เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 288 ซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่

ตอนที่ 288 ซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่

ตอนที่ 288 ซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่


ศาลต้าหลี่ หนึ่งในสามหน่วยงานตุลาการสูงสุดแห่งราชวงศ์หมิง

(เชิงอรรถผู้แปล: สามหน่วยงานตุลาการสูงสุด หรือ ซานฝ่าซือ (三法司) ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ประกอบด้วย กรมอาญา สำนักตรวจการตูฉาหย่วน และศาลต้าหลี่ ทำหน้าที่ร่วมกันพิจารณาคดีสำคัญระดับแผ่นดิน) 

แม้ว่าอำนาจของศาลต้าหลี่แห่งเมืองหนานจิงจะด้อยกว่าศาลต้าหลี่ในเมืองหลวงอยู่บ้าง ทว่าระดับขั้นขุนนางกลับมิได้แตกต่างกัน ซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่เมืองหนานจิงนับเป็นขุนนางราชสำนักขั้นห้าชั้นเอกอย่างแท้จริง

ขณะที่เสิ่นซีตื่นตะลึง ในใจก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจขึ้นมาบ้าง มิน่าเล่าเจียงลี่เหวยถึงมี 'กลิ่นอายสูงศักดิ์' ที่ดูเย่อหยิ่งเป็นพิเศษ ที่แท้กลิ่นอายบนร่างของเขาก็คือกลิ่นอายขุนนางนี่เอง

เจียงลี่เหวยยิ้มพลางกล่าว "พี่ซูทง คุณชายเสิ่น ไม่ต้องตื่นตะลึงปานนี้หรอก แท้จริงแล้วข้าก็เป็นเพียงปัญญาชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น"

ซูทงส่ายหน้ายิ้มขื่น "พี่กู้อวี้ นี่มัน... สรุปแล้วเรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่? หากท่านไม่บอก ข้ายังนึกว่าอวี้เหนียงกำลังล้อเล่นเสียอีก"

เจียงลี่เหวยตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "มิปิดบังอำพราง แม้ข้าจะเป็นบัณฑิต แต่ก็เชี่ยวชาญวิทยายุทธ์ ข้าเข้าร่วมการสอบอู่จวี่ในปีหงจื้อที่หก จากนั้นก็เข้าสอบระดับเมืองหลวงฝ่ายบู๊ จนสอบได้เป็นจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ เข้าประจำการที่กรมกลาโหม ทว่ากลับยังไม่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งจริง จึงสอบสายบุ๋นต่อไป โดยมุ่งหวังจะคว้าความสำเร็จอันสูงส่ง เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่บิดาของข้าวิ่งเต้นไปทั่วทั้งสองเมืองหลวง ในที่สุดก็ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่เมืองหนานจิงที่ยังว่างอยู่ ข้าก็เพิ่งจะควบม้าเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานเช่นกัน"

(เชิงอรรถผู้แปล: 

กรมกลาโหม (兵部) หรือ กรมปิงปู้หนึ่งในหกกรมหลักของราชสำนักต้าหมิง มีหน้าที่ดูแลกิจการทหาร การเกณฑ์ทหาร และความมั่นคงของแผ่นดิน 

ควบม้าเข้ารับตำแหน่ง (走马上任) เป็นสำนวนหมายถึงการเริ่มลงมือทำงานในตำแหน่งใหม่)

ซูทงถึงกับตื่นตะลึงอย่างหนัก เขากับเจียงลี่เหวยมิได้สนิทสนมกันมากนัก คิดว่าเป็นเพียงบุตรชายของสหายเก่า ข้อมูลที่เขาได้รับรู้มาก็คือ เจียงลี่เหวยสอบผ่านเป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าสอบระดับมณฑลไม่ผ่านถึงสองครั้ง ใครจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับเป็นถึงจิ้นซื่อฝ่ายบู๊แห่งราชวงศ์หมิง

การสอบอู่จวี่ในปีหงจื้อที่หกนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนปีหงจื้อที่หก แม้จะมีการจัดสอบขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ก็ยังไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่ากี่ปีจะจัดสอบสักครั้ง หากไม่ใช่ยามศึกสงคราม บางทีอาจจะทิ้งช่วงนานนับสิบปีโดยไม่มีการสอบเลยก็เป็นได้ จนกระทั่งถึงปีหงจื้อที่หก จึงได้กำหนดให้จัดสอบทุก ๆ หกปี ในรอบปีนั้นมีผู้สอบผ่านจิ้นซื่อฝ่ายบู๊เป็นจำนวนมาก ผนวกกับการสอบขุนนางทหารอย่างการสอบระดับเมืองหลวงฝ่ายบู๊แล้ว ไม่มีการสอบหน้าพระพักตร์หรือเตี้ยนซื่ออีก อีกทั้งตำแหน่งทหารรักษาการณ์ตามหัวเมืองต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ล้วนสืบทอดกันทางสายเลือด จึงส่งผลให้บรรดาจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ในรุ่นนี้ยากที่จะได้รับการแต่งตั้งเข้าทำงานในตำแหน่งจริง

แต่ถึงอย่างไรก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตสาย 'จิ้นซื่อ' ขอเพียงมีเส้นสายย่อมจัดการเรื่องราวได้ง่ายดาย เจียงลี่เหวยผู้นี้แม้จะมีภูมิลำเนาเป็นชาวเมืองผูเถียน มณฑลฝูเจี้ยน ทว่าปู่และลุงของเขาล้วนรับราชการเป็นขุนนางในราชสำนัก บิดาก็เคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมาหนึ่งวาระ ปัจจุบันยังรั้งตำแหน่งสำคัญอยู่ในกรมขุนนางแห่งเมืองหนานจิง หลังจากที่ย้ายครอบครัวไปยังหนานจิง อาศัยการวิ่งเต้นเส้นสาย เจียงลี่เหวยจึงได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่ ซึ่งถือเป็นขุนนางระดับขั้นห้าชั้นเอกในทันที

ต้องรู้ไว้ว่าในยุคสมัยนี้ ในบรรดาจิ้นซื่อระดับอี้เจี่ย มีเพียงผู้ที่สอบได้จอหงวนเท่านั้นที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางตำแหน่งซิวจ้วนแห่งสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินซึ่งเป็นขั้นหกชั้นรอง ส่วนปั๋งเหยี่ยนและทั่นฮวาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเปียนซิวแห่งสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินขั้นเจ็ดชั้นเอก จะเห็นได้ว่าการแต่งตั้งในครั้งนี้มันเกินจริงเพียงใด

แน่นอนว่าหากกล่าวถึงอนาคตหน้าที่การงาน สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินถือเป็นแหล่งฟูมฟักปัญญาชนและสั่งสมชื่อเสียงบารมี หากไม่ใช่ผู้ที่สอบผ่านจิ้นซื่อก็มิอาจก้าวเข้าสู่ฮั่นหลินได้ พวกเขามีหน้าที่ชำระตำราและเขียนประวัติศาสตร์ ร่างพระราชโองการ ถวายการสอนแก่พระบรมวงศานุวงศ์ รับหน้าที่เป็นผู้คุมสอบเคอจวี่ เป็นต้น นับเป็นบันไดให้ก้าวขึ้นไปเป็นขุนนางระดับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ในคณะเสนาบดี (เน่ยเก๋อ) ไปจนถึงขุนนางปกครองส่วนภูมิภาค ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า 'หากไม่ผ่านสำนักฮั่นหลิน ย่อมไม่อาจก้าวเข้าสู่เน่ยเก๋อ' สถานะย่อมสูงส่งและมีเกียรติกว่าซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่ขั้นห้าชั้นเอกอย่างเทียบไม่ติด

เสิ่นซีคิดในใจ มิน่าเล่าเจียงลี่เหวยถึงได้ดูแคลนหลุนเหวินซวี่นัก เป็นเพราะต่อให้หลุนเหวินซวี่จะสอบติดจิ้นซื่อในอีกสองปีข้างหน้า ในสายตาของเจียงลี่เหวย อีกฝ่ายก็อาจไม่มีโอกาสได้เข้าสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน หรือแม้แต่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งจริงก็เป็นได้ หากถูกแต่งตั้งเป็นเพียงซู่จี๋ซื่อ ย่อมไร้ซึ่งระดับขั้นขุนนาง และยังต้องค่อย ๆ ล้มลุกคลุกคลานไต่เต้าขึ้นมาอีกนาน

ทว่าเจียงลี่เหวยในวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีกลับได้เป็นถึงขุนนางขั้นห้าชั้นเอกไปแล้ว นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างแท้จริง

เมื่อรู้ว่าเจียงลี่เหวยเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งศาลต้าหลี่ ซูทงก็ไม่กล้าตีตนเสมอทำตัวเทียบเคียงด้วยอีกต่อไป กระทั่งคำพูดคำจาและการกระทำก็ล้วนแฝงไปด้วยความระแวดระวัง

เจียงลี่เหวยหัวเราะฮ่า ๆ "ที่ข้าไม่บอกแต่แรก ก็เพราะกลัวพวกท่านจะคิดมากไป ท่านลองคิดดูสิ ตำแหน่งซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่หนานจิงอย่างข้า มีหน้าที่รับผิดชอบก็แค่การไต่สวนตรวจสอบคดีอาญา แล้วมันต่างอันใดกับเสมียนฝ่ายบุ๋นทั่วไปเล่า? การเดินทางมายังเมืองถิงโจวในครานี้ ล้วนเป็นไปเพื่อการเยี่ยมเยียนญาติมิตรและจัดการธุระส่วนตัวทั้งสิ้น ไม่คู่ควรแก่การยกย่องอันใดเลย"

ซูทงถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก การที่เจียงลี่เหวยไม่ถือตัว ซ้ำยังยอมเรียกขานเขาเป็นพี่เป็นน้องเช่นเดิม นี่นับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับเขาแล้ว

เจียงลี่เหวยอายุยังน้อยทว่าได้เข้ารับตำแหน่งในศาลต้าหลี่ อนาคตย่อมเจริญก้าวหน้าไร้ขีดจำกัด ภายภาคหน้าหากเขา(ซูทง) สามารถสอบเข้ารับราชการได้ นี่ย่อมต้องมีประโยชน์ต่อเส้นทางขุนนางของเขาเป็นแน่

ซูทงก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางยกจอกสุราขึ้น "เช่นนั้นข้าน้อยขอคารวะพี่กู้อวี้หนึ่งจอกขอรับ"

เสิ่นซีและซือหม่าลู่ก็รีบยกจอกสุราขึ้นคารวะตาม เจียงลี่เหวยยังคงมีท่าทีร่าเริงยิ้มแย้ม หลังจากดื่มสุราเสร็จ ก็ให้อวิ๋นหลิ่วรินสุราเติมให้ทุกคนต่อไป บทสนทนาดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ ไม่มีท่าทีผิดปกติใด ๆ ให้เห็นเลยสักนิด

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ

เจียงลี่เหวยเป็นถึงซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่ประจำเมืองหนานจิง ซ้ำตำแหน่งนี้ยังเป็นรองเพียงเสนาบดีศาลต้าหลี่และรองเสนาบดีศาลต้าหลี่เท่านั้น แม้จะเป็นเพียงขุนนางระดับผู้ช่วย ทว่าอีกฝ่ายก็ถือเป็นคนของหน่วยงานยุติธรรมสูงสุดอย่าง 'ซานฝ่าซือ' หากเทียบกับยุคสมัยหลัง นั่นก็คือข้าราชการระดับสูงในศาลฎีกา ขุนนางที่ประจำการอยู่ในเมืองหนานจิง หากไม่มีเรื่องสำคัญอันใด ไฉนเลยจะต้องรอนแรมแสนไกลมาถึงบ้านนอกคอกนาอย่างเมืองถิงโจวด้วย?

หากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในเมืองถิงโจวก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากกลุ่มกบฏเมื่อหลายปีก่อนและเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปีกลายแล้ว ก็เห็นจะมีแต่คดีลอบโจรกรรมในที่ว่าการเมื่อช่วงปลายปี ในเวลานั้นมีเจ้าหน้าที่ที่ถูกตีจนสลบสังเกตเห็นว่าโจรผู้ร้ายรายนั้นเป็น 'โจรหญิง' ส่งผลให้ทางการต้องตั้งด่านตรวจค้นผู้คนบริเวณประตูเมือง ในยามนั้นเสิ่นซีก็เคยนึกสงสัยว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับคนในเจี้ยวฟางซือ เพราะก่อนหน้านั้นเขาลอบสังเกตเห็นว่าบนร่างของซีเอ๋อร์มีบาดแผลอยู่

เจ้าเมืองคนใหม่อย่างอันหรู่เซิงไม่ต้องการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ภายหลังเรื่องราวก็เงียบหายไป ทว่าข่าวคราวย่อมไม่อาจปิดบังได้มิดชิด

เสิ่นซีคาดเดาเอาว่า เรื่องพรรค์นี้หากจะส่งข่าวไปถึงเมืองหลวงก็ออกจะห่างไกลเกินไปนัก ทว่าหน่วยงานยุติธรรมทั้งสามของเมืองหนานจิงไม่มีทางที่จะไม่รู้เรื่องราว หากซานฝ่าซือต้องการจะส่งคนมาสืบคดี การจะส่งขุนนางบุ๋นร่างกายอ่อนแอที่มาจากบัณฑิตมาก็คงจะไม่เหมาะ กลับเป็นคนอย่างเจียงลี่เหวยที่มีทั้งวุฒิซิ่วไฉและเป็นถึงจิ้นซื่อฝ่ายบู๊ มีพื้นฐานวรยุทธ์ในระดับหนึ่ง ซ้ำยังมีฐานะเป็นคนท้องถิ่นมณฑลฝูเจี้ยนไว้คอยเป็นฉากบังหน้า จึงนับว่าเหมาะสมแก่การสืบสวนมากที่สุด

หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง การที่เจียงลี่เหวยอาสามาเยือนเจี้ยวฟางซือด้วยตนเอง และท่าทีที่เขาปฏิบัติต่ออวิ๋นหลิ่วเมื่อครู่ บางทีอาจจะเป็นเพียง 'การหยั่งเชิง' รูปแบบหนึ่งก็เป็นได้ บางทีเจียงลี่เหวยอาจจะระแคะระคายข่าวคราวมาบ้างแล้ว ว่าเรื่องราวมีความเกี่ยวพันกับสตรีในเจี้ยวฟางซือ จึงได้อาศัยโอกาสนี้ลอบเข้ามาสืบเสาะ

เสิ่นซีกวาดตามองประเมินอวิ๋นหลิ่วอีกครา พลางคิดในใจ 'มิน่าเล่า วันนี้นางถึงได้มีท่าทีผิดแปลกไปจากปกตินัก'

ด้านนอกล่วงเข้าสู่ยามราตรีแล้ว ทว่าภายในเจี้ยวฟางซือกลับยังคงคึกคักมีชีวิตชีวา ห้องจัดเลี้ยงทุกห้องล้วนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน มีเพียงห้องของซูทงที่มีจำนวนคนน้อยกว่า ทั้งยังเงียบสงบกว่าห้องอื่นมาก

ทว่าอวี้เหนียงกลับให้การดูแลปรนนิบัติห้องนี้เป็นอย่างดีที่สุด เพราะไม่ว่าอย่างไร ด้านในห้องนี้ก็มีซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่ รวมไปถึงบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถแห่งท้องถิ่นอยู่อีกสามคน หากจะยืมคำพูดของอวี้เหนียงมาอธิบาย สถานที่แห่งนี้ย่อมได้รับเกียรติจนบ้านซอมซ่อสว่างไสว

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่า อวี้เหนียงจะต้องรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้อย่างแน่นอน ที่นางแวะเวียนมาก็เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเจียงลี่เหวย เพราะเกรงว่าความลับจะรั่วไหล

"อวี้เหนียง คุณชายเจียง... ของพวกเราผู้นี้ ได้ยินกิตติศัพท์ความงดงามและความสามารถของซีเอ๋อร์และอวิ๋นหลิ่วมาเนิ่นนาน ทว่าวันนี้กลับได้พบเพียงแม่อวิ๋นหลิ่วคนเดียว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผิดหวังอยู่บ้าง แม้ซีเอ๋อร์จะมีอาการป่วยไข้ ไม่ทราบว่าพอจะเชิญนางออกมา โดยไม่ต้องดื่มสุรา เพียงแค่นั่งลงพูดคุยกันสักหน่อย จะได้หรือไม่?"

ซูทงกล่าวด้วยน้ำเสียงวิงวอนอย่างจริงใจ

เมื่อครู่เจียงลี่เหวยเอาแต่รำพึงรำพันด้วยความเสียดายที่ไม่อาจพบพานแม่นางซีเอ๋อร์ ดูมีท่าทีผิดหวังอยู่ไม่น้อย ซูทงในฐานะเจ้ามือ ย่อมต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด

สีหน้าของอวี้เหนียงดูหนักใจอยู่บ้าง "ซีเอ๋อร์... ป่านนี้นางคงจะเข้านอนแล้วล่ะเจ้าค่ะ ใต้เท้าเจียง หรือไม่เอาไว้คราวหน้าตอนที่ท่านมา ค่อยให้นางมานั่งรินสุราเป็นเพื่อนท่านสักสองสามจอกดีหรือไม่เจ้าคะ?"

เจียงลี่เหวยแย้มยิ้มพลางพยักหน้า "ข้าจะฝืนใจผู้อื่นได้อย่างไรเล่า? ภายภาคหน้าย่อมต้องมีโอกาสอย่างแน่นอน"

...

เมื่องานเลี้ยงสุราสิ้นสุดลง ก็ไม่มีเรื่องอันใดเกี่ยวกับเสิ่นซีแล้ว ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายย่อมตกเป็นหน้าที่ของซูทง

ซูทงนั้นจับจ่ายมือเติบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รู้ว่าบุตรชายของสหายเก่าได้เป็นถึงขุนนางในราชสำนัก ซ้ำยังเรียกขานเขาฉันพี่น้อง นี่ทำให้เขารู้สึกปรีดายิ่งนัก กระทั่งเงินตกรางวัลยังมอบให้มากกว่ายามปกติเสียอีก

ขาลงบันได เสิ่นซีลอบสังเกตห้องของซีเอ๋อร์อีกครา สภาพภายในยังคงเหมือนกับตอนที่เพิ่งเข้ามา มีเงาคนวูบไหวอยู่ด้านใน ทว่าไม่อาจฟันธงได้ว่าผู้ที่อยู่ด้านในคือใครกันแน่

อวี้เหนียงกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังออกมาส่งแขกด้วยตนเองถึงหน้าประตู ทว่าการกระทำนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้แก่ลูกค้าในห้องโถงโดยรอบ จนเกิดเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น

เมื่อออกมาพ้นเจี้ยวฟางซือ ซูทงก็รีบเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าพี่กู้อวี้พักอยู่ที่ใดหรือขอรับ?"

"ข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านของสหายเก่าขอรับ อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่ง รบกวนพวกท่านช่วยปิดบังฐานะของข้าไว้ด้วยเถิด จะได้ไม่เป็นการชักนำความวุ่นวายมาให้โดยไร้เหตุผล ข้าจะอยู่ที่นี่อีกเพียงสองวันก็จะจากไปแล้ว ไม่อยากรบกวนทางการท้องถิ่น" เจียงลี่เหวยกล่าว

ซูทงย่อมรู้กาลเทศะ เขายิ้มพลางพยักหน้ารับ "นั่นย่อมเป็นเช่นนั้น ในเมื่อพี่กู้อวี้มาเยือนเมืองถิงโจวทั้งที มิสู้ไปพำนักเป็นแขกที่บ้านข้าเถิด ที่บ้านข้ามีห้องหับว่างอยู่มากมาย ตกกลางคืนพวกเรายังสามารถประลองหมากกันต่อได้ด้วย ดีหรือไม่ขอรับ?"

เจียงลี่เหวยเอ่ยขอบคุณในน้ำใจของซูทง จังหวะนั้นเอง รถม้าที่มารับเจียงลี่เหวยก็มาถึงพอดี แม้คนขับรถม้าจะแต่งกายด้วยชุดบ่าวรับใช้ ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ออกมาอย่างชัดเจน เสิ่นซีคิดในใจ 'นี่อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ที่เดินทางมาสืบคดีของที่ว่าการเมืองร่วมกับเจียงลี่เหวยก็เป็นได้'

เมื่อส่งเจียงลี่เหวยเสร็จ ซูทงก็ตบหน้าผากตนเองฉาดใหญ่ พลางหันมากล่าวกับเสิ่นซี "น้องเสิ่น เจ้าลองหยิกข้าทีสิ เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป? วันนี้ข้าถึงกับพาขุนนางราชสำนักขั้นห้าไปเข้าพบท่านอาจารย์หลุน แถมยังปล่อยให้บรรดาบัณฑิตท้องถิ่นหัวเราะเยาะเขาอีก นี่มิใช่การรนหาที่หรอกหรือ?"

เสิ่นซียิ้มปลอบใจ "แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของคุณชายเจียง เขาดูไม่ได้ถือสาหาความอันใดเลยนะขอรับ"

ซือหม่าลู่ที่อยู่ด้านข้างก็ช่วยเอ่ยปลอบใจอีกสองสามประโยค ซูทงจึงยิ้มออก พลางกล่าว "ถือเป็นเรื่องดีก็แล้วกัน ความผิดพลาดกลับกลายเป็นโชคดี วันนี้พวกเจ้าสองคนต้องขอบคุณข้าให้มากๆ เสียแล้ว"

เสิ่นซีและซือหม่าลู่สบตากันพลางยิ้มรับ

จริงดังว่า หากไม่ใช่เพราะซูทงมีความสัมพันธ์อันดีกับเจียงลี่เหวย เสิ่นซีและซือหม่าลู่ย่อมไม่มีโอกาสได้ผูกมิตรกับขุนนางใหญ่ขั้นห้าแห่งราชสำนัก ทว่าเสิ่นซีกลับไม่ได้รู้สึกว่านี่คือวาสนา เมื่อหวนนึกไปถึงปีกลาย ที่ฮุ่ยเหนียงเคยช่วยเหลือให้นักโทษหลบหนีจากค่ายชาวเหมียวออกไปจากเขตเมืองถิงโจว หากเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกัน ก็สมควรต้องระแวดระวังตัวไว้เนิ่นๆ

หลังจากประสานมืออำลาซูทงและซือหม่าลู่ เสิ่นซีก็รีบสาวเท้าก้าวเดินกลับบ้าน

เมื่อเสิ่นซีก้าวผ่านประตูร้านขายยาเข้ามาถึงเรือนด้านหลัง โจวซื่อพอเห็นหน้าเขาก็เปิดฉากด่าทอทันที นางเพิ่งจะสวมบทกุลสตรีผู้เพียบพร้อมมาได้เพียงไม่กี่วันเพราะเรื่องที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉ ทว่าพอเห็นเสิ่นซีกลับบ้านดึกดื่น ซ้ำยังมีกลิ่นสุราคลุ้งไปทั้งตัว จะให้นางอดกลั้นโทสะเอาไว้ได้อย่างไร?

เมื่อถูกมารดาตำหนิ เสิ่นซีก็ทำได้เพียงยืนฟังอย่างว่าง่าย รอจนโทสะของโจวซื่อบรรเทาลงบ้าง ฮุ่ยเหนียงจึงเดินเข้ามาเอ่ยถาม "เสี่ยวหลาง เจ้ากับคุณชายซูและพวก ได้เข้าพบท่านอาจารย์หลุนแล้วใช่หรือไม่?"

"อืม" เสิ่นซีพยักหน้ารับ

"เช่นนั้นก็ดีแล้ว ท่านอาจารย์หลุนผู้นี้ นับเป็นยอดปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงระบือไกลในแถบมณฑลฝูเจี้ยนและกว่างตง ผู้คนมากมายล้วนปรารถนาจะฝากตัวเป็นศิษย์ หากได้รับความชื่นชมจากเขา ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเส้นทางการศึกษาของเจ้าในภายภาคหน้า" ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยความปรีดา

ทว่าโจวซื่อกลับหน้าดำคร่ำเครียด "ในเมื่อเจ้าไปพบท่านอาจารย์หลุนอะไรนั่น เหตุใดจึงไม่รีบกลับมาให้เร็วกว่านี้ แล้วกลิ่นสุราบนตัวนี่ได้มาจากที่ใดกัน?"

เสิ่นซีจึงต้องอธิบายสถานการณ์ในเจี้ยวฟางซือก่อนหน้านี้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่กล้าบอกตรงๆ ว่าไปเจี้ยวฟางซือมา เพียงแค่กล่าวเบี่ยงเบนไปว่า 'เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่คุณชายซูจัดหา' โจวซื่อเพิ่งจะอ้าปากตั้งข้อสงสัย ก็ได้ยินเสิ่นซีเอ่ยว่า คุณชายท่าทางสุภาพอ่อนโยนที่ร่วมเดินทางไปด้วย แท้จริงแล้วเป็นถึงซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่ ขั้นห้าชั้นเอก

โจวซื่อขมวดคิ้ว "แต่งเรื่องโกหกอีกแล้ว คิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรือ? คุณชายอายุยี่สิบกว่าปี จะเป็นถึงขุนนางใหญ่ขั้นห้าแห่งราชสำนักได้อย่างไร?"

ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับเชื่อในคำพูดของเสิ่นซี "เสี่ยวหลาง ซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่ที่ว่านี้... คือขุนนางตำแหน่งใดหรือ?"

"ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงไม่ยอมเชื่อใจคนอื่นบ้างเลย? พวกท่านไม่เคยได้ยินชื่อศาลต้าหลี่ แต่ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ 'ลิ่วซ่านเหมิน' มาบ้างใช่หรือไม่ขอรับ? ลิ่วซ่านเหมินก็คือคำเรียกขานรวมของหน่วยงานยุติธรรมทั้งสาม หรือที่เรียกว่าซานฝ่าซือ ซึ่งศาลต้าหลี่ก็มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับกรมอาญาและสำนักตรวจการตูฉาหย่วน ในอดีต ตำแหน่งเสนาบดีศาลต้าหลี่ยังเป็นถึงขุนนางผู้ใหญ่ที่ดำรงตำแหน่งหนึ่งในเก้าเสนาบดี (จิ่วชิง) เชียวนะขอรับ" เสิ่นซีอธิบายอย่างอดทน

โจวซื่อถึงกับเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "ฟังดูแล้ว คนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาจริงๆ... ข้าเคยได้ยินมาว่า คนของลิ่วซ่านเหมินล้วนมีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ ฆ่าคนตาไม่กะพริบ ใต้เท้าเจียงผู้นี้ก็เป็นคนเช่นนั้นด้วยหรือ?"

เสิ่นซีอธิบายต่อ "ท่านแม่ ลิ่วซ่านเหมินในความเข้าใจของท่าน คือหน่วยงานพิเศษที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มมือปราบ มักจะรับผิดชอบเฉพาะคดีความขัดแย้งในยุทธภพ และตามจับยอดศัตรูที่ทางการต้องการตัวมาเนิ่นนาน พวกเขามีอำนาจล้นฟ้าทั้งในราชสำนักและในยุทธภพ รับผิดชอบเฉพาะคดีใหญ่ระดับแผ่นดิน ทว่าหน่วยงานนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวพันอันใดกับลิ่วซ่านเหมินที่ข้ากล่าวถึงเลยสักนิด"

"ในบรรดาลิ่วซ่านเหมินที่ข้าหมายถึง กรมอาญามีหน้าที่ไต่สวนคดี สำนักตรวจการตูฉาหย่วนมีหน้าที่ตรวจสอบ ถอดถอน และถวายข้อเสนอแนะ ส่วนศาลต้าหลี่มีหน้าที่ทบทวนคดีความ หากพบกับคดีสำคัญ ศาลต้าหลี่ กรมอาญาและสำนักตรวจการตูฉาหย่วนจะต้องร่วมกันพิจารณาคดี แม้อำนาจชี้ขาดคดีจะอยู่ที่กรมอาญา ทว่าหากศาลต้าหลี่ไม่เห็นพ้องด้วย ก็สามารถถวายฎีกาขอพระราชวินิจฉัยจากฮ่องเต้ได้"

"ภายในศาลต้าหลี่ มีเสนาบดีศาลต้าหลี่หนึ่งคน รองลงมาคือรองเสนาบดีศาลต้าหลี่สองคน และลำดับถัดไปก็คือ ซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายและซื่อเฉิงฝ่ายขวาแห่งศาลต้าหลี่ ซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายคือขุนนางใหญ่ขั้นห้าชั้นเอก และคุณชายเจียงผู้นี้ ก็คือผู้ที่สอบได้จิ้นซื่อฝ่ายบู๊ในปีหงจื้อที่หก ท่านแม่ เขาเป็นถึงจิ้นซื่อเชียวนะขอรับ ไฉนจะรับราชการเป็นขุนนางใหญ่ไม่ได้เล่า?"

ครานี้โจวซื่อถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง "นี่เจ้ากำลังจะบอกว่า เจ้าเพิ่งจะไปกินข้าวกับขุนนางระดับขั้นห้าชั้นเอกของ... ศาลต้าหลี่อะไรนั่นมาหรือ? ไอ้เด็กนี่ เจ้าอย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก"

ฮุ่ยเหนียงกล่าว "พี่สาว เรื่องพรรค์นี้เสี่ยวหลางย่อมไม่กล้ากล่าววาจาเหลวไหลหรอก ทว่าในเมื่อเขาไม่อยากเปิดเผยฐานะ พวกเราก็ไม่อาจนำไปพูดส่งเดชได้นะ"

โจวซื่อรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง หันซ้ายแลขวามองไปรอบๆ ก่อนจะพยักหน้ารับติดๆ กัน

ฮุ่ยเหนียงหันไปกล่าวกับเสิ่นซี "เช่นนี้ก็ดีแล้ว ดูท่าคุณชายเจียงผู้นี้จะมิได้ถือตัววางมาดขุนนาง ช่วงสองสามวันนี้... เจ้าลองหาโอกาสไปแวะเวียนหาคุณชายซูให้บ่อยขึ้นหน่อย พยายามตีสนิทกับใต้เท้าเจียงผู้นี้เอาไว้ นี่มันลาภลอยชัดๆ รอจนเขาจะเดินทางออกจากเมืองถิงโจว พวกเราค่อยมาดูกันว่าจำเป็นต้องมอบของกำนัลให้เขาสักหน่อยหรือไม่ ภายภาคหน้าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางการสอบเคอจวี่ของเจ้าได้"

ทว่าเสิ่นซีกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

เดิมทีเขาตั้งใจจะรอให้ได้อยู่กันตามลำพังแล้วค่อยอธิบายให้ฮุ่ยเหนียงฟัง ทว่าบางเรื่องเขาก็จำเป็นต้องเตือนสตินางไว้ล่วงหน้า "ท่านน้า เขาเป็นถึงซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่หนานจิงผู้สง่างาม เป็นขุนนางใหญ่โตถึงเพียงนี้ การที่เขาเดินทางมายังเมืองถิงโจวของเรา ย่อมต้องแบกรับภารกิจสำคัญอันใหญ่หลวงมาเป็นแน่ พวกเราไม่อาจผลีผลามเข้าไปประจบสอพลอได้ มิเช่นนั้นเกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายที่ไม่คาดคิดขึ้นนะขอรับ"

จบบทที่ ตอนที่ 288 ซื่อเฉิงแห่งศาลต้าหลี่

คัดลอกลิงก์แล้ว