดหินใต้น้ำจนเรืออับปางได้ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง
เสิ่นซีทอดสายตามองทิวทัศน์สองฟากฝั่ง พลันรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจาง ๆ ทว่าเรือทางการที่แล่นนำอยู่เบื้องหน้ากลับค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง เนื่องจากเรือทางการมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อผ่านช่วงโขดหินแก่งคุดจึงจำต้องแล่นให้ช้าที่สุดเพื่อรักษาสมดุลของเรือ
เมื่อเข้าสู่ยามพลบค่ำ ขบวนเรือยังคงเร่งเดินทางต่อไป
จวบจนกระทั่งถึงยามเจี่ย เรือทั้งสามลำจึงเดินทางมาถึงท่าข้ามป้าเซี่ย ที่ท่าข้ามป้าเซี่ยมีจุดประสานงานของสมาคมการค้าตั้งอยู่ เมื่อสอบถามดูจึงล่วงรู้ว่า เรือของสมาคมการค้าได้ล่องน้ำลงใต้ต่อไปแล้ว เพื่อไปหยุดพักที่ท่าข้ามหยางกู่ เนื่องจากฮุ่ยเหนียงร้อนใจอยากเร่งเดินทาง ความเร็วของขบวนเรือจึงไม่ล่าช้านัก แม้จะเข้าสู่ยามวิกาลก็ยังไม่ยอมจอดเทียบท่า พวกนางเพิ่งจะผ่านไปได้กว่าครึ่งชั่วยามเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเจี่ย (甲夜) ยามแรกของคืน อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 21.00 น.)
เรือทางการยังคงทำหน้าที่นำทางต่อไป โดยมีเรือสินค้าอีกสองลำแล่นตามมาติด ๆ ขบวนเรือล่องลงใต้ไปเรื่อย ๆ เมื่อใกล้จะถึงยามสอง ในที่สุดเรือก็ใกล้จะถึงท่าข้ามหยางกู่ มองจากระยะไกลสามารถเห็นแสงไฟลุกโชนมาจากทิศทางของท่าเรือ เสิ่นซียืนชะเง้อมองอยู่ที่หัวเรือ ภายในใจพร่ำสวดภาวนาขอให้ฮุ่ยเหนียงฟ้าคุ้มครอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสอง (二更) การแบ่งเวลาช่วงกลางคืนของจีนโบราณ (จากพลบค่ำถึงย่ำรุ่ง) จะแบ่งออกเป็น 5 ยาม ยามละ 2 ชั่วโมง โดยยามสองจะตรงกับช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ถึง 23.00 น.)
"หลงจู๊น้อย บนฝั่งมีไฟไหม้ ดูท่าทางจะรุนแรงนัก หลงจู๊ใหญ่จะติดอยู่ด้านในหรือไม่ขอรับ?" ซ่งเสี่ยวเฉิงเองก็ตระหนักถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน เขาพยายามจะนำเรือเข้าเทียบฝั่ง ทว่าริมฝั่งล้วนเป็นหาดทรายตื้นเขิน ไม่อาจจอดเทียบได้เลย
เมื่อห่างจากท่าข้ามหยางกู่ไม่ถึงหนึ่งลี้ ในที่สุดก็มองเห็นความเคลื่อนไหวบนท่าข้าม เปลวเพลิงที่ท่าเรือลุกโชนแดงฉานไปทั่วผืนฟ้า เงาเรือบนผืนน้ำแกว่งไกววูบวาบ เรือหลายลำถูกไฟลุกท่วม บนฝั่งยังมีคนขว้างปาสิ่งของใส่เรืออย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
พอเข้าใกล้ไปอีกนิด จึงเห็นว่าบนเรือที่ถูกไฟไหม้นั้นมีคนถูกไฟคลอกเป็นระยะ จนต้องจำใจกระโดดลงแม่น้ำเพื่อหนีตาย ทว่าในน้ำกลับคล้ายมี 'พรายน้ำ' ดักซุ่มอยู่ คนที่เพิ่งกระโดดลงไปแรกเริ่มยังพอดิ้นรนได้ ทว่าพอดำผุดดำว่ายอยู่สองสามคราก็สิ้นแรงดิ้นรนไปเสียเฉย ๆ
"ยิงธนู!"
เสียงตะโกนดังมาจากเรือทางการที่ลอยลำอยู่เบื้องหน้า พลันพลธนูที่เรียงรายอยู่ตรงหัวเรือก็สาดห่าเกาทัณฑ์ออกไป พวกที่กำลังจุดไฟเผาเรืออยู่บนฝั่งพอเห็นท่าไม่ดี ก็รีบวิ่งเตลิดหนีไปทางด้านหลังท่าเรือทันที
ไม่นานนัก เรือทางการก็ปล่อยเรือเล็กลงน้ำ เริ่มทยอยขึ้นฝั่ง
แม้เจียงลี่เหวยจะมิใช่ขุนพลนำทัพ ทว่าอย่างไรเสียเขาก็คือผู้สอบผ่านจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ ผนวกกับการที่มีหนังสือสั่งการจากราชสำนักติดตัว ยามนี้เขาจึงกลายเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของศึกปะทะในครั้งนี้ไปโดยปริยาย
"หลงจู๊น้อย พวกเราก็เทียบฝั่งกันเถอะ... มารดามันเถอะ! กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับสมาคมการค้าของพวกเรา รนหาที่ตายนัก!" ซ่งเสี่ยวเฉิงดวงตาแดงก่ำ เดิมทีเขายังคงลอบคิดอยู่เสมอว่า เสิ่นซีตีตนไปก่อนไข้ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินเหตุไปหรือไม่? ทว่าเมื่อมาถึงท่าข้ามหยางกู่และได้เห็นภาพตรงหน้า เขาก็สุดจะทนจนเลือดขึ้นหน้า เดือดดาลสุดขีด ตะโกนสั่งการสุดเสียง "พี่น้องทั้งหลาย หยิบอาวุธขึ้นฝั่ง!"
แม้ครานี้ซ่งเสี่ยวเฉิงจะพากำลังคนมาไม่มากนัก ทว่าอย่างน้อยก็มีถึงห้าสิบหกสิบคน ซ้ำยังเป็นยอดฝีมือของพรรครถม้าทั้งสิ้น เนื่องจากบนเรือสินค้าไม่ได้ตระเตรียมเรือลำเล็กเอาไว้ ยังไม่ทันที่เรือจะจอดเทียบฝั่ง พวกอันธพาลใจร้อนบางคนก็กระโดดลงแม่น้ำ ว่ายตรงไปยังริมฝั่งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
เมื่อขึ้นฝั่งได้สำเร็จ เหล่าสมาชิกพรรคก็เดินตามหลังทหารทางการ พุ่งเข้าโจมตีพวกโจรบนท่าเรือทันที
มาถึงยามนี้ สิ่งที่เสิ่นซีห่วงใยมากที่สุดก็คือความปลอดภัยของฮุ่ยเหนียง ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า คล้ายว่าพวกโจรจะดักปล้นเรือได้ไม่ราบรื่นนัก มิเช่นนั้นคงไม่ต้องลงแรงสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงจุดไฟเผาเรือเช่นนี้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการป่าวประกาศเรื่องราวให้ใหญ่โตจนทางการตลอดริมแม่น้ำล่วงรู้ความเคลื่อนไหว ซึ่งช่างขัดแย้งกับวิสัยปกติของพวกโจรที่มักลงมืออย่างเงียบเชียบยิ่งนัก
รอจนกระทั่งเรือจอดเทียบฝั่ง ซ่งเสี่ยวเฉิงเตรียมจะพุ่งทะยานออกไปสู้รบฟันแทง เสิ่นซีกลับดึงแขนเขาไว้ พลางชี้ไปยังเรือที่กำลังถูกไฟไหม้รอบ ๆ ท่าเรือ "ดูสถานการณ์ให้แน่ชัดเสียก่อน ช่วยคนสำคัญที่สุด!"
"เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว"
บนฝั่งมีเสียงอึกทึกครึกโครมดังระงมไปทั่ว ทั้งเสียงตะโกนเข่นฆ่า เสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนา เสียง 'เคร้งคร้าง' จากการปะทะกันของอาวุธ เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกไฟคลอก รวมถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวังของผู้คนที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ ล้วนสอดประสานปะปนกันจนแยกไม่ออก
เสิ่นซีไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป เขาคว้าผืนผ้าใบมาผืนหนึ่ง นำไปชุบน้ำในแม่น้ำจนชุ่ม แล้วนำมาคลุมร่าง หวังจะพุ่งทะยานขึ้นไปบนเรือที่กำลังถูกไฟลุกท่วมเหล่านั้น ทว่ายามนี้มีทหารทางการล่วงหน้าขึ้นไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนแล้ว น่าเสียดายที่ในหมู่ทหารเหล่านั้นไม่มีหน่วยดับเพลิงอยู่เลย ผนวกกับกำลังทหารจากกองพันเมืองซ่างหางก็ยังเดินทางมาไม่ถึง กำลังคนจึงดูขาดแคลนนัก การจะดับไฟนั้นช่างยากลำบากเหลือแสน
"เสี่ยวหลาง..."
เสียงร้องเรียกของฮุ่ยเหนียงดังแว่วมาแต่ไกลให้เสิ่นซีได้ยิน
เสียงที่แว่วเข้าหู ไม่เพียงมิอาจทำให้เสิ่นซีตั้งสติได้ ทว่ากลับยิ่งทำให้เขาลนลานหนักขึ้นไปอีก เขารีบกวาดสายตามองไปตามทิศทางของต้นเสียง น่าเสียดายที่ยามนี้บนผืนน้ำมีไฟลุกโชนไปทั่ว ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเงาร่างผู้คนขวักไขว่ ไม่ว่าจะเป็นคนของสมาคมการค้า โจรผู้ร้ายที่มาปล้นเรือ ทหารทางการที่มาช่วยชีวิตผู้คน หรือแม้กระทั่งผู้โดยสารบนเรือลำอื่นที่จอดพักเทียบท่าในยามวิกาล ล้วนต่างก็กำลังส่งเสียงร้องตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นตระหนก
ท่ามกลางแสงเพลิงที่วูบไหว ทัศนวิสัยล้วนพร่ามัวไปหมดสิ้น!
ภายในใจเสิ่นซีว้าวุ่นสับสน เขาคร้านจะใส่ใจสิ่งอื่นชั่วคราว รีบนำผืนผ้าใบที่ชุบน้ำจนชุ่มมาคลุมร่าง หวังจะค้นหาเรือหลักของสมาคมการค้าให้พบท่ามกลางหมู่เรือที่กำลังถูกไฟลุกท่วม ทว่าเพ่งมองอยู่นานสองนาน ก็ยังมิอาจแยกแยะได้ว่าเรือลำใดเป็นลำใด
"เสี่ยวหลาง!"
ครานี้เสียงเรียกกระจ่างชัดยิ่งขึ้น
เสิ่นซีเพ่งสายตามองไป จึงเห็นว่าบนเรือสินค้าลำหนึ่งที่จอดอยู่รอบนอก มีคนกำลังโบกมือให้เขาอยู่ เรือลำนั้นยังไม่ถูกไฟไหม้รุนแรงนัก ทว่าก็ยังมีคนถูกสะเก็ดไฟกระเด็นใส่จนต้องจำใจกระโดดลงน้ำเพื่อหนีตาย
เสิ่นซีดึงแขนซ่งเสี่ยวเฉิง ชี้ไปยังทิศทางของเรือลำนั้นพลางตวาดสั่ง "เร็วเข้า!"
เหล่าพี่น้องพรรครถม้าต่างช่วยกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย นำแผ่นกระดานเรือพาดขึ้นไป เสิ่นซีเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานขึ้นไปบนเรือ เปลวเพลิงสายหนึ่งพลันโหมซัดเข้าใส่หน้า จนเส้นผมของเสิ่นซีถูกไฟลามเลียไหม้ไปปอยหนึ่ง
เสิ่นซีรีบก้มหน้าลงต่ำ เล็งทิศทางของฮุ่ยเหนียงให้มั่น ก้าวพรวดพราดเพียงไม่กี่ก้าวก็พุ่งทะยานเข้าไปถึงตัว รีบนำผืนผ้าใบชุบน้ำคลุมลงบนร่างของฮุ่ยเหนียงอย่างรวดเร็ว ยามนี้บริเวณหัวเรือมีไฟลุกโชนรุนแรง เปลวเพลิงโหมกระพือหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากคิดจะล่าถอยกลับไปทางแผ่นกระดานเรือย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว
ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดสิ่งใดอีก เสิ่นซีก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด เขารวบร่างฮุ่ยเหนียงเข้าสู่อ้อมกอดแล้วพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าโดยตรง ก่อนจะกระโดดลงสู่แม่น้ำเสียงดัง 'ตูม'
บนร่างของเสิ่นซีมีผืนผ้าใบผืนหนาหนักห่อหุ้มอยู่ เมื่อตกลงไปในน้ำจึงเผลอสำลักน้ำเข้าไปหลายอึกดัง 'อึก อึก'
โดยทั่วไปผู้ที่จมน้ำมักจะตื่นตระหนกลนลานอย่างหนัก แทบอยากจะคว้าจับฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ให้จงได้ ทว่าเสิ่นซียังคงรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้อย่างเยือกเย็น ประจวบเหมาะกับที่บนฝั่งกำลังจัดตั้งกำลังคนเข้าช่วยเหลือผู้ที่ตกลงไปในแม่น้ำ โดยมีการยื่นลำไม้ไผ่ยาวออกมาเป็นระยะ เสิ่นซีอาศัยจังหวะคว้าปลายไม้ไผ่ไว้ได้มั่น จากนั้นใช้มืออีกข้างจับร่างของฮุ่ยเหนียงเอาไว้แน่น อาศัยแรงดึงจากไม้ไผ่แหวกว่ายเข้าหาฝั่ง
เมื่อใกล้จะถึงฝั่ง ก็มีคนกระโดดลงมาช่วย ทว่าด้วยจารีตชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกัน จึงยังคงเป็นเสิ่นซีที่โอบประคองร่างของฮุ่ยเหนียงเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ใช้ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายพานางขึ้นไปบนฝั่ง…
การปะทะกันบนท่าเรือยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าฝั่งโจรผู้ร้ายคล้ายจะมีท่าทีตอบโต้กลับ เสียงตะโกนเข่นฆ่าดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปชั่วขณะ
ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เมื่อเรือทางการสองลำที่กองพันเมืองซ่างหางส่งมาถึง ทหารทางการกว่าสองร้อยนายก็เข้าร่วมในสมรภูมิ ในที่สุดฝ่ายโจรผู้ร้ายก็ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป บ้างก็ถูกห่าเกาทัณฑ์ยิงตาย บ้างก็ยังคงดิ้นรนสู้ยิบตา ทว่าส่วนใหญ่เลือกที่จะหลบหนีเข้าไปในป่าเขาโดยรอบ แต่ยังไม่ทันจะหนีไปได้ไกล ทหารทางการก็ไล่ตามมาทัน หากไม่ถูกสังหารทิ้งคาที่ ก็ถูกจับกุมตัวไว้ได้ทันควัน กระนั้นก็ยังคงมีปลาที่เล็ดลอดแหหนีไปได้จำนวนหนึ่ง
เสิ่นซีนั่งอยู่ริมฝั่ง นอกจากจะบ้วนน้ำออกมาและหอบหายใจอย่างหนักแล้ว เขาก็ทำเพียงโอบกอดร่างของฮุ่ยเหนียงที่สำลักน้ำจนหมดสติเอาไว้ พร้อมกับประกบปากเป่าลมหายใจส่งอากาศเข้าไปในปากของนางอย่างต่อเนื่อง
โชคดีที่ฮุ่ยเหนียงสำลักน้ำเพียงไม่นาน ผ่านไปชั่วครู่ หน้าอกของนางก็เริ่มกระเพื่อมขึ้นลง ลมหายใจกลับมาเป็นปกติอีกครา เสิ่นซีจึงค่อยวางใจลงได้ เขาคว้าธงของทหารทางการที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา คลุมลงบนร่างของฮุ่ยเหนียงโดยตรง พยายามโอบกอดนางไว้ให้แน่นที่สุด หวังจะถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายของตนไปสู่นาง
เสิ่นซีลอบร้องในใจว่า ไม่น่าไปถกเถียงกับอู๋เสิ่งอวี๋เรื่องที่ว่าสตรีตกน้ำสมควรช่วยหรือไม่เลย ยามนี้ตนเองกลับต้องมาประสบพบเจอเข้าจริง ๆ เสียแล้ว ซ้ำร้ายสิ่งที่เขาทำลงไป ยังร้ายแรงกว่าการแค่ลงน้ำไปช่วยคนตั้งมากมายนัก โชคดีที่รอบบริเวณริมฝั่งกำลังตกอยู่ในความโกลาหลอลหม่าน ผนวกกับที่ตรงนี้ประจวบเหมาะเป็นพงหญ้ารกชัฏที่เป็นดั่งที่มืดใต้แสงไฟพอดี จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นมากนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: มืดใต้แสงไฟ (灯下黑) เปรียบเปรยถึงบริเวณที่อยู่ใกล้จุดกำเนิดแสงสว่าง กลับกลายเป็นจุดที่มืดมิดและมักถูกผู้คนละเลยมองข้ามได้ง่ายที่สุด)
"...เสี่ยวหลาง"
ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ฟื้นคืนสติ เมื่อนางตระหนักได้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นซี นางกลับมิได้ดิ้นรนขัดขืน ทว่าซุกใบหน้าฝังลงกับแผงอกของเขาด้วยความตื้นตันใจ ด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจ ผนวกกับความซาบซึ้งใจ นางถึงกับสะอึกสะอื้นร่ำไห้ออกมา
เสิ่นซีลูบแผ่นหลังของฮุ่ยเหนียงแผ่วเบา เอ่ยปลอบโยนไปสองสามคำ จังหวะนั้นเองซ่งเสี่ยวเฉิงก็รีบวิ่งตามหาจนมาพบ "หลงจู๊ใหญ่ ท่านปลอดภัยก็ดีแล้วขอรับ ท่านไม่รู้หรอกว่าตลอดทางมานี้ หลงจู๊น้อยเป็นห่วงท่านจนแทบคลั่งเลยทีเดียว!"
เมื่อมีคนนอกอยู่ด้วย ฮุ่ยเหนียงจึงรีบผละออกจากอ้อมอกของเสิ่นซีทันที นางพยายามจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่เข้าทาง หวังจะหยัดกายลุกขึ้นยืน ทว่าด้วยร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง กระทั่งจะยืดตัวให้ตรงก็ยังยากลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลุกขึ้นยืนสนทนาเลย
"พี่ลิ่ว รีบลงน้ำไปช่วยคนเร็วเข้า ในแม่น้ำยังมีพี่น้องสมาคมการค้าอยู่อีกไม่น้อย จะปล่อยให้พวกเขาถูกกระแสน้ำพัดไปไม่ได้เด็ดขาด!"
"ขอรับ!"
ซ่งเสี่ยวเฉิงคร้านจะมามัวห่วงเรื่อง 'ความเหมาะสม' อันใดอีก เขารีบตะโกนเรียกคนให้ลงน้ำไปช่วยคนทันที เสิ่นซีจึงค่อยหยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วพยุงฮุ่ยเหนียงให้ลุกขึ้นตาม
หลังจากฮุ่ยเหนียงลุกขึ้นยืน ร่างกายของนางก็โอนเอนไปมา มือยกขึ้นกุมศีรษะ เห็นได้ชัดว่าเพราะสำลักน้ำเข้าไปมาก จึงเกิดอาการหน้ามืดวิงเวียน
เสิ่นซีกล่าว "ท่านน้า พวกเราไปพักผ่อนบนเรือกันก่อนเถิด ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารทางการและพี่ลิ่วก็พอแล้วขอรับ"
ยามนี้ฮุ่ยเหนียงสิ้นไร้เรี่ยวแรงจะคิดอ่านอันใดแล้ว เสิ่นซีว่าอย่างไรนางก็ว่าตามนั้น นางเดินข้ามท่าเรือไปโดยมีเสิ่นซีคอยประคอง ก่อนจะขึ้นไปบนเรือที่มาคอยรับรอง
เสิ่นซีประคองฮุ่ยเหนียงเข้าไปนั่งพักด้านในห้องโดยสาร น่าเสียดายที่ด้านในไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าแห้งไว้ให้นางผลัดเปลี่ยน เขาจึงทำได้เพียงนำธงของทหารทางการเมื่อครู่มาห่มต่างผ้าห่มให้นาง ทว่ายามนี้ร่างกายของฮุ่ยเหนียงกำลังสั่นสะท้านไปทั้งร่าง หลังจากจมน้ำผนวกกับความหนาวเหน็บ ร่างกายของนางก็ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
"รอประเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะไปหาของมาให้!"
เสิ่นซีเดินออกจากประตูห้องโดยสาร ก็ประจวบเหมาะเห็นกระสอบป่านเปล่าวางอยู่บนดาดฟ้าเรือ เขาจึงฉีกกระชากมันออกมาลวก ๆ แล้วนำกลับมาคลุมลงบนร่างของฮุ่ยเหนียงอย่างเร่งรีบ
ฮุ่ยเหนียงราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน นางเหม่อมองเสิ่นซีที่กำลังมีสีหน้าวิตกกังวลด้วยความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าประดังประเด ภายในใจว้าวุ่นสับสนไปหมดสิ้น