- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 293 ขุนนางและโจรผู้ร้ายแท้จริงคือครอบครัวเดียวกัน
ตอนที่ 293 ขุนนางและโจรผู้ร้ายแท้จริงคือครอบครัวเดียวกัน
ตอนที่ 293 ขุนนางและโจรผู้ร้ายแท้จริงคือครอบครัวเดียวกัน
เสิ่นซีจัดการถอนเข็มเงินที่ใช้ฝังเข็มระงับความเจ็บปวดบนร่างของซีเอ๋อร์ออกจนหมดเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเย็บผสานขอบบาดแผลเข้าด้วยกันอย่างประณีต พอกทับด้วยยาสมานแผลเพื่อห้ามเลือด แล้วจึงลงมือพันแผลด้วยตนเอง
เมื่ออวี้เหนียงเห็นท่าทางอันลื่นไหลถนัดมือของเสิ่นซี ภายในใจก็บังเกิดความตื่นตะลึงสุดเปรียบปาน เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบเอ็ดปีผู้นี้ ต้องผ่านประสบการณ์ใดมาบ้างกันแน่ จึงสามารถเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ได้โดยที่สีหน้ามิแปรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย?
หลังจากเสิ่นซีพันแผลเสร็จสรรพ เขาก็หยัดกายลุกขึ้น จุ่มสองมือลงในอ่างทองเหลืองที่บรรจุน้ำอุ่นเพื่อล้างคราบเลือดจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงหันไปกำชับอวิ๋นหลิ่วเกี่ยวกับรายละเอียดในการดูแลรักษาบาดแผล
อวิ๋นหลิ่วเอ่ยถามด้วยความตึงเครียด "คุณชายเสิ่น น้องซีเอ๋อร์จะฟื้นขึ้นมาเมื่อใดหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซีแย้มยิ้มบาง "บาดแผลของนางไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ประเดี๋ยวก็คงฟื้นขึ้นมาเอง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องดูแลรักษาบาดแผลให้ดี และเปลี่ยนยาอย่างเหมาะสม ยาที่ข้านำมาด้วยแม้นจะมีไม่มากนัก ทว่าก็เพียงพอให้ใช้ได้นานกว่าหนึ่งเดือน ให้เปลี่ยนยาทุกสองวันก็พอแล้ว เวลาเปลี่ยนยาไม่ต้องแกะผ้าพันแผลออกจนหมด เพียงแค่โรยผงยาลงบนขอบบาดแผลก็พอ"
เสิ่นซีกำชับรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ซึ่งอวิ๋นหลิ่วก็ขานรับทุกถ้อยคำ
หญิงคณิกานางอื่นล้วนต้องออกไปปรนนิบัติแขก ทว่าอวิ๋นหลิ่วในฐานะยอดคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเจี้ยวฟางซือ กลับไม่จำเป็นต้องออกไปเผยโฉมหน้าบ่อยนัก นางจึงสามารถรั้งอยู่เพื่อดูแลกิจวัตรประจำวันของซีเอ๋อร์ได้
อวี้เหนียงสั่งให้คนพยุงร่างของซีเอ๋อร์กลับไปพักผ่อนที่ห้องของนาง ส่วนตนเองและอวิ๋นหลิ่วได้เชิญเสิ่นซีไปยังห้องพักของอวิ๋นหลิ่ว โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องสำคัญต้องหารือ
"...คุณชายเสิ่นอายุยังน้อย ทว่ากลับมีทักษะวิชาแพทย์ช่วยชีวิตคนได้ถึงเพียงนี้ ข้าน้อยซาบซึ้งใจจนหาคำใดมาเปรียบเปรยมิได้เจ้าค่ะ"
เมื่อมาถึงห้องหับส่วนตัวของอวิ๋นหลิ่ว อวี้เหนียงก็ทำทีจะคุกเข่าลงให้เสิ่นซี ทว่าเขากลับยื่นมือไปประคองนางไว้ เสิ่นซีมีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาทอประกายคมกริบ "อวี้เหนียงมิต้องมากพิธี อันที่จริง... ข้าหาได้ยื่นมือเข้าช่วยเพียงเพราะเห็นแก่พวกเจ้าไม่"
อวี้เหนียงเป็นคนฉลาดหลักแหลม นางครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เอ่ยถามขึ้นว่า "คาดว่าอวิ๋นหลิ่วคงจะเล่าเรื่องที่อันหรู่เซิงสมคบคิดกับโจรผู้ร้ายลงมือปล้นชิงฆ่าคนให้ท่านฟังแล้ว คุณชายเสิ่นต้องการจะช่วยเหลือสมาคมการค้าใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
"ถูกต้อง" เสิ่นซีพยักหน้ารับ
อวี้เหนียงทอดถอนใจด้วยความโล่งอก "เช่นนั้นพวกเราก็คือผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันแล้ว"
เสิ่นซีลอบค่อนขอดอยู่ในใจ 'ผู้ใดร่วมอุดมการณ์กับพวกเจ้ากัน? ข้าก็แค่ต้องการรับรองความปลอดภัยให้เครือญาติของข้า และอยากให้สมาคมการค้าพัฒนาต่อไปได้อย่างราบรื่นก็เท่านั้น'
เสิ่นซีเอ่ยถามต่อ "เกี่ยวกับรายละเอียดภูมิหลังของใต้เท้าเจ้าเมืองอัน ข้ายังไม่ล่วงรู้กระจ่างนัก อวี้เหนียงพอจะเปิดเผยตามตรงได้หรือไม่?"
อวี้เหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเชิญเสิ่นซีให้นั่งลง พร้อมกับให้อวิ๋นหลิ่วยกน้ำชาหอมกรุ่นมาต้อนรับ ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องราวที่นางล่วงรู้มาให้เขาฟังจนหมดสิ้น
ตามคำบอกเล่าของอวี้เหนียง แม้อันหรู่เซิงจะมาจากเมืองหลวง ทว่ากลับเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ยามที่ถูกส่งไปรับตำแหน่งในหัวเมืองต่าง ๆ เขามักจะสมคบคิดกับพวกโจรผู้ร้ายอยู่บ่อยครั้ง ข้างกายมีกลุ่มคนโฉดที่ยอมถวายหัวพร้อมรับคำสั่งอยู่เสมอ
เดิมที ยามที่อันหรู่เซิงรับตำแหน่งเป็นขุนนางท้องถิ่น เขามักจะไม่ค่อยลงมือในเขตปกครองของตนเองนัก ทว่าหากมีบางครั้งที่เขาเลือกลงมือปล้นชิงทรัพย์สินหรือลักพาตัวผู้คนเสียเอง เขาก็มักจะทำรายงานเท็จกราบทูลราชสำนักว่าเป็นฝีมือของโจรผู้ร้าย ราชสำนักจึงไม่เคยระแคะระคายถึงความผิดปกติ ถึงอย่างไรใต้หล้าก็สงบร่มเย็นมาเนิ่นนาน ทว่าพวกโจรป่าที่ตั้งตนเป็นใหญ่ตามหุบเขาก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย การจะเกิดคดีปล้นชิงขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
คดีใหญ่ที่สุดที่อันหรู่เซิงเคยก่อ คือเมื่อสามปีก่อน เขาได้ลงมือปล้นเรือทางการบนแม่น้ำฮว่าถิงเจียง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างเมืองซงเจียงกับเมืองเจียซิงแห่งมณฑลเจ้อเจียง ในปีเดียวกันนั้นยังมีเรือสินค้าอีกนับสิบลำถูกปล้นชิงในน่านน้ำแห่งนั้น เรือทุกรำล้วนถูกเจาะจนอับปาง ซ้ำยังไม่มีผู้ใดรอดชีวิตกลับมาได้แม้แต่คนเดียว ทำให้ราชสำนักหมดหนทางจะสืบสาวราวเรื่อง
"...อันหรู่เซิงมีผลประเมินย่ำแย่ เดิมทีสมควรถูกลดขั้น ทว่าพอเขาได้ยินข่าวว่าในเมืองถิงโจวมีสมาคมการค้าที่มั่งคั่งร่ำรวยปรากฏตัวขึ้น จึงติดสินบนขุนนางกรมขุนนางแห่งเมืองหนานจิง เพื่อวิ่งเต้นขอตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจว การมาเยือนในครั้งนี้ เขาใช้เวลาเตรียมการมานานนับปี คาดว่าคงใกล้จะถึงเวลาลงมือเต็มทีแล้ว คุณชายเสิ่นโปรดจดจำไว้ ต้องเตือนให้ครอบครัวระมัดระวังตัว ทรัพย์สินเงินทองสูญเสียไปได้ ทว่าอย่าได้เอาชีวิตไปทิ้งก็พอ" อวี้เหนียงเอ่ยเตือนทิ้งท้าย
(เชิงอรรถผู้แปล: กรมขุนนาง (吏部) หรือกรมลื่อปู้ หนึ่งในหกกรมหลักของราชสำนักหมิง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบด้านการคัดเลือก ประเมิน และโยกย้ายตำแหน่งขุนนางทั่วทั้งแผ่นดิน)
เสิ่นซีขมวดคิ้วมุ่น "เช่นนั้นที่อวี้เหนียงลอบสืบสวนเรื่องที่อันหรู่เซิงลงมือปล้นฆ่าทำเรื่องเลวทราม เจ้ากุมหลักฐานมัดตัวไว้ได้มากน้อยเพียงใด?"
อวี้เหนียงส่ายหน้าเบา ๆ "มิใช่ข้าน้อยไม่ยอมเปิดเผยตามตรง ทว่าเรื่องนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงนัก คุณชายเสิ่นอย่าล่วงรู้เรื่องราวมากไปกว่านี้จะดีกว่าเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีเองก็หาได้ไว้เนื้อเชื่อใจอวี้เหนียงอย่างหมดจด สตรีผู้นี้มีอิทธิพลกว้างขวางไม่เบามาตั้งแต่ก่อนที่อันหรู่เซิงจะมารับตำแหน่งเสียอีก เพียงแค่ดูจากการชุบเลี้ยงและการเรียกใช้งานซีเอ๋อร์ ก็สามารถหยั่งรู้ลึกถึงแก่นได้แล้ว
คนเช่นนี้ จะเป็นเพียงหญิงคณิกาธรรมดาทั่วไปได้อย่างไร?
เสิ่นซีหยัดกายลุกขึ้นพลางกล่าว "ในเมื่ออวี้เหนียงไม่ยอมบอกกล่าวตามตรง ข้าก็ไม่สะดวกจะซักไซ้ให้มากความ ขอตัวลาก่อน"
อวี้เหนียงเอ่ยขึ้น "บุญคุณใหญ่หลวงมิอาจตอบแทนเพียงคำขอบคุณ ช่างน่าเสียดาย ยามนี้คุณชายเสิ่นยังคงเป็นเด็กหนุ่ม จึงมิอาจ... เฮ้อ อวิ๋นหลิ่ว ไปส่งคุณชายเสิ่นที่ประตูหลัง ระวังอย่าให้ผู้ใดพบเห็นเข้าเล่า"
"เจ้าค่ะ"
ใบหน้าของอวิ๋นหลิ่วปรากฎสีเลือดด้วยความขวยเขิน เห็นได้ชัดว่านางเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของอวี้เหนียงเป็นอย่างดี ยามนี้เสิ่นซียังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม จึงยังทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ได้ ทว่าหากในภายภาคหน้าเขาเติบใหญ่เป็นบุรุษเต็มตัว บางทีอวี้เหนียงอาจจะให้นางกับซีเอ๋อร์พลีกายทดแทนคุณก็เป็นได้ ถึงอย่างไรบุญคุณช่วยชีวิตอันใหญ่หลวงเช่นนี้ จะตอบแทนด้วยคำขอบคุณเพียงประโยคสองประโยคได้อย่างไร?
ภายในใจของอวิ๋นหลิ่วก็บังเกิดความหวั่นไหวเช่นกัน 'มิน่าเล่า ปี้เซวียนเพิ่งจะรู้จักกับเขาได้ไม่นาน ก็หลงใหลในตัวเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น ที่แท้ก็เป็นวิญญูชนผู้งดงามสง่าและเปี่ยมด้วยมารยาท ทั้งยังเป็นยอดคนผู้เป็นดั่งแบบอย่างนี่เอง'
...
…
หลังจากก้าวออกมาจากเจี้ยวฟางซือ เสิ่นซีก็ไม่ได้ตรงกลับร้านขายยาในทันที ทว่าเขาเดินทางไปยังที่หอการค้าของสมาคมการค้าเพื่อหาฮุ่ยเหนียง จนได้ความว่าฮุ่ยเหนียงกำลังออกไปเจรจาเรื่องการขนส่งสินค้ากับผู้คนข้างนอก
"หลงจู๊ใหญ่จะกลับมาเมื่อใดหรือ?" เสิ่นซีเอ่ยถาม
บ่าวรับใช้เอ่ยตอบอย่างนอบน้อม "หลงจู๊ใหญ่ออกไปตั้งแต่ช่วงบ่าย คาดว่าเมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้วคงจะเดินทางกลับบ้านโดยตรง หลงจู๊น้อยกลับไปรอที่บ้านจะดีกว่าขอรับ"
ภายในใจของเสิ่นซีร้อนรุ่มกระวนกระวาย หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวความชั่วร้ายของอันหรู่เซิงซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ จู่ ๆ เขาก็เป็นห่วงว่าฮุ่ยเหนียงอาจจะตกอยู่ในอันตราย
เมืองซงเจียงนั้นถือเป็นดินแดนอันมั่งคั่งในแถบเจียงหนาน ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิบสี่เขตการปกครองของหนานจื่อลี่ ทว่าอันหรู่เซิงก็ยังกล้ากระทำการอุกอาจ กระทั่งเรือทางการยังกล้าปล้นชิง ซ้ำยังถึงขั้นเจาะเรือฆ่าคนปิดปาก ในขณะที่เมืองถิงโจวเป็นเพียงพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งมักจะมีเหตุโจรผู้ร้ายและความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าเกิดขึ้นแทบทุกปี เช่นนั้นแล้วคนโฉดชั่วอำมหิตเยี่ยงเขา จะมีความเกรงกลัวอันใดหลงเหลืออยู่อีกเล่า?
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจียงหนาน (江南) ดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดของจีนโบราณ
หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองพิเศษทางใต้ในสมัยราชวงศ์หมิง โดยมีเมืองหนานจิงเป็นเมืองหลวงสำรอง ขึ้นตรงต่อราชสำนักกลาง)
เสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยาก็เดินตรงขึ้นไปชั้นบน ทว่าเขากลับไม่มีสมาธิจะทบทวนตำราเลยแม้แต่น้อย ได้แต่เฝ้ารอคอยให้ฮุ่ยเหนียงกลับมา ด้วยเกรงว่านางอาจจะพบเจอเหตุไม่คาดฝันอยู่ข้างนอก
จวบจนกระทั่งฟ้ามืด ฮุ่ยเหนียงจึงกลับมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ ท่าทางของนางดูเหนื่อยล้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
"น้องสาวเจ้าเป็นอันใดไปหรือ? สมาคมการค้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?" โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ฮุ่ยเหนียงเมื่ออยู่ข้างนอกมักแสดงท่าทีประดุจสตรีเหล็กเก่งกาจ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนสนิทชิดเชื้อ นางกลับไม่จงใจซ่อนเร้นอารมณ์และความในใจ กระทั่งคนโผงผางอย่างโจวซื่อยังสังเกตเห็นว่าสีหน้าของนางดูไม่สู้ดีนัก
ฮุ่ยเหนียงปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ "เกลือหลวงจำนวนหนึ่งที่ใต้เท้าเจ้าเมืองอันไหว้วานให้พวกเราขนส่งกลับมายังตัวเมือง ถูกทางการท้องถิ่นของเมืองเฉาโจวทางตอนเหนือของมณฑลกว่างตงยึดเอาไว้ ทั้งคนทั้งสินค้า รวมถึงเงินตรากว่าสามพันกว้านบนเรือ ล้วนถูกกักตัวไว้..."
เสิ่นซีลอบคิดในใจ เรื่องนี้ช่างบังเอิญเสียจริง เพิ่งจะได้รับข่าวว่าอันหรู่เซิงคิดจะลงมือกับสมาคมการค้า ก็เกิดเรื่องเกลือหลวงถูกทางการท้องถิ่นทางเหนือของกว่างตงยึดไว้พอดิบพอดี
โจวซื่อเอ่ยถาม "เช่นนั้นก็ควรจะไปชี้แจงสถานการณ์กับทางการให้กระจ่างสิ เมืองเฉาโจวแม้นจะขึ้นตรงต่อมณฑลกว่างตง... ทว่าอย่างไรเสียก็ล้วนเป็นเขตปกครองภายใต้ราชสำนัก ให้ใต้เท้าเจ้าเมืองอันไปอธิบายสักหน่อยก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ?"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "ความหมายของใต้เท้าเจ้าเมืองอันคือ ถึงอย่างไรเมืองเฉาโจวก็อยู่ในเขตแดนของมณฑลกว่างตง เขาในฐานะเจ้าเมืองของมณฑลฝูเจี้ยน จึงไม่สะดวกที่จะออกหน้าประสานงานข้ามเขต ทว่าเขามีจดหมายถึงข้า ให้ข้าเดินทางไปยังเมืองเฉาโจวด้วยตนเองสักครา นอกจากจะต้องไปเจรจากับทางการท้องถิ่นเพื่อทวงคืนเกลือหลวงที่ถูกยึดไว้แล้ว ยังให้พวกเราขนส่งเสบียงฤดูร้อนของปีนี้ไปยังท่าเรือไห่หยาง เพื่อความสะดวกในการขนส่งทางเรือขึ้นเหนือ เรื่องนี้ช่างยุ่งยากยิ่งนัก เกรงว่าข้าคงต้องระหกระเหินเดินทางอยู่ข้างนอกนานนับเดือน ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้"
เสิ่นซีรีบเอ่ยทัดทาน "ท่านน้า ท่านไปไม่ได้นะขอรับ"
"ไอ้ลูกเต่า สอดปากอันใดกัน? สอบได้ซิ่วไฉกลับมา เจ้าก็คิดจะเป็นใหญ่ในบ้านเลยหรือ?" โจวซื่อเอ่ยดุด่าไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมากล่าวกับฮุ่ยเหนียง "ทว่าน้องสาว หนทางยาวไกลข้ามภูเขาข้ามแม่น้ำเช่นนี้ ทางที่ดีให้ผู้อื่นไปแทนจะดีกว่า ลำพังแค่แถบแม่น้ำถิงเจียงของพวกเราก็ยังไม่ค่อยจะสงบสุขนัก หากต้องล่องไปตามแม่น้ำหานเจียงทางตอนล่าง เกรงว่า..."
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "เรื่องนี้... เกรงว่าคงต้องเป็นข้าที่ต้องออกหน้าจัดการด้วยตนเอง"
เสิ่นซีลอบร้องในใจว่าจบเห่แน่ ดูท่าคำกล่าวของอวิ๋นหลิ่วและอวี้เหนียงจะเป็นความจริง อันหรู่เซิงซุกซ่อนเจตนาร้ายไว้จริง ๆ นี่มันเตรียมจะงัดเล่ห์เหลี่ยมเดิมมาใช้ โดยมีสมาคมการค้าเป็นเป้าหมาย เริ่มจากปล้นเรือสินค้าของสมาคม และทางที่ดีที่สุดก็คือลักพาตัวฮุ่ยเหนียงไปด้วย ถึงเวลานั้นก็จะสามารถใช้เป็นข้อต่อรองข่มขู่สมาคมการค้าและโรงเงิน ให้นำทรัพย์สินเงินทองมาไถ่ตัว
กิจการใหญ่โตอย่างโรงเงินและสมาคมการค้า ถึงเวลานั้นก็จะต้องตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของอันหรู่เซิงเป็นแน่
โจวซื่อเอ่ยถาม "น้องสาวเตรียมตัวจะออกเดินทางเมื่อใดหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจ "ถึงอย่างไรเรื่องเกลือหลวงก็เกี่ยวพันกับความสงบเรียบร้อยของเมืองถิงโจว ข้าจะกลับไปเก็บกวาดข้าวของเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ยามเที่ยงก็จะออกเดินทางล่องใต้แล้ว"
"รวดเร็วปานนี้เชียว? เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้า..." โจวซื่อเดินออกไปจากประตูพร้อมกับฮุ่ยเหนียง
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ตอนนี้ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงการฟังความข้างเดียวและการคาดเดาที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด อีกทั้งสถานที่ที่เขาได้รับข่าวนี้มาก็คือเจี้ยวฟางซือ หากโจวซื่อซักไซ้ไล่เลียงก็คงยากจะอธิบาย จึงทำได้เพียงหาจังหวะนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่ฮุ่ยเหนียงตามลำพัง
"ท่านแม่ ข้าหิวแล้วขอรับ เวลานี้สมควรทำกับข้าวได้แล้วมิใช่หรือ? อีกไม่นานท่านพ่อก็คงจะกลับมาแล้ว" เสิ่นซีวิ่งตามออกไปที่ประตูพลางตะโกนเรียก
โจวซื่อหันหน้ากลับมา "ก็มีแต่เจ้าบรรพบุรุษน้อยอย่างเจ้านี่แหละที่มีเรื่องจุกจิกเยอะ ช่างเถอะ น้องสาว เจ้าไปเก็บข้าวของเองก่อนก็แล้วกัน ข้าจะกลับไปทำกับข้าว หนิงเอ๋อร์แม่หนูนี่ก็ไม่รู้ว่าสองวันมานี้เป็นอันใด ทำงานหยิบหย่งหลง ๆ ลืม ๆ..."
เดิมทีหากโจวซื่อไม่มีเวลาทำกับข้าว ก็มักจะเรียกให้หนิงเอ๋อร์ไปทำที่บ้านสกุลเสิ่น ถึงอย่างไรสาวใช้ที่ฮุ่ยเหนียงซื้อมา ก็ถือเป็นสาวใช้ของนางด้วยเช่นกัน มีให้เรียกใช้ก็ต้องใช้ให้คุ้ม ทว่าสองสามวันมานี้หนิงเอ๋อร์กำลังมีจิตใจเบิกบานริรัก หวังจะจับ 'คุณชายกระเป๋าหนัก' จึงละเลยงานบ้านงานเรือนไปบ้าง
รอจนกระทั่งโจวซื่อเดินคล้อยหลังไป เสิ่นซีจึงรีบก้าวเข้าไปอธิบายสถานการณ์ให้ฮุ่ยเหนียงฟัง โดยแจกแจงความชั่วร้ายที่อันหรู่เซิงเคยทำไว้ในอดีตอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบหนึ่ง
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวหลาง เรื่องพวกนี้เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใดหรือ? ใต้เท้าเจ้าเมืองอัน... จะเป็น... จะเป็นมหาโจรไปได้อย่างไรกัน?"
เสิ่นซีเอ่ยอย่างร้อนใจ "ท่านน้า ผู้อื่นท่านไม่เชื่อ แล้วยังจะไม่เชื่อข้าอีกหรือขอรับ? ครั้งนี้ใต้เท้าเจ้าเมืองอันสั่งให้ท่านล่องใต้ไปตามแม่น้ำหานเจียงเพื่อไปยังเมืองเฉาโจว เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะหาคนมาปล้นเรือกลางทาง ถึงเวลานั้นท่านน้าจะต้องตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเป็นแน่"
ฮุ่ยเหนียงยังคงจมอยู่ในความตื่นตะลึงและดึงสติกลับมาไม่ได้ชั่วขณะ เนื่องจากเรื่องที่เสิ่นซีกล่าวมานั้นชวนให้พิศวงงงงวยเกินไป นางไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่า มหาโจรที่โหดเหี้ยมอำมหิตเหล่านั้น จะไปเกี่ยวพันกับทางการ ซ้ำยังเป็นถึงใต้เท้าเจ้าเมืองผู้ทรงเกียรติได้อย่างไร?
เมื่อเห็นท่าทีเคลือบแคลงสงสัยของฮุ่ยเหนียง เสิ่นซีจึงเอ่ยขึ้นว่า "อันหรู่เซิงกระทั่งเรือทางการก็ยังกล้าปล้น แล้วเรื่องฆ่าคนชิงทรัพย์มีอันใดที่เขาจะไม่กล้าทำอีก? ครั้งนี้ข้าบังเอิญได้ยินคุณชายเจียงหลุดปากเอ่ยถึงจึงเพิ่งล่วงรู้เรื่องนี้... การที่เขามาเยือนเมืองถิงโจวในครานี้ ก็เพื่อสืบสวนคดีนี้นี่แหละขอรับ"
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เสิ่นซีจึงทำได้เพียงอ้างว่านี่คือเบาะแสที่เจียงลี่เหวยแพร่งพรายออกมา
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "เสี่ยวหลาง มิใช่ท่านน้าไม่เชื่อเจ้า ต่อให้ใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงจะมาเพื่อสืบคดีจริง ทว่าเขาจะยอมแพร่งพรายเรื่องลับสุดยอดเช่นนี้ให้เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?"
"เช่นนั้นท่านน้าทราบหรือไม่ ว่าเหตุใดเมื่อคืนที่ว่าการเมืองจึงถูกลอบโจรกรรม?"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าอีกครา
เสิ่นซีแต่งเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว "ในอดีตอันหรู่เซิงเคยปล้นเรือทางการและฆ่าคนปิดปาก ทำให้ครอบครัวของผู้อื่นต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ยามนี้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตบนเรือลำนั้นจึงรวมตัวกัน เพื่อรอจังหวะแก้แค้น การที่ที่ว่าการเมืองถูกลอบโจรกรรม ก็เพื่อค้นหาหลักฐานความผิดของเขานั่นแหละขอรับ วันนี้อันหรู่เซิงนำกำลังเจ้าหน้าที่ที่ว่าการ อ้างชื่อว่าเพื่อตามจับโจรผู้ร้าย ออกค้นหาไปทั่วเมือง แท้จริงแล้วก็เพื่อหวังจะได้หลักฐานชิ้นนั้นกลับคืนมาต่างหาก"
"เมื่อช่วงต้นปี ในเมืองก็เคยเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น ท่านน้า คงจะยังไม่ลืมกระมังขอรับ?"
ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็พยักหน้ารับ
เกี่ยวกับเรื่องที่อันหรู่เซิงนำกำลังคนออกค้นหาโจรผู้ร้ายในเมืองด้วยตนเอง นางเองก็พอได้ยินมาบ้าง ทว่าคำกล่าวของเสิ่นซีนั้นน่าเหลือเชื่อเกินไป หากเป็นมหาโจรจริง ๆ จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองขั้นสี่ชั้นเอกได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น การที่ที่ว่าการถูกขโมยทรัพย์สิน แล้วอันหรู่เซิงนำกำลังมือปราบออกตามล่าตัวคนร้าย มิใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้วหรอกหรือ?
"แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? หากข้าไม่ไป จะให้ทนมองดูเกลือหลวงหลายลำเรือของพวกเราถูกยึดไว้ จนทำให้ข้าวของในเมืองถิงโจวราคาพุ่งสูงขึ้น ราษฎรต้องตกระกำลำบากอย่างนั้นหรือ?"
เสิ่นซีถอนหายใจ "ฮุ่ยเหนียงเอ๋ย ไฉนท่านจึงฟังคำพูดข้าไม่เข้าใจเล่า? เป้าหมายของอันหรู่เซิงหาใช่เกลือหลวงไม่ เป้าหมายของเขาคือท่านและสมาคมการค้าต่างหาก ขอเพียงท่านไม่ไป ทางการท้องถิ่นของเมืองเฉาโจวก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะกักเรือไว้นานเกินไปหรอก!"
เสิ่นซีร้อนใจดั่งไฟสุม ถึงกับเผลอเรียกขานกุยหมิง (นามเดิม) ที่พร่ำเรียกอยู่ในใจนับครั้งไม่ถ้วนออกมาโดยตรง พอฮุ่ยเหนียงได้ยินก็ถึงกับชะงักงัน เสิ่นซีถึงกับกล้าเรียกขานกุยหมิงของนางตรง ๆ ซ้ำยังพูดจาวางท่าราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก ท่าทีเช่นนี้ดูเหมือนคนเป็นหลานเสียที่ไหนกัน?
"เช่นนั้น... เช่นนั้นข้าเข้าใจแล้ว" ฮุ่ยเหนียงมิได้เอ่ยตำหนิ ทว่าน้ำเสียงแฝงความลังเลใจอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ารู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร"