เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 290 หญิงงามร้องขอ

ตอนที่ 290 หญิงงามร้องขอ

ตอนที่ 290 หญิงงามร้องขอ


วันรุ่งขึ้น ทางที่ว่าการอำเภอกลับเงียบสงบไร้คลื่นลม ราวกับว่าเมื่อคืนมิได้มีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้น ทว่าบริเวณประตูเมืองกลับเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราขึ้นอีกครา ครั้งนี้ทางการยังส่งคนไปประจำอยู่ตามร้านขายยาทุกแห่งในเมืองเป็นกรณีพิเศษ เพื่อคอยตรวจสอบผู้ที่มาหาซื้อยาสมานแผลอย่างเข้มงวด

ผู้ใดที่ซื้อยาสมานแผล ล้วนต้องถูกสะกดรอยตามเพื่อสืบสาวราวเรื่องทั้งสิ้น

เสิ่นซีมองปราดเดียวก็รู้แจ้งว่า ที่ว่าการคงถูกลอบขโมยของอีกแล้ว

กาลก่อนภายในเมืองแม้นจะมีพวกหัวขโมยลักเล็กขโมยน้อย ทว่าอย่างไรเสียก็มิกล้าเหิมเกริมไปลักขโมยถึงในที่ว่าการ ต่อให้เป็นมหาโจรเลื่องชื่อ ก็ยังถือว่าที่ว่าการเป็นเขตหวงห้าม มิกล้าก้าวล่วงล้ำเส้นแม้เพียงครึ่งก้าว จะไปหาเรื่องกับผู้ใดก็ช่างเถิด แต่อย่าได้ไปหาเรื่องกับทางการ มิเช่นนั้นจะเรียกว่ารนหาที่ตายได้อย่างไรเล่า?

ทว่าอันหรู่เซิงเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ทันถึงปี ที่ว่าการกลับถูกลอบโจรกรรมไปแล้วถึงสองหน ซ้ำร้ายอันหรู่เซิงยังไม่กล้าป่าวประกาศเรื่องนี้ให้เอิกเกริก นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งของที่ถูกขโมยไปหาใช่ทรัพย์สินของทางการไม่ ทว่ากลับเป็น 'ทรัพย์สินส่วนตัว' ของอันหรู่เซิงต่างหาก

ก่อนหน้านี้เสิ่นซีก็เคยนึกตะหงิดใจอยู่แล้ว แม้อันหรู่เซิงจะดูเปลือกนอกเป็นขุนนางตงฉินซื่อตรง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นวิญญูชนจอมปลอมอย่างถึงแก่น อันหรู่เซิงที่รับราชการมาหลายปี ย่อมต้องลอบยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไปไม่น้อยเป็นแน่

"ท่านน้า วันนี้ตอนไปที่สมาคมการค้าก็ระมัดระวังตัวให้มากหน่อยนะขอรับ ในเมืองมีโจรผู้ร้ายออกอาละวาด เกรงว่าอาจจะมีอันตรายได้"

เนื่องจากทางการส่งคนมาแจ้งข่าวอย่างลับๆ ให้กับร้านขายยาทุกแห่งในเมือง ฮุ่ยเหนียงจึงล่วงรู้สถานการณ์ความเป็นไปดี การเดินทางไปสมาคมการค้าในวันนี้จึงล่าช้ากว่ายามปกติอยู่บ้าง ก่อนที่นางจะก้าวเท้าออกจากบ้าน เสิ่นซีจึงได้เอ่ยกำชับเป็นพิเศษ

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับอย่างรู้ความ เมื่อคืนพวกเขาทั้งสองเพิ่งจะสนทนากันถึงเรื่องที่เจียงลี่เหวย ซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่เมืองหนานจิงเดินทางมาเยือนเมืองถิงโจว ว่าน่าจะมีความเกี่ยวพันกับโจรผู้ร้ายในเมือง ยามนี้ที่ว่าการถูกลอบขโมยของอีกครั้ง ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าคำกล่าวของเสิ่นซีนั้นมิได้ผิดเพี้ยน ความจริงที่เสิ่นซีจงใจกล่าวเช่นนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้ฮุ่ยเหนียงคลายความกังวลใจ ว่าเรื่องราวล้วนมิได้มีความเกี่ยวพันอันใดกับนักโทษหลบหนีชาวเหมียวเลยสักนิด

ช่วงเช้าเสิ่นซีหมกตัวทบทวนตำราอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา พอเพิ่งจะล่วงเลยยามซื่อ ซูทงกลับมาเยือนถึงหน้าประตูเพื่อเชิญเสิ่นซีออกไปเที่ยวเล่น

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามซื่อ (巳时) คือการนับเวลาของจีนโบราณ โดย 1 ชั่วยามจะเทียบเท่ากับ 2 ชั่วโมงในปัจจุบัน ยามซื่อจึงตรงกับช่วงเวลา 09.00 น. ถึง 11.00 น.) 

โจวซื่อหวนนึกไปถึงเรื่องที่เมื่อวานเสิ่นซีออกไปกับซูทง แล้วบังเอิญได้ผูกมิตรกับขุนนางราชสำนักขั้นห้า ในใจก็เบิกบานดั่งดอกไม้แย้มบาน ไม่มีทีท่าว่าจะขัดขวางแม้แต่น้อย ทว่าซูทงกลับเอ่ยกระซิบขึ้นว่า

"น้องเสิ่น ครั้งนี้อวี้เหนียงแห่งเจี้ยวฟางซือเป็นผู้เอ่ยปากเชิญ นางบอกว่าเมื่อวานซีเอ๋อร์ไม่อาจออกมารับแขกได้ ถือเป็นการต้อนรับขับสู้ที่บกพร่อง จึงให้ข้ามาเชิญเจ้ากับคุณชายเจียงไปที่นั่นพร้อมกัน เพื่อเป็นการขอขมา ทว่านางกำชับมาด้วยว่า ซีเอ๋อร์ติดไข้ลมหนาวยังไม่หายดี จึงอยากรบกวนให้เจ้าช่วยนำยาไปให้สักเทียบหนึ่ง"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'เมื่อวานซีเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น เกือบจะสิ้นใจเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไปเสียแล้ว วันนี้ยังจะฝืนทนแบกสังขารออกมารับแขกอีก เห็นได้ชัดว่าต้องการจะกลบเกลื่อนร่องรอย ไม่ให้เจียงลี่เหวยเกิดความสงสัยในตัวนาง ที่บอกว่าต้องการยารักษาไข้ลมหนาวอันใดกัน แท้จริงแล้วต้องการยาสมานแผลต่างหาก ทว่าเมื่อลองคิดดูให้ดี ในเมื่อเชิญเจียงลี่เหวยไปพร้อมกัน หากเจียงลี่เหวยเห็นว่ายาที่ข้านำไปคือยาสมานแผล เขาจะไม่ระแวงสงสัยได้อย่างไร?'

เสิ่นซีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน แล้วเอ่ยอ้างกับโจวซื่อว่าเจียงลี่เหวยล้มป่วย เขาจึงเตรียมจะไปเยี่ยมเยียนพร้อมกับซูทง

พอโจวซื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบสั่งให้เสี่ยวอวี้จัดยาตามเทียบยาที่เสิ่นซีเขียนให้ทันที เนื่องจากมือปราบที่มาแฝงตัวสืบข่าวในร้านจำหน้าเสิ่นซีได้ ผนวกกับตัวซูทงเองก็เป็นผู้มีชื่อเสียงในเมือง พวกเขาจึงไม่ได้เข้ามาไต่ถามให้มากความ เสิ่นซีหิ้วห่อยาแล้วก้าวออกจากบ้านไป

ซูทงพาเสิ่นซีแวะไปเชิญเจียงลี่เหวยก่อนเป็นอันดับแรก

ยามนั้นเจียงลี่เหวยกำลังจะออกไปข้างนอกพอดิบพอดี โดยมีผู้ติดตามสองสามคนคอยเดินขนาบข้าง เมื่อเห็นในมือของเสิ่นซีหิ้วห่อยาอยู่ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "คุณชายเสิ่น ยานี่คือยารักษาไข้ลมหนาวจริง ๆ หรือ?"

เสิ่นซียิ้มรับ "เป็นยาที่หมอประจำร้านของเราจัดให้ ย่อมต้องไม่ผิดแน่ขอรับ"

ทว่าเจียงลี่เหวยกลับยิ้มบาง ๆ เขาหันไปกำชับผู้ติดตามสองสามคำ ให้ผู้ติดตามคนหนึ่งรีบรุดจากไป จากนั้นจึงค่อยหันกลับมากล่าว "ในเมื่อแม่นางซีเอ๋อร์เป็นผู้เอ่ยปากเชิญ ข้าก็คงต้องขอไปดูให้เห็นเป็นบุญตาสักหน่อยแล้ว ไปกันเถิด"

เสิ่นซีคิดในใจ หรือว่าเจียงลี่เหวยจะดูออกว่านี่คือยาสมานแผล จึงเตรียมส่งข่าวไปทางที่ว่าการเมือง เพื่อไปจับกุมตัวแบบคาหนังคาเขาที่เจี้ยวฟางซือกัน?

เสิ่นซีพกพาความเคลือบแคลงสงสัย เดินทางไปถึงเจี้ยวฟางซือพร้อมกับซูทงและเจียงลี่เหวย

ยังไม่ทันถึงยามเที่ยงวัน ช่วงเวลานี้มิใช่เวลาทำการตามปกติของเจี้ยวฟางซือ ทว่าอวี้เหนียงกลับต้อนรับขับสู้ทั้งสามคนขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยงชั้นบนอย่างกระตือรือร้น ซ้ำยังเรียกตัวอวิ๋นหลิ่วและหญิงคณิกาอีกหลายนางออกมานั่งรินสุราเป็นเพื่อน ส่วนห่อยาที่เสิ่นซีหิ้วมานั้น อวี้เหนียงไม่แม้แต่จะปรายตามอง ก็สั่งให้สาวใช้ยกไปส่งให้ทางฝั่งห้องของซีเอ๋อร์ในทันที

เจียงลี่เหวยยิ้มพลางกล่าว "อวี้เหนียง ไหนบอกว่าแม่นางซีเอ๋อร์จะมาอย่างไรเล่า ไฉนจึงยังไม่เห็นตัวนางอีก?"

อวี้เหนียงเม้มปากยิ้ม "พอซีเอ๋อร์ได้ยินว่าใต้เท้าเจียงเดินทางมาไกล เมื่อวานนางพลาดโอกาสได้พบหน้า จึงรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ทว่าแม่หนูนี่ช่างแสนซนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว พอได้ยินว่าใต้เท้าเจียงเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถ ทั้งยังเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ จึงอยากจะจัดบททดสอบเล็ก ๆ ขึ้นมาสักหน่อย หากคุณชายท่านใดเป็นฝ่ายชนะ ก็จะสามารถตามอวิ๋นหลิ่วเข้าไปในห้องของนาง ให้นางรินสุราปรนนิบัติด้วยตนเองเจ้าค่ะ..."

บนใบหน้าของเจียงลี่เหวยเผยแววเคลือบแคลงสงสัย เห็นได้ชัดว่ายังเดาทางและเจตนาที่แท้จริงของอวี้เหนียงกับซีเอ๋อร์ไม่ออก

ยามนี้เจียงลี่เหวยเพียงแค่สงสัยว่า คดีลอบโจรกรรมในที่ว่าการเมื่อคืนน่าจะเกี่ยวข้องกับอวิ๋นหลิ่วและซีเอ๋อร์ ก่อนเกิดเหตุเมื่อวาน ตัวเขาเองก็อยู่ในเจี้ยวฟางซือ ซ้ำยังเคยหยั่งเชิงอวิ๋นหลิ่วมาแล้ว ทว่ากลับคลาดไม่ได้พบกับซีเอ๋อร์ จึงมีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าคดีนี้จะเป็นฝีมือของซีเอ๋อร์ แต่โจรผู้ร้ายเมื่อคืนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากลูกศรอย่างเห็นได้ชัด หากคนที่ได้รับบาดเจ็บคือซีเอ๋อร์จริง วันนี้อวี้เหนียงจะกล้าเป็นฝ่ายออกปากเชิญเขามาได้อย่างไรกัน?

"ช่างน่าสนุกนัก ไม่ทราบว่าเป็นการประลองอันใดหรือ?" เจียงลี่เหวยเอ่ยถามด้วยท่วงทีอันสง่างาม

"เซ่อฟู่"

(เชิงอรรถผู้แปล: เซ่อฟู่ (射覆) การละเล่นทายของซ่อน)

อวี้เหนียงเพิ่งจะเอื้อนเอ่ยออกมา ซูทงก็อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มขื่นไปให้เสิ่นซี ทว่าเจียงลี่เหวยกลับไม่ได้รู้สึกหนักใจอันใด

เจียงลี่เหวยกล่าว "เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางซีเอ๋อร์ออกโจทย์เถิด"

รอจนอวี้เหนียงหมุนตัวเดินออกไป ซูทงจึงกระซิบเตือน "พี่กู้อวี้ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ หากเป็นการละเล่นทายของซ่อนล่ะก็ น้องเสิ่นเขามีวิชาทำนายทายทักคำนวณได้แม่นยำยิ่งนัก พวกเราสองคนต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยเป็นแน่"

เจียงลี่เหวยกลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้น "เมื่อวานพี่ซูทงก็เคยกล่าวถึงอยู่เหมือนกัน ทว่าหากจะให้ข้ายอมแพ้แต่โดยดีเช่นนี้ ก็คงจะไม่ยอมหรอกนะ"

ระหว่างที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่นั้น อวี้เหนียงก็เดินกลับเข้ามา ในมือประคองกล่องไม้ใบหนึ่ง นางนั่งคุกเข่าลง แล้ววางกล่องไม้ลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กเบื้องหน้าทั้งสามคน "คุณชายทั้งสาม เริ่มทายของซ่อนได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะเป็นตัวแทนซีเอ๋อร์ทำหน้าที่เป็นผู้ออกโจทย์ หากทั้งสามท่านมีข้อสงสัยอันใด ก็เอ่ยถามข้าน้อยมาได้เลยนะเจ้าคะ"

เจียงลี่เหวยยิ้มพลางกล่าว "เอามาวางไว้ตรงหน้าเช่นนี้ ออกจะง่ายดายเกินไปหน่อยกระมัง"

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเจียงลี่เหวยแวบหนึ่ง กล่องไม้นั้นปิดสนิทแนบแน่น ไม่มีเบาะแสหรือเงื่อนงำใด ๆ เล็ดลอดออกมาให้เห็นเลยสักนิด ท่านบอกว่าง่าย ท่านก็ลองทายดูสิ กระทั่งหญิงคณิกาอีกสองสามนางที่อยู่ด้านข้าง ก็ยังขยับเข้ามาล้อมวงใกล้ ๆ โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็ก ต่างก็อยากจะทายให้รู้แน่ว่า ภายในกล่องไม้นี้แท้จริงแล้วซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้กันแน่

ก่อนหน้านี้ที่เสิ่นซีเล่นทายของซ่อนแล้วทายถูกทุกครั้ง เป็นเพราะเขาทายใจผู้ออกโจทย์ได้ทะลุปรุโปร่ง รวมถึงรู้ทันนิสัยชอบเล่นตุกติกของซีเอ๋อร์ด้วย ทว่าครั้งนี้จู่ๆ ก็โยนโจทย์มาให้ทายดื้อๆ กระทั่งตัวต้นเรื่องก็ยังไม่อยู่ที่นี่ เขาจึงมืดแปดด้านไม่มีเบาะแสใดๆ เลยแม้แต่น้อย

ทว่าโจทย์ข้อนี้ พอตั้งขึ้นมาก็มีจุดบกพร่องอยู่ในตัวแล้ว ซีเอ๋อร์มีบาดแผลเต็มตัว นางจะกล้าเชิญซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่เข้าไปในห้องของตนน่ะหรือ? ถ้าทำเช่นนั้น มิใช่ว่าทุกอย่างจะความแตกหรอกหรือ?

ระหว่างที่กำลังนึกเคลือบแคลงสงสัยอยู่นั้น จู่ๆ เสิ่นซีก็รู้สึกว่ามีคนมาสะกิดที่แผ่นหลัง ตอนนี้ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ ด้านข้างก็คืออวิ๋นหลิ่ว เป็นอวิ๋นหลิ่วที่กำลังใช้นิ้วมือเขียนอักษรบางอย่างลงบนแผ่นหลังของเขานั่นเอง เสิ่นซีหลับตาลงเล็กน้อย สัมผัสถึงตัวอักษรที่วาดลงบนหลัง ก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจขึ้นมาทันที ที่แท้โจทย์ข้อนี้ถูกเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว บางทีอวี้เหนียงกับอวิ๋นหลิ่วอาจจะจงใจให้เขาเป็นฝ่ายชนะ เพื่อจะได้เข้าไปในห้องของซีเอ๋อร์

แหวนสวมนิ้วโป้ง…

"คุณชายทั้งสาม ผู้ใดจะเริ่มทายก่อนดีเจ้าคะ?"

อวี้เหนียงเอ่ยด้วยสีหน้าปกติ พร้อมกับรอยยิ้มแย้มเบิกบาน

เจียงลี่เหวยลังเลเล็กน้อย หันไปมองซูทง "พี่ซูทงเริ่มก่อนไหมขอรับ?"

ซูทงส่ายหน้า พลางกล่าว "ให้น้องเสิ่นเริ่มก่อนดีกว่า พอดีเลย จะได้ให้พี่กู้อวี้ประจักษ์ถึงฝีมือการเซ่อฟู่ของน้องเสิ่นด้วย"

เมื่อเป็นเช่นนี้ สายตาของผู้คนในที่นั้นต่างก็จับจ้องมายังเสิ่นซี เสิ่นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ ถอนหายใจแผ่วเบาแล้วกล่าว "ข้าน้อยคาดเดาว่า ของด้านในคือแหวนหยกสวมนิ้วโป้งวงหนึ่งขอรับ"

อวี้เหนียงแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "คุณชายเสิ่นคาดการณ์แม่นยำไร้ช่องโหว่จริงๆ ไม่ทราบว่าคำนวณได้อย่างไรหรือเจ้าคะว่าเป็นแหวนหยกสวมนิ้วโป้ง?" ระหว่างที่พูดก็นำกล่องไม้เปิดออก ด้านในก็คือแหวนหยกสวมนิ้วโป้งวงหนึ่งจริงๆ ทว่าเนื้อหยกไม่ได้สวยงามนัก ดูไม่มีราคาค่างวดอันใด

เจียงลี่เหวยมองสำรวจเสิ่นซีด้วยความอยากรู้ เดาไม่ออกเลยว่าเสิ่นซีล่วงรู้ได้อย่างไร กลับเป็นซูทงที่ทำสีหน้าปานว่า 'ว่าแล้วเชียว' "เห็นหรือไม่เล่า คุณชายเสิ่นเก่งกาจเรื่องทำนายทายทัก วิชาพยากรณ์ปากว้านั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด ของข้างในเป็นอันใด เพียงแค่ตั้งกว้าเพื่อทำนายก็รู้แจ้งเห็นจริงจนหมดสิ้น... พวกเราจะไปเทียบชั้นกับเขาได้อย่างไร?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตั้งกว้าเพื่อทำนาย (起卦) การคำนวณสัญลักษณ์ในคัมภีร์อี้จิงเพื่อทำนายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)

เสิ่นซีไม่ได้อธิบายสิ่งใด เพียงยิ้มแล้วส่ายหน้า "ก็แค่เคล็ดวิชาเล็กน้อย ไม่คู่ควรแก่การยกย่องหรอกขอรับ ทว่าในเมื่อข้าน้อยเป็นฝ่ายชนะแล้ว เช่นนั้นจะขอไปพบแม่นางซีเอ๋อร์ก่อนได้หรือไม่ขอรับ?"

อวี้เหนียงเม้มปากยิ้ม ดูเย้ายวนจับใจจนสุดจะบรรยาย "นั่นย่อมได้เจ้าค่ะ ใต้เท้าเจียง คุณชายซู ในเมื่อคุณชายเสิ่นเป็นฝ่ายชนะ ก็ให้เขาเข้าไปพบซีเอ๋อร์ก่อนเถิด ประเดี๋ยวค่อยให้ซีเอ๋อร์ออกมารินสุราเป็นเพื่อนท่านทั้งสองนะเจ้าคะ"

บนใบหน้าเจียงลี่เหวยยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่าเสิ่นซีกลับรับรู้ได้ว่าเขายังคงแคลงใจว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอันใดซ่อนอยู่ ท้ายที่สุดเจียงลี่เหวยก็พยักหน้ารับ มองส่งเสิ่นซีที่เดินตามการนำทางของอวิ๋นหลิ่วตรงไปยังห้องของซีเอ๋อร์

เมื่อผลักประตูเดินเข้าไปด้านใน ภายในห้องเงียบเชียบ ได้ยินเพียงเสียงไอสลับกันเป็นระยะ ซีเอ๋อร์นั่งอยู่บนเตียง แม้จะแต่งหน้าทาปากเข้มจัด ทว่าก็ยากจะบดบังความอิดโรยบนใบหน้าได้ ซ้ำยังไอไม่หยุด ดูซูบซีดอมโรคอย่างเห็นได้ชัด

แม้นซีเอ๋อร์จะพยายามกลั้นเสียงอย่างสุดความสามารถ ทว่าภายในห้องก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน หากไม่ใช่เพราะห้องจัดเลี้ยงที่พวกเขานั่งอยู่เมื่อครู่นั้นอยู่ห่างจากห้องนี้พอสมควร บางทีด้วยประสาทสัมผัสผู้ฝึกยุทธ์ของเจียงลี่เหวย ก็อาจจะล่วงรู้ความผิดปกติไปแล้ว

"หืม?"

เพิ่งจะเดินเข้าถึงม่านเตียงก็เห็นสภาพเช่นนี้ เสิ่นซีจึงทำทีจะหมุนตัวเดินกลับออกไป จังหวะนั้นเอง อวิ๋นหลิ่วก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะให้เสิ่นซีพลางกล่าวว่า "ขอคุณชายเสิ่นโปรดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ช่วยชีวิตพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ..."

เสิ่นซียังไม่ทันจะได้ยื่นมือไปประคอง ทางฝั่งซีเอ๋อร์ก็อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่านางแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเอื้อนเอ่ย บาดแผลของนางจะว่าสาหัสก็ไม่เชิง จะว่าเบาก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องพักฟื้นสักหนึ่งถึงสองเดือนบาดแผลจึงจะค่อยๆ หายสนิท

ยามนี้นางกระทั่งพูดก็ยังลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงจากเตียงมาเดินเหินเลย

"วันนี้ข้าตั้งใจมาพบปะแม่นางซีเอ๋อร์ ไฉนจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เล่า? เฮ้อ ข้าขอตัวกลับก่อนดีกว่า" เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว

"เจ้า... เจ้าจะแกล้งทำเป็น... โง่งมไปถึงไหน..."

ซีเอ๋อร์เค้นคำพูดออกจากปากอย่างยากลำบาก

อวิ๋นหลิ่วกล่าว "เมื่อวานซีเอ๋อร์โชคดีได้คุณชายเสิ่นช่วยชีวิตเอาไว้ จึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ยามนี้ภายในเมืองกำลังตรวจค้นอย่างหนัก ซ้ำซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่ยังมาเยือนด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าคงจะระแคะระคายเรื่องราวบางอย่างแล้ว หากคุณชายเสิ่นไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย ไม่เพียงซีเอ๋อร์ที่จะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ กระทั่งตัวข้าน้อยและอวี้เหนียง รวมถึงผู้คนทั้งเจี้ยวฟางซือแห่งนี้..."

เสิ่นซีคิดในใจ ที่นี่มันใช่สถานที่สำหรับหาความสำราญพลอดรักเสียที่ไหนกัน นี่มันรังโจรชัดๆ!

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าว "เรื่องนี้ข้าก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้หรอก"

อวิ๋นหลิ่วทว่ายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น นางโขกศีรษะให้เสิ่นซีดังตึงๆ ถึงสามครา กระทั่งหน้าผากปรากฏรอยเขียวช้ำจางๆ "คุณชายเสิ่น ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ก่อนหน้านี้ข้าน้อยเกรงว่าท่านจะทายไม่ถูก จึงได้ลอบบอกใบ้ทางด้านหลัง ทว่าท่านกลับยืนยันได้อย่างหนักแน่นในคำเดียวว่าของด้านในคือแหวนหยกสวมนิ้วโป้ง ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"

"เมื่อวานท่านช่วยห้ามเลือดให้ซีเอ๋อร์ โดยไม่ต้องพึ่งพายาสมานแผล ฝีมือปานนี้ลึกล้ำเพียงใดกัน? ข้าน้อยเองก็พอจะมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์อยู่บ้าง ทว่าหากเทียบชั้นกับคุณชายเสิ่นแล้ว ย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้แม้แต่ฝุ่นธุลี ขอคุณชายเสิ่นโปรดเมตตาด้วยเถิด ข้าน้อยขอเป็นตัวแทนของอวี้เหนียงและคนในเจี้ยวฟางซือแห่งนี้ ขอบพระคุณในความกรุณาของคุณชายเสิ่น ชาติหน้าต่อให้ต้องผูกหญ้าคาบห่วงก็จะต้องตอบแทนพระคุณให้จงได้เจ้าค่ะ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ผูกหญ้าคาบห่วง (结草衔环) สำนวนหมายถึง กตัญญูรู้คุณอย่างสุดซึ้ง แม้ตายไปก็ยังคิดหาทางตอบแทนพระคุณ)

เสิ่นซียิ้มขื่น ที่เขาสามารถทายของซ่อนได้อย่างแม่นยำในคราวเดียวว่าเป็นแหวนหยกสวมนิ้วโป้ง ก็เป็นเพราะเขาเคยเห็นว่าในกล่องเครื่องประดับของซีเอ๋อร์มีแหวนหยกสวมนิ้วโป้งวงหนึ่งอยู่ ตามปกติแล้วสตรีมักจะสวมแหวนทั่วไป น้อยนักที่จะมีสตรีสวมแหวนหยกนิ้วโป้ง เขาจึงจดจำรายละเอียดนี้ไว้ในใจ

เสิ่นซีถอนหายใจพลางกล่าว "เรื่องนี้... ข้ามีความรู้เพียงตื้นเขิน สำหรับวิชาแพทย์ก็รู้แค่ผิวเผินเท่านั้น ยังไม่อาจนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคล่องแคล่วหรอก"

พออวิ๋นหลิ่วได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันตื่นตระหนกลนลาน "เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่าเจ้าคะ? ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเจียง หรือคนของทางการที่มาตรวจค้น หากมาพบเห็นซีเอ๋อร์ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะปกปิดสายตาพวกเขาได้อย่างไรกัน? รังนกถูกทำลาย มีหรือไข่ในรังจะเหลือรอดปลอดภัย?"

เสิ่นซีประคองอวิ๋นหลิ่วที่กำลังกระวนกระวายใจให้ลุกขึ้น พลางทอดถอนใจแผ่วเบา จังหวะนั้นเองซีเอ๋อร์ก็แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง "ทำผิดเองก็ต้องรับผิดเอง ข้า... จะไปเดี๋ยวนี้แหละ จะไม่ยอมให้มาเดือดร้อนถึงอวี้เหนียงและเหล่าพี่น้องทุกคน..."

จบบทที่ ตอนที่ 290 หญิงงามร้องขอ

คัดลอกลิงก์แล้ว