- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 286 เข้าพบยอดปราชญ์
ตอนที่ 286 เข้าพบยอดปราชญ์
ตอนที่ 286 เข้าพบยอดปราชญ์
เจียงลี่เหวยรู้สึกประหลาดใจและนึกสงสัยอยู่ในใจ
ตามธรรมดาแล้ว เด็กหนุ่มวัยสิบเอ็ดขวบปีย่อมเป็นวัยที่รักการแสดงออกและชอบโอ้อวดความสามารถ ซึ่งนี่นับเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ขนาดตัวเขาเองในวัยเดียวกับเสิ่นซี ก็ยังปรารถนาจะทำตัวโดดเด่นเพื่อหวังให้ผู้คนยอมรับชื่นชม ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงคิดทำความเข้าใจไปว่า ฝีมือหมากของเสิ่นซียังคงห่างชั้นกับเขาอยู่ช่วงหนึ่ง มิใช่การจงใจอ่อนข้อให้แต่ประการใด
ในใจของเจียงลี่เหวยแอบรำพึงขึ้นประโยคหนึ่งว่า ชนะครานี้ช่างโชคช่วยน่ะซี!
เมื่อเดินหมากเสร็จสิ้น ซูทงในฐานะผู้จัดงานก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลักของงานชุมนุมบทกวีอย่างเป็นทางการ เขาหันไปสั่งให้ทางร้านยกน้ำชา ผลไม้ และขนมของว่างมาจัดวางจนครบสรรพ จากนั้นจึงเชื้อเชิญให้บรรดาแขกเหรื่อร่วมนั่งลงพร้อมหน้า
งานชุมนุมบทกวีในครานี้เนื่องจากมีเพียงเซิงหยวนเท่านั้นที่เข้าร่วม ผู้คนจึงไม่ได้พลุกพล่านมากมายนัก แม้จะเหมาโต๊ะบนชั้นสองของโรงน้ำชาไว้ถึงหกเจ็ดตัว ทว่าหลายโต๊ะก็ยังคงมีที่นั่งเหลือว่างอยู่ประปราย
ซูทงยิ้มพลางเอ่ย "ทุกท่าน ข้าน้อยแว่วข่าวมาว่า หลุนเหวินซวี่ ยอดปราชญ์ผู้ลือนามแห่งมณฑลกว่างตงเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนบุพการี วันนี้จะแวะพักค้างแรมที่ที่พักรับรองของเมืองถิงโจวเราเป็นเวลาหนึ่งวัน ช่วงบ่ายพวกเราพากันไปเข้าพบขอคำชี้แนะดีหรือไม่?"
หลุนเหวินซวี่นับเป็นยอดปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงระบือไกลในแถบมณฑลฝูเจี้ยนและกว่างตง ย้อนกลับไปเมื่อแปดปีที่แล้ว ซึ่งก็คือปีหงจื้อที่สอง หลังจากเขาสอบผ่านระดับมณฑลในวัยยี่สิบสามปี ก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาในไท่เสวียแห่งราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยน
(เชิงอรรถผู้แปล: ไท่เสวีย (太学) หรือ วิทยาลัยหลวง เป็นสถานศึกษาชั้นสูงสุดของรัฐในระบบจีนโบราณ ทำหน้าที่ฟูมฟักปัญญาชนระดับหัวกะทิเพื่อเตรียมเข้ารับราชการ)
ในรัชศกหงจื้อ แม้กั๋วจื่อเจี้ยนจะรับนักศึกษาเข้าเรียนถึงสามสี่พันคน ทว่าผู้ที่ได้เป็นนักศึกษาไท่เสวียกลับมีเพียงร้อยถึงสองร้อยคนเท่านั้น
อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่นักศึกษาไท่เสวีย ล้วนเป็นเหล่านักปราชญ์แห่งสำนักฮั่นหลินหรือยอดปราชญ์แห่งเมืองหลวง การที่หลุนเหวินซวี่สามารถก้าวเข้าสู่ไท่เสวียได้ทั้งที่มีวุฒิเพียงจวี่เหริน ภายภาคหน้าย่อมมีโอกาสสูงยิ่งที่จะสอบได้จิ้นซื่อและได้เข้าสู่สำนักบัณฑิตหลวงฮั่นหลิน
เสิ่นซีผู้ซึ่งในชาติปางก่อนเคยชมภาพยนตร์เรื่อง 'หลุนเหวินซวี่ล้อเลียนหลิ่วเซียนไค' ย่อมเคยศึกษาเรื่องราวของหลุนเหวินซวี่ผู้นี้มาอย่างละเอียด ตัวตนของหลิ่วเซียนไคนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราพื้นบ้านที่ไร้หลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ และมิได้เป็นปั๋งเหยี่ยนในการสอบหน้าพระพักตร์อันใดทั้งสิ้น ทว่าหลุนเหวินซวี่กลับมีความสามารถอันล้ำเลิศของจริง ซ้ำร้ายเขายังมีอีกหนึ่งสถานะนั่นคือ ตัวเอกในตำนานต้นกำเนิดของอาหารขึ้นชื่อแห่งมณฑลกว่างตงอย่าง 'โจ๊กจอหงวน' อีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ปั๋งเหยี่ยน (榜眼) คือตำแหน่งของผู้ที่สอบได้อันดับสองในการสอบรอบสุดท้ายหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ หรือการสอบเตี้ยนซื่อ รองจากอันดับหนึ่งคือจอหงวน)
หากประวัติศาสตร์มิได้เกิดความแปรเปลี่ยน ในอีกสองปีให้หลัง ซึ่งก็คือการสอบระดับเมืองหลวงในปีหงจื้อที่สิบสอง หลุนเหวินซวี่จะสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการคว้าอันดับหนึ่งในการสอบระดับเมืองหลวง และคว้าอันดับหนึ่งในการสอบหน้าพระพักตร์ ได้ตำแหน่งจอหงวนมาครอง พร้อมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางตำแหน่งเปียนซิวแห่งสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน
หลุนเหวินซวี่ผู้นี้เปี่ยมไปด้วยวิชาความรู้อันแท้จริงโดยแท้!
จะว่าไปแล้ว การสอบระดับเมืองหลวงในปีหงจื้อที่สิบสองนั้นนับเป็นปีที่ยอดคนมาชุมนุมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะไม่เพียงแต่จะมียอดปราชญ์แห่งปรัชญาซินเสวียอย่างหวังหยางหมิงแล้ว ยังมีมหาบัณฑิตผู้สอบตกซ้ำซากอย่างจู้จือซาน และที่สำคัญที่สุดคือกวียอดอัจฉริยะผู้ฝากชื่อเสียงอันเกริกไกรไว้ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงอย่างถังป๋อหู่ร่วมลงสนามประชันฝีมือด้วย
ทว่าการสอบระดับเมืองหลวงในรอบปีนั้นเองที่เกิดคดีทุจริตครั้งมโหฬารขึ้น ส่งผลให้ถังป๋อหู่และสวี่จิงถูกลบชื่อออกจากทำเนียบการสอบพร้อมกัน และนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ลิขิตให้มหาบัณฑิตแห่งต้าหมิงอย่างถังหยิน (ถังป๋อหู่) ต้องเผชิญชะตากรรมระหกระเหินเร่ร่อนตกระกำลำบากไปชั่วครึ่งค่อนชีวิต
เมื่อบรรดาบัณฑิตได้ยินว่าจะได้ไปขอรับคำชี้แนะด้านวิชาความรู้จากหลุนเหวินซวี่ผู้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วใต้หล้า แต่ละคนต่างก็ยินดีตอบรับด้วยทัศนคติที่กระตือรือร้นจะศึกษาหาความรู้ ใจหวังว่าจะได้สดับฟังถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
ในสถานที่ห่างไกลความเจริญอย่างเมืองถิงโจว นานทีปีหนจึงจะมียอดปราชญ์ผู้ลือนามแวะเวียนมาเยือนสักครา หากปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ย่อมต้องกลายเป็นเรื่องน่าเสียดายไปชั่วชีวิตเป็นแน่
ในที่สุดซูทงก็หันมามองเสิ่นซีและเจียงลี่เหวย พลางเอ่ยถาม "น้องเสิ่น พี่กู้อวี้ พวกท่านจะร่วมเดินทางไปด้วยกันหรือไม่?"
เจียงลี่เหวยยิ้มพลางพยักหน้ารับ ส่วนเสิ่นซีเองย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสที่จะได้พบหน้าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เช่นนี้หลุดมือไป จึงรีบผงกศีรษะรับคำติด ๆ กัน
หลุนเหวินซวี่เดินทางจากมณฑลเจียงซีเข้าสู่ฝูเจี้ยน จากนั้นจึงนั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำถิงเจียงลงใต้สู่เมืองเฉาโจวเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด กว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมืองถิงโจวก็คงเป็นช่วงบ่าย ทั้งยังจะแวะพักแรมที่เมืองถิงโจวเพียงคืนเดียวและออกเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น โอกาสทองเช่นนี้จึงนับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
ทั้งเสิ่นซีและเจียงลี่เหวยต่างก็อยากจะประจักษ์ด้วยตาตนเองว่า ยอดปราชญ์ผู้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแดนหมิ่นและเยวี่ยผู้นี้ จะเปี่ยมล้ำไปด้วยสติปัญญาและรอบรู้ดั่งคำเล่าลือจริงแท้หรือไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นและเยวี่ย (闽粤 - หมิ่นเยวี่ย) เป็นคำเรียกพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน โดย หมิ่น (闽) เป็นชื่อเรียกย่อของมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ส่วน เยวี่ย (粤) เป็นชื่อเรียกย่อของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) สองดินแดนนี้มีอาณาเขตติดกัน การกล่าวว่าเลื่องลือไปทั่วแดนหมิ่นและเยวี่ย จึงหมายถึงมีชื่อเสียงโด่งดังครอบคลุมทั้งมณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง)
"พี่กู้อวี้ ได้ยินมาว่าช่วงสองปีนี้ท่านเดินทางไปกลับเมืองหนานจิงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ทราบว่าไปจัดการธุระอันใดหรือขอรับ?" ซูทงเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ ประโยคหนึ่ง
เจียงลี่เหวยหัวเราะฮ่า ๆ พลางตอบ "ยามนี้ตระกูลเจียงได้ย้ายรกรากไปอยู่ที่เมืองหนานจิงแล้ว หากการสอบระดับมณฑลในรอบนี้สามารถสอบติด ย่อมจะไม่กลับมายังมณฑลฝูเจี้ยนอีก"
ซูทงพยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าถ้อยคำของเจียงลี่เหวยนั้นดูอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ คล้ายกับมีเรื่องบางอย่างจงใจปิดบังอำพรางไว้
บรรดาปัญญาชนนั่งคุยกันอยู่ไม่นาน ก็พากันเดินทางไปยังประตูทิศเหนือของตัวเมืองเพื่อตั้งแถวรอต้อนรับ
พอเพิ่งจะล่วงเลยยามอู่ ขบวนรถม้าสามคันก็ปรากฏให้เห็นที่ปลายสุดของถนนหลวง เมื่อเคลื่อนมาถึงหน้าประตูเหนือ รถม้าก็พลันหยุดนิ่งลง ผู้คนทยอยก้าวลงมา ทว่าบัณฑิตท่าทางสง่างามที่ก้าวลงมาจากรถม้าคันกลางกลับดึงดูดสายตาของผู้คนได้มากที่สุด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า บุคคลผู้นี้ก็คือหลุนเหวินซวี่ที่ทุกคนมารอรับนั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时) ช่วงเวลา 11.00 - 13.00 น. )
ยามนี้หลุนเหวินซวี่มีสถานะเป็นถึงจวี่เหริน แม้จะยังมิได้เข้ารับราชการ ทว่าด้วยชื่อเสียงอันโด่งดัง ย่อมมีผู้คนคอยวิ่งเต้นแวดล้อมรับใช้ปรนนิบัติอยู่รอบกายไม่ขาด
กลุ่มคนรีบรุดเข้าไปประสานมือคารวะทักทาย เสิ่นซีมองลอดผ่านช่องว่างของผู้คนไป พลันเห็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในตำนานผู้นั้นสวมชุดหลานซานแขนกว้างสีหยกขลิบขอบดำ บนศีรษะสวมหมวกผ้าเนื้อนุ่มมีสายผ้าทิ้งตัวลงมาด้านหลัง ใบหน้าของเขาดูซูบเซียว หัวคิ้วหนาเข้มดกดำ ดวงตาทั้งคู่ทอประกายแจ่มชัด มีเพียงดั้งจมูกที่ดูแบนราบไปหน่อยเท่านั้นที่เป็นข้อตำหนิ แม้จะเพิ่งล่วงเข้าสู่วัยตั้งตนสถาปนามาได้ไม่นาน ทว่ากลับดูราวกับผู้ที่ผ่านความตกระกำลำบากมามาก แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามแม้จะไร้ซึ่งโทสะ
(เชิงอรรถผู้แปล: ตั้งตนสถาปนา (而立之年) หมายถึง ชายหนุ่มผู้มีอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งตามจารีตโบราณถือเป็นวัยที่สมควรมีความมั่นคงและตั้งหลักฐานในชีวิตได้แล้ว)
เนื่องจากต้องเดินทางรอนแรมไปร่ำเรียนหนังสือไกลถึงเมืองหลวง ข้างกายของหลุนเหวินซวี่จึงมิได้มีญาติพี่น้องหรือภรรยาติดตามมาด้วย
ในยุคสมัยนี้ ขอเพียงตบแต่งภรรยาและอนุเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไปค้าขายต่างแดนหรือรอนแรมไปศึกษาเล่าเรียน ปัญญาชนมักจะไม่พาภรรยาติดสอยห้อยตามไปด้วย ต่อให้ต้องจากบ้านไปนานนับปี ก็มิต้องมาคอยพะวงว่าภรรยาจะปีนกำแพงคบชู้ เพราะพฤติกรรมเช่นนั้นต้องเสี่ยงกับบทลงโทษอันร้ายแรงถึงขั้นถูกจับถ่วงน้ำในกรงหมู หลุนเหวินซวี่เห็นการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ภรรยาและอนุจึงทำได้เพียงนอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่ที่บ้านเกิด คอยปรนนิบัติดูแลพ่อตาแม่ยายและบุตรบุตรี ชีวิตช่างไม่ต่างอะไรกับการเป็นม่ายทั้งที่สามียังมีชีวิตอยู่เลย
หลุนเหวินซวี่นั้นมีภูมิหลังเป็นปัญญาชนจากตระกูลยากจนเช่นเดียวกับเสิ่นซี ในวัยเยาว์เพราะครอบครัวขัดสนจึงจำต้องปลูกผักและหาบผักไปเร่ขายเพื่อประทังชีวิต กระทั่งมื้อเที่ยงก็ยังไม่มีข้าวกิน โชคดีที่หลังจากสอบผ่านระดับมณฑล ชะตาชีวิตพลิกผันแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ยามนี้เมื่อล่วงเข้าสู่วัยสามสิบกว่าปี จึงมีภรรยาเอกหนึ่งคนและอนุภรรยาอีกหนึ่งคน
เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า บุรุษผู้นี้ภายภาคหน้าจะมีบุตรบุตรีมากมาย บุตรชายคนโตจะสอบผ่านได้เป็นเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑล บุตรชายคนรองจะคว้าตำแหน่งฮุ่ยหยวนในการสอบระดับเมืองหลวงและคว้าปั๋งเหยี่ยนในการสอบหน้าพระพักตร์ ส่วนบุตรชายคนที่สามก็สอบได้จิ้นซื่อเช่นกัน เมื่อรวมกับตัวหลุนเหวินซวี่เองที่เป็นทั้งฮุ่ยหยวนและจอหงวน ตระกูลของเขาจึงได้รับการยกย่องเป็นตำนานเล่าขาน 'พ่อลูกสี่หยวน' กระทั่งจักรพรรดิเจิ้งเต๋อในอนาคตยังทรงพระราชทานราชโองการหยกให้สร้างซุ้มประตูเกียรติยศ โดยจารึกอักษรไว้ด้านบนว่า 'ครอบครัวอันดับหนึ่งแห่งจงหยวน'
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจี้ยหยวน (解元) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล หรือการสอบเซียงซื่อ
ฮุ่ยหยวน (会元) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับเมืองหลวง หรือการสอบฮุ่ยซื่อ)
ตลอดการเดินทาง หลุนเหวินซวี่คุ้นชินกับการต้อนรับขับสู้จากทางการหรือเหล่าปัญญาชนผู้มีความสามารถในท้องถิ่นเป็นอย่างดี เขาจึงรักษามารยาทได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง แม้ว่าเบื้องหน้าผู้ที่มารอรับเขาจะเป็นเพียงกลุ่มบัณฑิตรุ่นหลัง ทว่าขอเพียงมีวุฒิซิ่วไฉติดตัว ในสายตาของหลุนเหวินซวี่ก็ถือว่าไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำ สามารถใช้ทัศนคติแห่งการศึกษามาปฏิบัติต่อกันอย่างจริงจังได้
หลุนเหวินซวี่พร้อมด้วยเด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือ ภายใต้การห้อมล้อมของพวกซูทง เดินทางมาถึงที่พักรับรองภายในเมือง รอจนจัดแจงสัมภาระและพักผ่อนจนเข้าที่แล้ว จึงได้ออกมาพบปะกับบรรดาบัณฑิตในท้องถิ่น
"ผู้น้อยขอคารวะท่านอาจารย์หลุนขอรับ"
ในบรรดาบัณฑิตที่มาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้ นอกจากเสิ่นซีแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนมีอายุอานามไล่เลี่ยกับหลุนเหวินซวี่ ทว่าทุกคนต่างก็แสดงความเคารพต่อหลุนเหวินซวี่อย่างสูงสุด ปฏิบัติตนราวกับเป็นศิษย์คารวะครูอาจารย์
หลุนเหวินซวี่ประสานมือรับคารวะพลางเอ่ยตอบ "พวกเราล้วนร่ำเรียนตำราอริยปราชญ์เล่มเดียวกัน ตัวข้าน้อยมิได้เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ทุกท่าน คำว่าอาจารย์นี้ ข้าน้อยมิกล้ารับไว้จริง ๆ"
ซูทงเอ่ยตอบด้วยความเคารพ "ท่านอาจารย์หลุนนับเป็นปราชญ์ผู้ทรงความรู้ การที่พวกเรามีวาสนาได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านในวันนี้ ถือเป็นโชคดีของพวกเราอย่างยิ่ง ดีไม่ดีในภายภาคหน้า พวกเราอาจจะมีโอกาสได้ฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักของท่านด้วยซ้ำไปขอรับ"
ในเส้นทางการสอบเคอจวี่ หากบัณฑิตได้รับการคัดเลือกจากผู้คุมสอบจนได้เข้าศึกษา ย่อมต้องปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยความเคารพดุจอาจารย์ผู้มีพระคุณ
ความหมายของซูทงก็คือ ภายภาคหน้าท่านย่อมต้องเข้ารับราชการในราชสำนักอย่างแน่นอน ทั้งยังอาจได้เป็นผู้คุมสอบระดับมลฑลในท้องถิ่นหรือการสอบระดับเมืองหลวง เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราก็อาจจะกลายเป็นลูกศิษย์ของท่าน
หลุนเหวินซวี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้กล่าวรับหรือปฏิเสธ เพียงเชื้อเชิญให้ผู้คน ณ ที่นั้นนั่งลง
ที่พักรับรองขุนนางเมืองถิงโจวค่อนข้างคับแคบ โต๊ะเก้าอี้มีไม่มากนัก ทว่ากลุ่มของซูทงและบรรดาซิ่วไฉที่ได้ยินข่าวแล้วตามมาสมทบ ยามนี้มีจำนวนถึงสี่สิบห้าสิบคนแล้ว ย่อมไม่มีทางนั่งลงพร้อมกันได้ทั้งหมด
ซูทงจึงคิดหาวิธี โดยให้ผู้ดูแลยกเสื่อฟางมาปูหลายผืน ให้ทุกคนนั่งลงบนเสื่อฟาง เพื่อร่วมสนทนาถกปัญหากับหลุนเหวินซวี่
หลุนเหวินซวี่เองก็มิได้ถือตัว เขาถอดรองเท้านั่งลงบนเสื่อฟาง เผชิญหน้ากับโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็ก แล้วเริ่มแลกเปลี่ยนความรู้กับทุกคน
การได้ร่วมนั่งถกความรู้กับยอดปราชญ์ ในยุคสมัยนี้นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แต่ละคนต่างแย่งชิงกันเข้าไปนั่งด้านหน้า เสิ่นซีรูปร่างเล็ก จึงถูกเบียดกระเด็นไปอยู่อีกฝั่ง ทำได้เพียงนั่งรั้งท้ายสุด เขานั่งขัดสมาธิเลียนแบบคนอื่นๆ น่าเสียดายที่ต่อให้เขาชะเง้อคอจนสุดก็ยังมองไม่เห็นหน้าหลุนเหวินซวี่ ทว่าทรรศนะด้านการศึกษาบางประการของหลุนเหวินซวี่ เขากลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
ในมุมมองของหลุนเหวินซวี่ การศึกษาต้องเปิดกว้าง เรียนรู้เพื่อนำไปใช้จริง นี่จึงจะเป็นทัศนคติแห่งการศึกษาที่ถูกต้อง ไม่อาจร่ำเรียนเพียงเปลือกนอก แต่ต้องนำวิชาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์
แม้จะเป็นทรรศนะที่เก่าคร่ำครึ ทว่าเมื่อเป็นคำกล่าวที่ออกจากปากยอดปราชญ์ บรรดาซิ่วไฉ ณ ที่นั้นจึงรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง
ซูทงทำตัวประหนึ่งศิษย์ผู้ว่าง่ายที่ตั้งใจฟังบรรยาย เมื่อไม่เข้าใจก็เอ่ยถาม "ท่านอาจารย์หลุน เรื่องวิชาความรู้นี้ น้อยนักที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงได้ ยกตัวอย่างเช่น 'สี่ตำราห้าคัมภีร์' พวกเราสมควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรขอรับ?"
หลุนเหวินซวี่ยิ้มพลางกล่าว "ใช้วิชาความรู้ฝึกฝนตนเอง จึงจะสามารถจัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้าได้ จะกล่าวว่าไร้ประโยชน์ได้อย่างไรเล่า..."
(เชิงอรรถผู้แปล: ฝึกฝนตนเอง จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้า (修身齐家治国平天下) วรรคทองจากคัมภีร์ต้าเสวีย ว่าด้วยเป้าหมายสูงสุดของการฝึกตนและทำประโยชน์แก่บ้านเมือง)
หลุนเหวินซวี่บรรยายอย่างฉะฉาน แม้จะฟังดูเป็นหลักการอันยิ่งใหญ่ที่เลื่อนลอยไปบ้าง ทว่าเหตุผลบางประการก็ใช้ได้จริง
เสิ่นซีฟังทรรศนะนี้แล้วกลับรู้สึกว่า ค่อนข้างจะขัดแย้งกับแนวคิดปรัชญาหลี่เสวียอยู่บ้าง หากการศึกษาคือการนำไปใช้ฝึกตน จัดบ้านเมือง และปกครองแผ่นดิน เช่นนั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับมาตรฐานสูงสุดอย่าง 'จื้อเหลียงจือ' ที่ปรัชญาซินเสวียเชิดชูเลยสักนิด
(เชิงอรรถผู้แปล: จื้อเหลียงจือ (致良知) หมายถึง 'การเข้าถึงมโนธรรมสำนึก' เป็นมาตรฐานและหลักการสูงสุดของปรัชญาซินเสวีย (สำนักจิต) ที่มุ่งเน้นการรู้แจ้งถึงความดีงามในจิตใจตนเองแล้วนำไปสู่การปฏิบัติ)
เมื่อหลุนเหวินซวี่กล่าวจบ บรรดาบัณฑิตที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างทำท่าทางครุ่นคิดพิจารณา ราวกับได้สดับฟังปรัชญาล้ำค่าก็มิปาน
เสิ่นซีคิดในใจ 'ขนาดตัวยอดปราชญ์แห่งไท่เสวีย หลังจากผ่านการหล่อหลอมมาอย่างยาวนาน ก็ยังเกิดแนวคิดของปรัชญาซินเสวียขึ้นมาบ้าง นี่ก็นับว่าเป็นการทบทวนและทักท้วงปรัชญาหลี่เสวียของวงการการศึกษาอย่างหนึ่ง ทว่าเหตุใดข้าเขียนบทความเพียงชิ้นเดียว กลับถูกโจมตีมากมายถึงเพียงนั้น? แต่หลุนเหวินซวี่กล่าวออกมาเสียยืดยาว กลับได้รับการยกย่องเชิดชูจากบัณฑิตเหล่านี้เสียได้?'
สิ่งที่หลุนเหวินซวี่กระทำ ยามนี้ไม่ใช่การร่วมนั่งถกความรู้อีกต่อไปแล้ว ทว่าคือการบรรยายความรู้ เขาเป็นผู้บรรยายเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ เป็นผู้ฟัง ทุกคนต่างรับฟังด้วยความเบิกบานใจ ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีไม่กี่คนที่ฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะเมื่อหลุนเหวินซวี่บรรยายไปถึงช่วงหลัง หลายส่วนก็ยกเอาภาษาเขียนในคัมภีร์มาใช้โดยตรง ผนวกกับการอ้างอิงตำราล้วนลึกซึ้งยิ่งนัก หลายคนมิเคยศึกษาผ่านตามาก่อน ย่อมทำได้เพียงจับใจความคร่าวๆ ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังคงแสร้งทำทีเป็นน้อมรับคำชี้แนะด้วยความปีติยินดี
รอจนการบรรยายธรรมจบลง ผู้คนต่างลุกขึ้นประสานมืออำลา เมื่อนั้นหลุนเหวินซวี่จึงเพิ่งสังเกตเห็นเสิ่นซีที่ยังมีใบหน้าเยาว์วัยไร้เดียงสาปะปนอยู่ในฝูงชน
"ท่านนี้คือ?" หลุนเหวินซวี่พิจารณามองเสิ่นซีด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่มีผู้คนร่วมนั่งถกปัญหาธรรมตั้งมากมาย เขากลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่ายังมีเด็กน้อยอย่างเสิ่นซีปะปนอยู่ด้วย
ซูทงหัวเราะพลางเอ่ย "ลืมแนะนำให้ท่านอาจารย์หลุนรู้จักไปเสียสนิท ท่านนี้คือผู้สอบได้อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวรอบนี้ มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอหนิงฮว่า นามว่าเสิ่นซีขอรับ"
เสิ่นซีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ศิษย์น้อมคารวะขอรับ"
หลุนเหวินซวี่เบิกตากว้าง ชั่วขณะหนึ่งคล้ายไม่อยากจะเชื่อสายตา ซูทงจึงยิ้มพลางอธิบายเสริม "คุณชายเสิ่นปีนี้เพิ่งจะอายุสิบเอ็ดขวบปี ปีกลายในการสอบระดับเมืองยังคว้าตำแหน่งอั้นโส่วมาครองได้ มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองถิงโจวของเราเป็นอย่างมาก เขาเคยแต่งบทกวี 'ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ' ในสนามสอบ จนเป็นที่กล่าวขานยกย่องในหมู่บัณฑิตท้องถิ่นด้วยนะขอรับ"
"โอ้ นับเป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
หลุนเหวินซวี่พยักหน้า ทว่าในใจกลับไม่คิดเช่นนั้น แม้ตัวเขาเองตอนอยู่เมืองหลวงจะไม่เคยได้ยินบทกวีครึ่งท่อนนี้มาก่อน แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าบทกวีที่เปี่ยมไปด้วยปรัชญาลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ไม่มีทางหลุดออกมาจากน้ำมือของเด็กน้อยผู้หนึ่งได้ ย่อมต้องมีผู้อื่นแต่งแทนให้เป็นแน่ เขาฝืนยิ้ม พลางกล่าวชื่นชม "เด็กคนนี้ เมื่อเติบใหญ่ย่อมต้องมีอนาคตไกลเป็นแน่"
เดิมทีก็เป็นเพียงคำกล่าวตามมารยาท ทว่าเสิ่นซีกลับคารวะอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ท่านอาจารย์หลุน หากศิษย์ต้องการจะมีอนาคตไกล เหตุใดต้องรอให้เติบใหญ่ด้วยเล่าขอรับ? ปีหน้าศิษย์ก็จะเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลแล้ว หากทุกอย่างราบรื่น ในการสอบระดับเมืองหลวงปีถัดไป ศิษย์ก็คงได้ลงสนามประชันความสามารถร่วมกับท่านอาจารย์แล้วล่ะขอรับ"
คำกล่าวที่คุยโตโอ้อวดโดยไม่กระดากอายของเสิ่นซี ทำเอาบรรดาซิ่วไฉที่อยู่ ณ ที่นั้นรู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก แต่ละคนต่างพากันด่าทอขึ้นมาติดๆ กัน ถ้อยคำจำพวก 'ไม่ประมาณตน' บ้าง 'มดน้อยเขย่าต้นไม้ใหญ่' บ้าง ดังเข้าหูไม่ขาดสาย กลับเป็นหลุนเหวินซวี่ที่ยังคงรักษากิริยาสง่างามไว้ได้ "หากเป็นเช่นนั้นย่อมถือเป็นโชคดีของข้าน้อยแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: มดน้อยเขย่าต้นไม้ใหญ่ (蚍蜉撼树) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่ประเมินพลังของตนเองสูงเกินไป ริอ่านไปต่อกรกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนมาก)
แม้หลุนเหวินซวี่จะแสดงท่าทีใจกว้าง ทว่าก้นบึ้งในใจกลับยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง เพียงแต่อยู่ต่อหน้าบรรดาคนรุ่นหลังมากมายถึงเพียงนี้ เขาจึงไม่สะดวกที่จะบันดาลโทสะออกมา
ที่เสิ่นซีก่อนหน้านี้ลอบสังเกตเห็นแววตาดูแคลนที่หลุนเหวินซวี่มีต่อตน จึงได้กล่าววาจาอันโอหังเช่นนั้นออกไป เขาคาดเดาไว้แล้วว่าหลุนเหวินซวี่ผู้มีฐานะเป็นถึงยอดปราชญ์เลื่องชื่อ ย่อมไม่คุ้มที่จะมาถือสาหาความกับเด็กน้อยอย่างเขา
เป็นเพราะคำพูดของเสิ่นซี ทำให้การเข้าพบยอดปราชญ์ในครานี้ต้องจบลงอย่างรวบรัดลวกๆ ท้ายที่สุดหลุนเหวินซวี่ก็เพียงให้เด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือเดินมาส่งทุกคน เมื่อออกมาถึงด้านนอก ก็ยังคงมีคนด่าทอพึมพำไม่หยุด โดยมองว่าความหุนหันพลันแล่นเสียมารยาทของเสิ่นซี เป็นเหตุให้พวกตนต้องถูกหลุนเหวินซวี่ปฏิบัติด้วยความเย็นชา กระทั่งซูทงยังต้องเอ่ยเตือนเสิ่นซี "น้องเสิ่น คราวหน้าหากเจอสถานการณ์เช่นนี้ ทางที่ดีเจ้าพยายามพูดให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่านะ"
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ "ท่านอาจารย์หลุนเป็นถึงยอดปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงระบือไกล หรือว่าเขาจะไม่ยอมให้ข้ามีปณิธานความมุ่งมั่นกันเล่า?"
ซูทงถูกถามจนพูดไม่ออก
เสิ่นซีก็แค่กล่าวถึงปณิธานของตนต่อหน้าหลุนเหวินซวี่ ว่าคาดหวังจะได้ลงสนามสอบร่วมกับอีกฝ่าย แท้จริงแล้วนี่มิใช่การพูดส่งเดชโดยไร้จุดหมายเลยสักนิด
แม้การจะสอบติดเป็นจวี่เหรินนั้นยากเย็นแสนเข็ญกว่าซิ่วไฉมากนัก ทว่าเสิ่นซีก็ยังมีโอกาสสูงยิ่งที่จะได้เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลในปีหน้า หากปีหน้าเสิ่นซีสอบติดจวี่เหรินขึ้นมาจริงๆ คำพูดประโยคนี้ย่อมมิใช่คำโอหังอีกต่อไป ทว่าจะเป็นความจริงที่สามารถคาดหวังได้อย่างสมบูรณ์
ใครใช้ให้หลุนเหวินซวี่อย่างเจ้ามีความรู้ความสามารถ ได้รับการยกย่องเป็นยอดปราชญ์ แต่อายุล่วงเข้าสู่วัยสามสิบแล้วก็ยังสอบไม่ติดจิ้นซื่อเล่า?
เจียงลี่เหวยที่ยืนเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็ปรบมือพลางหัวเราะร่วน "คำพูดของคุณชายเสิ่นช่างช่วยระบายความอัดอั้นแทนพวกเราเหล่าบัณฑิตเสียจริง หลุนเหวินซวี่ผู้นั้นอย่างมากก็เป็นแค่จวี่เหรินคนหนึ่ง หากปีหน้าพวกเราสอบติดขึ้นมา จะไม่อนุญาตให้พวกเราร่วมสอบระดับเมืองหลวงกับเขางั้นหรือ?"