- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 282 อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่น
ตอนที่ 282 อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่น
ตอนที่ 282 อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่น
คนแจ้งข่าวและผู้ที่มารอรับเงินรางวัลเบียดเสียดกันจนแน่นขนัดทั้งในและนอกประตูเรือนตระกูลเสิ่น!
ทุกคนล้วนรู้ดีว่าตระกูลเสิ่นกับตระกูลลู่สนิทสนมกัน ซ้ำฮุ่ยเหนียงยังเป็นถึงผู้นำสมาคมการค้า ขอเพียงเอ่ยปากกล่าวคำมงคลตามมารยาทสักสองสามประโยค ก็สามารถรับเงินรางวัลกลับไปได้แล้ว
โจวซื่อดีใจจนแทบเนื้อเต้น ความรู้สึกเหมือนได้ของรักที่สูญหายกลับคืนมาเช่นนี้ช่างดีงามยิ่งนัก นางรีบให้คนยกหีบเงินออกมา แจกจ่ายเหรียญทองแดงให้แก่คนแจ้งข่าวคนละหลายร้อยเหวินเป็นอันดับแรก
สำหรับผู้ที่มารอรับเงินรางวัล ก็แจกจ่ายให้คนละสิบกว่าเหวินไปจนถึงหลายสิบเหวินตามแต่ความสนิทสนม บรรดาสาวใช้ทั้งหมดล้วนข้ามมาฝั่งบ้านตระกูลเสิ่นเพื่อช่วยยกน้ำชารินน้ำ แม้จะดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ทว่าลานเรือนตระกูลเสิ่นก็ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว
เพื่อนบ้านที่ได้ยินข่าวต่างพากันแห่มามากมาย แม้แต่เพื่อนบ้านฝั่งร้านขายยาก็ยังวิ่งเต้นบอกต่อกันไป ธรณีประตูบ้านตระกูลเสิ่นแทบจะถูกผู้มาเยือนเหยียบจนพังทลายอย่างรวดเร็ว
"คุณชายเสิ่นอายุยังน้อยก็สอบติดเซิงหยวนได้แล้ว อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด ขออวยพรให้คุณชายเสิ่นสอบผ่านการสอบชิวเหวยในปีหน้าให้จงได้"
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบชิวเหวย (秋闱) การสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล หรือการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง)
คนแจ้งข่าวได้รับเงินรางวัลต่างก็ดีใจเป็นล้นพ้น การมาแจ้งข่าวดีที่ตระกูลเสิ่นนี้ นับว่าเป็นงานสบายรายได้งามงานหนึ่ง พวกคนแจ้งข่าวแทบจะแย่งกันจนหัวร้างข้างแตก
ด้านหน้ากำลังแสดงความยินดี ทว่าด้านหลังกลับมีคนแจ้งข่าวสองคนกำลังกระซิบกระซาบกัน "เจี้ยวอวี้แซ่หูแห่งสำนักศึกษาประจำเมืองไม่รู้เป็นบ้าอันใด ถึงได้ดึงดันจะให้พวกเรามาแจ้งข่าวดีเอาตอนค่ำมืดดึกดื่น... ทว่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เงินรางวัลที่ได้กลับมามากมายกว่าแต่ก่อนเยอะเลยเชียว"
ปากบอกว่ามาแจ้งข่าวดีให้เสิ่นซี ทว่าแท้จริงแล้วคือมาแจ้งข่าวดีให้แก่สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินต่างหาก เสิ่นซีกลับถูกทิ้งให้อยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ต่อให้เสิ่นซีจะมีฝีมือปานใด แต่ตอนนี้เขาก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ผู้ที่เป็นเจ้าบ้านจัดการเรื่องราวก็คือสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน การจะกล่าวคำมงคลเพื่อขอเงินรางวัลย่อมต้องไปหาผู้ใหญ่
ทว่าสิ่งนี้กลับเป็นผลดี ทำให้เสิ่นซีได้ยินบทสนทนาลับหลังของคนแจ้งข่าวพอดี
เสิ่นซีคิดในใจ "หรือว่าบทความก่อนหน้านี้ของข้า จะไปล่วงเกินคนของสำนักศึกษาเข้าเสียแล้ว?"
เสิ่นซีเดาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย!
เนื่องจากปรัชญาหลี่เสวียกำลังเป็นกระแสหลัก ประกอบกับเรื่องที่เสิ่นซีได้รับสิทธิ์พิเศษให้สอบผ่านนั้นเริ่มลุกลามใหญ่โต เนื้อหาบทความในการสอบรอบแรกของเสิ่นซีจึงรั่วไหลออกไป บรรดาเจี้ยวอวี้ ซวิ่นเต่า จู่ทัว แห่งสำนักศึกษาเมืองถิงโจวและสำนักศึกษาอำเภอฉางถิง ตลอดจนปราชญ์เรืองนามที่เข้าร่วมตรวจข้อสอบ ต่างก็รู้กันทั่วว่าเมืองถิงโจวมีเด็กหนุ่มอายุน้อยที่กล้าท้าทายอำนาจของปรัชญาหลี่เสวียปรากฏตัวขึ้น ชั่วขณะนั้นจึงพากันเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง
ในการตรวจข้อสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง เดิมทีหลิวปิ่งตั้งใจจะให้เสิ่นซีได้เป็นอั้นโส่ว ทว่าหลังจากเปิดกระดาษผนึกชื่อออกมาแล้ว ภายใต้แรงกดดันจากกระแสต่อต้านอันรุนแรง หลิวปิ่งจึงจำต้องลดอันดับเสิ่นซีจากอั้นโส่วลงมาอยู่อันดับที่สอง
ถึงจะเป็นเช่นนั้น บรรดาผู้คงแก่เรียนที่เข้าร่วมงานตรวจข้อสอบในครั้งนี้ก็ยังคงรู้สึกเคืองแค้นในใจ จึงได้ร่วมมือกับคนของสำนักศึกษาประจำเมือง วางแผนประวิงเวลาแจ้งข่าวดีเพื่อดัดหลังเสิ่นซีฉากนี้ขึ้นมา
ทางฝั่งสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินไม่มีกะจิตกะใจจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้ การที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ควรค่าแก่การจารึกไว้เป็นเกียรติประวัติ พวกเขากำลังง่วนอยู่กับการรับรองคนแจ้งข่าวและผู้ที่มารอรับเงินรางวัล
อีกด้านหนึ่ง บริเวณโถงประตูก็แขวนป้ายกระดาษแดงที่ทางที่ว่าการจัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ บนกระดาษสีแดงสดแผ่นใหญ่เขียนข้อความแจ้งข่าวเรื่องที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉเอาไว้ หลังจากแขวนเสร็จเรียบร้อย คนแจ้งข่าวก็กล่าวคำมงคลอีกชุดหนึ่ง ก่อนจะถือเงินรางวัลเดินพ้นประตูออกไป
คนแจ้งข่าวเพิ่งจะก้าวพ้นประตูจวนตระกูลเสิ่น ฮุ่ยเหนียงที่อยู่ข้างบ้านก็ให้สาวใช้ยกหีบเงินออกมาอีกใบ แล้วแจกจ่ายให้คนแจ้งข่าวอีกรอบ พวกคนแจ้งข่าวยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น ประคองถุงเงินที่ตุงเป่งกลับบ้านไปด้วยความเบิกบานใจ
จวบจนกระทั่งถึงยามสามกลางดึก เพื่อนบ้านรอบข้างที่มารอรับเงินรางวัลก็ยังคงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย โจวซื่อไม่มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ทว่าลานเรือนด้านหน้าของตระกูลเสิ่นกลับแคบเกินกว่าจะรองรับผู้คนที่มาแสดงความยินดีได้หมดแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสาม (三更) คือช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. หรือเทียบเท่ากับยามจื่อ)
ก็เหมือนกับตอนที่เสิ่นซีสอบได้เป็นอั้นโส่วประจำเมือง ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ต่างก็อยากจะมารอรับเงินรางวัล ท้ายที่สุดก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่เดินเข้ามา บอกกับทุกคนว่าวันหลังหากจะมารับเงินรางวัลก็ให้ไปที่ร้านขายยา แล้วแจกเงินให้คนที่มาถึงแล้วกลับไปก่อน จากนั้นก็ปิดประตูใหญ่ ผู้ที่ตามมาทีหลังล้วนไม่ต้อนรับอีก!
"พี่สาว พี่เขย พวกท่านคงดีใจแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ? เสี่ยวหลางได้เป็นขุนนางมีคุณวุฒิแล้ว วันข้างหน้าพวกท่านก็จะได้เสวยสุขตามเขาไปด้วย" บนใบหน้าฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความอิจฉา
โจวซื่อกล่าวด้วยท่าทีเบิกบานใจ "น้องสาวกล่าวอันใดกัน ก่อนหน้านี้มิใช่ตกลงกันไว้แล้วหรือ ว่าจะให้เจ้าเด็กนี่กราบเจ้าเป็นมารดาบุญธรรม ตอนนี้เขามีคุณวุฒิขุนนางติดตัวแล้ว ซีเอ๋อร์เองก็โตขึ้นอีกหลายปี เรื่องนี้สมควรจัดการได้แล้วกระมัง"
ฮุ่ยเหนียงคิดไม่ถึงว่าโจวซื่อจะรื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีก นางกลับโบกมือปฏิเสธ "ยามนี้เสี่ยวหลางมีคุณวุฒิขุนนางติดตัวแล้ว น้องสาวย่อมมิกล้าตีตนเสมอ เรื่องนี้... เอาไว้วันข้างหน้าค่อยว่ากันเถิดเจ้าค่ะ"
ผู้ที่ใส่ใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรกก็คือฮุ่ยเหนียง นางอยากจะรับลูกบุญธรรมสักคน ก็เท่ากับเป็นการเตรียมพร้อมไว้ดูแลตนเองยามแก่เฒ่า ทว่าตอนนี้นางกลับเป็นฝ่ายถอดใจเสียเอง
โจวซื่อกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์เบิกบาน จึงไม่ได้ขบคิดถึงเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลัง ในเมื่อฮุ่ยเหนียงบอกว่าวันข้างหน้าค่อยว่ากัน เช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอันใด
……
……
วันรุ่งขึ้น หลังจากเสิ่นซีตื่นนอนและเดินออกจากห้อง กำลังเตรียมจะตักน้ำมาล้างหน้าบ้วนปาก โจวซื่อก็เตรียมน้ำอุ่นกับผ้าเช็ดหน้ามารออยู่ที่ลานเรือนตั้งนานแล้ว
ขอบตาของโจวซื่อแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ หรือเพราะดีใจจนหลั่งน้ำตา ร้องไห้จนตาแดงไปหมด
"ไต้เอ๋อร์ รีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้ไอ้เด็กทึ่มสิ... เรียกไอ้เด็กทึ่มไม่ได้แล้ว วันข้างหน้าต้องเรียกว่าซิ่วไฉน้อย... เอ๊ะ!? ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก เจ้าเด็กนี่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ ยังตั้งนามรองไม่ได้ เช่นนั้นวันข้างหน้าเรียกว่าซีหลางก็แล้วกัน..."
เสิ่นซีเอ่ยอย่างไม่พอใจ "ท่านแม่ เคยเรียกอย่างไรก็เรียกอย่างนั้นเถิดขอรับ ฟังแล้วมันแปร่งหูอย่างไรชอบกล"
โจวซื่อด่ากลั้วหัวเราะ "ไอ้เด็กเหม็นนี่ ปีกกล้าขาแข็งแล้วสิ? ถึงกับไม่ฟังคำพูดของแม่เจ้าแล้วใช่หรือไม่? รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย ช่วงเช้าต้องไปคารวะท่านอาจารย์ จะว่าไปเมื่อคืนก็มัวแต่วุ่นวายอยู่ทั้งในและนอกบ้าน เลยไม่ทันได้ไปแจ้งข่าวดีให้ท่านอาจารย์เฝิงทราบ แม่ให้พ่อของเจ้าเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้แล้ว ไปถึงแล้วก็ต้องคารวะขอบคุณท่านอาจารย์เฝิงให้ดี เข้าใจหรือไม่?"
"หากไม่ได้ท่านอาจารย์เฝิง เจ้าที่อายุยังน้อยจะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงรวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร? อ้อ จริงสิ ยังมีท่านอาจารย์เฒ่าที่ช่วยเบิกปัญญาให้เจ้าอีกคน แม่ต้องไปกราบไหว้ป้ายอายุวัฒนะของท่านผู้เฒ่าเสียหน่อยแล้ว"
โจวซื่อทำให้ตนเองยุ่งวุ่นวายจนหัวปั่น ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี
กินมื้อเช้าเสร็จ โจวซื่อก็ให้เสิ่นซีเขียนจดหมายด้วยตนเอง เพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องที่เขาสอบติดซิ่วไฉไปยังทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่า
รอจนเขียนจดหมายเสร็จ โจวซื่อก็เดาะลิ้นชื่นชม "ดูสิ นี่แหละลูกชายบ้านเรา มีความสามารถกว่าลุงใหญ่ของเจ้าตั้งเยอะ ปีหน้าก็สอบติดจวี่เหรินกลับมาอีกได้แน่..."
คราวนี้แม้แต่เสิ่นหมิงจวินก็เริ่มทนฟังไม่ไหว เขาขัดจังหวะโจวซื่อพลางกล่าว "น้องหญิง เสี่ยวหลางยังอายุน้อยนัก"
"ใช่ ๆ สอบติดซิ่วไฉก็พอแล้ว ส่วนเรื่องสอบติดจวี่เหริน รอไปอีกสักสองสามปีก็ได้... ทว่าการสอบระดับมณฑลในปีหน้าเจ้าต้องไปร่วมสอบให้ได้นะ อย่างน้อยเจ้าก็สามารถไปสอบจวี่เหรินได้เหมือนลุงใหญ่ของเจ้าแล้ว หากป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้ารู้เข้า นางต้องโกรธจนกระอักเลือดตายแน่! ฮึ!"
สีหน้าของเสิ่นหมิงจวินดูไม่ค่อยสู้ดีนัก สำหรับเขาแล้ว พี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา ตอนนี้ภรรยากำลังพูดจาว่าร้ายพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ใหญ่ต่อหน้าเขาอย่างโจ่งแจ้ง เขาจึงรู้สึกทนฟังไม่ได้ ทว่าเขาก็รู้ดีว่าที่โจวซื่อพูดจาไม่เหมาะสมออกไปบ้าง ก็เป็นเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจจนเกินเหตุ เขาจึงมิได้เอ่ยปากโต้แย้งอันใด
(เชิงอรรถผู้แปล: พี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา (长兄如父 长嫂如母) หลักคำสอนขงจื๊อ ให้ความเคารพพี่ชายคนโตประหนึ่งบิดามารดา)
เสิ่นซีกำลังจะเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับเสิ่นหมิงจวิน หลินไต้ก็พลันหลบอยู่เบื้องหลังแล้วกระตุกชายเสื้อของเขา เสิ่นซีนึกขึ้นได้ทันที จึงหันไปกล่าวกับโจวซื่อ "ท่านแม่ ท่านมิใช่เคยบอกไว้หรือขอรับ ว่าหากข้าสอบติดซิ่วไฉเมื่อใด ก็จะตบแต่งไต้เอ๋อร์เข้าบ้าน?"
โจวซื่อโบกมือไล่ "เด็กเล็กอย่างพวกเจ้า ต่อให้ให้นางตบแต่งเข้าบ้าน เจ้าจะทำสิ่งใดได้เล่า? มีอีกหลายเรื่องที่เจ้ายังไม่เข้าใจ รอให้เจ้าโตกว่านี้อีกหน่อยค่อยว่ากัน"
เดิมทีหลินไต้แอบหวังเต็มประดาว่าจะได้ก้าวเข้าสู่ประตูจวนตระกูลเสิ่นอย่างเป็นทางการ พอได้ยินเช่นนี้จึงอดร้อนใจไม่ได้
ตอนนั้นเองเสิ่นหมิงจวินที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยเปรยขึ้นมา "ท่านแม่เคยบอกไว้ ว่าปีนี้อยากจะจัดการหาคู่ครองให้เสี่ยวหลางสักคน..."
เมื่อช่วงต้นปีหลินไต้เคยติดตามครอบครัวตระกูลเสิ่นกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่า นางย่อมรู้ดีว่าฮูหยินเฒ่าไม่ชอบหน้าหลานสะใภ้เช่นนาง ความตั้งใจของฮูหยินเฒ่าคือต้องการให้เสิ่นซีแต่งกับภรรยาที่ "ฐานะคู่ควรเหมาะสมกัน" ส่วนนางหากอยากจะติดตามเสิ่นซีต่อไปก็ย่อมได้ ทว่าต้องถูกลดขั้นจากภรรยาเอกลงมาเป็นอนุภรรยา
โจวซื่อไล่เด็กน้อยทั้งสองคนออกจากห้องไปก่อน เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้กับเสิ่นหมิงจวิน หลินไต้รีบร้อนเดินเข้ามาดึงแขนเสื้อของเสิ่นซี หวังจะให้เสิ่นซี "ออกโรงปกป้อง" นาง
เสิ่นซีหัวเราะ "ภรรยาตัวน้อย ตอนนี้รู้ถึงความดีของสามีแล้วหรือยังเล่า?"
"คนนิสัยไม่ดี!"
หลินไต้สะบัดหน้าหนีด้วยความโมโห ประจวบเหมาะกับที่เห็นลู่ซีเอ๋อร์วิ่งพุ่งเข้ามาจากหน้าประตูพอดี
"พี่เสิ่นซี..."
ลู่ซีเอ๋อร์นั้นไม่รู้จักคำว่าสงวนท่าทีเลยแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่นางทำเมื่อเห็นเสิ่นซีก็คือพุ่งตัวเข้าไปซุกไซ้ออดอ้อนในอ้อมอกของเขา รอจนเช็ดฝุ่นบนใบหน้าของนางลงบนชุดของเสิ่นซีจนหมด นางถึงได้ยืนตัวตรงพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
ฮุ่ยเหนียงเดินตามมาเบื้องหลัง นางแย้มยิ้มบาง ๆ "ยายหนูน้อย อย่ามัวแต่เกาะติดพี่เสิ่นซีของเจ้าเลย ประเดี๋ยวเขาต้องออกไปทำธุระสำคัญนะ"
ลู่ซีเอ๋อร์กอดแขนของเสิ่นซีไว้แน่น พลางเอาใบหน้าถูไถไปมาบนแขนของเขาอีกรอบ
สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินเดินออกมา พูดคุยสัพเพเหระกับฮุ่ยเหนียงอยู่สองสามประโยค
เสิ่นหมิงจวินต้องพาเสิ่นซีไปคารวะท่านอาจารย์ที่จวนของเฝิงฮว่าฉี ส่วนฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต้องไปที่ร้านขายยา วันนี้ร้านขายยาต้องคอยต้อนรับผู้คนที่มาแสดงความยินดี ย่อมไม่มีเวลาว่างให้พักผ่อนอย่างแน่นอน
……
……
เมื่อไปถึงจวนของเฝิงฮว่าฉี เฝิงฮว่าฉีรู้สึกอิ่มเอมใจในยามบั้นปลายยิ่งนัก ส่งเสียงหัวเราะกังวานสดใส บรรดาสหายสนิทของเขาเมื่อได้ยินว่าเขาสั่งสอนลูกศิษย์วัยสิบเอ็ดขวบปีให้สอบติดซิ่วไฉได้ ก็ตั้งใจเดินทางมาแสดงความยินดีโดยเฉพาะ
เฝิงฮว่าฉีแนะนำตัวเสิ่นซีต่อหน้าสหายเก่าเหล่านี้ ทุกคนล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถไม่เลว ในฐานะผู้อาวุโส จึงได้ทดสอบความรู้ของเสิ่นซีในงานนั้นทันที เสิ่นซีสามารถตอบคำถามได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ ซ้ำยังจงใจไม่ทำอวดเก่งหยิบยกคัมภีร์อ้างอิงที่แปลกประหลาดพิสดารมาใช้ ทำให้เฝิงฮว่าฉีพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เฝิงฮว่าฉียึดมั่นในหลักการเป็นที่สุด ในยามปกติหากมีครอบครัวของลูกศิษย์นำของกำนัลมาให้ เขาย่อมปฏิเสธไม่รับทั้งสิ้น ทว่าการที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉ ของขวัญชิ้นนี้เขากลับยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจ
เสิ่นหมิงจวินซาบซึ้งในพระคุณของเฝิงฮว่าฉียิ่งนัก ถึงกับคุกเข่าลงขอบคุณตรง ๆ เฝิงฮว่าฉีรีบประคองเสิ่นหมิงจวินให้ลุกขึ้น พลางกล่าว "ล้วนเป็นเพราะบุตรชายของท่านมีสติปัญญาปราดเปรื่องแต่กำเนิด ซ้ำยังมีวาสนาดี หากมิใช่เพราะใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวผู้คุมสอบหลักการสอบระดับท้องถิ่นในครั้งนี้คัดเลือกผู้มีความสามารถด้วยความเที่ยงธรรมแล้วล่ะก็ มิเช่นนั้นภายในหนึ่งถึงสองครั้งนี้ บุตรชายของท่านล้วนต้องสอบไม่ติดเป็นแน่"
เสิ่นหมิงจวินไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเหล่านี้นัก ทว่าเสิ่นซีกลับฟังกระจ่างแจ้งอยู่เต็มอก
ตามความหมายของเฝิงฮว่าฉี การที่เสิ่นซีสอบติดเซิงหยวน ยิ่งสมควรขอบคุณหลิวปิ่งที่ปราศจากอคติในการศึกษา ทว่าหลิวปิ่งเป็นขุนนางแห่งราชสำนัก ย่อมไม่อาจรับการแสดงความขอบคุณจากซิ่วไฉที่เพิ่งสอบติดได้ มิเช่นนั้นจะนำมาซึ่งข่าวลือเรื่องการติดสินบนทุจริตการสอบ แต่ถึงกระนั้น ข่าวลือเรื่องที่เสิ่นซีได้รับ 'การลำเอียงเข้าข้าง' จากหลิวปิ่ง ก็ยังคงแพร่สะพัดออกไปตั้งแต่ก่อนจะประกาศผลสอบอยู่ดี
ช่วงเช้าเสิ่นซีไปคารวะท่านอาจารย์ ช่วงบ่ายต้องไปที่สำนักศึกษาเพื่อเข้าคารวะใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษา ทว่าได้ข่าวมาว่าหลิวปิ่งได้เดินทางจากไปก่อนแล้ว จึงทำได้เพียงเข้าคารวะเจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาซึ่งเป็นขุนนางขั้นเจ็ดแทน
เดิมทีตามกฎระเบียบ หลังจากเข้าพบใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาในวันนี้ จะต้องกรอกเอกสารรับรองประวัติต่อหน้าเพื่อเลือกว่าจะเข้าศึกษาในสำนักศึกษาประจำเมืองหรือสำนักศึกษาประจำอำเภอ ทว่าตอนนี้หลิวปิ่งจากไปแล้ว โดยมีเจี้ยวอวี้ประจำเมืองเป็นผู้ดูแลแทน ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงถูกละเว้นไปโดยปริยาย
การสอบระดับท้องถิ่นในครั้งนี้ เนื่องจากมีผู้เข้าสอบที่แปลกประหลาดแหวกแนวเช่นเสิ่นซีดำรงอยู่ เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำเมืองจึงตัดสินใจว่า ให้อั้นโส่วเข้าสู่สำนักศึกษาประจำเมืองเพื่อเป็นหลิ่นเซิงโดยทันที จากนั้นคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนดีที่สุดสี่อันดับแรกที่เป็นคนท้องถิ่นอำเภอฉางถิง เข้ามาเติมเต็มจำนวนของฟู่เซิงของสำนักศึกษาประจำเมือง
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวง หรือซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ
ฟู่เซิง (附生) นักเรียนหลวง หรือซิ่วไฉระดับเริ่มต้นที่เพิ่งสอบเข้าได้)
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เสิ่นซีจะคว้าอันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นมาได้ ก็ทำได้เพียงเข้าสู่สำนักศึกษาอำเภอหนิงฮว่าในฐานะฟู่เซิงเท่านั้น รอจนผ่านการประเมินผลซุ่ยเข่าในปีหน้า จึงค่อยพิจารณาจากคะแนนว่าสามารถเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิง และได้รับคุณสมบัติในการเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลหรือไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: การประเมินผลซุ่ยเข่า (岁考 / 岁试) การสอบประเมินผลซิ่วไฉประจำปี หากคะแนนตกลงอาจถูกตัดเบี้ยหวัด)
ตอนเที่ยงเสิ่นซีกินข้าวที่จวนของเฝิงฮว่าฉี แม้เสิ่นซีจะอายุน้อย ทว่าด้วยความที่สอบติดซิ่วไฉแล้ว จึงมีคุณสมบัติพอที่จะร่วมโต๊ะอาหารได้
กลับเป็นเสิ่นหมิงจวินที่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถอันโดดเด่น กลับดูต้อยต่ำเจียมตัวยิ่งนัก เขาใช้ข้ออ้างว่าโรงพิมพ์มีธุระขอตัวลากลับไปตั้งนานแล้ว ทิ้งเสิ่นซีเอาไว้เพียงลำพัง
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ เสิ่นซีก็มุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา ยังไม่ทันถึงหน้าประตู ก็เห็นซูทงโบกมือเรียกเขา ทว่ากลับไม่เห็นเงาของเจิ้งเชียนเลยแม้แต่น้อย
"น้องเสิ่น ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องมีชื่ออยู่บนป้ายประกาศอย่างแน่นอน" ซูทงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "ไม่รู้ว่าได้อันดับที่เท่าใดหรือ?"
เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางตอบ "อันดับสองขอรับ"
ซูทงส่ายหน้าเบา ๆ "สอบได้ดีกว่าข้าจริง ๆ ด้วย ข้าเพิ่งจะได้แค่อันดับห้า ส่วนพี่เจิ้งยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีชื่ออยู่บนป้ายประกาศเลย เจ้ารู้หรือไม่ว่าอั้นโส่วระดับท้องถิ่นในปีนี้คือผู้ใด?"
เมื่อเห็นเสิ่นซีส่ายหน้า ซูทงก็ทอดถอนใจ "คือคุณชายอู๋นั่นเอง"
เสิ่นซีกระจ่างแจ้งในใจ ที่แท้ก็คืออู๋เสิ่งอวี๋ผู้หยิ่งยโสผู้นั้นนี่เอง คนผู้นี้พ่ายแพ้ให้เขาตอนสอบระดับเมืองก็เอาแต่ผูกใจเจ็บมาโดยตลอด ตอนนี้ในการสอบระดับท้องถิ่นสามารถเอาชนะเขาไปได้หนึ่งก้าว คงจะยิ่งเบ่งวางกล้ามหนักกว่าเดิมเป็นแน่