- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 289 โจรหญิงผู้บาดเจ็บ
ตอนที่ 289 โจรหญิงผู้บาดเจ็บ
ตอนที่ 289 โจรหญิงผู้บาดเจ็บ
เมื่อเสิ่นซีบอกว่าอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ฮุ่ยเหนียงก็มีท่าทีตื่นตระหนกเล็กน้อย พอตกค่ำหลังจากรับประทานอาหารเสร็จและต่างคนต่างกำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ฮุ่ยเหนียงจึงใช้ข้ออ้างว่าจะแนะนำอาจารย์ให้เสิ่นซีรู้จัก เพื่อขอรั้งตัวเขาไว้พูดคุยตามลำพังสองสามประโยค แล้วให้โจวซื่อพาหลินไต้กลับไปก่อน
จากนั้นฮุ่ยเหนียงกับเสิ่นซีจึงพากันขึ้นไปยังห้องทำบัญชีของนางบนชั้นสองของร้านขายยา นางเอ่ยถามด้วยความตึงเครียด "เสี่ยวหลาง ที่เจ้าบอกว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันก่อนหน้านี้ จะเกี่ยวโยงกับเรื่องที่พวกเราเคยส่งตัวนักโทษหลบหนีของทางการออกไปเมื่อปีกลายหรือไม่?"
เสิ่นซีส่ายหน้า "เรื่องราวก็ล่วงเลยมาตั้งนานปานนี้แล้ว หากชาวเหมียวพวกนั้นซัดทอดถึงพวกเราจริง ทางการก็คงส่งคนมาจับกุมพวกเราไปตั้งนานแล้ว ไฉนต้องมารอลงพื้นที่สืบอย่างลับ ๆ ในเวลานี้ด้วยเล่า? ข้ากลับคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคดีลอบโจรกรรมในที่ว่าการเมื่อช่วงปลายปีเสียมากกว่า"
ฮุ่ยเหนียงถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก "ได้ฟังเจ้าอธิบายเช่นนี้ น้าค่อยวางใจหน่อย คนของลิ่วซ่านเหมินนั้นไม่ใช่พวกที่จะไปล่วงเกินได้ง่าย ๆ ถ้างั้นเจ้า... อย่างไรก็เถอะ ทางที่ดีเจ้าควรจะไปตีสนิทกับคุณชายเจียงให้มากกว่านี้สักหน่อย หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมาจริง ๆ เจ้าก็โยนเผือกร้อนทั้งหมดมาให้น้า น้าจะเป็นคนรับหน้าไว้เพียงผู้เดียวเอง"
เสิ่นซีเบ้ปาก "ดูท่านน้าพูดเข้าสิ ทำอย่างกับว่าข้าเป็นพวกไม่รักในคุณธรรมน้ำมิตรอย่างนั้นแหละ"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีก นางได้ไปทาบทามอาจารย์มาช่วยติวเข้มให้เสิ่นซีสำหรับการสอบระดับมณฑล ทว่าในจำนวนนั้นกลับไม่มีผู้ใดที่เป็นจวี่เหรินเลยสักคน ล้วนเป็นเพียงซิ่วไฉที่เคยผ่านสนามสอบมลฑลมาแล้วหลายครา บางคนก็พอจะมีชื่อเสียงด้านความรู้ในท้องถิ่นอยู่บ้าง ฮุ่ยเหนียงยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินจ้างคนเหล่านี้มาเพื่อให้ช่วยถ่ายทอด 'ประสบการณ์ล้ำค่า' ให้แก่เสิ่นซี
เสิ่นซีเอ่ยเตือน "ท่านน้า เนื้อหาของการสอบระดับมณฑล ข้าเรียนรู้มาจนเกือบจะแตกฉานหมดแล้ว หากมีจุดใดไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์เฝิงก็ย่อมต้องคอยชี้แนะข้าอยู่แล้ว ไม่มีเหตุจำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปว่าจ้างคนนอกเลยนะขอรับ มิเช่นนั้น จากเดิมที่ข้าร่ำเรียนมาได้ด้วยดี อาจจะถูกพวกเขาพาเข้ารกเข้าพงไปเสียเปล่า ๆ ถ้าพวกเขาเก่งจริง เหตุใดถึงได้สอบตกซ้ำซากเล่าขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยดุด้วยความฉุนเฉียว "นี่เจ้าเห็นความหวังดีเป็นตับปอดลาหรืออย่างไร น้าอุตส่าห์ทำเพื่อเจ้าปานนี้ยังจะต้องมาทนฟังเจ้าบ่นอีกงั้นหรือ? ตั้งใจเรียนให้ดี ใช้เวลาสักสองสามปีศึกษาเนื้อหาที่จะใช้สอบระดับมณฑลให้แตกฉาน แล้วสอบเป็นจวี่เหรินกลับมาให้เชิดหน้าชูตา น้าจะยอมทุ่มเงินวิ่งเต้นหาลู่ทางให้เจ้า ได้เปิดจวนเป็นขุนนางใหญ่โต"
(เชิงอรรถผู้แปล: เห็นความหวังดีเป็นตับปอดลา (好心当做驴肝肺) สำนวนเปรียบเปรยถึงการตีความเจตนาดีของผู้อื่นเป็นเจตนาร้าย)
เสิ่นซีหัวเราะร่วนพลางเอ่ย "ท่านน้า ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว แค่นี้ยังต้องใช้เวลาเรียนเป็นปี ๆ อีกหรือ? ข้าใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีก็เรียนรู้ได้หมดแล้ว การสอบระดับมณฑลในปีหน้า ข้าจะต้องสอบติดจวี่เหรินกลับมาให้ได้แน่นอน ส่วนปีถัดไปข้าก็จะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบคว้าตำแหน่งจอหงวนมาให้จงได้"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ย "มีความมุ่งมั่นน่ะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับเรื่องนี้ แม้แต่แม่ของเจ้าก็ยังมิกล้าวาดหวังเลย ใต้เท้าจวี่เหรินนั่นคือเทพเหวินชวี่ซิงจุติลงมาจากสวรรค์เชียวนะ ลุงใหญ่ของเจ้าสอบมาตั้งหลายครั้งก็ยังไม่ติด เจ้าอายุยังน้อย การจะสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรกนั้นยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก ทางที่ดีควรหมั่นสั่งสมวิชาความรู้ให้มาก อย่าได้เร่งรัดหวังผลเร็วจนเกินไปเลยจะดีกว่า"
เสิ่นซียิ้ม "ท่านน้า มิสู้พวกเรามาพนันกันอีกสักรอบดีหรือไม่ขอรับ หากปีหน้าข้าสอบติดจวี่เหรินขึ้นมาจริง ๆ ท่านต้องรับปากข้าอีกหนึ่งเรื่อง ตกลงไหมขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้เสิ่นซีก็เคยยื่นข้อเสนอทำนองนี้ต่อหน้านางมาแล้วถึงสองครั้ง นางเองก็เคยเอ่ยถามว่าเขาต้องการสิ่งใด ทว่าเสิ่นซีกลับดึงดันจะรอให้สะสมพรครบสามข้อเสียก่อนค่อยบอก
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถาม "เจ้าอยากให้น้ารับปากเรื่องใดกันล่ะ?"
"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันใด หากข้าทำสำเร็จจริง ๆ ท่านน้าก็ห้ามกลับคำเด็ดขาด เอาเป็นว่าตามนี้นะขอรับ ขอปิดเป็นความลับไว้ก่อน..." เสิ่นซีแสร้งทำเป็นมีลับลมคมใน ไม่ยอมปริปากบอกความต้องการที่แท้จริงให้ฮุ่ยเหนียงรับรู้
ฮุ่ยเหนียงคิดเพียงว่าเสิ่นซีกำลังเล่นสนุกตามประสาเด็ก จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เสิ่นซีเดินออกจากร้านขายยา และเดินทางกลับบ้านพร้อมกับฮุ่ยเหนียง เนื่องจากบรรดาสาวใช้ได้พาลู่ซีเอ๋อร์กลับไปล่วงหน้าแล้ว เด็กแฝดทั้งสองเองก็ถูกโจวซื่ออุ้มกลับไปที่บ้านของตนเช่นกัน ในร้านขายยาจึงเหลือเพียงซิ่วเอ๋อร์อยู่เฝ้ายามเพียงลำพัง
เพิ่งจะเดินพ้นประตูหลังออกมาได้ไม่ไกล ซ่งเสี่ยวเฉิงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ดูจากท่าทางคงมีเรื่องด่วนอันใดเป็นแน่ ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความตกใจ "เสี่ยวเฉิง ค่อย ๆ พูด ไม่ต้องรีบ พรรครถม้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?"
ปัจจุบันซ่งเสี่ยวเฉิงนับเป็นหัวหน้าใหญ่ของพรรครถม้า ยามปกติมีหน้าที่ดูแลกิจการของทั้งพรรครถม้าและพรรคเรือ แต่ละวันล้วนต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาในยามดึกดื่น ดูจากเวลาแล้ว ซ่งเสี่ยวเฉิงน่าจะเพิ่งกลับมาจากทางฝั่งพรรครถม้าได้ไม่นานนัก
หลังจากซ่งเสี่ยวเฉิงประสานมือคารวะฮุ่ยเหนียงอย่างนอบน้อมแล้ว จึงค่อยเอ่ยตอบ "เรียนหลงจู๊ใหญ่ พรรครถม้าไม่มีเรื่องอันใดขอรับ เพียงแต่... ข้ามีธุระอยากหารือกับหลงจู๊น้อยสักหน่อย เอาเป็นว่า... ท่านกลับไปก่อนดีหรือไม่ขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงปรายตามองเสิ่นซี บนใบหน้าเผยความฉงนสงสัย "มีธุระกับเสี่ยวหลางงั้นหรือ? ช่างเถอะ ไอ้เด็กนี่มันมีแผนการเจ้าเล่ห์เยอะที่สุดอยู่แล้ว ทว่าหากมีเรื่องใหญ่โตอันใดเกิดขึ้นจริง ๆ ห้ามปิดบังข้าเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่?"
ซ่งเสี่ยวเฉิงรีบขานรับทันควัน จากนั้นจึงค้อมตัวส่งฮุ่ยเหนียงจากไป พอหันขวับกลับมา เขาก็ออกแรงกระตุกแขนเสื้อเสิ่นซีเบา ๆ พลางเอ่ย "หลงจู๊น้อย ท่านต้องช่วยตัดสินใจให้ข้าด้วยนะขอรับ เรื่องนี้มัน... จัดการยากเกินไปแล้ว!"
เสิ่นซีมองสำรวจอีกฝ่ายด้วยความใคร่รู้ "หืม!? เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?"
"เฮ้อ... ท่านตามข้ามาเดี๋ยวก็รู้เองแหละขอรับ"
ซ่งเสี่ยวเฉิงไม่มัวเสียเวลาอธิบาย เขาดึงตัวเสิ่นซีกลับไปที่หน้าประตูบ้านของตนเองโดยตรง ซึ่งก็คือเรือนหลังเล็กที่ตระกูลเสิ่นเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้นั่นเอง ประตูเรือนกลับถูกลงดาลไว้จากด้านใน หลังจากเคาะประตู ซวี่เหลียนก็เป็นคนเปิดออกมาจากด้านใน นางกวาดสายตามองสำรวจไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวังตามสัญชาตญาณ
ยามนี้ซวี่เหลียนตั้งครรภ์แล้ว การเคลื่อนไหวจึงค่อนข้างอุ้ยอ้ายไม่สะดวกนัก ทว่าเมื่อเห็นท่าทางตึงเครียดของซวี่เหลียน เสิ่นซีก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในเป็นแน่
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ก็เห็นว่าภายในห้องที่เสิ่นซีเคยพักอาศัย ภายใต้แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันตงโหย่ว ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้าซีดเผือดนอนอยู่บนเตียง บริเวณหน้าอกยังคงมีเลือดไหลซึมออกมา
"หลงจู๊น้อย สตรีนางนี้ทะลุพรวดพราดมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ข้ากับซวี่เหลียนกำลังอยู่ในห้อง นางก็ถือมีดบุกเข้ามา ท่าทางดุร้ายน่ากลัวเสียเหลือเกิน ประโยคแรกที่นางเอ่ยปากก็คือบอกว่าจะมาหาท่าน ยังไม่ทันที่ข้าจะไต่ถามให้กระจ่าง นางก็หมดสติล้มพับไปเสียแล้ว... หลงจู๊น้อย ท่านต้องช่วยพวกเราตัดสินใจด้วยนะขอรับ"
เสิ่นซีเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด หากไม่ใช่ซีเอ๋อร์แล้วจะเป็นผู้ใดไปได้อีก?
นางสวมชุดพรางตัวรัดรูปสีดำเผยให้เห็นสัดส่วนเรือนร่างอันงดงาม ทว่าบริเวณหน้าอกค่อนไปทางหน้าท้องกลับถูกธนูปักเข้าให้หนึ่งดอก บาดแผลไม่ใหญ่นักแต่เลือดไหลออกมาก ริมฝีปากและใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด น่าจะหมดสติไปเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไป
เสิ่นซีคิดในใจ 'เป็นโจรหญิงจริง ๆ ด้วย! ถึงขั้นตามหาบ้านข้าเจอได้อย่างแม่นยำปานนี้ คดีขโมยกล่องเครื่องประดับคราวก่อนก็คงเป็นฝีมือเจ้าอย่างแน่นอน!'
"นี่ไม่ได้จะไปขึ้นโรงขึ้นศาลเสียหน่อย จะให้ข้าตัดสินใจอันใดกัน? ปล่อยนางทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้ ต้องรีบย้ายสถานที่โดยด่วน ทว่าก่อนหน้านั้นต้องทำแผลให้นางเสียก่อน... ไปตักน้ำมาอ่างหนึ่ง หาพอกรรไกรกับเศษผ้าสะอาด ๆ มาด้วย อ้อ แล้วก็หาเข็มปักผ้ามาอีกสักสองสามเล่ม..."
เนื่องจากไม่มีเข็มเล่มเล็กสำหรับฝังเข็ม เสิ่นซีจึงทำได้เพียงใช้เข็มปักผ้าแทน แม้ผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีนักก็คงต้องถูไถใช้ไปก่อน รอจนตระเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเสร็จสรรพ ซ่งเสี่ยวเฉิงและซวี่เหลียนต่างก็ยืนลุ้นอยู่ด้านข้าง
เสิ่นซีที่กำลังจะลงเข็ม จู่ ๆ ก็พลันนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปมองซ่งเสี่ยวเฉิงพลางกล่าว "พี่ลิ่ว รบกวนท่านออกไปรอข้างนอกสักประเดี๋ยวเถิด ท่านอยู่ตรงนี้คงจะไม่ค่อยเหมาะนัก"
ซ่งเสี่ยวเฉิงยังตั้งตัวไม่ทันว่าเพราะเหตุใด กลับเป็นซวี่เหลียนที่หัวไว นางจึงรีบผลักตัวผู้เป็นสามีออกไปนอกประตู
เมื่อเห็นดังนั้น เสิ่นซีจึงลงมือใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของซีเอ๋อร์ออก กระทั่งเอี๊ยมตัวในของนางก็ถูกตัดขาดไปพร้อมกัน แล้วโยนทิ้งไว้ด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นซีเริ่มฝังเข็มห้ามเลือดก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยขบคิดหาวิธีดึงหัวลูกศรออกมา
ภายในบาดแผลหลงเหลือเพียงหัวลูกศรเหล็กไร้ก้านลูกศร เห็นได้ชัดว่าถูกจัดการหักทิ้งไปแล้ว หัวลูกศรนั้นไม่ได้คมกริบนัก แม้จะปักเข้าไปไม่ลึก แต่เนื่องจากมันมีเงี่ยงแหลมย้อนกลับ การจะดึงออกมาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"อาซ้อ พอจะมีมีดเล่มเล็ก ๆ แบบที่คมกริบจนเฉือนเนื้อได้บ้างหรือไม่?" เสิ่นซีหันไปถามซวี่เหลียน
ซวี่เหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง "มีดทำครัวได้หรือไม่?"
เสิ่นซีได้แต่ยิ้มขื่น นี่คือการผ่าตัดดึงหัวลูกศร ไม่ใช่การเชือดไก่สับเนื้อ มีดทำครัวอันใหญ่เทอะทะจะเอามาใช้งานได้อย่างไร
เสิ่นซีส่ายหน้า สั่งให้ซวี่เหลียนยกตะเกียงน้ำมันตงโหย่วเข้ามาใกล้ ๆ เขาหมดหนทางจริง ๆ จึงทำได้เพียงใช้กรรไกรแทนมีด ขั้นแรกย่อมต้องฆ่าเชื้อกรรไกรเสียก่อน ในยามคับขันเช่นนี้การจะไปตามหาเหล้าขาวมาใช้ยุ่งยากจนเกินไป วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ไฟลน เมื่อเสิ่นซีจัดการลนไฟเสร็จสรรพ จึงค่อย ๆ สอดปลายกรรไกรเข้าไปในปากแผล เพื่อเริ่มดึงหัวลูกศรออกจากร่างของซีเอ๋อร์
เดิมทีซีเอ๋อร์กำลังสลบไสลไม่ได้สติ ทว่าความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการงัดหัวลูกศร ทำให้นางครางแผ่วเบาและสะดุ้งตื่นขึ้นมา พอเห็นเสิ่นซีก้ม ๆ เงย ๆ ลูบคลำอยู่บนร่างของตนโดยไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใด ผนวกกับรู้สึกเย็นวาบที่หน้าอก เมื่อเพ่งมองดูให้ดี จึงพบว่าสาบเสื้อด้านหน้าถูกคนใช้กรรไกรตัดจนเป็นรูโหว่ ผิวพรรณขาวผ่องรวมไปถึงจุดสงวนสีชมพูอ่อน ล้วนประจักษ์แก่สายตาของไอ้เด็กตรงหน้าจนหมดสิ้น
"เจ้าทำอะไรน่ะ?" ซีเอ๋อร์แหวเสียงเขียว เอื้อมมือคลำหากระบี่คู่กาย ทว่ากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ครั้นคิดจะยื่นมือออกไปผลักไส ทว่าแขนขาอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง
เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ข้ากำลังช่วยชีวิตเจ้าอยู่ อยู่นิ่ง ๆ! หากไม่เอาหัวลูกศรออกมา ปล่อยให้มันฝังอยู่ในเนื้อ เจ้าต้องแผลกลัดหนองจนตายแน่!"
ร่างของซีเอ๋อร์สะท้านเยือก เมื่อนั้นนางจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองได้รับบาดเจ็บมา และการที่นางซมซานฝ่าความมืดมาจนถึงบ้านตระกูลเสิ่น ก็เพราะหมายตาเอาไว้แล้วว่าเสิ่นซีย่อมมียาสมานแผล หรืออาจจะเป็นความหวังเดียวที่ทำให้นางรอดชีวิตได้
อีกทั้งเมื่อดูจากการกระทำของเสิ่นซีแล้ว ในยามนี้เขากำลังช่วยชีวิตนางอยู่อย่างแท้จริง
แต่นี่มันชวนให้น่าอับอายขายหน้าจนเกินไปแล้ว…
ซีเอ๋อร์รู้สึกอับอายจนต้องหลับตาปี๋ ทว่าไม่นานนางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาพะวงเรื่องนี้อีกต่อไป ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้นางทนไม่ไหวจนแทบจะแผดเสียงร้องออกมาอีกครา จังหวะนั้นเอง เสิ่นซีก็คว้าเศษผ้าที่เพิ่งตัดออกเมื่อครู่ยัดใส่ปากของซีเอ๋อร์ "กัดเอาไว้ ห้ามร้องเด็ดขาด! หากส่งเสียงดังจนเพื่อนบ้านแตกตื่นแล้วพากันไปแจ้งทางการล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้ว!"
ซีเอ๋อร์จึงทำได้เพียงกัดเศษผ้าข่มความเจ็บปวดเอาไว้ แม้นางจะไม่ได้เปล่งเสียงร้องออกมาแล้ว ทว่าบนหน้าผากกลับผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ เมื่อซวี่เหลียนเห็นดังนั้น แม้ใบหน้าของนางจะซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังรวบรวมความกล้า คอยซับเหงื่อให้ซีเอ๋อร์เป็นระยะ ๆ
เวลาล่วงเลยไปราวหนึ่งก้านธูป การผ่าตัดย่อม ๆ ของเสิ่นซีก็เสร็จสมบูรณ์ หัวลูกศรถูกดึงออกมาได้ในที่สุด เสิ่นซีรีบใช้เศษผ้าที่ค่อนข้างหนามากดห้ามเลือดที่ปากแผล ยามนี้ซีเอ๋อร์นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงไปพักใหญ่แล้ว เห็นได้ชัดว่าทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนหมดสติไปอีกรอบ
"อาซ้อ รบกวนท่านช่วยถอดเสื้อผ้าท่อนบนของนางออกทีเถิด ข้าจะไปหาผ้ามาพันแผลให้นาง"
เสิ่นซีละมือจากงานตรงหน้า ปล่อยให้ซวี่เหลียนเป็นคนจัดการแทน
เมื่อเสิ่นซีเดินออกมาด้านนอก ก็ให้ซ่งเสี่ยวเฉิงนำทางไปยังห้องโถงหลัก เขาค้นเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ออกมาจากหีบ นอกจากจะต้องใช้เศษผ้ามาพันแผลแล้ว ยังต้องหาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ซีเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยนอีกด้วย
"หลงจู๊น้อย ดูท่าทางแล้วคงเป็นโจรหญิงนะขอรับ... ไม่รู้เหมือนกันว่านางไปโดนทำร้ายมาจากที่ใด หากคนของทางการตามมาเจอเข้า พวกเราคงเดือดร้อนไม่น้อย มิสู้... พวกเราไปแจ้งทางการดีหรือไม่ขอรับ?" ซ่งเสี่ยวเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้นมาเล็กน้อย "พี่ลิ่ว ถึงอย่างไรท่านก็นับเป็นคนในยุทธภพผู้หนึ่ง เมื่อคนในยุทธภพตกทุกข์ได้ยาก การกระทำเยี่ยงเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือ ซ้ำยังคิดจะทิ้งหินลงบ่อเช่นนี้ ท่านทำลงคอหรือ?"
ซ่งเสี่ยวเฉิงมีสีหน้าละอายใจ ยามนี้เขาได้ขึ้นเป็นถึงหัวหน้าใหญ่แห่งพรรครถม้าแล้ว แม้ยามปกติจะไม่ได้ก่อคดีปล้นฆ่าชิงทรัพย์ แต่เรื่องทุบตีผู้คนหรือลอบวางเพลิงก็กระทำอยู่เป็นนิจ ทว่าสตรีที่มาในครานี้เห็นชัดว่าถูกลูกศรยิงมา มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องไปเป็นศัตรูกับทางการมาแน่ ภายในใจของเขาจึงได้ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้
เสิ่นซีไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับซ่งเสี่ยวเฉิง เมื่อเขาหอบเสื้อผ้ากลับเข้าไปด้านใน ซวี่เหลียนก็ปลดชุดพรางตัวสีดำรวมถึงเสื้อผ้าท่อนบนของซีเอ๋อร์ออกหมดแล้ว ผิวขาวผ่องตัดกับรอยเลือดสีแดงสด ช่างเป็นภาพที่ยียวนบาดตายิ่งนัก
เสิ่นซีไม่อาจมามัวคิดเล็กคิดน้อยได้ เขาตรงเข้าไปพันแผลให้ซีเอ๋อร์จนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงปล่อยให้ซวี่เหลียนช่วยสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นาง
"หลงจู๊น้อย สรุปแล้วนางเป็นใครกันแน่ขอรับ?" เมื่อเสิ่นซีและซวี่เหลียนเดินออกมาจากห้อง ซ่งเสี่ยวเฉิงก็รีบเข้าไปเอ่ยถามอย่างตึงเครียด
เสิ่นซีส่ายหน้า "ยิ่งรู้มากเท่าใด ความวุ่นวายก็ยิ่งตามมามากเท่านั้น"
ซวี่เหลียนรีบกระตุกแขนเสื้อสามีทีหนึ่ง ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงพยักหน้ารับอย่างรู้ความ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ "ที่หลงจู๊น้อยบอกว่าจะย้ายคนไป จะให้พวกเราพานางไปส่งที่ใดหรือขอรับ?"
เสิ่นซีกล่าว "คืนนี้จะให้เคลื่อนย้ายคงเป็นไปไม่ได้ ให้นางพักอยู่ที่นี่สักคืนเถิด พรุ่งนี้รอดูสถานการณ์แล้วค่อยว่ากันอีกที ยามนี้ข้าต้องรีบกลับบ้านแล้ว คงต้องรบกวนพี่ลิ่วและอาซ้อช่วยเป็นธุระดูแลนางสักหน่อยนะขอรับ"
ซ่งเสี่ยวเฉิงปั้นหน้าบูดเบี้ยว "หลงจู๊น้อย ท่านกำลังล้อพวกเราสองสามีภรรยาเล่นใช่หรือไม่ขอรับ? หากท่านกลับไป ทางฝั่งพวกเรา... คงรับมือไม่ไหวนะขอรับ หากนางเกิดตายขึ้นมาที่นี่ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่..."
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "เช่นนั้นรบกวนพี่ลิ่วไปหาเกี้ยวมาสักหลังเถิด ส่วนคนหาม... ก็ไปเรียกพี่น้องที่เข้าเวรกลางคืนของพรรครถม้ามา ใช้ทางลัดแบกเกี้ยวไปที่ตรอกเจิ้งโฮ่วถนนด้านหน้า นับจากทางตะวันออกไปประตูที่สี่ เคาะประตู พอเห็นว่ามีคนออกมาดู ก็ให้หันหลังกลับทันที อย่าได้โอ้เอ้ชักช้าเป็นอันขาด!"
ซ่งเสี่ยวเฉิงลองนับนิ้วคำนวณดู สีหน้าก็พลันชะงักงัน เห็นได้ชัดว่าเขาเดาออกแล้วว่าสถานที่แห่งนั้นคือที่ใด
เสิ่นซีไม่มีเวลาจะอธิบายเรื่องราวให้ซ่งเสี่ยวเฉิงฟังมากนัก เขาหายตัวมานานปานนี้ หากโจวซื่อตามมาถึงที่นี่คงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ เขารีบล้างไม้ล้างมือ โดยไม่ทันได้สนใจกลิ่นคาวเลือดที่ติดอยู่ตามตัว แล้วรีบจ้ำอ้าวกลับไปยังทิศทางของบ้านตนเองอย่างเร่งรีบ