- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 294 ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
ตอนที่ 294 ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
ตอนที่ 294 ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
หลังจากเสิ่นซีกลับไป เขาก็ยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ฮุ่ยเหนียงบอกว่ารู้ว่าจะรับมืออย่างไร ทว่ากลับไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่ไป หากฮุ่ยเหนียงดึงดันอวดเก่งขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า?
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเสิ่นซีก็รีบรุดไปที่ร้านขายยา ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับออกจากบ้านไปยังหอการค้าของสมาคมการค้าแล้ว เสิ่นซีซักถามซิ่วเอ๋อร์อย่างละเอียด จนได้ความว่าฮุ่ยเหนียงมิได้นำห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้เมื่อวานติดตัวไปด้วย เขาจึงค่อยระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าช่วงเช้าขณะที่เสิ่นซีทบทวนตำรา เขากลับมีอาการจิตใจว้าวุ่นไม่สงบ พอใกล้ถึงยามเที่ยง เสิ่นซีจึงอ้างว่าจะกลับบ้านไปหาหนังสือ แล้วฉวยโอกาสไปหาซ่งเสี่ยวเฉิงที่พรรครถม้า
"หลงจู๊น้อย ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ได้ขอรับ? ทำเอาข้าน้อยตื่นตระหนกตกใจไปหมดแล้ว... มา ๆ ๆ เชิญนั่งด้านในก่อนขอรับ..."
เดิมทีซ่งเสี่ยวเฉิงก็เป็นคนช่างพูดช่างเจรจาอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อได้ขึ้นเป็นผู้นำใหญ่แห่งพรรครถม้า ต้องคอยต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อมากหน้าหลายตา เขาก็ยิ่งกลายเป็นคนมีชั้นเชิงเจนโลกมากยิ่งขึ้น
เสิ่นซีโบกมือปฏิเสธ "ข้าไม่ได้มาหาพี่ลิ่วเพื่อจับเข่าคุยสัพเพเหระหรอกนะ ท่านรีบหาคนฝีมือดีสักสองสามคนไปอยู่ข้างกายหลงจู๊ใหญ่ คอยคุ้มครองนางให้ดี ข้าเกรงว่าช่วงนี้จะมีคนคิดร้ายต่อนาง"
สีหน้าของซ่งเสี่ยวเฉิงเผยแววประหลาดใจ "หลงจู๊น้อยช่างใจตรงกับหลงจู๊ใหญ่เสียจริงขอรับ... เมื่อช่วงเช้าหลงจู๊ใหญ่ออกเดินทางไกล นางก็มาขอคนฝีมือดีจากข้าไปสองสามคน ทั้งยังสั่งให้ข้าหาคนไปช่วยคุ้มกันเรือเพิ่มอีกหลายคนด้วย"
"อะไรนะ!?" เสิ่นซีตกตะลึงจนหน้าถอดสี "ไฉนท่านจึงไม่ยอมบอกแต่แรก เรื่องเกิดขึ้นเมื่อใดกัน?"
"ราว ๆ หนึ่งชั่วยามก่อนกระมัง คาดว่ายามนี้คงจะลงเรือไปแล้วล่ะขอรับ" ซ่งเสี่ยวเฉิงมีสีหน้างุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
เสิ่นซีในยามนี้ทำได้เพียงพยายามตั้งสติให้เยือกเย็น ลอบคิดในใจว่าทั้งต้องขนเสบียงลงเรือ ทั้งต้องรวบรวมกำลังคน คงจะยังไม่ออกเดินทางรวดเร็วปานนั้น เสิ่นซีจึงสั่งให้ซ่งเสี่ยวเฉิงรีบหาคนมาสองสามคน แล้วเร่งรุดไปยังท่าเรือด้วยกันทันที
ท่าเรือเต็มไปด้วยความคึกคักจอแจ ถึงอย่างไรเมื่อเสบียงฤดูใบไม้ร่วงถูกจัดเก็บเข้าคลัง สินค้าพื้นเมืองจากทั่วทุกสารทิศก็พากันหลั่งไหลเข้าสู่ตลาด ท่าเรือในฤดูกาลนี้จึงมักจะเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวายที่สุดในรอบปี ผู้คนเดินขวักไขว่เกลื่อนกล่น รถเลื่อนและม้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย เงาเรือทอดทับกันหนาตา ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น กลับไร้ซึ่งร่องรอยของฮุ่ยเหนียงและเรือของสมาคมการค้า
เสิ่นซีรีบซักถามพวกพี่น้องพรรคทางน้ำ จึงได้ความว่าฮุ่ยเหนียงนำกองเรือออกเดินทางไปได้หนึ่งชั่วยามแล้ว
"พี่ลิ่ว ท่านรีบคิดหาวิธีตามคนกลับมาเร็วเข้า กลางทางอาจจะมีโจรผู้ร้ายดักปล้นเรือของพวกเราได้"
บนใบหน้าของซ่งเสี่ยวเฉิงกลับแฝงด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน เขาตบหน้าอกป้าบ ๆ พลางกล่าว "ไม่ต้องกลัวไปหรอก พวกเราเป็นใครกัน พรรครถม้าปูทางสร้างสัมพันธ์กับผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำของแม่น้ำถิงเจียงไว้หมดแล้ว ต่อให้มีโจรผู้ร้ายอยู่บ้าง ก็ไม่มีใครกล้าลงมือกับเรือของสมาคมการค้าหรอกขอรับ"
นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรครถม้าขึ้นมา ยามนี้มีสมาชิกพรรคร่วมเจ็ดแปดร้อยคนแล้ว ครอบคลุมอิทธิพลทั้งทางน้ำและทางบก เบื้องหลังยังมีสายป่านเงินทุนอันอู้ฟู่ของสมาคมการค้าคอยหนุนหลัง โจรป่าทั่วไปย่อมไม่กล้าเข้ามากระตุกหนวดเสืออย่างง่ายดาย
เสิ่นซีเอ่ยอย่างร้อนใจ "พี่ลิ่ว ท่านเลิกพูดพล่ามได้แล้ว รีบคิดหาวิธีส่งคนไปตามกลับมาเร็วเข้า มิเช่นนั้นพวกเราก็เตรียมตัวรอเก็บศพหลงจู๊ใหญ่ได้เลย..."
ร่างของซ่งเสี่ยวเฉิงสะดุ้งเฮือก "หลงจู๊น้อย ท่านอย่าล้อเล่นเช่นนี้สิขอรับ... ได้ ๆ ๆ ข้าจะรีบไปรวบรวมกำลังคนเดี๋ยวนี้"
"ยิ่งพาคนไปมากเท่าไหร่ยิ่งดี ทางที่ดีก็พกอาวุธติดมือไปด้วย ส่งเรือเร็วออกไปตามก่อน ส่วนท่านก็รอข้าอยู่ที่ท่าเรือนี่แหละ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ..."
ยามนี้เสิ่นซีอับจนหนทางจริง ๆ ฮุ่ยเหนียงไม่ยอมรับฟังคำทัดทาน ดึงดันจะอวดเก่ง ยืนกรานจะออกเดินทางให้จงได้ โดยหารู้ไม่ว่าภยันตรายและอุปสรรคที่รออยู่เบื้องหน้านั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด
การจะควบม้าไล่ตามไปทางบกนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ภูมิประเทศทางตะวันตกของฝูเจี้ยนมีแต่ภูเขาสูงชันและเส้นทางทุรกันดาร ถนนหลวงคดเคี้ยว ต่อให้ไม่เสียดายเรี่ยวแรงม้าก็ยากจะไล่ตามทัน ทำได้เพียงส่งเรือไปตามเท่านั้น ทว่าการล่องไปตามแม่น้ำถิงเจียงล้วนเป็นการล่องตามกระแสน้ำ การจะตามให้ทันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ตามทันแล้วจะทำเช่นไรเล่า?
ถึงอย่างไรยามนี้ผู้ที่คิดจะลงมือกับสมาคมการค้าและฮุ่ยเหนียง ก็คืออันหรู่เซิง เจ้าเมืองถิงโจว เป็นทั้งโจรและเป็นทั้งขุนนาง เสิ่นซีในเวลานี้ทำได้เพียงมุ่งหวังจะได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ ซึ่งบุคคลเดียวที่เขานึกออก ก็คือเจียงลี่เหวยที่เดินทางมายังเมืองถิงโจวด้วยจุดประสงค์แอบแฝง
เสิ่นซีไม่รู้ว่าเจียงลี่เหวยพำนักอยู่ที่ใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงไปหาซูทงที่จวนสกุลซู เพื่อขอให้ซูทงเป็นคนกลางพาไปพบเจียงลี่เหวย
"...น้องเสิ่น เจ้าดูรีบร้อนถึงเพียงนี้ ซ้ำยังไม่ยอมบอกต้นสายปลายเหตุ สรุปแล้วเกิดเรื่องใหญ่โตอันใดขึ้นงั้นหรือ?" ซูทงเห็นเสิ่นซีร้อนใจดั่งไฟสุม ก็บังเกิดอาการงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไปชั่วขณะ
เสิ่นซีกล่าว "เอาเป็นว่าเป็นเรื่องด่วน ด่วนมาก... ครั้งนี้หากท่านช่วยข้า วันหน้าหากพี่ซูทงมีเรื่องใดให้ข้ารับใช้ ข้าขอสู้ถวายหัวไม่ขอปฏิเสธเลย"
เมื่อเห็นเสิ่นซีกล่าวเช่นนั้น ในที่สุดซูทงก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เขารีบพาเสิ่นซีรุดไปยังที่พักชั่วคราวของเจียงลี่เหวยทันที พอไปถึงที่หมาย ก็ประจวบเหมาะกับที่เจียงลี่เหวยกำลังหารือธุระกับผู้คนอยู่ บ่าวรับใช้จึงไม่อนุญาตให้ทั้งสองเข้าไปด้านใน ให้นั่งรออยู่เพียงแค่ในลานเรือนเท่านั้น
"คุณชายเจียง ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญอยากรบกวนขอหารือด้วย สะดวกคุยกันสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีรีบตะโกนไปทางห้องโถงหลัก
ครู่ใหญ่ให้หลัง เจียงลี่เหวยจึงเปิดประตูเดินออกมา บุคคลที่สนทนากับเจียงลี่เหวยก่อนหน้านี้ได้ปลีกตัวหลบไปทางโถงด้านหลังชั่วคราว ไม่เปิดโอกาสให้เสิ่นซีได้เห็นเงาร่างเลยแม้แต่น้อย
เจียงลี่เหวยก้าวเดินมาต้อนรับพลางแย้มยิ้มกล่าวทักทาย "คุณชายเสิ่น มีธุระอันใดหรือ?"
เสิ่นซีไม่คิดจะปิดบัง "ข้าน้อยมิอาจล่วงรู้จุดประสงค์ที่ใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงเดินทางมายังเมืองถิงโจว ทว่าวันนี้มีเรื่องด่วนอยากขอร้อง ยามนี้ในเขตเมืองถิงโจวมีกลุ่มมหาโจรกลุ่มหนึ่ง กำลังเตรียมการจะดักปล้นเรือสินค้าของสมาคมการค้าถิงโจว อาจถึงขั้นมีคดีฆ่าคนชิงทรัพย์เกิดขึ้น ไม่ทราบว่าใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงจะยินยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือหรือไม่ขอรับ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงลี่เหวยพลันจางหายไปทันที
พอซูทงได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงยิ่งนัก เอ่ยถาม "เรื่องราวร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เจียงลี่เหวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เรื่องที่คุณชายเสิ่นกล่าวมาช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ฟ้าสว่างกระจ่างแจ้งเยี่ยงนี้ จะเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายเสิ่นไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร? ซ้ำร้าย เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับราชการท้องถิ่น มิใช่หน้าที่ที่ข้าจะยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายได้... หากเป็นความจริง ไฉนคุณชายเสิ่นจึงไม่ไปแจ้งความที่ที่ว่าการเมืองเล่า?"
เสิ่นซีมิอาจเอ่ยปากส่งเดชว่าอันหรู่เซิงมีส่วนพัวพันกับโจรกลุ่มนี้ เพราะเขาเพียงแค่ได้ยินเรื่องราวมาจากอวี้เหนียงและอวิ๋นหลิ่ว ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นจริงหรือเท็จ ในยุคสมัยนี้ โทษฐานให้ร้ายขุนนางนั้นหนักหนาสาหัสนัก เสิ่นซีครุ่นคิดสรรหาถ้อยคำอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยกล่าวออกไป "ข้าน้อยเกรงว่าจะซ้ำรอยคดีที่เมืองซงเจียงในอดีต ที่ทางการเพิกเฉย ปล่อยให้ผู้ตายต้องตายตาไม่หลับน่ะสิขอรับ"
สีหน้าของเจียงลี่เหวยเผยความผิดปกติออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นซีสังเกตสีหน้าท่าทาง ภายในใจก็หนักแน่นขึ้นมาทันที เขาสามารถตัดสินได้ทันทีว่าเจียงลี่เหวยต้องไม่ได้มาเพื่อสืบคดีที่ว่าการถูกขโมยของเพียงอย่างเดียวเป็นแน่ ทว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมาสืบสวนคดีดักปล้นเรือทางการที่เมืองซงเจียงในอดีต
เจียงลี่เหวยพยักหน้ารับ "ข่าวของคุณชายเสิ่นมีความสำคัญยิ่งนัก ทว่าเพียงพึ่งคำพูดของคุณชายเสิ่นประโยคเดียว หรือว่าเจ้าคิดจะขอกำลังทหารทางการเชียวหรือ?"
เสิ่นซีกล่าว "ข้าน้อยเข้าตาจนแล้วจริง ๆ จึงได้บุ่มบ่ามมาเยือนถึงที่นี่ ครั้งนี้ผู้กุมบังเหียนของสมาคมการค้าล่องเรือลงใต้ไปยังเมืองเฉาโจว ระหว่างทางต้องถูกโจรผู้ร้ายดักปล้นเป็นแน่ ซ้ำข้ายังสงสัยว่าเบื้องหลังจะมีคนของทางการคอยหนุนหลังพวกมันอยู่ หวังว่าใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงจะเห็นแก่ความสงบสุขของท้องถิ่น ส่งคนไปช่วยเหลือนางด้วยเถิดขอรับ"
เสิ่นซีตระหนักได้แล้วว่า เจียงลี่เหวยหาใช่ผู้ที่สามารถตัดสินใจสั่งการเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง การที่เจียงลี่เหวยเดินทางมายังเมืองถิงโจวในครานี้ น่าจะมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ร่วมทางมาด้วย หรือไม่เจียงลี่เหวยก็อาจจะเป็นเพียงผู้ติดตามของคนผู้นั้น
เสิ่นซีกล่าวสืบไป "แม้นข้าน้อยจะมีวุฒิการศึกษาติดตัว ทว่าในสายตาของใต้เท้าเจียงซื่อเฉิง ข้าน้อยก็เป็นเพียงชาวบ้านตาดำ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น หากใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่นนั้นคดีที่เมืองซงเจียงในปีนั้นอาจจะยังไม่ทันกระจ่างแจ้งแก่ใต้หล้า ทว่ายามนี้ที่เมืองถิงโจวกลับต้องมีดวงวิญญาณบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบหลายร้อยสาย ซ้ำยังมาเกิดเรื่องขึ้นในยามที่ใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงและ... หึหึ ลงมาเยือนเมืองถิงโจวด้วยตนเองเสียด้วย ใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงจะรับผิดชอบไหวหรือขอรับ?"
"บังอาจ! เจ้ากล้าข่มขู่ข้าเชียวหรือ?" เจียงลี่เหวยตวาดเสียงกร้าว
เสิ่นซีไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย จังหวะที่สีหน้าของเจียงลี่เหวยกำลังแปรเปลี่ยนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่นั้น ก็มีผู้ติดตามเดินเข้ามาประชิดแล้วกระซิบข้างหูเขาประโยคหนึ่ง
สีหน้าดุดันของเจียงลี่เหวยพลันอ่อนลงเล็กน้อย "พี่ซูทง ท่านพาคุณชายเสิ่นออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด ข้ามีธุระสำคัญอื่นต้องจัดการ"
ซูทงฟังบทสนทนาระหว่างเสิ่นซีกับเจียงลี่เหวยไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย เดิมทีอยากจะซักไซ้ไล่เลียง ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์อึมครึมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซ้ำตนเองยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง กระทั่งจะสอดปากเอ่ยคำใดก็ยังทำไม่ได้ ยามนี้จึงได้แต่ดึงตัวเสิ่นซีเดินออกจากประตูไปด้วยกัน
เสิ่นซีแหงนมองดูท้องฟ้า ยามนี้ล่วงเลยยามเที่ยงวันไปแล้ว เขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับเรือเร็วที่ซ่งเสี่ยวเฉิงส่งไปไล่ตาม ว่าจะสามารถตามไปทันได้โดยเร็ว ทว่าก็ยังแอบกังวลว่า ต่อให้ตามทันแล้ว แต่เพราะเหตุร้ายยังไม่เกิดขึ้น ฮุ่ยเหนียงอาจจะดึงดันไม่ยอมวกเรือกลับ
ยามนี้เสิ่นซีได้แต่รอดูว่า เจียงลี่เหวยและบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเขา จะเป็นดั่งที่ขุนนางมักกล่าวอ้างยกยอตัวเองว่า 'รักราษฎรดุจบุตรในอุทร' หรือไม่
โดยปกติแล้ว ขุนนางมักจะมีวิถีการทำงานแบบ ไม่หวังความดีความชอบ ขอเพียงไม่มีความผิด มักจะไม่ลงมือจัดการใด ๆ โดยง่ายหากยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด พวกเขาสามารถรอให้เกิดคดีปล้นเรือขึ้นก่อน แล้วค่อยเริ่มลงมือปฏิบัติการ ทำเช่นนั้นย่อมหาหลักฐานได้ง่ายดายกว่า
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่หวังความดีความชอบ ขอเพียงไม่มีความผิด (不求有功但求无过) สำนวนเปรียบเปรยถึงการทำงานแบบระวังตัว เอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อน ไม่กล้าเสี่ยงทำผลงาน)
และขุนนางส่วนใหญ่ก็ย่อมต้องเลือกวิธีนี้อย่างแน่นอน!
ทว่าวิธีนี้ก็มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในระหว่างที่พวกเขากำลังสืบคดีอยู่ ต่อให้สุดท้ายจะคลี่คลายคดีได้ ทว่าพวกเขาก็ย่อมต้องถูกราชสำนักลงทัณฑ์อยู่ดี
แต่ทว่า หากลงมือเคลื่อนไหวก่อนที่คดีจะเกิด เพื่อป้องกันภัยก่อนที่จะเกิด ก็อาจจะกลายเป็นข้อหาเคลื่อนย้ายกำลังทหารโดยพลการและแหวกหญ้าให้งูตื่น ซึ่งก็ต้องถูกราชสำนักลงทัณฑ์เช่นเดียวกัน
ทว่าเมื่อชั่งน้ำหนักภัยสองประการย่อมต้องเลือกรับภัยที่เบากว่า แทนที่จะรอให้เกิดคดีขึ้นจนต้องถูกราชสำนักเอาผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ มิสู้ลงมือตัดไฟแต่ต้นลมเสียยังจะดีกว่า หากทำสำเร็จ ไม่เพียงแต่ไม่ต้องรับโทษ ทว่าอาจจะยังได้รับคำชมเชยจากความเด็ดขาดในการสั่งการอีกด้วย
เสิ่นซีเพียงแค่กลัวว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเจียงลี่เหวยจะไร้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวพอที่จะ 'ศัตรูยังไม่ขยับ แต่เราชิงลงมืออก่อน' ก็เท่านั้น
รออยู่นานพักใหญ่ ในที่สุดเจียงลี่เหวยก็เดินออกมา ข้างกายมีผู้ติดตามพกดาบสองสามคนเดินขนาบข้าง
ใบหน้าของเจียงลี่เหวยฉายแววเคร่งขรึมและสง่างาม เอ่ยว่า "คุณชายเสิ่น ตามข้าไปยังกองกำลังถิงโจวเว่ยทางฝั่งตะวันออกของเมืองเถิด!"
ราชวงศ์หมิงใช้ระบบตูซือและเว่ยสั่วเป็นหน่วยงานทางทหารประจำท้องถิ่น โดยกำหนดให้กำลังพลห้าพันหกร้อยนายเป็นหนึ่งเว่ย (กองกำลัง), หนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบนายเป็นหนึ่งเชียนฮู่สั่ว (กองพัน), และหนึ่งร้อยสิบสองนายเป็นหนึ่งป่ายฮู่สั่ว (กองร้อย)
ตำแหน่งผู้บัญชาการประจำกองกำลังถิงโจวเว่ยนั้นคือขุนนางขั้นสามชั้นเอก ซึ่งมีระดับขั้นสูงกว่าเจ้าเมืองท้องถิ่นอยู่มากโข ทว่าซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่เมืองหนานจิงอย่างเจียงลี่เหวย ที่เป็นเพียงขุนนางขั้นห้าชั้นเอก กลับสามารถสั่งการให้ขุนนางขั้นสามชั้นเอกเคลื่อนย้ายกำลังพลได้ นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า บุคคลที่คอยหนุนหลังเขาอยู่นั้นต้องมีอิทธิพลล้นฟ้าเป็นแน่
เสิ่นซีหาได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ไม่ ยามนี้การช่วยชีวิตฮุ่ยเหนียงได้ต่างหากถึงจะสำคัญที่สุด
เสิ่นซีเดินตามเจียงลี่เหวยมาจนถึงด้านนอกกองกำลังเว่ยทางฝั่งตะวันออก เขาและซูทงไม่มีสิทธิ์เข้าไปด้านใน จึงทำได้เพียงยืนรออยู่ด้านนอกประตูค่ายเท่านั้น
หลังจากเฝ้ารอคอยอย่างร้อนรนกระวนกระวายใจอยู่พักหนึ่ง เจียงลี่เหวยจึงเดินออกมาจากด้านในกองกำลัง ทว่าเบื้องหลังของเขากลับปราศจากทหารแม้แต่เพียงนายเดียว
"พี่กู้อวี้ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?" ซูทงก้าวเข้าไปเอ่ยถาม
สีหน้าของเจียงลี่เหวยเย็นชาไร้ความรู้สึก "คำสั่งด่วนได้ถูกส่งผ่านม้าเร็วไปยังกองพันเมืองอู่ผิงแล้ว ทั้งยังสั่งให้เรือของกองพันเมืองซ่างหางล่องไปตามแม่น้ำเพื่อสกัดกั้น หากคุณชายเสิ่นแจ้งข่าวเท็จทางทหารล่ะก็ โทษทัณฑ์ย่อมไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ"
ยามนี้เสิ่นซีก็ย่อมสู้ยิบตาแล้วเช่นกัน ข้าเป็นเพียงคนมาแจ้งข่าว ต่อให้ยามนี้ท่านจะระดมสรรพกำลัง ก็เพื่อไปกวาดล้างโจรผู้ร้ายในท้องถิ่น ซึ่งนั่นก็ถือเป็นความรับผิดชอบของกองกำลังท้องถิ่นอยู่แล้ว จะถือว่าแจ้งข่าวเท็จทางทหารได้อย่างไร?
เกรงว่าเต็มที่ก็คงจะเป็นเพียงคำขู่ขวัญให้กลัวก็เท่านั้น!
เสิ่นซีไม่ยอมเผยไต๋ เขายังคงตีสีหน้าหนักแน่นพลางพยักหน้ารับ "หากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ข้าน้อยยินดีรับการลงทัณฑ์ขอรับ"
เจียงลี่เหวยพาผู้ติดตามไปยังท่าเรือเฉพาะกิจของกองกำลังถิงโจวเว่ยที่อยู่นอกเมือง ยามนี้ที่ท่าเรือได้จัดเตรียมเรือทางการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซ้ำยังมีทหารจากกองร้อยป่ายฮู่รอคอยอยู่ที่นั่นด้วย
ครั้งนี้เจียงลี่เหวยจะเป็นผู้นำกำลังคนด้วยตนเอง ลงเรือล่องไปตามแม่น้ำพร้อมกับเสิ่นซี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าจะมีคดีดักปล้นเรือเกิดขึ้นจริงหรือไม่
"พี่กู้อวี้ น้องเสิ่น การเดินทางครั้งนี้ขอให้พวกท่านรักษาตัวด้วย ข้าคงมาส่งได้เพียงเท่านี้" ซูทงมาส่งถึงแค่ท่าเรือ ไม่กล้าก้าวเท้าขึ้นไปบนแผ่นกระดานเรือ
ยามนั้นเรือสองลำที่ซ่งเสี่ยวเฉิงเรียกมาจากกิจการเดินเรือก็แล่นมาถึงพอดี เพื่อเป็นการรักษาความลับ ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงอ้างนามว่ามาขนส่งสินค้า ทว่าแท้จริงแล้วกลับบรรทุกชายฉกรรจ์มาถึงห้าสิบหกสิบคน ล่องเรือลงใต้ไปพร้อมกับเรือทางการ เพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือ
เดิมทีเสิ่นซีก้าวขึ้นไปบนเรือทางการแล้ว ทว่าเมื่อเขาลองครุ่นคิดดูให้ดี จึงหันไปประสานมือคารวะขออภัยต่อเจียงลี่เหวย โดยแจ้งความประสงค์ว่าจะขอโดยสารไปกับเรือสินค้าที่ตามมาด้านหลังแทน
เจียงลี่เหวยแค่นหัวเราะเย็นชา "คุณชายเสิ่น ในเมื่อเรื่องนี้มาถึงขั้นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว ข้าก็ยังคงมีความจำเป็นต้องเตือนสติเจ้า ต่อให้เรื่องนี้จะเป็นความจริง ทว่าเจ้าก็คงหนีไม่พ้นข้อหาปกปิดซ่อนเร้นโจรผู้ร้าย... เจ้าจงนำไปชั่งน้ำหนักดูให้ดีเถิด หากต้องมาสูญเสียวุฒิการศึกษาไปเพราะเรื่องนี้ มันจะคุ้มค่าหรือไม่?"
พอเสิ่นซีได้ยินก็รู้ทันทีว่า เจียงลี่เหวยน่าจะสืบรู้เรื่องราวของอวี้เหนียงและซีเอ๋อร์แล้วเป็นแน่ เขายิ้มขื่นพลางประสานมือคารวะ "ความปลอดภัยของเครือญาติย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดขอรับ!"
"ดี! คุณชายเสิ่น ข้าชักจะเลื่อมใสในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เสียแล้ว สมดังคำกล่าวที่ว่าแต่ไรมาวีรบุรุษมักกำเนิดจากวัยเยาว์ ไม่เพียงแต่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ล้นเหลือ ทว่ายังมีน้ำใจรักคุณธรรม กล้าทำกล้ารับ หากเรื่องราวในครานี้สำเร็จลุล่วง วันหน้าข้าจะต้องร่ำสุรากับเจ้าสักหลาย ๆ จอก ถึงเวลานั้นเจ้าก็อย่าได้เอาแต่นั่งดื่มน้ำชาอีกล่ะ มิเช่นนั้นก็ถือว่าไม่ไว้หน้าข้าแล้ว ฮ่า ๆ"
ก่อนหน้านี้เจียงลี่เหวยยังคงมีท่าทีวางอำนาจบาตรใหญ่ ทว่าในยามที่เตรียมจะออกเดินทางเช่นนี้ ทั่วทั้งร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายความสง่างามและอิสระเสรี
ซึ่งนี่ก็คือความประทับใจแรกที่เจียงลี่เหวยเคยทิ้งไว้ให้แก่เสิ่นซีนั่นเอง
เสิ่นซีประสานมือคารวะพลางกล่าว "ย่อมได้ขอรับ"