เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 283 ลบหลู่อริยปราชญ์ โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น

ตอนที่ 283 ลบหลู่อริยปราชญ์ โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น

ตอนที่ 283 ลบหลู่อริยปราชญ์ โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น


เมื่อก้าวเข้าสู่ที่ทำการสำนักศึกษาประจำเมือง เสิ่นซีจึงได้ประจักษ์ว่าการสอบระดับท้องถิ่นที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นโหดร้ายเพียงใด

บรรดาถงเซิงผู้เข้าสอบกว่าเจ็ดร้อยคน สุดท้ายมีผู้ได้รับการคัดเลือกเพียงห้าสิบคน ในจำนวนนั้นผู้ที่มีอายุมากที่สุดถึงกับมีหนวดเคราและเส้นผมหงอกขาวโพลน ส่วนบรรดาถงเซิงที่ก่อนสอบเคยหยิ่งผยองในความรู้ของตน ทั้งยังมักจะสอบได้อันดับต้นๆ ในการสอบประจำเดือนและการสอบย่อยของสำนักศึกษาประจำเมืองและสำนักศึกษาประจำอำเภอ ส่วนใหญ่กลับพลาดหวังจากการสอบ

หลิวปิ่งคุมการสอบคัดเลือกเซิงหยวนด้วยความรัดกุมระมัดระวังอย่างยิ่ง กระดาษคำตอบในการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สอง เขาล้วนเป็นผู้ตรวจทานด้วยตนเอง กระทั่งกระดาษคำตอบทุกแผ่นยังมีคำวิจารณ์ที่เขาเขียนกำกับไว้ด้วยพู่กัน

คำวิจารณ์เหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่ของสำนักศึกษาประจำเมืองคัดลอกไว้ แล้วนำมาแจกจ่ายคืนให้แก่บรรดาถงเซิงที่เข้าสอบ เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตน และเป็นแนวทางให้พวกเขาวางแผนมุมานะต่อไปในภายภาคหน้า

เสิ่นซีได้พบกับอู๋เสิ่งอวี๋ที่เพิ่งคว้าตำแหน่งอั้นโส่วระดับท้องถิ่นมาหมาดๆ

ยามนี้อู๋เสิ่งอวี๋ดูอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง คอยประสานมือคารวะขอบคุณเหล่าเซิงหยวนหน้าใหม่ไปทีละคน เสิ่นซีก้มหน้านิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด ทว่ากลับเป็นซูทงที่รู้สึกขัดใจอยู่บ้าง "ได้ยินมาว่า ตำแหน่งอั้นโส่วของการสอบรอบนี้ เดิมทีสมควรเป็นของน้องเสิ่นมิใช่หรือ"

เสิ่นซีย่อมรู้ว่าซูทงมีเส้นสายกว้างขวาง จึงพอจะสืบรู้ข่าววงในมาได้บ้าง แต่เขาก็มิได้ยึดติดว่าตนเองจะต้องคว้าตำแหน่งอั้นโส่วระดับท้องถิ่นเพื่อก้าวขึ้นเป็นหลิ่นเซิงของสำนักศึกษาประจำเมือง สำหรับตระกูลเสิ่นในปัจจุบัน ข้าวสารหลวงเดือนละหกโต่วและเงินเบี้ยหวัดปีละสี่ตำลึงนั้น พวกเขามิได้เก็บมาใส่ใจเท่าใดนักแล้ว

อีกประการหนึ่ง แม้การสอบระดับท้องถิ่นจะนับเป็นการสอบอย่างเป็นทางการในระบบสอบเคอจวี่ทั้งสี่ระดับ แต่เต็มที่ก็เป็นเพียงการคัดเลือกถงเซิงให้ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษา สถานะทางสังคมอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทว่าหากต้องการกระโดดข้ามประตูมังกรอย่างแท้จริง ยังคงต้องสอบผ่านระดับมณฑลให้ได้เป็นจวี่เหรินเสียก่อน

(เชิงอรรถผู้แปล: กระโดดข้ามประตูมังกร (鲤鱼跳龙门) สำนวนเปรียบเปรยถึงปลาหลี่ฮื้อที่ว่ายทวนน้ำกระโดดข้ามประตูมังกรแล้วกลายร่างเป็นมังกร หมายถึงการสอบผ่านเข้ารับราชการและมีสถานะทางสังคมที่สูงส่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด)

เมื่ออู๋เสิ่งอวี๋เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซีและซูทง เขาก็ยังคงแสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจ ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมยิ่ง ทว่าสายตาที่มองมายังเสิ่นซีกลับแฝงแววท้าทายอยู่หลายส่วน "คุณชายเสิ่น การสอบครั้งนี้ข้าน้อยเพียงโชคดีเอาชนะมาได้ ปีหน้าในการสอบชิวเหวย พวกเราค่อยมาตัดสินแพ้ชนะกันใหม่"

เสิ่นซียิ้มบางๆ พลางเอ่ย "ได้สิ แต่เกรงว่าปีหน้าในการสอบซุ่ยเข่า ระหว่างพวกเราอาจมีคนสอบไม่ผ่าน จนไม่อาจลงสนามประชันฝีมือกันได้น่ะสิ"

อู๋เสิ่งอวี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ายิ้มรับ เขาคืออั้นโส่วระดับท้องถิ่น การได้เลื่อนเป็นหลิ่นเซิงนั้นถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว ย่อมได้สิทธิ์เข้าร่วมการสอบมณทลโดยปริยาย ส่วนเสิ่นซีในฐานะฟู่เซิงของสำนักศึกษาประจำอำเภอหนิงฮว่า กลับต้องเข้าร่วมการสอบซุ่ยเข่าเสียก่อน ดังนั้นคำกล่าวของเสิ่นซีที่ว่า 'สอบซุ่ยเข่าไม่ผ่าน' จึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาสักนิด

เนื่องจากผู้ตรวจการการศึกษาหลิวปิ่งได้เดินทางออกจากเมืองถิงโจวล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งวัน ทำให้พิธีคารวะอาจารย์ในวันนี้มีเพียงเจ้าหน้าที่จากสำนักศึกษาประจำเมืองถิงโจวเข้าร่วมเท่านั้น

ธรรมเนียมปฏิบัตินั้นเรียบง่ายยิ่ง เป็นเพียงการเซ่นไหว้ศาลขงจื๊อ นอกจากการกราบไหว้บรมครูขงจื๊อแล้ว ยังต้องกราบไหว้ภาพวาดของเมิ่งจื่อ จูซี และบรรดาอริยปราชญ์ท่านอื่นๆ ที่ได้รับการตั้งป้ายเซ่นไหว้ร่วมด้วย

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูศาลขงจื๊อ จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยตั้งข้อกังขาขึ้นมา "การเซ่นไหว้ศาลขงจื๊อในวันนี้ เกรงว่าคงมีบางคนไม่สมควรเหยียบย่างเข้าไปกระมัง? บังอาจลบหลู่อริยปราชญ์ คนพรรค์นี้ยังมีหน้ามาอีกหรือ?"

ปลายหอกพุ่งเป้าตรงไปยังเสิ่นซี ผู้ซึ่งแสดงทรรศนะที่กังขาในปรัชญาหลี่เสวียของจูซี และหันไปเชิดชูปรัชญาซินเสวียในการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่ผ่านมา

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาเมืองนามว่าหูเหวยพานยกมือขึ้นโบกปัด เป็นเชิงส่งสัญญาณว่าสถานที่ประดิษฐานภาพวาดอริยปราชญ์ไม่อนุญาตให้ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ทว่าหลายคนยังคงมีสีหน้าโกรธแค้นแน่นอก รอจนกราบไหว้ด้านในอย่างเป็นทางการเสร็จสิ้น ยามเดินออกมาก็ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

แม้เสิ่นซีจะคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าบทความของตนอาจนำมาซึ่งผลกระทบด้านลบ ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าผลกระทบนั้นจะแพร่กระจายไปรวดเร็วปานนี้ แม้การที่หลิวปิ่งคัดเลือกเขาเข้าศึกษาจะเป็นการช่วยเหลือ แต่ในทางอ้อมก็ถือเป็นการทำร้ายเขาเช่นกัน หากหลิวปิ่งไม่สืบสาวหาต้นตอ เรื่องที่เขาเขียนบทความเชิดชูปรัชญาซินเสวียก็คงไม่แพร่สะพัดออกไปเช่นนี้

ล้วนมีทั้งผลดีและผลเสีย…

เมื่อกลับมาถึงห้องโถงหลัก ยังคงมีอีกหลายคนที่ถลึงตาใส่เสิ่นซีอย่างโกรธเคือง เดิมทีพวกเขาก็ไม่ยอมรับในตัวเสิ่นซีอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้ยินว่าหลิวปิ่งจงใจผลักดันเสิ่นซีเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งในการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สอง หลิวปิ่งยังเรียกตรวจกระดาษคำตอบของเสิ่นซีโดยเฉพาะ นี่ถือเป็นการแสดงออกถึงความลำเอียงของผู้คุมสอบอย่างชัดแจ้ง

ความจริงคนเหล่านี้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้วก็ไม่ควรกล่าววาจาอันใดอีก แต่เมื่อครู่ยามที่กราบไหว้ภาพวาดอริยปราชญ์ มีคนจงใจจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นมา พวกเขาจึงรู้สึกขัดเคืองใจอยู่บ้าง

ทว่าบรรดาเซิงหยวนที่เพิ่งจะสอบติดเมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรากลับมิได้หุนหันพลันแล่นเหมือนพวกคนหนุ่ม ไม่ว่าเสิ่นซีจะลบหลู่อริยปราชญ์หรือไม่ พวกเขาก็ไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย พวกเขารับรู้เพียงว่ายามนี้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว ตนเองย่อมสามารถหางานที่ค่อนข้างมีหน้ามีตาทำในสำนักศึกษาประจำตระกูลหรือสำนักศึกษาชุมชนได้ ไม่ถึงกับต้องปล่อยให้คนในครอบครัวทนหิวโหยอดอยากอีกต่อไป

"หลังจากกลับไปแล้ว พวกเจ้าต้องตั้งใจเล่าเรียน ห้ามละทิ้งความเพียรโดยเด็ดขาด..."

หูเหวยพานอบรมชี้แจงกฎระเบียบบางประการของสำนักศึกษาประจำเมืองและสำนักศึกษาประจำอำเภอให้แก่เหล่าเซิงหยวนหน้าใหม่ฟัง รวมถึงขั้นตอนของการสอบซุ่ยเข่าและการสอบเคอซื่อ ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สอบผ่านได้เร่งใช้เวลาเตรียมตัวสำหรับการสอบซุ่ยเข่าในช่วงต้นปีหน้า และการสอบระดับมณทลในฤดูใบไม้ร่วงให้จงดี

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบเคอซื่อ (科试): คือการสอบคัดเลือกคุณสมบัติของบัณฑิตระดับซิ่วไฉ (เซิงหยวน) โดยจะจัดขึ้นก่อนการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ผู้ที่สอบผ่านและทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์เท่านั้น จึงจะได้เป็นตัวแทนไปสอบระดับมณฑลเพื่อเลื่อนขั้นเป็นจวี่เหรินต่อไป

จากนั้นหูเหวยพานจึงประกาศเลิกการชุมนุม พิธีการที่จบลงอย่างรวบรัดลวกๆ เช่นนี้ ทำให้เสิ่นซีที่เต็มไปด้วยความวาดหวังรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง

เมื่อเดินออกมาจากที่ทำการสำนักศึกษาประจำเมือง ซูทงก็เอ่ยปากชักชวนเสิ่นซีไปนั่งสนทนากันที่โรงน้ำชาตรงหัวถนน พอขึ้นมาถึงชั้นสองของโรงน้ำชาและนั่งลงประจันหน้ากัน ซูทงก็ถอนหายใจรำพึงว่า "คาดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่พี่เจิ้งและพวกพ้อง ก็ยังไม่อาจคว้าตำแหน่งซิ่วไฉมาครองได้"

กลุ่มคนที่มักจะคลุกคลีอยู่กับซูทงเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงเจิ้งเชียนด้วยนั้น คนเหล่านี้ต่างก็มีความรู้ความสามารถไม่เลว ทว่าการแข่งขันในการสอบระดับท้องถิ่นนั้นดุเดือดเลือดพล่าน แม้จะบอกว่าแต่ละปีมีผู้ได้เข้าศึกษาเป็นเซิงหยวนจำนวนห้าสิบคน แต่ความจริงแล้วนอกจากอั้นโส่วประจำอำเภอของการสอบระดับอำเภอในแต่ละแห่ง คนอื่นๆ ล้วนต้องต่อสู้แย่งชิงพื้นที่สุดท้ายที่เหลือเพียงสามสิบกว่าที่นั่งเท่านั้น ผู้เข้าสอบที่อายุมากหน่อยค่อนข้างจะมีประสบการณ์ในการเขียนบทความมากกว่า จึงรู้จักจับจุดความชื่นชอบของผู้คุมสอบได้ดีกว่า

ดังนั้น โดยทั่วไปกลุ่มคนที่สอบผ่านเป็นซิ่วไฉส่วนใหญ่จึงมักมีอายุระหว่างยี่สิบกว่าปีไปจนถึงสามสิบปี ส่วนผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง มักจะสอบผ่านซิ่วไฉได้ก่อนอายุสามสิบปี หากอายุเลยสามสิบไปแล้วยังสอบไม่ติด ถ้าไม่ใช่เพราะ 'ไร้วาสนาเกิดผิดยุค' จริงๆ ก็คงเป็นพวกหนอนหนังสือคร่ำครึที่เอาแต่ท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตาย

ส่วนคนอย่างเจิ้งเชียน แม้จะมีความรู้ความสามารถไม่เลว ทว่าในด้านการตอบโจทย์ข้อสอบยังขาดความชำนาญอยู่บ้าง จำเป็นต้องอาศัยการเข้าร่วมสอบให้มากครั้งเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ซูทงหัวเราะพลางเอ่ย "น้องเสิ่น ดูเหมือนการสอบชิวเหวยในปีหน้า พวกเราคงต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันเสียแล้ว ด้วยผลคะแนนสอบระดับท้องถิ่นในครั้งนี้ของพวกเราสองคน การผ่านการคัดเลือกในการสอบซุ่ยเข่าปีหน้าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดแล้วกระมัง?"

ทว่าเสิ่นซีกลับมิได้มีความมั่นใจเปี่ยมล้นถึงเพียงนั้น บทความของเขาในครั้งนี้ล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อย แม้หลิวปิ่งจะคัดเลือกให้เขาเป็นเซิงหยวน ทว่าการสอบซุ่ยเข่าในปีหน้ากลับไม่แน่เสียแล้ว เมื่อผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่เดินทางมารับตำแหน่ง หากอีกฝ่ายยืนกรานจะจัดให้เขาอยู่ในระดับต่ำสุด เขาก็หมดหนทางเช่นกัน

"เรื่องนั้นบอกไม่ได้จริงๆ หรอกขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยอย่างจนใจ

ซูทงยิ้มพลางส่ายหน้า "น้องเสิ่นทำใจให้กว้างเข้าไว้เถอะ วันนี้บรรดาสหายร่วมเรียน... ก็แค่พากันบ่นพึมพำระบายอารมณ์ไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น พี่ชายเองก็คิดว่าตนเองร่ำเรียนมาไม่เลว สอบผ่านซิ่วไฉรุ่นเดียวกับเจ้า แม้จะอายุมากกว่าเจ้าถึงสิบปี แต่ท้ายที่สุดก็ยังมีอันดับอยู่รั้งท้ายเจ้า นั่นย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบทความของเจ้าล้ำเลิศเพียงใด มิเช่นนั้นใต้เท้าผู้ตรวจการหลิวก็คงไม่เกือบจะเลือกเจ้าให้เป็นอั้นโส่วหรอก!"

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า แม้ผลคะแนนของตนในครั้งนี้จะนับว่าไม่เลว แต่เบื้องหลังนั้นกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวอันสลับซับซ้อนจนเกินไป

ผ่านการสอบมาทั้งสามสนาม ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น เขาถามตนเองแล้วว่าทั้งหมดล้วนทำข้อสอบไปตามระดับฝีมือปกติ ทว่ากลับต้องมาเผชิญกับสายตาดูแคลนและคำวิพากษ์วิจารณ์นับไม่ถ้วน ช่างตรงกับคำกล่าวโบราณที่ว่าปัญญาชนมักดูแคลนกันเองเสียจริง

ขอเพียงปัญญาชนเหล่านี้จับผิดเจ้าได้แม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะตามกัดไม่ปล่อย และจะเล่นงานเจ้าให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

ยามอำลา ซูทงล้วงเอาบัตรเชิญฉบับหนึ่งยัดใส่อกเสื้อของเสิ่นซี "ช่วงต้นเดือนเจ็ด มีงานชุมนุมบทกวีอยู่หลายงาน น้องเสิ่นต้องมาร่วมงานให้ได้เชียวนะ"

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า แม้ซูทงจะห่างเหินกับสหายถงเซิงไปไม่น้อยเพราะสอบเข้าสำนักศึกษาได้ ทว่าขอเพียงเขายอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน ไม่นานก็คงผูกมิตรกับสหายซิ่วไฉที่จะร่วมสอบระดับมณทลด้วยกันได้อีกมากมาย

เก่าไปใหม่มา!

ทว่าด้วยความสัมพันธ์ฉันสหายร่วมวงสุราระหว่างซูทงและเจิ้งเชียน แม้ภายภาคหน้าจะต้องสอบเคอจวี่กันคนละระดับ พวกเขาก็คงไม่ตัดขาดการคบหากันอยู่ดี

...

วันนั้น ประจวบเหมาะกับที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินทางกลับมาจากเมืองหนานชางพอดี จึงทันได้ร่วมดื่มสุราฉลองความสำเร็จที่เสิ่นซีสอบเข้าสำนักศึกษาได้

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินทางไปครานี้นานกว่าหนึ่งเดือน ยามกลับมานางดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก การเดินทางไกลหนนี้นับว่าเป็นการไปพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้อารมณ์เบิกบานกว่าการอุดอู้อยู่แต่ในร้านขายยาเพื่อตรวจรักษาผู้คนทั้งวันเสียอีก

หากจะยืมคำพูดของโจวซื่อมาบรรยาย ยามนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ช่างดูผิวพรรณผ่องใส ราวกับดอกท้อแรกแย้ม

(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกท้อแรกแย้ม (春心萌动) สำนวนเปรียบเปรยถึงจิตใจที่เริ่มรู้จักความรัก หรือมีความรู้สึกปรารถนาในเพศตรงข้าม)

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นห่วงการสอบระดับท้องถิ่นของเสิ่นซี จึงออกเดินทางกลับมาล่วงหน้าหลายวัน เพราะถึงอย่างไรอาการประชวรของหนิงคังอ๋องจูจิ้นจวินก็มิใช่สิ่งที่จะรักษาให้หายขาดได้ในชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องค่อยๆ ปรับสมดุลร่างกายไปอย่างช้าๆ อีกทั้งนางมิได้เดินทางไปในฐานะหมอเจ้าของไข้ เป็นเพียงที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนยาสำเร็จรูปที่ร้านขายยาตระกูลลู่ผลิตขึ้น นางก็นำติดตัวไปไม่น้อย และยังได้มอบเทียบยาอย่างละเอียดให้แก่จวนหนิงอ๋องไปแล้วด้วย

เพราะถึงอย่างไร ยาสำเร็จรูปที่นำไปครานี้ก็ต้องใช้รักษาถึงระดับท่านอ๋อง จะนำยาที่มีเงื่อนงำไม่รู้ที่มาที่ไปมามอบให้ส่งเดชไม่ได้ เมื่อมีเทียบยาแล้ว ต่อให้ยาสำเร็จรูปที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มอบให้จะถูกใช้จนหมด จวนหนิงอ๋องก็สามารถจัดยาได้เอง โดยไม่ต้องมาสร้างความรำคาญใจถึงเมืองถิงโจวอีก

"เสี่ยวหลาง นี่คือของขวัญของเจ้า ข้าตั้งใจเลือกมาจากหนานชางเชียวนะ ลองดูสิ..."

ของขวัญที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มอบให้เสิ่นซี คือพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และตำราเรียนอีกหลากหลายประเภท

เบื้องหลังของฮุ่ยเหนียงมีสมาคมการค้าคอยสนับสนุน สินค้าจากทั่วสารทิศทั้งเหนือใต้ล้วนสามารถส่งมาขายที่เมืองถิงโจวได้ ทางฝั่งตัวเมืองนี้จึงแทบไม่ขาดแคลนสิ่งใด นางคิดหาของขวัญชิ้นอื่นเพื่อแสดงน้ำใจต่อเสิ่นซีไม่ออกจริงๆ

ของขวัญที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เตรียมมานั้นมีไม่น้อย นอกจากของเสิ่นซีแล้ว ยังมีของฮุ่ยเหนียง โจวซื่อ ไปจนถึงเหล่าสาวใช้ เมื่อแจกจ่ายของขวัญเสร็จสิ้น นางจึงเข้าไปพูดคุยธุระกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อด้านใน

ที่แท้ จวนหนิงอ๋องได้มอบเงินสองร้อยตำลึงให้แก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นค่าตอบแทน ถึงอย่างไรเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ไปตรวจอาการในนามของร้านขายยาตระกูลลู่ จึงมิกล้าเก็บค่าหมอที่ได้รับมาไว้เพียงผู้เดียว

ฮุ่ยเหนียงกลับผลักหีบที่บรรจุเงินเต็มเปี่ยมกลับไปตรงๆ "น้องสาว เจ้าทำเช่นนี้ไม่ถูกนะ พวกเราตรวจโรคไม่เป็น นี่คือเงินรางวัลที่หนิงอ๋องประทานให้เจ้า พวกเราจะรับไว้ได้อย่างไร?"

ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับยืนกราน "หากไม่ได้เทียบยาของเสี่ยวหลาง ข้าก็คงหมดหนทางเยียวยาอาการประชวรของหนิงอ๋องเช่นกัน เทียบยารักษาโรคปอดของตระกูลเซี่ยเราก็เป็นเพียงเทียบยาดาดทั่วไป ไฉนเลยจะได้รับความโปรดปรานจากจวนหนิงอ๋องได้?"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะ "เช่นนั้นเจ้าก็ไปขอบคุณเสี่ยวหลางให้ดีเถิด เรื่องนี้พวกเราไม่ขอยุ่งเกี่ยวหรอกนะ"

โจวซื่อเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม "ใช่แล้ว หากน้องสาวเซี่ยรู้สึกไม่สบายใจ ก็เอาเงินไปให้เสี่ยวหลางเถิด... แต่หากไอ้เด็กนั่นกล้ารับไว้ล่ะก็ ข้าจะตีมือมันให้หักเลยเชียว"

ในที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ฟังออกว่า ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่มีทางรับเงินรางวัลของนางเป็นแน่ นางมิใช่คนคร่ำครึคิดเล็กคิดน้อย จึงเก็บหีบเงินไว้แต่โดยดี เดิมทีเมื่อกลับมาถึง นางควรจะกลับไปรวมญาติกับคนในครอบครัวก่อน ทว่าเพราะเสิ่นซีสอบติดเซิงหยวน นางจึงรั้งอยู่กินข้าวที่ร้านขายยาจนเสร็จแล้วค่อยลากลับ

งานเลี้ยงฉลองเสร็จสิ้น ขณะที่โจวซื่อกำลังจะพาเสิ่นซีและหลินไต้กลับบ้าน จู่ๆ ฮุ่ยเหนียงก็เรียกนางและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขึ้นไปบนห้องชั้นบน เมื่อลงมา แต่ละคนต่างก็อุ้มกล่องไม้ไว้ในมือคนละใบ บนใบหน้าของพี่น้องทั้งสามต่างประดับด้วยรอยยิ้มยินดี

เสิ่นซีไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าฮุ่ยเหนียงกำลังแบ่งเงินปันผล

ระยะนี้กิจการของโรงเตี๊ยมจ้วงหยวนจูกำลังไปได้สวย และตั้งแต่โรงเตี๊ยมเปิดกิจการมาก็ยังไม่เคยแบ่งผลกำไรกันเลย นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ 'โรงเตี๊ยมสามพี่น้อง' ของฮุ่ยเหนียงจ่ายเงินปันผล แม้จะไม่มากมาย ได้กันเพียงคนละยี่สิบกว่าตำลึง แต่เมื่อรวมเศษเงินก้อนและเหรียญทองแดงเข้าด้วยกัน ก็อัดแน่นจนเต็มกล่องไม้ของแต่ละคนพอดี

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถาม "น้องสาวอวิ้นเอ๋อร์กำลังจะบูรณะลานเรือน หากเงินไม่พอ จะเบิกจากข้าไปก่อนหรือไม่?"

"ไม่ต้องเจ้าค่ะ ไม่ต้อง" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

โจวซื่อเอ่ยด้วยท่าทางเบิกบานใจ "เดี๋ยวกลับไป ข้าว่าจะซื้อผ้าแพรดิ้นสักสองพับ เอามาตัดผ้าเช็ดหน้าสักหลายร้อยผืน ลูกค้ามาคนหนึ่งก็แจกให้คนหนึ่ง ดูซิว่าใครจะกล้าหาว่าข้าขี้เหนียวอีก..."

เสิ่นซีส่งเสียงโวยวาย "ท่านแม่ ท่านกำลังคิดจะปีนกำแพงคบชู้หรือขอรับ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ปีนกำแพงคบชู้ (红杏出墙) แปลตรงตัวว่า "ดอกซิ่งแดงยื่นพ้นกำแพง" เป็นสำนวนล้อเลียนความเจ้าชู้ หรือสื่อถึงพฤติกรรมการมีชู้ ในที่นี้เสิ่นซีจงใจใช้ล้อเลียนมารดาที่คิดจะแจกผ้าเช็ดหน้าให้ลูกค้าบุรุษ)

พอโจวซื่อได้ยินก็บังเกิดไฟโทสะสุมทรวง คว้ากล่องไม้ทำท่าจะฟาดลงบนหัวเสิ่นซี "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าว่าอย่างไรนะ?"

เสิ่นซีรีบวิ่งหนีฉิว ไม่เปิดโอกาสให้โจวซื่อตีตนเองได้แม้แต่น้อย

จบบทที่ ตอนที่ 283 ลบหลู่อริยปราชญ์ โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น

คัดลอกลิงก์แล้ว