เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 285 ร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน

ตอนที่ 285 ร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน

ตอนที่ 285 ร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน


ด้วยตัดใจทิ้งครอบครัวใหญ่ที่อำเภอหนิงฮว่าไม่ลง หลี่ซื่อจึงไม่ได้เตรียมตัวมาพำนักอาศัยอยู่ที่เมืองถิงโจวเป็นการถาวร และตั้งใจจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ทว่าเมื่อเสิ่นซีเอ่ยปากบอกความตั้งใจที่จะแต่งงานกับหลินไต้ต่อหน้านาง สีหน้าของหลี่ซื่อก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนน่ากลัว

หลานชายคนเล็กบังอาจขัดใจ ทั้งยังคิดจะล้มล้างการตัดสินใจของนาง ในสายตาของฮูหยินเฒ่า นี่ถือเป็นการอกตัญญูอย่างร้ายแรง

"ท่านแม่ แม้เจ้าเด็กทึ่มจะสอบผ่านซิ่วไฉ แต่ถึงอย่างไรก็ยังอายุน้อยนัก ยังไม่ประสีประสา ท่านแม่โปรดอย่าได้ถือสาหาความเลยเจ้าค่ะ" โจวซื่อรีบเอ่ยแก้ต่างให้เสิ่นซี

หลี่ซื่อโมโหจนเลือดขึ้นหน้า "แล้วยามปกติพวกเจ้าอบรมสั่งสอนกันอย่างไร? หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้สืบไป เขาจะรู้จักแยกแยะลำดับอาวุโสและผู้ใหญ่ผู้น้อยหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มบางๆ พลางเอ่ยไกล่เกลี่ย "ฮูหยินเฒ่า แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเด็กสองคนที่เติบโตมาด้วยกันจนเกิดความผูกพัน เขามิได้มีเจตนาจะล่วงเกินท่านหรอกเจ้าค่ะ ยามปกติเสี่ยวหลางนั้นกตัญญูยิ่งนัก เขายังมักจะเอ่ยถึงการปรนนิบัติตอบแทนบุญคุณท่านอยู่บ่อยๆ เชียวหนา"

"ช่างเถอะ วันหน้าห้ามทำเช่นนี้อีกเด็ดขาด!"

สีหน้าของหลี่ซื่อดีขึ้นเล็กน้อย "การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต จะทำบุ่มบ่ามมิได้ ข้าที่เป็นย่ามีหรือจะทำร้ายเจ้า? แม่หนูคนนี้หากเจ้าชอบพอ วันหน้าก็ให้นางคอยปรนนิบัติรับใช้ปรนนิบัติอยู่ข้างกาย ให้เป็นแค่อนุภรรยาก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการหยามเกียรตินางแล้ว"

สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินล้วนไม่กล้าโต้เถียงกับหลี่ซื่อในเรื่องนี้ กลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่รับการฝากฝังจากเสิ่นซี เอ่ยแสดงความคิดเห็นของตนออกมา

"ฮูหยินเฒ่า ข้าน้อยคิดว่า ยามนี้เสี่ยวหลางอายุยังน้อยแต่กลับสอบผ่านซิ่วไฉได้แล้ว ภายภาคหน้าการสอบได้เป็นจวี่เหรินย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หรืออาจจะถึงขั้นมีชื่อบนป้ายทองคำ เมื่อถึงเวลานั้น บรรดาอ๋องโหวแม่ทัพอำมาตย์ในเมืองหลวงก็อาจจะเป็นฝ่ายเสนอตัวยกบุตรีให้แก่เขาก็เป็นได้ จะจัดการเรื่องแต่งงานให้เขา ไฉนต้องเร่งร้อนในยามนี้เล่าเจ้าคะ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สำนวนเปรียบเปรยถึงการประสบความสำเร็จในการสอบขุนนางระดับประเทศ หรือการสอบติดในการสอบหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ได้เป็นจิ้นซื่อ)

คำพูดของฮุ่ยเหนียง แทงทะลุเข้าไปกลางใจของฮูหยินเฒ่าเข้าอย่างจังอีกครั้ง!

หลังจากที่เสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วประจำเมืองมาได้ ผู้คนที่มาทาบทามสู่ขอถึงตระกูลเสิ่นกับฮูหยินเฒ่าก็มีมากจนเกินไป ในใจนางแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง จึงได้ตั้งใจจะเก็บไว้โก่งราคาหลานชายคนเล็ก พลางคิดว่าหากสามารถทำให้ผู้คนที่เคยดูแคลนตระกูลเสิ่นในอดีต หันกลับมาอ้อนวอนขอร้องยกบุตรีให้ นั่นจะชวนให้รู้สึกเชิดหน้าชูตาเพียงใดเล่า?

ทว่าเมื่อได้ฟังคำพูดของฮุ่ยเหนียง ฮูหยินเฒ่าก็เกิดความคิดขึ้นมาอีกว่า 'หลานชายของข้ามีความสามารถถึงเพียงนี้ หากด่วนหมั้นหมายให้เขาเร็วเกินไป ภายภาคหน้าหากเขาได้ดิบได้ดี แล้วมีขุนนางผู้ใหญ่หรือผู้มีบรรดาศักดิ์อยากยกบุตรีให้เขาจริงๆ นั่นมิกลายเป็นว่าขัดขวางอนาคตของเขาและตระกูลเสิ่นหรอกหรือ?'

หลี่ซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นพ้องด้วย จึงพยักหน้ารับ "เช่นนั้นเรื่องแต่งงานของชีหลาง ค่อยมาคุยกันอีกทีในอีกสองปีให้หลังก็แล้วกัน"

เพียงคำพูดประโยคเดียว ก็ทำให้ฮุ่ยเหนียงและสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกัน เดิมทีฮูหยินเฒ่ายืนกรานในสองเรื่อง เรื่องแรกคือพาตัวเสิ่นซีกลับไปเรียนที่อำเภอหนิงฮว่า เรื่องที่สองคือให้เสิ่นซีกลับไปหมั้นหมายในช่วงปลายปี ทว่ากลับถูกฮุ่ยเหนียงใช้คำพูดเพียงหนึ่งหรือสองประโยคเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ... โจวซื่อยิ่งรู้สึกเลื่อมใสในตัวน้องสาวร่วมสาบานผู้มีศิลปะในการพูดเจรจาคนนี้มากขึ้นไปอีก

เดิมทีหลี่ซื่อจะเดินทางกลับภายในวันนั้น แต่โจวซื่อดึงดันขอให้หลี่ซื่ออยู่ต่ออีกหนึ่งวัน เพื่อที่นางจะได้ไปซื้อหาของขวัญให้หลี่ซื่อนำติดตัวกลับไป

จนกระทั่งรุ่งเช้าวันที่สามนับตั้งแต่ฮูหยินเฒ่าเดินทางเข้าเมือง ฮุ่ยเหนียงถึงได้จัดหารถม้าของสมาคมการค้า บรรทุกหลี่ซื่อและของขวัญห่อเล็กห่อใหญ่เดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่า

บางทีหลี่ซื่ออาจเกรงว่าลูกชายคนเล็กและลูกสะใภ้เล็กจะคิดมาก การมาเยือนคราวนี้นางจึงไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถึงเรื่องแวะไปเยี่ยมเยียนตระกูลหยางเลย ทว่าก่อนกลับ หลี่ซื่อก็ยังไม่วายกำชับให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินไปหาตระกูลหยาง เพื่อชักชวนสองสามีภรรยาหยางหลิงเหอกลับอำเภอหนิงฮว่าพร้อมกันในวันที่สิบห้าเดือนแปด นอกจากจะได้รวมญาติพร้อมหน้ากันแล้ว ยังจะได้เข้าร่วมงานมงคลสมรสของเสิ่นหย่งจั๋วและคุณหนูตระกูลหลวี่อีกด้วย

งานมงคลสมรสที่ถูกเลื่อนมานานกว่าหนึ่งปี ในที่สุดก็จะได้จัดขึ้นเสียที แม้ว่าปีนี้เสิ่นหย่งจั๋วจะไม่ได้มาเข้าร่วมการสอบระดับเมืองเลยก็ตาม ทว่าท้ายที่สุดตระกูลหลวี่ก็จำต้องยอมโอนอ่อนให้

เมื่อฮูหยินเฒ่าจากไป โจวซื่อก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด สิ่งแรกที่นางทำหลังจากกลับถึงร้านขายยาคือการแสดงความขอบคุณต่อฮุ่ยเหนียง หากไม่ได้ฮุ่ยเหนียง นางกับบุตรชายคงต้องแยกกันอยู่คนละที่ แถมปลายปีก็ยังต้องไปหมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลเศรษฐีในอำเภอหนิงฮว่าอีก

โจวซื่อมองว่า บุตรชายของนาง นางเป็นผู้ฟูมฟักสั่งสอนมากับมือ การที่ตอนแรกหลี่ซื่อเลือกส่งลิ่วหลางไปเล่าเรียน ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสายตาของนางผิดพลาดอย่างมหันต์ จะมีที่ไหนมาคอยชุบมือเปิบเอาผลงานกลางคันเช่นนี้? สิ่งที่โจวซื่อคิดก็คือ ไม่ว่าภายภาคหน้าเสิ่นซีจะมีเรื่องใหญ่ในชีวิตอันใด มารดาอย่างนางก็ควรจะเป็นผู้วางแผนจัดการให้ โดยไม่ต้องให้ผู้อื่นมาทำแทน

...

ล่วงเข้าสู่เดือนเจ็ด การเรียนของเสิ่นซีก็พลันเข้มข้นตึงเครียดขึ้นมา เขาต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบซุ่ยเข่าและการสอบระดับมณฑลในปีหน้า

การสอบซุ่ยซื่อนั้นไม่มีอะไรมาก ซิ่วไฉเลื่อนเป็นฟู่เซิง ฟู่เซิงเลื่อนเป็นเจิงเซิง เจิงเซิงเลื่อนเป็นหลิ่นเซิง ล้วนต้องอาศัยการเลื่อนขั้นจากการสอบซุ่ยเข่าทั้งสิ้น เมื่อผู้ตรวจการการศึกษาประจำมณฑลคนใหม่เดินทางมารับตำแหน่ง ปีแรกย่อมต้องจัดการสอบซุ่ยซื่อขึ้น ด้านหนึ่งเพื่อกำหนดลำดับของหลิ่นเซิง เจิงเซิง และฟู่เซิงในแต่ละอำเภอ อีกจุดประสงค์หนึ่งก็คือการคัดเลือกผู้เข้าสอบเพื่อลงสนามสอบระดับมณฑล

ตามกฎระเบียบ การสอบซุ่ยซื่อจะจัดแบ่งระดับตามผลคะแนนออกเป็นหกระดับ ผู้ที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับที่หนึ่งและสอง จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลทันที ซึ่งเรียกขานกันว่า เคอจวี่เซิงหยวน

การสอบระดับมณฑลนับเป็นการสอบอย่างเป็นทางการระดับที่สองของระบบเคอจวี่ในราชวงศ์หมิง เป็นการสอบในท้องถิ่นที่จัดขึ้นโดยเขตปกครองหนานจื่อลี่ เป่ยจื่อลี่ และที่ทำการของผู้ว่าการในมณฑลต่างๆ สถานที่จัดสอบคือที่ว่าการเมืองในหนานจิงและปักกิ่ง รวมถึงสถานที่ตั้งของที่ทำการผู้ว่าการมณฑล จะจัดขึ้นทุกๆ สามปี ในปีชวด ปีเถาะ ปีมะเมีย และปีระกา หรือที่เรียกกันว่า 'เซียงเหวย' สถานที่จัดสอบเรียกว่า 'สนามสอบก้งย่วน' ช่วงเวลาการสอบอยู่ในช่วงเดือนแปดของฤดูใบไม้ร่วง จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า 'ชิวเหวย' โดยเคอจวี่เซิงหยวนและเจี้ยนเซิงภายในมณฑลทุกคนล้วนมีสิทธิ์เข้าสอบ

ในด้านเนื้อหาการสอบ การสอบระดับมณฑลเพิ่มหมวดการสอบขึ้นมาอีกมากมายเมื่อเทียบกับการสอบระดับท้องถิ่น

เรียงความสี่ตำราและห้าคัมภีร์ยังคงเป็นวิชาบังคับสอบ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มการสอบเขียนบทความเชิงอภิปราย (ลุ่นหรือลวิ่น) การร่างพระราชโองการ (เก้า) การร่างฎีกาถวาย (เปี่ยว) การเขียนคำพิพากษา (พ่านอวี่) ตลอดจนบทความวิจารณ์คัมภีร์ ประวัติศาสตร์ และเสนอแนะนโยบายบ้านเมือง (เช่อ) เข้ามาด้วย

เนื้อหาจำนวนมากในกลุ่มนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เสิ่นซีแทบไม่เคยแตะต้องมาก่อนในระหว่างการเรียน บางวิชาถึงกับต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ต้น

การสอบระดับมณฑลของราชวงศ์หมิง แบ่งออกเป็นสามสนาม แต่ละสนามใช้เวลาสอบสามวัน

เนื่องจากผู้เข้าสอบระดับมณฑลมีจำนวนมาก ระยะเวลาการสอบยาวนาน และต้องเขียนบทความเป็นจำนวนมาก ผู้คุมสอบจึงไม่อาจตรวจทานได้ทีละฉบับ จึงใช้เรียงความสี่ตำราจำนวนสามข้อในการสอบสนามแรกมาเป็นเกณฑ์ตัดสินผลคะแนน ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บทความวิชาอื่น "ลวกๆ หยาบช้า ถึงขั้นไร้การอ้างอิงคัมภีร์ ไม่รู้หลักเสียงสูงต่ำ ก็ยังสอบผ่านได้"

ดังนั้น จุดสำคัญในการเตรียมตัวสอบของเสิ่นซี จึงยังคงอยู่ที่ 'สี่ตำราห้าคัมภีร์' เหมือนเช่นเคย

วันที่สิบสองเดือนเจ็ด หลังจากเสิ่นซีก้มหน้าก้มตาเรียนอยู่หลายวัน เขาก็รู้สึกว่ายังจับจุดสำคัญไม่ได้ วันนี้ซูทงจึงมาเชิญเสิ่นซีออกไปร่วมงานชุมนุมบทกวี

ปีหน้าคือปีที่มีการสอบระดับมณทล บรรดาซิ่วไฉในเมืองต่างนัดแนะจะไปร่วมสอบระดับมณทลด้วยกันในปีหน้า หลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป งานชุมนุมบทกวีในเมืองก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น

นี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่เสิ่นซีได้เข้าร่วมงานชุมนุมบทกวีในเมืองหลังจากสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ

อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาเนิ่นนาน พอออกมาเดินเล่นข้างนอก เสิ่นซีกลับรู้สึกไม่คุ้นชินกับความอึกทึกครึกโครมภายนอกเอาเสียเลย เมื่อไปถึงจุดนัดพบ ซูทงกำลังเดินหมากประลองกับคนผู้หนึ่งอยู่ มีคนมุงดูไม่น้อย ดูจากสถานการณ์แล้ว บนกระดานหมาก ซูทงและคู่แข่งนั้นมีฝีมือสูสีทัดเทียมกัน ทว่าเพราะซูทงเผลอเดินหมากพลาดไปเพียงตาเดินเดียวจึงตกเป็นรอง ทำให้สูญเสียพื้นที่ไปเป็นบริเวณกว้าง เค้าลางแห่งความพ่ายแพ้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้ว

บุรุษผู้กำลังเดินหมากประลองกับซูทงมีอายุราวๆ ยี่สิบปี สีหน้าท่าทางของเขาดูผ่อนคลายยิ่งนัก ราวกับว่าได้เสียบนกระดานหมากมิใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด ช่างเป็นท่วงทีอันสง่างามประหนึ่งต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มอยู่เบื้องหน้าทว่าสีหน้าก็มิแปรเปลี่ยน

(เชิงอรรถผู้แปล: ภูเขาไท่ซานถล่มอยู่เบื้องหน้าทว่าสีหน้ามิแปรเปลี่ยน (泰山崩于眼前而不变色) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง สามารถควบคุมสติตนเองได้ดีเยี่ยมแม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตหรืออันตรายใหญ่หลวง)

เสิ่นซีแอบคาดเดาอยู่ในใจ นี่คือคุณชายจากตระกูลใดกัน?

"ไอหยา น้องเสิ่นมาแล้ว ข้าลืมออกไปต้อนรับเสียสนิท ช่างละเลยนัก ละเลยจริงๆ"

ซูทงพอเห็นเสิ่นซีก็ราวกับได้พบดาวช่วยชีวิต ยามปกติเขามักทะนงตัวว่ามีฝีมือหมากล้อมล้ำเลิศ นอกจากเสิ่นซีแล้วก็ไม่เคยพบเจอคู่มือที่ต่อกรได้ ทว่ากระดานหมากตรงหน้ากลับปรากฏเค้าลางแห่งความพ่ายแพ้อย่างชัดเจน หากเขาออกไปต้อนรับเสิ่นซี ก็ย่อมสามารถฉวยโอกาสโยนกระดานหมากทิ้งไว้ข้างๆ ได้ เช่นนี้เขาก็จะยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ที่ว่ากระดานหมากยังคงสูสีทัดเทียมกันอยู่ โดยไม่ต้องโยนหมากยอมแพ้

การชุมนุมครั้งนี้ซูทงเชิญผู้คนมาร่วมงานสิบกว่าคน ส่วนใหญ่แล้วเสิ่นซีล้วนไม่รู้จักหน้าค่าตา ในจำนวนนั้นมีเพียงสองคนที่เพิ่งสอบผ่านเป็นซิ่วไฉในปีนี้ อายุอานามราวๆ ยี่สิบสี่ถึงยี่สิบห้าปี ทว่าพวกเขากลับดูไม่เห็นเสิ่นซีอยู่ในสายตาและคร้านที่จะเสวนาพาทีกับเด็กน้อยอย่างเสิ่นซี

ซูทงแนะนำพวกเขาให้เสิ่นซีรู้จักไปทีละคน จนกระทั่งถึงคนสุดท้ายที่กำลังดวลหมากอยู่กับเขา บุรุษผู้นี้คือบัณฑิตจากเมืองผูเถียนนามว่า เจียงลี่เหวย การเดินทางมายังเมืองถิงโจวครานี้ก็เพื่อเยี่ยมเยียนญาติมิตร และได้รับคำเชิญจากซูทงให้มาร่วมงานชุมนุมบทกวีด้วยกัน

แม้เจียงลี่เหวยจะอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี แต่กลับเคยผ่านสนามสอบระดับมณฑลมาแล้วถึงสองครั้ง เสิ่นซีลองคำนวณดู แสดงว่าเจียงลี่เหวยผู้นี้อย่างน้อยก็ต้องสอบผ่านซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบหกปี นับว่าเป็นผู้มีอนาคตไกลอย่างแท้จริง

"ที่แท้ก็คือคุณชายน้อยผู้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วแดนหมิ่น เลื่อมใสมานาน เลื่อมใสมานาน" เจียงลี่เหวยแสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจ ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะเสิ่นซี

(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่น (闽) เป็นคำเรียกพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน โดย หมิ่น (闽) เป็นชื่อเรียกย่อของมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน)

ซูทงหัวเราะพลางกล่าว "พี่กู้อวี้อาจจะยังไม่ทราบ น้องเสิ่นไม่เพียงมีความรู้ความสามารถเป็นเลิศ แต่ทักษะการเดินหมากก็ลึกล้ำหาตัวจับยาก พี่กู้อวี้ลองประลองหมากกับเขาสักตากระไร?"

นี่คือซูทงเห็นว่ากระดานหมากของตนกำลังจะพ่ายแพ้ จึงคิดจะให้เสิ่นซีรับช่วงต่อดวลกับเจียงลี่เหวยแทน ทว่าเจียงลี่เหวยกลับส่ายหน้าช้าๆ ผายมือเชิญ "รอให้ข้ากับพี่ซูทงเดินหมากกระดานนี้ให้จบก่อนดีกว่า"

ซูทงฝืนยิ้ม ก่อนจะนั่งลงเดินหมากกับเจียงลี่เหวยต่อไป

ผลปรากฏว่าเมื่อเดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ตาเดิน สภาวะสมดุลบนกระดานหมากก็ถูกทำลายลง ซูทงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้า "ข้าน้อยฝีมือด้อยกว่าจริงๆ"

เจียงลี่เหวยมิได้แสดงสีหน้าลำพองใจออกมาแม้แต่น้อย เพียงยื่นมือไปเก็บหมากบนกระดานลงโถหมาก เสิ่นซีจึงเอ่ยปลอบใจ "ช่วงกลางกระดานพี่ซูทงยังเป็นต่ออยู่แท้ๆ เพียงแต่ฉกฉวยโอกาสไว้ไม่ได้เท่านั้น"

"หืม?" ซูทงชะงักไปเล็กน้อย ฟังคำพูดของเสิ่นซีไม่ค่อยเข้าใจนัก

เจียงลี่เหวยยิ้มและกล่าว "ก่อนหน้าที่คุณชายเสิ่นจะมาถึง สถานการณ์บนกระดานของพี่ซูทงยังสูสีกับข้า กินกันไม่ลงจริงๆ"

ความจริงในตอนนั้นซูทงเดินหมากพลาดไปหลายหมากแล้ว ในใจเขารู้ตัวดีว่าแพ้แล้ว เพียงแต่ไม่ยอมรับเท่านั้น เจียงลี่เหวยมองไปทางเสิ่นซีแล้วกล่าว "บางทีอาจเป็นเพราะการมาเยือนของคุณชายเสิ่น ทำให้พี่ซูทงเสียสมาธิ ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นพอจะยินดี... ย้อนกระดานหมากกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนหน้านี้ แล้วเดินหมากต่อกับข้าได้หรือไม่?"

เดิมทีเสิ่นซีเพียงกล่าวคำเกรงใจ เพื่อรักษาหน้าให้ซูทงดูดีขึ้นมาบ้างเท่านั้น คาดไม่ถึงเลยว่าเจียงลี่เหวยกลับจริงจัง ถึงขั้นจะย้อนกระดานกลับไปยังตอนที่เขาเพิ่งมาถึง แล้วเริ่มเดินหมากประลองกันใหม่ เสิ่นซีมีสีหน้าลังเลใจ "นี่ก็ไม่ใช่หมากกลค้างกระดานเสียหน่อย การเดินหมากเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?"

ทว่าพวกคนที่ยืนมุงอยู่รอบๆ กลับนึกสนุก ยิ่งเห็นเรื่องบานปลายใหญ่โตก็ยิ่งชอบใจ

อันที่จริง ขอเพียงคนที่พอจะดูหมากล้อมเป็นอยู่บ้าง ล้วนมองออกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของซูทงตกเป็นรองอย่างหนักแล้ว หลายคนในกลุ่มพวกเขาล้วนเคยได้ยินมาว่าเสิ่นซีเคยเดินหมากเอาชนะซูทงได้ และฝีมือหมากของซูทงกับเจียงลี่เหวยก็สูสีกัน หากเสิ่นซีเปิดกระดานดวลหมากกับเจียงลี่เหวยตามปกติ ใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่ ทว่าหากเสิ่นซีรับกระดานหมากของซูทงเมื่อครู่มาเดินต่อกับเจียงลี่เหวยล่ะก็ นั่นย่อมพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

"คุณชายเสิ่นไยต้องถ่อมตัวด้วยเล่า? ผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าฝีมือหมากของคุณชายเสิ่นนั้นร้ายกาจเพียงใด?" กลุ่มคนต่างพากันรบเร้าผลักดันให้เสิ่นซีนั่งลงดวลหมากกับเจียงลี่เหวย

หลายคนรู้ตัวดีว่าฝีมือหมากล้อมของตนนั้นห่างชั้นกับซูทงลิบลับ ย่อมไม่อาจใช้การเดินหมากมาหักหน้าเสิ่นซีได้ พวกเขาจึงยืมมือเจียงลี่เหวยให้ทำหน้าที่แทน เสิ่นซีมองสถานการณ์ตรงหน้า ในใจก็นึกว่า ตัวเขาเองนี่ช่างเป็นศัตรูตัวฉกาจของบรรดาปัญญาชนรุ่นเยาว์เสียจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขาสามารถเอาชนะเจียงลี่เหวยได้ ก็ควรจะยอมอ่อนข้อให้จะดีกว่า มีเพียงทำเช่นนี้จึงจะไม่ตกเป็นเป้าโจมตีของทุกคน

เจียงลี่เหวยมีความทรงจำที่ดีเยี่ยม เพียงไม่นานเขาก็วางหมากย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ตอนที่ซูทงลุกขึ้นไปต้อนรับเสิ่นซีได้อย่างแม่นยำ เขายังหันไปถามเพื่อยืนยันความถูกต้องจากซูทง ซูทงพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วพยักหน้า "เป็นเช่นนี้จริง น้องเสิ่น หากเจ้าแพ้ นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก เป็นเพราะข้าเดินหมากพลาดไปหลายหมากน่ะ..."

เสิ่นซีกวาดตามองสถานการณ์บนกระดานหมากโดยรวมทั้งหมด แม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าจะยอมแพ้ แต่ก็จะพ่ายแพ้แบบน่าเกลียดจนเกินไปไม่ได้

ในยามนี้ พื้นที่สี่มุมบนกระดานหมากมีสองมุมที่ตัดสินแพ้ชนะกันไปแล้ว ซูทงตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องแย่งชิงกันคือมุมซ้ายล่าง เดิมทีซูทงอาศัยความได้เปรียบเพียงไม่กี่แต้มที่มุมซ้ายล่างเพื่อยื้อให้สถานการณ์บนกระดานสูสี แต่เพราะเขาดันวางหมากพลาดที่มุมซ้ายล่างนี่เอง จึงส่งผลให้สถานการณ์ทางด้านล่างพลิกผันย่ำแย่ลงในทันที

เสิ่นซีแทบไม่ต้องคิด หยิบหมากดำขึ้นมาแล้วก็วางหมากลงที่พื้นที่มุมขวาล่างทันที ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการทิ้งสมรภูมิหลบหนี

"ฮ่าๆ คุณชายเสิ่น การศึกยังไม่ทันรู้ผล ท่านก็ยอมแพ้แล้วหรือ?" คนด้านข้างรีบเอ่ยถามกลั้วหัวเราะทันที

เป็นเรื่องที่เห็นกันอยู่ทนโท่ เดิมทีมุมซ้ายล่างยังพอมีช่องว่างให้พลิกแพลงได้ แต่เสิ่นซีกลับเลือกที่จะไปเปิดสมรภูมิรบใหม่เสียก่อน เสิ่นซีเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยตอบ

หัวคิ้วของเจียงลี่เหวยขมวดมุ่น เขาคิดในใจ 'การที่สามารถปล่อยวางทิ้งมือได้เด็ดขาดปานนี้ ก็นับว่าเป็นความใจกว้างอย่างหนึ่งกระมัง'

เจียงลี่เหวยยังคงวางหมากรับที่มุมซ้ายล่าง ความห่างเพียงก้าวเดียว ทำให้เสิ่นซีสูญเสียพื้นที่มุมซ้ายล่างไปทั้งหมดโดยปริยาย ทว่าด้วยการที่เสิ่นซีวางหมากเพิ่มที่มุมขวาล่างขึ้นมาหนึ่งเม็ด กลับทำให้เขามีความได้เปรียบที่มุมขวาล่างเล็กน้อย

ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเปิดฉากแย่งชิงพื้นที่บนกระดานหมากกันอีกนับสิบตาเดิน ท้ายที่สุดเมื่อเสิ่นซีสามารถยึดความได้เปรียบอันมหาศาลทางมุมขวาล่างได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายกระดาน

เมื่อคำนวณแต้มในตอนท้าย เสิ่นซีพ่ายแพ้ไปหกแต้ม ซึ่งนับว่าแพ้น้อยกว่าซูทงถึงสองแต้ม เสิ่นซีลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเสียดายเล็กน้อย พลางเอ่ย "ข้าน้อยร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน ทำให้ทุกท่านต้องขบขันแล้ว"

ซูทงกลับไม่คิดเช่นนั้น "ที่ไหนกันเล่า เจ้าเดินหมากได้ดีกว่าข้าอีกนะ!"

ทว่ากลับเป็นเจียงลี่เหวยที่ส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ เมื่อครู่เสิ่นซีมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะสามารถสร้างห้องรอดให้แก่กลุ่มหมากก่อนจะถึงช่วงปิดเกม หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่ใช่เสิ่นซีที่แพ้ไปสองสามแต้ม แต่จะสามารถพลิกกลับมาชนะได้เลย ทว่าเสิ่นซีกลับคล้ายจะ 'ร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน' จริงๆ ถึงได้ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปดื้อๆ

จบบทที่ ตอนที่ 285 ร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน

คัดลอกลิงก์แล้ว