- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 291 ฝังเข็มระงับความเจ็บปวด
ตอนที่ 291 ฝังเข็มระงับความเจ็บปวด
ตอนที่ 291 ฝังเข็มระงับความเจ็บปวด
เสิ่นซีทอดสายตามองซีเอ๋อร์ที่นอนอยู่บนเตียงพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ จะเป็นจะตายรอมร่ออยู่แล้ว ไฉนยังดึงดันอวดเก่งอยู่อีก?
เสิ่นซีส่ายหน้าเอ่ยว่า "ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรก ไฉนต้องทำลงไป? ในเมื่อเมื่อวานอวี้เหนียงก็จำหน้าได้แล้วว่าคุณชายเจียงคือซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่ แล้วเหตุใดแม่นางซีเอ๋อร์จึงยังเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายอีกล่ะขอรับ?"
อวิ๋นหลิ่วอธิบายด้วยน้ำเสียงจนใจ "ก่อนหน้านี้อวี้เหนียงเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่แซ่เจียงจะมาเยือนเมืองถิงโจวกะทันหัน ทว่าน่าเสียดายที่ซีเอ๋อร์อาศัยจังหวะงานเลี้ยงในที่ว่าการเมื่อวันก่อน ลอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเรือนหลังหนึ่งของที่ว่าการล่วงหน้าแล้ว"
"หลังจากที่ใต้เท้าเจียงจากไป อวี้เหนียงก็พยายามส่งข่าวผ่านสายลับในที่ว่าการเพื่อติดต่อกับนาง ทว่าก็สายเกินการเสียแล้ว อันหรู่เซิงผู้นี้โยกย้ายไปรับตำแหน่งขุนนางมาแล้วหลายแห่ง เมื่อสามปีก่อนตอนที่รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองซงเจียง เขาเคยสมคบคิดกับพวกโจรผู้ร้าย ปล้นชิงเรือทางการและเรือสินค้าหลายสิบลำ ทั้งยังฆ่าคนปิดปาก คดีนั้นสั่นสะเทือนไปทั้งราชสำนัก ทว่าหลังจากที่ ซานฝ่าซือ สืบสวนคดี กลับไร้ซึ่งร่องรอยเบาะแสใด ๆ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ซานฝ่าซือ (三法司) สามหน่วยงานตุลาการสูงสุดของราชวงศ์หมิง ได้แก่ ศาลต้าหลี่ กรมอาญา และสำนักตรวจการตูฉาหย่วน มีหน้าที่สืบสวนและพิจารณาคดีสำคัญระดับแผ่นดิน)
"สามปีให้หลัง เนื่องจากผลประเมินไม่สู้ดี อันหรู่เซิงจึงถูกย้ายมารับตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจว การมาครั้งนี้ก็เพื่อหวังจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเดิม อาศัยความสะดวกของเส้นทางขนส่งทางน้ำสายเหนือใต้ของแม่น้ำถิงเจียง ลงมือปล้นเรือฆ่าคนอีกหน อดีตสามีผู้ล่วงลับของอวี้เหนียงเคยมีไมตรีกับใต้เท้าหม่าผู้เฒ่าเสนาบดีแห่งกรมกลาโหม นางจึงอยากจะอาศัยเรื่องนี้ยื่นฎีกาฟ้องร้องต่อราชสำนัก เพื่อไถ่ถอนทะเบียนให้พวกเรา ส่วนตัวนางเองก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดอย่างสงบสุข"
(เชิงอรรถผู้แปล: เสนาบดีแห่งกรมกลาโหม หรือ เสนาบดีกรมปิงปู้ (兵部尚书) ตำแหน่งเสนาบดีหรือขุนนางผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการทหาร การเกณฑ์พล และยุทโธปกรณ์ของแผ่นดิน)
เสิ่นซีไม่เคยได้ยินเรื่องคดีของเมืองซงเจียงมาก่อนเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เป็นเพราะเมืองถิงโจวตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ข่าวสารไม่เปิดกว้าง อีกทั้งตัวเขาเองก็มิใช่คนในแวดวงขุนนาง การจะล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้นั้นย่อมยากเย็นแสนเข็ญ
ส่วน "ใต้เท้าหม่าผู้เฒ่า" ที่อวิ๋นหลิ่วเอ่ยถึงนั้น เสิ่นซีกลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี บุคคลผู้นี้ก็คือ หม่าเหวินเซิง หนึ่งในสามวิญญูชนแห่งหงจื้อ ซึ่งยามนี้ขุนนางเรืองนามแห่งรัชศกหงจื้อผู้นี้ กำลังบัญชาการรบอยู่ที่ชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
(เชิงอรรถผู้แปล: สามวิญญูชนแห่งหงจื้อ (弘治三君子) กลุ่มขุนนางตงฉินชั้นผู้ใหญ่ผู้มีคุณูปการในยุคจักรพรรดิหมิงเซี่ยวจง (รัชศกหงจื้อ) ได้แก่ หลิวต้าเซี่ย หม่าเหวินเซิง และหมิ่นกุย ผู้เป็นดั่งเสาหลักค้ำจุนราชสำนัก)
เสิ่นซีครุ่นคิดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องราวนี้ฟังดูมีเหตุมีผล อวี้เหนียงต้องการเปิดโปงปลวกมอดของราชสำนักที่มีฉากหน้าเป็นถึงเจ้าเมือง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นมหาโจร เพื่อแลกกับอิสรภาพของตนเอง และจากที่เสิ่นซีได้ลอบสังเกตโหงวเฮ้งหน้าตารวมถึงเล่ห์เหลี่ยมของอันหรู่เซิงมาก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะเป็นความจริง
ทว่าในเรื่องราวนี้ยังคงมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง เท่าที่เสิ่นซีรู้ อวี้เหนียงดูแลเจี้ยวฟางซือแห่งเมืองถิงโจวมานานถึงเจ็ดแปดปีแล้ว จะบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่จู่ ๆ ก็มีมหาโจรเข้ามารับตำแหน่งเจ้าเมืองให้หล่อนจับผิดได้พอดิบพอดี? หากนับตามอายุอานาม ในเวลานั้นอวิ๋นหลิ่วและซีเอ๋อร์ก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย แล้วอวี้เหนียงจะเรียกใช้พวกนางได้อย่างไร?
ทว่ายามนี้ หากคิดจะสืบสาวราวเรื่องทั้งหมดให้กระจ่างแจ้งก็เป็นไปไม่ได้เลย เสิ่นซีจึงเอ่ยขึ้นว่า "จะให้ข้าช่วยยื่นมือเข้าสอดก็ย่อมได้ แต่จะรับรองความปลอดภัยของข้าหลังจากที่ออกจากที่นี่ไปแล้วได้อย่างไร?"
อวิ๋นหลิ่วชะงักไปเล็กน้อย พอใคร่ครวญดูให้ดี จึงค่อยเข้าใจความหมายที่เสิ่นซีต้องการจะสื่อ เสิ่นซีสามารถลงมือช่วยเหลือได้ แต่เขากังวลว่าหลังจากเรื่องจบลงจะถูกฆ่าปิดปาก
อวิ๋นหลิ่วรีบร้อนกล่าวว่า "คุณชายเสิ่นโปรดวางใจ พวกเราหาใช่คนเนรคุณไม่ ข้าน้อย... ยินดีเอาชีวิตเป็นประกันเจ้าค่ะ..."
เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'คำพูดของคนพวกนี้เชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด แต่ดูเหมือนว่าข้าจะขึ้นเรือโจรมาแล้วและลงไม่ได้เสียด้วย หากอันหรู่เซิงเป็นดั่งที่นางพูดจริง ๆ แท้จริงแล้วเป็นมหาโจรที่สวมคราบขุนนางทางการ เช่นนั้นฮุ่ยเหนียงที่กุมบังเหียนสมาคมการค้าอยู่ จะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?'
'ถือเสียว่าทำเพื่อช่วยท่านน้าฮุ่ยเหนียง ข้าจะนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาด!'
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "เอาเถิด ข้าจะยอมเชื่อพวกเจ้าสักครั้ง ทว่าต้องรับปากนะ ว่าหากความแตกขึ้นมา จะต้องไม่ดึงข้าเข้าไปพัวพันด้วย"
อันที่จริงคนที่เสิ่นซีกังวลที่สุดก็คือเจียงลี่เหวย ทว่าหากคำกล่าวของอวิ๋นหลิ่วเป็นความจริง การที่เจียงลี่เหวยเดินทางมายังเมืองถิงโจว ก็อาจจะไม่ได้มาเพื่อสืบคดีลักทรัพย์ในที่ว่าการ แต่อาจจะเป็นการตามสืบคดีโจรผู้ร้ายที่เกิดขึ้นในซงเจียงเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่อันหรู่เซิงยังรับตำแหน่งอยู่ก็เป็นได้
อวิ๋นหลิ่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยถามอย่างร้อนใจ "คุณชายเสิ่น ไม่ทราบว่าต้องเตรียมสิ่งใดบ้างหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซีตอบ "มีเข็มเงินสำหรับฝังเข็มหรือไม่?"
อวิ๋นหลิ่วพยักหน้ารับ พลางหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ ด้านในคือเข็มเงินสารพัดขนาดที่ใช้สำหรับการฝังเข็ม เสิ่นซีรับห่อเข็มมา พร้อมกับชี้ไปยังห่อยาบนโต๊ะที่ดูธรรมดาไร้ความโดดเด่น "ในนั้นมีผงยาห่อเล็กอยู่ห่อหนึ่ง ให้ชงน้ำชาด่วนให้นางดื่มเสีย"
อวิ๋นหลิ่วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เมื่อครู่ข้าน้อยลองเปิดดูแล้ว ด้านในก็เป็นเพียงสมุนไพรรักษาบาดแผลธรรมดาทั่วไป ผงยานี้จะได้ผลจริง ๆ หรือเจ้าคะ?"
แท้จริงแล้วยาที่เสิ่นซีจัดมาให้คือ 'ยาระงับปวด' ซึ่งสามารถบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยลงได้มากทีเดียว
ในขณะเดียวกัน เสิ่นซียังเตรียมจะใช้การฝังเข็มเพื่อทำการฝังเข็มระงับความเจ็บปวด ให้กับซีเอ๋อร์ ซึ่งจะทำให้นางสูญเสียความรู้สึกเจ็บปวดไปชั่วขณะ นี่เป็นกรรมวิธีที่มักใช้บ่อยในการผ่าตัดศัลยกรรม
(เชิงอรรถผู้แปล: การฝังเข็มระงับความเจ็บปวด (针灸麻醉) เป็นศาสตร์การแพทย์แผนจีนประยุกต์ ที่ใช้การฝังเข็มไปกระตุ้นจุดลมปราณเพื่อสกัดกั้นความเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยชาแต่ยังมีสติรับรู้ มักใช้ควบคู่กับการผ่าตัดในยุคหลัง)
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเสิ่นซีขณะเตรียมฝังเข็ม อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าซักไซ้ให้มากความอีก เสิ่นซีเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าซีเอ๋อร์ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "รบกวนแม่นางซีเอ๋อร์ปลดเปลื้องเสื้อผ้าด้วย"
แม้นใบหน้าของซีเอ๋อร์จะซีดเผือด ทว่ายามนี้กลับปรากฎสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย แม้เสิ่นซีจะอายุยังน้อย แต่การต้องมาปลดเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าบุรุษเช่นนี้ ก็ยังนับเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งอยู่ดี
อวิ๋นหลิ่วดุเสียงเข้ม "เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มัวแต่ห่วงจารีตไม่ได้แล้ว!"
บนใบหน้าของซีเอ๋อร์เผยความไม่ยินยอมพร้อมใจออกมาเล็กน้อย ทว่าเมื่อถูกสายตาดุดันของอวิ๋นหลิ่วบีบบังคับ นางจึงค่อย ๆ เอื้อมมือไปปลดเสื้อผ้า
เสิ่นซีไม่ได้ให้ซีเอ๋อร์ถอดกระโปรงท่อนล่าง กระทั่งเอี๊ยมก็ยังสวมติดกาย เสิ่นซีให้นางหันหลังให้ เนื่องจากเอี๊ยมมีเพียงสายผูกสองเส้น แผ่นหลังทั้งปวงจึงเปลือยเปล่า ในยุคสมัยที่เพียงแค่เผยท่อนแขนให้บุรุษเห็นก็ถือว่า 'เสียเกียรติ' การหันแผ่นหลังเปลือยเปล่าให้บุรุษชมดูโดยตรง ย่อมแทบไม่ต่างอันใดกับสตรีที่ 'เสียความบริสุทธิ์' เลยทีเดียว
แม้นซีเอ๋อร์จะยังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ทว่าที่นี่คือเจี้ยวฟางซือ สตรีในสถานที่แห่งนี้ย่อมไม่ได้เคร่งครัดจารีตเฉกเช่นสตรีชาวบ้านทั่วไป กระนั้นนางก็ยังคงสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลและความขวยเขิน
เสิ่นซีให้อวิ๋นหลิ่วช่วยพยุงร่างของซีเอ๋อร์เอาไว้ ส่วนตัวเขาก็เริ่มลงมือฝังเข็มลงบนแผ่นหลังของนาง
เพื่อให้ซีเอ๋อร์สามารถเดินเหินได้โดยไม่ถูกผู้ใดจับพิรุธ เข็มเงินทุกเล่มจึงถูกเสิ่นซีหักปลายทิ้ง ดันส่วนใหญ่ของเข็มให้จมมิดลงไปใต้ผิวหนัง เมื่อเข็มเงินแทงทะลุลงไป ผนวกกับยาแก้ปวดที่ซีเอ๋อร์กลืนลงคอ สีหน้าของนางก็ค่อย ๆ ดีขึ้น อาการขบกรามแน่นก็คลายลงเล็กน้อย
"น้องสาว รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?"
หลังจากเสิ่นซีฝังเข็มเสร็จ อวิ๋นหลิ่วก็จ้องมองซีเอ๋อร์ด้วยความตึงเครียด
ซีเอ๋อร์ก้มหน้าลงมองบาดแผลของตนเอง ลองขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วเอ่ย "แปลกจัง ไฉนจึงไม่เจ็บแล้วเล่า?"
ใบหน้าของอวิ๋นหลิ่วเผยความประหลาดใจระคนยินดี "จะ... จริงหรือ?"
เสิ่นซีเก็บห่อเข็มให้เรียบร้อย พร้อมเอ่ยกำชับ "ทางที่ดีควรพันแผลของนางให้แน่นหนาเสียก่อน เวลาเดินเหินก็พยายามขยับตัวให้ช้าที่สุด อย่าให้กระทบกระเทือนถึงแผล แผ่นหลังก็ห้ามพิงสิ่งใดเด็ดขาด..."
"แม่นางซีเอ๋อร์ ท่านวางใจเถิด ผู้อื่นไม่มีทางดูออกว่าบนตัวท่านมีเข็มฝังอยู่ ไม่จำเป็นต้องจงใจซ่อนเร้น หากรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ก็ต้องฝืนทนเอาไว้ห้ามหลับตาเด็ดขาด... นี่ ซ่อนเข็มเงินเล่มนี้ไว้ในแขนเสื้อ หากรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ก็ทำทีเป็นลูบผม แล้วแอบใช้เข็มกระตุ้นตรงจุดไรผมหน้าผาก เหนือขมับ จะช่วยให้ท่านมีสติแจ่มใสขึ้นมาได้ชั่วคราว"
"คุณชายเสิ่น ท่านช่างเป็น ฮัวโต๋กลับชาติมาเกิด เสียจริง ๆ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ฮัวโต๋กลับชาติมาเกิด (在世华佗) ฮัวโต๋คือแพทย์เทวดาผู้เลื่องชื่อในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถึงต้นยุคสามก๊ก สำนวนนี้ใช้ยกย่องแพทย์ที่มีฝีมือการรักษาเก่งกาจดุจปาฏิหาริย์)
อวิ๋นหลิ่วประหลาดใจระคนยินดีจนหาคำใดมาเปรียบเปรยมิได้ นางแทบจะยกมือขึ้นปิดหน้าหลั่งน้ำตา ทว่าก็รู้ดีว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลามาซาบซึ้งใจ นางจึงคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะให้เสิ่นซีสามคราดังตึง ๆ
เสิ่นซีมิได้ยื่นมือไปประคอง จังหวะนั้นเอง เสียงของอวี้เหนียงก็พลันดังมาจากนอกประตู "ปล่อยให้คุณชายเสิ่นได้ดื่มสุรากับแม่นางซีเอ๋อร์ต่ออีกสักสองสามจอกเถิด ไฉนต้องรีบร้อนเข้าไปรบกวนพวกเขาด้วย..."
ตามมาด้วยเสียงของซูทง "อวี้เหนียงลืมไปแล้วหรือว่าคุณชายเสิ่นหาได้ดื่มสุราไม่? พวกเราเองก็อยากจะเข้าไปดูเสียหน่อย ว่าด้านในมีทิวทัศน์งดงามเพียงใด"
เมื่อผลักประตูเข้าไป ซูทงก็เห็นเสิ่นซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะพอดิบพอดี เบื้องหน้ามีอวิ๋นหลิ่วยืนรินน้ำชาให้ ส่วนด้านข้างคือซีเอ๋อร์ที่กำลังยืนจัดแจงเสื้อผ้าด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ซีเอ๋อร์หลุดเสียงอุทาน "อ๊ะ" ออกมา มือยังคงง่วนอยู่กับการผูกสายรัดเอว ราวกับว่าเพิ่งจะสวมเสื้อผ้าเสร็จอย่างไรอย่างนั้น
เมื่ออวี้เหนียงเห็นภาพตรงหน้า นางก็มีปฏิกิริยาตอบสนองไวที่สุด รีบยกมือขึ้นปิดตาพลางหัวร่อ "ไอ๊หยา นี่พวกท่านกำลังทำอันใดกันอยู่หรือ?"
ซูทงกับเจียงลี่เหวยก้าวตามกันเข้ามาในห้อง ซูทงมองซีเอ๋อร์ที่มีใบหน้าแดงระเรื่อสลับกับเสิ่นซีที่ยังคงท่าทีสงบเยือกเย็น อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "น้องเสิ่น นี่เจ้ากำลัง..."
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ข้ากับแม่นางซีเอ๋อร์กำลังพนันกันอยู่ ข้าทายว่าเอี๊ยมของนางเป็นสีแดง ทว่านางกลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ จึงเป็นฝ่ายปลดเปลื้องเสื้อผ้าให้ข้าดูเสียเอง บังเอิญเหลือเกินที่พวกท่านก็เข้ามาพอดิบพอดี"
พอเสิ่นซีกล่าวจบ ไม่เพียงแต่ใบหน้าของซีเอ๋อร์จะแดงก่ำจนแทบหยดเป็นเลือด กระทั่งอวิ๋นหลิ่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยังหน้าแดงซ่านด้วยความขวยเขินจนต้องก้มหน้าหนี
ซูทงตบมือทอดถอนใจ "น้องเสิ่น เจ้าช่างแน่จริง ๆ เชี่ยวชาญการละเล่นทายของซ่อน มีทักษะวาดภาพเป็นเลิศ ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่าหญิงงาม ช่างน่าอิจฉาพวกข้ายิ่งนัก พี่กู้อวี้ ท่านอยากพบแม่นางซีเอ๋อร์มิใช่หรือ? ท่านนี้คือแม่นางซีเอ๋อร์อย่างไรเล่า!" ซูทงแนะนำซีเอ๋อร์ให้เจียงลี่เหวยรู้จัก
ดวงตาของเจียงลี่เหวยเป็นประกายฉายแววคมกริบ เขากวาดสายตามองซีเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ท้ายที่สุดสายตาก็ไปหยุดอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าลำตัวของซีเอ๋อร์ซึ่งเป็นจุดที่เขาคาดว่านางน่าจะได้รับบาดเจ็บ สีหน้าแฝงความคลางแคลงใจ ก่อนจะแย้มยิ้มประสานมือคารวะ "แม่นางซีเอ๋อร์ ข้าน้อยขอคารวะ"
"ต้องเป็นข้าน้อยสิเจ้าคะที่ต้องเป็นฝ่ายคารวะใต้เท้าเจียง... เมื่อวานอวี้เหนียงบอกข้าน้อยว่าใต้เท้าเจียงให้เกียรติมาเยือน ทว่าใครจะไปรู้ว่าข้าน้อยกลับเข้านอนไปเสียก่อน ข้าน้อยยังแอบตำหนิอวี้เหนียงอยู่เลยว่าไฉนจึงไม่ยอมปลุกให้ข้าน้อยออกมารินสุราคารวะใต้เท้าเจียงสักจอก" ซีเอ๋อร์ยังคงท่าทีเย้ายวนมากรักเช่นกาลก่อน หากยืมคำพูดของซูทงมาใช้ ก็คงต้องบอกว่าบนร่างของนางแฝงไปด้วย 'เสน่ห์ยั่วยวน' มาแต่กำเนิด
เจียงลี่เหวยแย้มยิ้ม "วันนี้มีวาสนาได้ร่ำสุรากับแม่นางซีเอ๋อร์สักสองสามจอก นับเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก" สายตาของเขายังคงจับจ้องไปตามเรือนร่างของซีเอ๋อร์ หวังจะจับสังเกตว่ามีความผิดปกติอันใดหรือไม่
อวี้เหนียงเดินเข้ามาต้อนรับขับสู้ เชิญเจียงลี่เหวยและซูทงให้นั่งลง พร้อมกับให้ซีเอ๋อร์รินสุรา ทุกท่วงท่าของซีเอ๋อร์แม้นจะดูเชื่องช้าไปบ้าง ทว่าสีหน้ากลับเป็นปกติ ไม่หลงเหลือร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย กระทั่งอวี้เหนียงที่ลอบมองอยู่เป็นระยะ ยังเผลอคิดไปว่าร่างกายของซีเอ๋อร์หายเป็นปกติแล้ว
นางไม่เข้าใจเลยว่า ไฉนซีเอ๋อร์ที่เมื่อครู่ยังมีสภาพซูบซีดอมโรค เพียงเวลาสั้น ๆ กลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เมื่อหันไปมองอวิ๋นหลิ่วที่กำลังรินน้ำชาให้เสิ่นซีอย่างนอบน้อมเคารพยิ่ง นางจึงนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นซีคือผู้มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง อดไม่ได้ที่จะลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก
เจียงลี่เหวยดื่มสุราไปสองจอก จึงให้ซีเอ๋อร์นั่งลง เขาคิดจะเปลี่ยนมุมมองเพื่อลอบสืบสวนต่อ
"อวี้เหนียง ได้ยินว่าเมื่อวานมีโจรผู้ร้ายบุกเข้าไปในที่ว่าการเมือง เจ้าทำงานอยู่ในสถานเริงรมย์ของทางการ เคยได้ยินเรื่องนี้บ้างหรือไม่?" เจียงลี่เหวยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายไม่ได้ใส่ใจ
อวี้เหนียงยกมือขึ้นลูบหน้าอกเบา ๆ "ใต้เท้าเจียงกำลังขู่ข้าน้อยอยู่หรือเจ้าคะ? เกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ในที่ว่าการ กลับไม่เห็นมีผู้ใดในเมืองป่าวประกาศเลย... ข้าน้อยเอาแต่ขลุกอยู่ในสถานที่ของทางการเล็ก ๆ แห่งนี้ ไม่เคยก้าวเท้าออกไปไหน แล้วจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?"
เจียงลี่เหวยเพียงแค่เอ่ยถามหยั่งเชิงดูลาดเลา ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอันใดต่อ เขาสังเกตไม่เห็นความผิดปกติใด ๆ จากตัวซีเอ๋อร์ อีกทั้งด้วยฐานะที่ปลอมตัวมาพาลทัศนาจรในยามนี้ ก็ไม่อาจเรียกตัวหญิงคณิกาทุกคนในเจี้ยวฟางซือออกมาตรวจสอบทีละคนได้ แม้ว่าหากเขาดึงดัน อวี้เหนียงก็คงไม่กล้าขัดขืน ทว่าการทำเช่นนั้นย่อมเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น
ในขณะที่ซูทงกำลังจะเสนอให้ย้ายวงสุราไปยังห้องจัดเลี้ยง จู่ ๆ ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากถนนด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงก่นด่า เจ้าหน้าที่ที่ว่าการกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังเจี้ยวฟางซือ
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการพังประตูบุกเข้ามาในเจี้ยวฟางซือ แตกต่างจากการทำคดีในยามปกติที่จะมีมือปราบเป็นผู้นำขบวน ทว่าครั้งนี้กลับเป็นอันหรู่เซิงที่นำกำลังคนมายังสถานที่ของทางการด้วยตนเอง
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากชั้นล่าง "ผู้ดูแลอยู่ที่ใด?"
แม้ว่าอวี้เหนียงจะเจนจัดกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็ยังคงเผยสีหน้าลุกลี้ลุกลนออกมาเล็กน้อย นางหันไปประสานมือคารวะเจียงลี่เหวย "ใต้เท้าเจียง มีเจ้าหน้าที่ทางการมาเยือน ข้าน้อยขอตัวไปต้อนรับก่อนนะเจ้าคะ"
เวลานั้นอวี้เหนียงยังไม่รู้ว่าผู้ที่นำขบวนมาคือเจ้าเมืองอันหรู่เซิงตัวเป็น ๆ พอเดินออกไปเห็นหน้าชัด ๆ นางจึงจงใจเปล่งเสียงให้ดังขึ้น "ใต้เท้าเจ้าเมืองอันให้เกียรติมาเยือน ข้าน้อยขอคารวะเจ้าค่ะ"
เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของอันหรู่เซิงดังขึ้น "เรียกตัวหญิงคณิกาทุกคนในที่นี้ออกมาให้หมด ข้าจะตรวจสอบทีละคน"
อวี้เหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ใต้เท้าเจ้าเมืองอัน ที่นี่คือสถานที่ของทางการ หากท่านมีข้อสั่งการใด เพียงแค่ส่งคนมาแจ้งข่าวก็พอ ไฉนจึงต้องลำบากมาด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ?"
"พูดพล่ามอันใดอยู่ได้! ใต้เท้าเจ้าเมืองสั่งให้เรียกทุกคนออกมา หูหนวกไปแล้วหรือ?"
เจ้าเมืองคือขุนนางท้องถิ่นขั้นสี่ชั้นเอก ทว่าตำแหน่งเฝิงหลวนผู้ดูแลเจี้ยวฟางซือเป็นเพียงขุนนางขั้นเก้า ฐานะของทั้งสองช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อวี้เหนียงอับจนปัญญา จึงได้แต่สั่งให้คนไปแจ้งข่าวแก่หญิงคณิกาทั้งชั้นบนและชั้นล่าง
ยามนั้นเจียงลี่เหวย ซูทง และคนอื่น ๆ ก็เดินลงมาจากชั้นบน ซูทงและเสิ่นซีมีเพียงวุฒิซิ่วไฉ หากพบหน้านายอำเภอ ย่อมได้รับการยกเว้นไม่ต้องคุกเข่า ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองขั้นสี่ ย่อมต้องนอบน้อมเคารพยิ่ง
"ศิษย์ขอคารวะใต้เท้าเจ้าเมืองอันขอรับ"
เสิ่นซีและซูทงขานแทนตนเองว่า "ศิษย์" พอใต้เท้าเจ้าเมืองอันได้ยินก็รู้ทันทีว่าทั้งสองคือปัญญาชนที่มีวุฒิการศึกษาติดตัว เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเบือนสายตาไปยังเจียงลี่เหวยที่ยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ดูเหมือนว่าเขาเองก็กำลังเคลือบแคลงสงสัยอยู่เช่นกัน ว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ เมื่อพบหน้าเขาแล้วจึงได้แสดงกิริยาเสียมารยาท ละเลยธรรมเนียมปฏิบัติถึงเพียงนี้