- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 292 ภยันตรายรายล้อม
ตอนที่ 292 ภยันตรายรายล้อม
ตอนที่ 292 ภยันตรายรายล้อม
"บัณฑิตจากเมืองผูเถียน เจียงลี่เหวย ขอคารวะใต้เท้าเจ้าเมืองอัน"
เจียงลี่เหวยไม่ลนลานแม้แต่น้อย ปากบอกว่าขอคารวะ ทว่าแท้จริงเพียงแค่ประสานมือคารวะเล็กน้อยเท่านั้น กฎเกณฑ์ในแวดวงขุนนางนั้นคือขุนนางยศใหญ่กว่าหนึ่งขั้นก็สามารถใช้อำนาจกดหัวคนได้ ทว่าคนหนึ่งเป็นขุนนางท้องถิ่น อีกคนเป็นขุนนางเมืองหลวง หน้าที่การงานหาได้ก้าวก่ายกัน ซ้ำระดับขั้นของทั้งสองก็แตกต่างกันไม่มากนัก เจียงลี่เหวยจึงมีสิทธิ์ที่จะวางท่าต่อหน้าอันหรู่เซิง
อันหรู่เซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถาม "เจียงลี่เหวยที่เป็นจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ในปีหงจื้อที่หกผู้นั้นหรือ?"
เจียงลี่เหวยพยักหน้ารับ "ถูกต้องแล้วขอรับ"
"มิน่าเล่า" อันหรู่เซิงแค่นหัวเราะเย็นชา "ยามนี้ใต้เท้าเจียงรับราชการอยู่ที่หน่วยงานใดหรือ?"
เจียงลี่เหวยแย้มยิ้มบาง "ศาลต้าหลี่ เพิ่งได้รับการบรรจุเป็นซื่อเฉิงฝ่ายซ้าย การเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อกลับบ้านเกิดมาเยี่ยมเยือนญาติมิตรขอรับ"
สีหน้าของอันหรู่เซิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ แม้เขาจะไม่แน่ใจว่า 'ซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่' ของเจียงลี่เหวยนั้น สังกัดอยู่ที่ศาลต้าหลี่แห่งเมืองหลวงหรือศาลต้าหลี่แห่งเมืองหนานจิงกันแน่ ทว่าไม่ว่าจะเป็นแห่งใดก็ล้วนเป็นหน่วยงานซานฝ่าซือ ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการพิจารณาคดีและทบทวนโทษอาญา หาใช่บุคคลที่จะต่อกรด้วยได้ง่าย ๆ
"ที่แท้ก็คือใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงนี่เอง เดินทางมาถึงเขตเมืองถิงโจวทั้งที ไฉนจึงไม่ยอมส่งข่าวให้ทางที่ว่าการท้องถิ่นทราบบ้างเล่า หรือว่ากังวลว่าพวกเราจะต้อนรับขับสู้ไม่ดีพอ?"
อันหรู่เซิงสมกับเป็นคนในแวดวงขุนนาง เพียงครู่เดียวก็ปรับเปลี่ยนมาวางท่าขุนนางกล่าวทักทายเจียงลี่เหวยได้
ทั้งสองกล่าวทักทายปราศรัยกันครู่หนึ่ง เจียงลี่เหวยอ้างว่ามา 'เยี่ยมเยือนญาติมิตร' แต่อันหรู่เซิงกลับไม่ได้ปักใจเชื่อนัก ทว่าเขาก็ไม่มีเจตนาจะซักไซ้ไล่เลียงสืบสาวหาต้นตอ
เจียงลี่เหวยกล่าว "วันนี้ข้าน้อยกับสหายเก่าสองท่านมาร่วมงานเลี้ยงที่สถานที่ของทางการ ไม่ทราบมาก่อนว่าใต้เท้าเจ้าเมืองอันจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง รบกวนแล้วขอรับ"
อันหรู่เซิงหัวเราะพลางกล่าว "ที่ข้ามาในวันนี้ เป็นเพราะเมื่อหลายวันก่อนในเมืองมีคดีลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้น ในกลุ่มคนร้ายกลับมีโจรหญิงอยู่หลายคน ข้าค้นหาในเมืองมาหลายวันแล้วทว่าก็ยังไร้ร่องรอย จึงคิดจะมาตรวจค้นในสถานที่ของทางการแห่งนี้ดูเสียหน่อย ว่าพวกนางจะลอบแฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ที่นี่หรือไม่"
ใบหน้าของเจียงลี่เหวยเผยแววยกยอ "ใต้เท้าเจ้าเมืองอันดำรงตำแหน่ง ขุนนางบิดามารดา แห่งท้องถิ่น มีความเมตตาห่วงใยราษฎร กระทั่งเรื่องโจรผู้ร้ายยังต้องมาจัดการด้วยตนเอง ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนักขอรับ"
อวี้เหนียงได้เรียกตัวหญิงคณิกา นักดนตรี สาวใช้ และบ่าวไพร่ทั้งหมดในเจี้ยวฟางซือออกมาจนหมดสิ้น ให้มายืนเข้าแถวเรียงกันอยู่ลานกลางเรือน เจี้ยวฟางซือแห่งนี้ดูเผิน ๆ คล้ายจะไม่ใหญ่โตนัก ทว่าเมื่อรวมเรือนหน้าและเรือนหลังเข้าด้วยกัน กลับมีผู้คนอาศัยอยู่มากถึงสี่สิบห้าสิบคนเลยทีเดียว อันหรู่เซิงโบกมือเพียงคราเดียว เจ้าหน้าที่ที่ว่าการที่ติดตามมาก็รีบรุดแยกย้ายกันไปตรวจค้นทั้งเรือนหน้าและเรือนหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่าจะมีปลาที่เล็ดลอดแหซุกซ่อนอยู่หรือไม่
จากบทสนทนาระหว่างเจียงลี่เหวยกับอันหรู่เซิง เสิ่นซีประเมินได้ว่า การที่อันหรู่เซิงเดินทางมายังเจี้ยวฟางซือนั้น หาใช่เพราะเจียงลี่เหวยเป็นผู้ส่งข่าวไปแจ้งไม่ ทว่าเมื่อครู่นี้เจียงลี่เหวยก็สั่งให้ผู้ติดตามออกไปจริง ๆ แล้วเขาแอบส่งข่าวไปแจ้งผู้ใดกันแน่?
หรือว่าเบื้องหลังยังมีบุคคลสำคัญระดับสูงซุกซ่อนอยู่อีก?
เขาปรายตามองอันหรู่เซิง ยามนี้สีหน้าของใต้เท้าเจ้าเมืองเรียบเฉย เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'อันหรู่เซิงต้องส่งสายลับมาซุ่มดูและวางกำลังดักซุ่มอยู่รอบ ๆ เจี้ยวฟางซือเป็นแน่ หากมีใครริอ่านหลบหนีออกไปจากที่นี่ ก็จะร่วงหล่นลงหลุมพรางของเขาพอดิบพอดี'
เมื่อหันไปมองซีเอ๋อร์อีกครั้ง ยามนี้นางปะปนอยู่ในฝูงชนด้วยท่าทีราบเรียบเป็นปกติ บ่งบอกว่าผลจากการฝังเข็มระงับความเจ็บปวดยังคงใช้การได้ดี ทว่าก็เกรงว่าหากกินเวลานานเกินไป ผนวกกับการที่ซีเอ๋อร์ต้องเดินเหินมากเกินไป อาจจะทำให้บาดแผลของนางปริแตกได้ ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่เลือดจะซึมออกมา ทว่าผลจากการระงับปวดก็จะลดฮวบลงตามไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นย่อมถูกผู้คนจับพิรุธได้โดยง่าย
อวี้เหนียงก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง "ใต้เท้าเจ้าเมือง ข้าน้อยได้เรียกทุกคนในสถานที่ของทางการแห่งนี้มารวมตัวกันหมดแล้วเจ้าค่ะ นี่คือทะเบียนสังคีต ขอใต้เท้าโปรดตรวจสอบด้วยเถิด"
(เชิงอรรถผู้แปล: ทะเบียนสังคีต (乐籍) ทะเบียนราษฎรสำหรับกลุ่มชนชั้นต่ำที่ทำหน้าที่ด้านการดนตรีและศิลปะการแสดงในสมัยโบราณ มักเป็นครอบครัวผู้ต้องโทษ ผู้ที่อยู่ในทะเบียนนี้จะถูกจำกัดสิทธิหลายประการและไม่อาจเปลี่ยนอาชีพได้ง่าย)
เจี้ยวฟางซือมีผู้คนอยู่มากน้อยเท่าใด ล้วนถูกบันทึกรายชื่อไว้ในทะเบียนสังคีตอย่างชัดเจน กระทั่งบ่าวไพร่ที่ทำหน้าที่กวาดพื้นก็ยังต้องมีรายชื่อระบุไว้อย่างละเอียด ไม่เพียงแค่มีชื่อและคำบรรยายตำหนิรูปพรรณสัณฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ทว่ายังมีภาพวาดใบหน้าประกอบด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนในเจี้ยวฟางซือหลบหนีนั่นเอง
อันหรู่เซิงสะบัดมือเบา ๆ ย่อมมีผู้รับสมุดทะเบียนไปจัดการต่อ เริ่มแรกก็ขานชื่อ แล้วเรียกเจ้าหน้าที่ที่ว่าการที่มีบาดแผลบนเรือนร่างสองสามคนให้ก้าวออกมา "ชี้ตัว" เทียบเคียงหน้าตากับภาพวาด ใช้เวลาพิจารณาอยู่นานสองนาน ก็ยังหาโจรหญิงที่ต้องการตัวไม่พบ ไม่นานนักก็ถึงคราวของซีเอ๋อร์ เพียงได้ยินนางขานรับด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ข้าน้อยอยู่นี่เจ้าค่ะ"
"รูปร่างหน้าตาดูคล้ายคลึงอยู่บ้าง ทรงนี้แหละ..." เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเห็นรูปลักษณ์ของซีเอ๋อร์ที่งามบอบบางจับใจ ทั้งยังดูขวยเขินน่าทะนุถนอม ไฉนเลยจะดูเหมือนโจรหญิงที่ลงมือโหดเหี้ยมเมื่อคืนกัน?
อันหรู่เซิงก้าวเดินไปข้างหน้า กวาดตามองสำรวจซีเอ๋อร์อย่างละเอียด ซีเอ๋อร์แสร้งทำเป็นเอียงอายก้มหน้าลงต่ำ คล้ายกับว่าตื่นกลัวคนแปลกหน้ายิ่งนัก อันหรู่เซิงเอ่ยถาม "ห่อยานี้เป็นของเจ้าหรือ?"
ซีเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น "ใช่เจ้าค่ะ หมู่นี้ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงกำลังกินยาบำรุงอยู่"
อันหรู่เซิงแค่นเสียงเย็นชา โยนห่อสมุนไพรไปให้ผู้ติดตามที่แต่งกายคล้ายท่านหมอซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ หมอผู้นั้นรีบนำสมุนไพรและผงยาด้านในออกมา ทั้งหยิบเข้าปากลิ้มรส ทั้งสูดดม พริบตาต่อมาคิ้วก็ขมวดมุ่น คล้ายกำลังลังเลใจ เนื่องจากน้อยคนนักที่จะจัดยาเช่นนี้ อีกทั้งหากพึ่งพาเพียงลิ้นและจมูกของเขา ก็ยังไม่อาจแยกแยะได้ว่ามียาสมุนไพรใดผสมอยู่บ้าง
ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังคงรายงานอย่างหนักแน่น "เรียนใต้เท้าเจ้าเมือง ยานี้มีสรรพคุณรักษาโรคไข้ลมหนาวและอาการปวดหัวข้างเดียวขอรับ"
ยาที่เสิ่นซีจัดมานั้น แท้จริงแล้วก็คือยารักษาโรคไข้ลมหนาวและปวดหัวข้างเดียวจริง ๆ ทว่าเขากลับนำสมุนไพรบางชนิดมาบดเป็นผง บางส่วนก็ใช้กากยา ผนวกกับสัดส่วนของตัวยาที่แตกต่างกัน การจะเปลี่ยนยารักษาไข้ลมหนาวให้กลายเป็น 'ยาแก้ปวด' หรือ 'ยาสลบ' ก็ย่อมทำได้ ด้วยระดับความสามารถของหมอเถื่อนไร้ฝีมือในเมืองถิงโจว ย่อมไม่มีทางจับพิรุธความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้เลย
สายตาของอันหรู่เซิงยังคงหยุดอยู่ที่เรือนร่างของซีเอ๋อร์ เขาก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว เดินผ่านร่างของซีเอ๋อร์ไป บนตัวนางไม่มีกลิ่นสมุนไพรหรือกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซ้ำยังไม่มีกลิ่นชาดพอกหนาทึบเพื่อจงใจกลบเกลื่อนร่องรอย เขาจึงค่อยคลายความคลางแคลงใจลง ก่อนจะเบือนหน้าไปหาอวี้เหนียง "ให้พวกนางกลับขึ้นไปชั้นบนให้หมด ประเดี๋ยวข้าจะขึ้นไปอบรมสั่งสอนพวกนางเอง"
พออวี้เหนียงได้ยินดังนั้น นางก็รู้ทันทีว่าอันหรู่เซิงต้องการอาศัยจังหวะที่หญิงคณิกาเดินขึ้นบันได ลอบจับสังเกตว่าบนร่างกายของพวกนางมีบาดแผลหรือไม่ นางตีสีหน้าเรียบเฉย เดินนำขึ้นไปชั้นบนเป็นคนแรก พร้อมกับกวักมือเรียกให้เหล่าหญิงสาวเดินตามมา
หญิงสาวทั้งหลายทยอยเดินขึ้นบันได บางคนเดินเร็วบางคนเดินช้า เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ว่าการต่างก็จ้องมองตาเป็นมัน
ซีเอ๋อร์ปะปนอยู่ในฝูงชน เพื่อไม่ให้ความแตก นางจึงทำได้เพียงพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ทว่าด้วยผลจากการฝังเข็มทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก ผนวกกับร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง การจะเร่งจังหวะก้าวเดินนั้นช่างยากลำบากสำหรับนางยิ่งนัก เท้าของนางจึงเผลอสะดุดล้มลงอย่างไม่อาจควบคุม อวิ๋นหลิ่วที่อยู่ข้าง ๆ รีบเข้ามาพยุงนางให้ลุกขึ้นทันที
"ไฉนจึงซุ่มซ่ามปานนี้?" สีหน้าของอวี้เหนียงพลันแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
บนใบหน้าของซีเอ๋อร์เผยแววตื่นตระหนกออกมาเล็กน้อย ทว่านางก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว นางเบ้ปากเล็ก ๆ พลางเอ่ยค้อน "ก็พี่สาวขัดขาข้ามิใช่หรือ?"
จังหวะที่ซีเอ๋อร์ล้มเมื่อครู่ ชายกระโปรงเลิกขึ้น เผยให้เห็นต้นขาขาวผ่องเรียบเนียน เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ว่าการถึงกับจ้องมองจนตาแทบถลน
รอจนกระทั่งซีเอ๋อร์หยัดกายลุกขึ้น โดยมีอวิ๋นหลิ่วคอยประคองพาเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ท่าทางของนางก็ยังคงดูเป็นปกติสุขดี ท้ายที่สุดผู้คนที่อันหรู่เซิงพามาก็ไม่มีใครจับพิรุธใด ๆ ได้เลยแม้แต่คนเดียว ครู่ต่อมา ก็มีใครบางคนขยับเข้าไปกระซิบข้างหูของอันหรู่เซิงประโยคหนึ่ง
อันหรู่เซิงพยักหน้าให้เจียงลี่เหวย "ข้ายังต้องนำกำลังพลไปจับกุมโจรผู้ร้ายในเมือง คงไม่รบกวนงานเลี้ยงของใต้เท้าเจียงแล้ว ขอตัวก่อน"
เจียงลี่เหวยประสานมือคารวะพลางกล่าว "น้อมส่งใต้เท้าเจ้าเมืองอันขอรับ"
รอจนอันหรู่เซิงนำคนจากไป อวี้เหนียงจึงเดินออกมาจากโถงรับรอง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความจนใจ "ไม่รู้ว่าที่ว่าการเกิดลมเพลมพัดอันใดขึ้นมา จะจับโจรผู้ร้ายกลับมาค้นเสียไกลถึงเจี้ยวฟางซือ รบกวนความสำราญของทุกท่านเสียแล้ว ขอเชิญใต้เท้าเจียงและคุณชายทั้งสองขึ้นไปชั้นบน เพื่อร่ำสุรากันต่อเถิดเจ้าค่ะ"
อวี้เหนียงลงมาเชิญทั้งสามคนขึ้นไปชั้นบนด้วยตนเอง เมื่อถึงห้องจัดเลี้ยง หญิงคณิกาและบ่าวไพร่คนอื่น ๆ ก็ทยอยเดินลงไปชั้นล่าง เหลือเพียงอวิ๋นหลิ่วและหญิงคณิกาอีกสองนางรั้งอยู่ปรนนิบัติในห้อง
เจียงลี่เหวยเพิ่งจะนั่งลง ก็พลันตระหนักได้ว่ามีคนหายไป จึงแย้มยิ้มเอ่ยถาม "อวี้เหนียง ไฉนจึงไม่เห็นแม่นางซีเอ๋อร์มารินสุราเป็นเพื่อนเล่า?"
อวี้เหนียงเม้มปากยิ้ม "ใต้เท้าเจียงช่างได้คืบจะเอาศอกจริง ๆ นะเจ้าคะ มีแม่งนางอวิ๋นหลิ่วที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญาคอยรินสุราปรนนิบัติอยู่ทั้งคน ยังจะไปคิดถึงแม่หนูซีเอ๋อร์อีกหรือ? เดิมทีนางก็รู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่แล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ในห้องยังดื่มสุราคารวะคุณชายเสิ่นไปอีกสองจอก พอออกมาโดนลมพัดเข้าหน่อยก็เลยรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ข้าน้อยจึงให้คนพานางกลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้วเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ดี" เจียงลี่เหวยพยักหน้ารับ ไม่ได้ดึงดันบังคับ
ครั้งนี้อวี้เหนียงตัดสินใจรั้งอยู่ในห้องจัดเลี้ยงไม่ยอมไปไหน กระทั่งยังเป็นผู้รินสุราและน้ำชาให้ทั้งสามด้วยตนเอง เนื่องจากนางเป็นผู้ผ่านโลกมามาก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าหญิงคณิกาทั่วไป พอเริ่มเปิดบทสนทนา บรรยากาศในวงสุราจึงครึกครื้นกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง ผนวกกับอวี้เหนียงเป็นคนคอแข็ง ในระหว่างการละเล่นทายสุรา แม้นนางจะแพ้มากกว่าชนะ ทว่าสุราหลายจอกตกถึงท้องสีหน้าก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยน กลับเป็นเจียงลี่เหวยและซูทงเสียอีกที่เริ่มมีอาการมึนเมาเล็กน้อย
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปอีกราวครึ่งชั่วยาม จู่ ๆ เจียงลี่เหวยก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ "ช่วงบ่ายข้าต้องไปเยี่ยมเยียนท่านลุงผู้หนึ่ง เกือบจะเลยเวลาเสียแล้ว อวี้เหนียง คงต้องรอโอกาสหน้าค่อยมาร่ำสุรากับเจ้าใหม่"
อวี้เหนียงเอ่ยกลั้วหัวเราะ "หรือว่าใต้เท้าเจียงจะคอพับคออ่อน จึงหาข้ออ้างปลีกตัวหรือเจ้าคะ?"
เจียงลี่เหวยหัวเราะอย่างขัดเขิน "จะคิดเช่นนั้นก็ได้ อวี้เหนียงคอแข็งดั่งมหาสมุทร ข้าไม่ยอมแพ้ก็คงไม่ได้แล้ว พี่ซูทง คุณชายเสิ่น ข้าขอตัวก่อน"
ซูทงหันไปมองเสิ่นซี พลางกล่าว "เช่นนั้นงานเลี้ยงวันนี้ก็พอแค่นี้เถิด ส่วนเรื่องค่าสุราอาหาร..."
อวี้เหนียงหัวเราะ "ก็บอกแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ ว่าซีเอ๋อร์เป็นฝ่ายเชิญแขกผู้มีเกียรติมาเพื่อขอขมา จะให้แขกผู้มีเกียรติต้องเสียเงินเสียทองอีกได้อย่างไร?"
ซูทงลอบคิดในใจ 'ไม่ต้องควักเงินสักเหวินก็ยังจัดเลี้ยงพี่กู้อวี้และน้องเสิ่นได้ ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก' เขาจึงหยัดกายลุกขึ้นเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับเจียงลี่เหวยทันที เสิ่นซีเองก็เดินตามออกไปจนถึงหน้าประตูเจี้ยวฟางซือ
ซูทงต้องเดินไปส่งเจียงลี่เหวย จึงขอตัวจากไปก่อน เสิ่นซีทอดสายตามองแผ่นหลังของคนทั้งสองกลืนหายไปที่หัวมุมถนน พอเขาเพิ่งจะหมุนตัวเตรียมก้าวเดิน อวิ๋นหลิ่วก็ซอยเท้าอย่างเร่งรีบมาถึงหน้าประตู "คุณชายเสิ่น ช่วยชีวิตด้วยเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีพอจะคาดเดาได้ การที่ซีเอ๋อร์สะดุดล้มก่อนหน้านี้ แม้ดูเผิน ๆ คล้ายจะไม่รุนแรง ทว่าบาดแผลบนเรือนร่างย่อมต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน คาดว่ากระทั่งเข็มเงินที่ฝังอยู่บนตัวก็คงจะหลุดร่วงไป การที่นางไม่ออกมาหลังจากนั้น ไม่ใช่เพราะนางไม่กล้า ทว่านางไม่มีปัญญาจะออกมาต่างหาก
เดิมทีการที่เสิ่นซีจะกลับเข้าไปในเจี้ยวฟางซือนั้นออกจะอันตรายอยู่บ้าง ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูอีกครา ทั้งอันหรู่เซิงและเจียงลี่เหวยต่างก็รู้ว่าเขาเคยมาที่นี่ ต่อให้อวี้เหนียงจะใจกล้าเทียมฟ้าเพียงใด ก็คงไม่กล้าลงมือกับเขาแน่ เมื่อหวนนึกไปถึงท่าทางวางอำนาจบาตรใหญ่ของอันหรู่เซิงเมื่อครู่ เขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงฮุ่ยเหนียงจับใจ หากอันหรู่เซิงทำไปเพียงเพื่อปล้นชิงทรัพย์ก็แล้วไปเถิด แต่หากคิดจะปล้นสวาทด้วยเล่า…
"รบกวนแม่นางอวิ๋นหลิ่วนำทางด้วย"
เสิ่นซีย้อนกลับเข้าไปอีกครา เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เขากลับไม่ได้เข้าไปในห้องของซีเอ๋อร์ ทว่าเป็นห้องโถงที่อยู่ติดกับห้องจัดเลี้ยงเมื่อครู่ ยามนี้ซีเอ๋อร์หมดสติไปแล้ว ด้านหน้าลำตัวของนางมีบาดแผล ด้านหลังมีเข็มฝังอยู่ ไม่ว่าจะนอนหงายหรือนอนคว่ำก็ล้วนทำไม่ได้ อวี้เหนียงจึงทำได้เพียงให้สาวใช้สองคนช่วยกันพยุงซีเอ๋อร์ให้นอนตะแคงเอาไว้
"คุณชายเสิ่น ข้าน้อยขอขอบพระคุณในบุญคุณช่วยชีวิตของท่านเจ้าค่ะ"
เมื่อเห็นเสิ่นซี อวี้เหนียงก็รีบคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม โขกศีรษะแสดงความขอบคุณเป็นอันดับแรก
เสิ่นซีโบกมือปฏิเสธ "อวี้เหนียงมิต้องเกรงใจ รีบไปหาผ้าขาวที่สะอาดมาให้ข้าที ไม่ต้องเอาเนื้อละเอียดนัก ใช้ผ้าเนื้อหยาบก็พอ ทว่าต้องสะอาดอย่างยิ่งยวดและห้ามเปียกน้ำเด็ดขาด จากนั้นก็ไปเตรียมกรรไกร เข็มเงิน มีดเล่มเล็ก และนำยาที่ข้าให้ไว้เมื่อครู่มาด้วย"
อวี้เหนียงชะงักไปเล็กน้อย "นั่นมิใช่ยารักษาอาการไข้ลมหนาวและปวดหัวข้างเดียวหรอกหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซีตอบ "ไม่เพียงแค่รักษาอาการไข้ลมหนาวและปวดหัวข้างเดียวได้ ทว่ายังเป็นยาระงับปวดและยาสลบได้ด้วย หากปรับเปลี่ยนสัดส่วนของตัวยาเสียหน่อย ก็จะสามารถใช้ห้ามเลือดได้เช่นกัน"
อวี้เหนียงตกตะลึงจนแทบอ้าปากตาค้าง เดิมทีนางให้เสิ่นซีนำยามาด้วย ก็เพื่อไม่ให้เจียงลี่เหวยเกิดความคลางแคลงใจ หวังเพียงให้เสิ่นซีนำยาอะไรก็ได้มาสักเทียบหนึ่งก็พอ
ตอนที่ยาถูกส่งมา อวี้เหนียงและอวิ๋นหลิ่วก็ได้ตรวจสอบดูแล้ว เป็นเพียงยารักษาไข้ลมหนาวและปวดหัวข้างเดียวทั่วไปจริง ๆ ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดต่อบาดแผลของซีเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย พอยามนี้ได้ล่วงรู้ว่ายาเทียบนี้ทั้งระงับปวดและห้ามเลือดได้ มันช่างเป็นดั่ง 'ยาวิเศษสารพัดนึก' ชัด ๆ
อวี้เหนียงรีบรุดลงไปชั้นล่างเพื่อจัดการเตรียมของ นางไม่กล้าให้ผู้คนในเจี้ยวฟางซือล่วงรู้มากนัก เพราะถึงอย่างไรก็มิใช่ทุกคนที่จะมีใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับนาง
ทางฝั่งนั้นกำลังเตรียมการ ส่วนทางฝั่งเสิ่นซีก็เริ่มลงมือทำการศัลยกรรมผ่าตัด สิ่งที่เขาต้องทำคือการเย็บผสานบาดแผลให้ซีเอ๋อร์ พร้อมกับพันแผลห้ามเลือด
เมื่ออวี้เหนียงกลับมา นางก็เห็นมือที่ยังดูอ่อนเยาว์ของเสิ่นซีกำลังถือเข็มเงิน ซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีฉาน ทว่าเสิ่นซีกลับมีท่าทีสงบเยือกเย็น ทุกท่วงท่าการร้อยเข็มด้ายล้วนลื่นไหลถนัดมือ ราวกับว่าเขาคุ้นชินกับเรื่องพรรค์นี้มานานแสนนาน
อวี้เหนียงถึงกับตกตะลึง นี่หรือคือกลิ่นอายสง่างามที่เด็กหนุ่มวัยสิบเอ็ดปีพึงจะมี?