เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 280 อาการกระวนกระวายก่อนวันประกาศผลสอบ

ตอนที่ 280 อาการกระวนกระวายก่อนวันประกาศผลสอบ

ตอนที่ 280 อาการกระวนกระวายก่อนวันประกาศผลสอบ


เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ยี่สิบหกเดือนหก วันรุ่งขึ้นก็คือวันประกาศผลสอบระดับท้องถิ่น หรือก็คือวันประกาศคะแนนสุดท้าย ผู้เข้าสอบทุกคนที่เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง ในทางทฤษฎีแล้วล้วนมีโอกาสสอบผ่าน เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อั้นโส่วประจำอำเภอถูกปัดตกไปตั้งแต่รอบแรก ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันได้เต็มสิบส่วนว่าจะสอบติดซิ่วไฉอย่างแน่นอน

การประกาศผลสอบครั้งนี้ แตกต่างจากการติดประกาศผลสอบตามปกติในอดีต ทางการจะไม่ติดประกาศคะแนนโดยตรง แต่จะให้คนแจ้งข่าวเดินสายส่งจดหมายไปตามบ้านเรือนแต่ละหลัง ผู้เข้าสอบที่มิใช่คนท้องถิ่นเมืองถิงโจว ก็จะรั้งอยู่ตามโรงเตี๊ยมหรือบ้านเช่าในตัวเมือง เพื่อรอคอยให้คนแจ้งข่าวมาเยือนถึงหน้าประตู

การสอบติดซิ่วไฉ เท่ากับว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง นับเป็นเรื่องน่ายินดีปรีดายิ่ง คนแจ้งข่าวจึงมีข้ออ้างให้มาเคาะประตูขอเงินรางวัล ในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสป่าวประกาศเรื่องราวให้เป็นที่รับรู้ ช่วยเชิดหน้าชูตาให้แก่ครอบครัวของผู้ที่สอบติดซิ่วไฉไปในตัว

ยังไม่ทันจะตกค่ำ โจวซื่อก็สั่งให้ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ไปยกหีบเหรียญทองแดงออกมาจากบ้านตระกูลเสิ่นหนึ่งใบ เพื่อเตรียมไว้แจกจ่ายเป็นเงินรางวัลในยามที่คนแจ้งข่าวมาเยือนถึงหน้าประตูในวันรุ่งขึ้น

โจวซื่อเอาแต่พึมพำไม่หยุดหย่อน คล้ายกับกำลังสวดมนต์ไหว้พระ ขอพรให้คนแจ้งข่าวมาเยือนถึงหน้าประตูในวันพรุ่งนี้ให้จงได้

ส่วนทางด้านฮุ่ยเหนียง นางกำลังคิดบัญชีอยู่ที่โต๊ะบัญชี ทว่าบัญชีรายรับรายจ่ายเล็ก ๆ เพียงยอดเดียว กลับคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผลลัพธ์ที่คำนวณออกมาในแต่ละครั้งก็ล้วนไม่ตรงกันสักครั้ง นี่ก็เป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า ภายในใจของนางกำลังว้าวุ่นสับสนถึงเพียงใด

"พี่สาว พรุ่งนี้มะรืนนี้น้องสาวเซี่ยอาจจะเดินทางกลับมาแล้ว ต้องหาคนไปรอรับที่ท่าเรือนะเจ้าคะ เรื่องนี้ห้ามลืมเด็ดขาด" จู่ ๆ ฮุ่ยเหนียงก็นึกขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเตือน

"รู้แล้ว ๆ"

โจวซื่อตอบกลับไปประโยคหนึ่ง ทว่าพอหันหน้ากลับไปก็ลืมเสียสนิท นางเริ่มใช้เหรียญทองแดงบนโต๊ะมาทำนายโชคชะตาให้เสิ่นซี แต่นางก็ไม่มีความรู้เรื่องการตั้งกว้าทำนาย อย่างมากก็แค่เสี่ยงทายว่าออกหัวเป็นอย่างไร ออกก้อยเป็นอย่างไรเท่านั้น…

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า เรื่องนี้นางคงทำได้เพียงฝากฝังให้ซิ่วเอ๋อร์จัดการ โดยสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไปแจ้งที่บ้านของซ่งเสี่ยวเฉิงในตรอกด้านหลังหลังจากกินข้าวมื้อค่ำเสร็จ เพื่อให้ซ่งเสี่ยวเฉิงจัดเตรียมคนไปรอรับที่ท่าเรือ

ระหว่างกินมื้อค่ำ โจวซื่อยังคงมีอาการใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

"พี่สาว เสี่ยวหลางก็สอบเสร็จหมดแล้ว มิใช่ตกลงกันไว้แล้วหรือว่าจะไม่คาดหวังกดดันให้เขาสอบติดในปีนี้?" แท้จริงแล้วฮุ่ยเหนียงเองก็กระวนกระวายใจยิ่งนัก ทว่าพอเห็นท่าทางกังวลจนงมงายของโจวซื่อ นางก็ยังคงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม

โจวซื่อทอดถอนใจ "น้องสาวไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่หรอก... เมื่อก่อนความหวังในการกลับมารุ่งเรืองของตระกูลเสิ่น ล้วนฝากฝังไว้ที่ลุงใหญ่ของเขาเพียงคนเดียว ฮูหยินเฒ่ามีของกินของอร่อยอันใดก็ล้วนประเคนให้บ้านใหญ่จนหมด พวกเราทำได้เพียงตรากตรำลงนาหรือรับจ้างทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ลำบากลำบนเพื่อผู้อื่นแท้ ๆ"

"แต่หากเสี่ยวหลางสอบติดซิ่วไฉ วันข้างหน้าข้ากับพ่อของเขาก็แค่ฝากความหวังให้เขาเจริญก้าวหน้าก็พอแล้ว... ผู้อื่นจะเก่งกาจปานใด ถึงอย่างไรก็มิใช่คนในครอบครัวอยู่ดี"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า แม้นางกับเสิ่นซีจะไม่ได้มีความเกี่ยวดองทางสายเลือด แต่นางกลับให้ความสำคัญกับอนาคตของเสิ่นซียิ่งกว่าสิ่งใด แม้กระทั่งตัวนางเองเมื่อลองขบคิดดูก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดตนเองจึงต้องพะว้าพะวงถึงเพียงนี้ กระทั่งถึงขั้นจิตใจว้าวุ่นสับสนไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทีเดียว

เสิ่นซีกลับกลายเป็นคนที่ผ่อนคลายที่สุดในบรรดาทุกคน เขากินข้าวไปพลางเอ่ยขึ้นว่า "ท่านน้า คืนนี้ข้ามีเรื่องกิจการค้าขายอยากจะหารือกับท่านเสียหน่อยขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงกำลังเหม่อลอยอยู่เดิมที พอเสิ่นซีเอ่ยเช่นนี้ นางก็หันไปมอง ใบหน้าพลันเห่อร้อนแดงซ่านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นางผงกศีรษะรับเบา ๆ "ได้สิ กินข้าวเสร็จแล้วก็ขึ้นไปชั้นบนเถิด"

หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน โจวซื่อย่อมต้องสืบสาวหาต้นตอซักไซ้ไล่เลียงให้ได้ว่าเป็นเรื่องอันใด ทว่าเวลานี้นางกำลังจิตใจว้าวุ่น จึงไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยถามเลยแม้แต่น้อย

เมื่อกินข้าวเสร็จและขึ้นไปบนชั้นสอง เสิ่นซีก็เข้าไปในห้องของฮุ่ยเหนียง เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา ด้านในมีภาพวาดบุคคลที่วาดเสร็จแล้วสิบกว่าแผ่นสอดไส้อยู่ ก่อนจะยื่นส่งให้ฮุ่ยเหนียง

"นี่คือสิ่งใดหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงรับภาพวาดมา เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว นางก็รีบปล่อยมือทันที สิ่งของร่วงหล่นลงพื้นในพริบตา "นี่... นี่มันของบัดสีอันใดกัน รีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้"

อย่าให้พูดเลยว่าฮุ่ยเหนียงกระดากอายและทำตัวไม่ถูกมากเพียงใด

เสิ่นซีก้มลงเก็บภาพวาดบนพื้นขึ้นมา "นี่... ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเป็นคนวาดนะขอรับ ข้าแค่ไปเอามาจากพวกคุณชายซู เพื่อเตรียมไว้ใช้เป็นภาพประกอบในการตีพิมพ์เรื่องหลี่เหลียนเหมยเท่านั้น"

ฮุ่ยเหนียงหน้าแดงก่ำ เอ่ยอย่างมีน้ำโห "ยังจะมาโกหกหน้าตายอีก คิดว่าน้าจำฝีพู่กันของเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร? ดูคนในภาพสิ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น จะมีผู้ใดวาดได้งดงามสมจริงปานนี้?"

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "นั่นก็หมายความว่า แท้จริงแล้ว... ท่านน้ามองเห็นชัดเจนเลยใช่หรือไม่ขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงใช้นิ้วจิ้มศีรษะเสิ่นซีไปหนึ่งที เอ็ดด่าว่า "ไอ้เด็กเหม็น นับวันยิ่งทะลึ่งตึงตังไม่รู้จักความแล้วนะ ถึงได้กล้าเอาของพวกนี้มาล้อเล่นกับน้า เจ้ามิใช่บอกไว้หรือ ว่าประเดี๋ยวจะให้พวกคุณชายซูนำต้นฉบับมาให้โรงพิมพ์ของเราช่วยพิมพ์ให้ เช่นนั้นก็เอาของไปมอบให้เขาเสียสิ ของสกปรกพรรค์นี้ วันข้างหน้าห้ามนำมาให้ข้าดูอีก และตัวเจ้าเองก็ห้ามดู... ห้ามวาดด้วย วันข้างหน้าจงไปหาผู้อื่นมาวาดแทนเสีย"

"อ้อ" เสิ่นซีรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะสอดภาพวาดกลับเข้าไปในหนังสือ

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเตือน "บอกแล้วอย่างไรว่าห้ามพกติดตัว เอาไปเก็บไว้ในลิ้นชักก่อน ประเดี๋ยวค่อยมาเอา!"

เสิ่นซีลอบยิ้ม นี่หมายความว่าฮุ่ยเหนียงเตรียมจะค่อย ๆ เชยชมอย่างนั้นหรือ? เขาไม่กล้าเอ่ยปากถามให้มากความ ทำได้เพียงเก็บหนังสือที่สอดไส้ภาพวังวสันต์เอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วเดินตามฮุ่ยเหนียงลงไปชั้นล่าง

โจวซื่อเห็นสีหน้าผิดปกติของฮุ่ยเหนียง ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง "น้องสาว อาการป่วยเมื่อสองวันก่อนยังไม่หายดีรึ? หากร่างกายไม่แข็งแรงก็ควรพักผ่อนให้มาก ๆ นะ..."

ฮุ่ยเหนียงปรายตาค้อนขวับส่งให้เสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ที่พี่สาวเตือนมานั้นถูกต้องแล้ว คืนนี้น้องจะดื่มน้ำให้มากหน่อย และจะใส่ใจเรื่องการพักผ่อนให้ดีเจ้าค่ะ"

……

……

รุ่งเช้าวันที่สอง ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง โจวซื่อก็เดินมาปลุกเสิ่นซีถึงเตียง หลินไต้กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงของเสิ่นซีโดยไม่ทันได้กลับไปนอนที่ห้องของตน การพุ่งพรวดพราดเข้ามาของโจวซื่อ ทำให้แม่หนูน้อยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ทว่าเวลานี้โจวซื่อไม่มีกะจิตกะใจจะมามัวเอาความกับนาง "รีบลุกขึ้นเร็วเข้า ไปที่ร้านขายยา คนแจ้งข่าวอาจจะมาถึงได้ทุกเมื่อ"

เสิ่นซีตีหน้าขื่นขม "ท่านแม่ ฟ้ายังไม่สางเลยนะขอรับ จะไม่เช้าเกินไปหน่อยหรือ?"

"เจ้าคิดว่าเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการจะเกียจคร้านเหมือนเจ้าหรืออย่างไร? รีบลุกขึ้นมาแต่งตัวได้แล้ว แม่ตัดชุดใหม่ไว้ให้เจ้าตัวหนึ่ง วันนี้จงสวมเสีย แล้วไปรอที่ร้านขายยาฝั่งโน้น อย่าลืมพกตำราไปด้วยล่ะ จะได้ทบทวนตำราไปพลางรอไปพลาง"

เสิ่นซีผลัดเปลี่ยนสวมชุดใหม่ จากนั้นจึงล้างหน้าบ้วนปากสางผม ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มทอแสงสลัว ๆ เสิ่นซียังไม่ทันได้กินของว่างรองท้อง ก็ถูกโจวซื่อลากตัวมายังร้านขายยาเสียแล้ว

"เจ้าทบทวนตำราไปก่อน ประเดี๋ยวแม่จะให้ไต้เอ๋อร์ยกสำรับขึ้นไปให้"

เสิ่นซีขึ้นไปชั้นบนทบทวนตำราได้เพียงครู่เดียว หลินไต้ก็ประคองถาดไม้เดินมาถึงหน้าประตูด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมือไม่ว่าง นางจึงทำได้เพียงใช้หน้าผากโขกประตูก๊อก ๆ รอจนเสิ่นซีเปิดประตูให้ นางก็เดินเข้าไปด้านใน ยกชามข้าวต้มลงมาจากถาด ตามด้วยจานกับข้าว "เอ้า รีบกินเสียสิ ท่านแม่ไม่ได้ทำมื้อเช้า ข้าก็เลยเอาข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อคืนมาต้มข้าวต้ม มีแค่นี้แหละนะ..."

เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางเอ่ยถาม "เจ้ากินแล้วหรือยังล่ะ?"

หลินไต้ส่ายหน้าด้วยความน้อยใจ ในเมื่อโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงไม่ได้ลงครัว อาหารเช้าย่อมต้องเป็นนางที่ทำ ทว่านางกลับไม่ได้ตกถึงท้อง ซ้ำยังต้องยกมาให้เสิ่นซี

เสิ่นซีแย้มยิ้ม "ภรรยาตัวน้อยคนดี นั่งลงเถิด พวกเรามากินด้วยกัน"

หลินไต้รีบส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก หากท่านแม่รู้เข้าต้องด่าว่าข้าเป็นแน่"

"จะเกี่ยวอันใดเล่า ก็แค่บอกว่าข้ากินไม่ลงก็พอ หากกินไม่หมด หรือว่าจะให้เททิ้งกัน?"

พอเสิ่นซีเอ่ยเช่นนี้ มุมปากของหลินไต้ก็ยกขึ้น เผยรอยยิ้มสดใส นางลากเก้าอี้มาที่หน้าโต๊ะหนังสือแล้วนั่งลง ทว่ากลับพบว่ามีตะเกียบเพียงคู่เดียว

เสิ่นซีหัวเราะพลางใช้ช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาหนึ่งคำ ส่งไปจ่อที่ริมฝีปากของหลินไต้ "ภรรยาตัวน้อย ให้สามีป้อนเจ้านะ"

"ข้าไม่ใช่สือหลางกับอี้เอ๋อร์เสียหน่อย ไม่ต้องให้เจ้าป้อนหรอก"

หลินไต้มีท่าทีแง่งอนเล็กน้อย ทว่าก็ยอมอ้าปากงับไปหนึ่งคำ จากนั้นจึงแย่งช้อนไป รอยยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์ฉายชัด นางตักข้าวต้มส่งไปจ่อที่ริมฝีปากของเสิ่นซีบ้าง "ข้าป้อนเจ้าเอง"

"ตกลง"

เสิ่นซีไม่ได้ถือสาอันใด เขากินเข้าไปหนึ่งคำแล้วเอ่ยชม "ข้าวต้มที่ภรรยาตัวน้อยต้ม ช่างหอมยิ่งนัก"

พอถูกเสิ่นซีเอ่ยชม ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินไต้ก็แดงระเรื่อ นางลองชิมดูบ้างพลางเดาะลิ้น รสชาติดีกว่าที่ผู้อื่นต้มจริง ๆ เสียด้วย... ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะนางถูกเสิ่นซีเอ่ยชมจนตัวลอยคล้อยตาม รู้สึกพึงพอใจในตนเองยิ่งนัก ทว่านางกลับรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย "หากมีน้ำตาลกรวดก็คงจะดี"

น้ำตาลกรวดเป็นของว่างที่เสิ่นซีเคยเคี่ยวให้หลินไต้เป็นพิเศษ

น้ำตาลกรวด หรืออีกชื่อหนึ่งคือ 'ซวงถาง' (เกล็ดน้ำตาล) ถูกคิดค้นขึ้นโดยหลวงจีนโจวในช่วงรัชศกต้าลี่แห่งราชวงศ์ถัง ซูตงโพเคยประพันธ์บทกวีไว้ว่า "ถาดน้ำแข็งประดับอำพัน หรือจะงดงามสู้เกล็ดน้ำตาล" ต่อมาในช่วงรัชศกฉงเจินแห่งราชวงศ์หมิง ซ่งอิงซิงได้บรรยายกรรมวิธีการผลิตน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลกรวดไว้อย่างละเอียดใน คัมภีร์เทียนกงไคอู้ ม้วนที่หก ว่าด้วย 'รสหวาน'

(เชิงอรรถผู้แปล: 

"ถาดน้ำแข็งประดับอำพัน หรือจะงดงามสู้เกล็ดน้ำตาล" (冰盘荐琥珀,何似糖霜美) วรรคกวีของซูตงโพ กวีเอกแห่งราชวงศ์ซ่ง บรรยายความงามและรสชาติอันล้ำค่าของเกล็ดน้ำตาลกรวดที่งดงามยิ่งกว่าอัญมณี

คัมภีร์เทียนกงไคอู้ (天工开物) ตำราสารานุกรมชิ้นเอกของจีนโบราณ ว่าด้วยเทคโนโลยี การเกษตร และการประดิษฐ์ รวบรวมโดยซ่งอิงซิงในยุคราชวงศ์หมิง)

แม้ฝีมือการเคี่ยวน้ำตาลกรวดของเสิ่นซีจะไม่ได้เก่งกาจอันใด แต่เมื่อผสมกับน้ำสาลี่ น้ำดอกเก๊กฮวย และสิ่งอื่น ๆ น้ำตาลที่เคี่ยวออกมาก็มีรสชาติอร่อยยิ่งนัก ทว่าวัตถุดิบมีน้อยเกินไป แม่หนูน้อยจึงเคยได้ลิ้มรสเพียงครั้งเดียว ซ้ำส่วนของนางยังถูกลู่ซีเอ๋อร์แย่งไปถึงสองก้อน

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะให้ท่านน้าซื้อน้ำตาลทรายขาวกลับมา แล้วจะทำให้เจ้ากินใหม่นะ"

หลินไต้ผงกศีรษะเร็ว ๆ สองที รอยยิ้มงดงามดั่งบุปผา ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งขึ้นไปอีก

เสิ่นซีหันกลับมา เดิมทีคิดจะเขียน 'หลี่เหลียนเหมย' ของเขาต่อไป ทว่ากลับพบว่าการมานั่งเขียนของพรรค์นี้ต่อหน้าความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของหลินไต้ ช่างเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเสียจริง เขาจึงเก็บกระดาษต้นฉบับที่เพิ่งเขียนได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหล่านั้นเข้าที่

"เจ้ากำลังเขียนสิ่งใดอยู่หรือ? ข้าเรียนได้หรือไม่?" หลินไต้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"เรียนไม่ได้หรอก ล้วนเป็นความรู้ที่ลึกล้ำ รอเจ้าโตขึ้นอีกหน่อย สามีผู้นี้จะถ่ายทอดให้เจ้าจนหมดสิ้นเอง" เสิ่นซีกล่าวกลั้วหัวเราะ

หลินไต้หารู้ไม่ว่าในใจของเสิ่นซีซ่อนความรู้สึกเจ้าเล่ห์พรรค์ใดไว้ นางแย้มยิ้มพยักหน้า เผยให้เห็นไรฟันขาวสะอาด

รอจนทั้งสองแบ่งปันมื้อเช้ากันเสร็จสิ้น หลินไต้ก็ลุกขึ้นเก็บกวาดให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างอาลัยอาวรณ์ นางเพิ่งจะเดินไปถึงหัวบันได ก็แว่วเสียงของโจวซื่อดังขึ้นมา "ให้เจ้าไปส่งข้าวแค่นี้ก็อู้เวลาเสียนานสองนาน ลงมาช่วยคัดแยกสมุนไพรเดี๋ยวนี้ ช่างไม่มีหูตาว่องไวเอาเสียเลย"

เสิ่นซีส่ายหน้า โจวซื่อก็เหมือนลูกสะใภ้ที่ทนจนได้เป็นแม่ผัว จึงอยากจะสั่งสอนว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคตให้หลาบจำ ด้วยนิสัยดุดันเอาแต่ใจของนาง วันข้างหน้าหลินไต้คงต้องทนทุกข์ทรมานอีกมาก

ตลอดทั้งช่วงเช้า โจวซื่อหากไม่มีอันใดทำก็จะเดินขึ้นมาดูบนชั้นสอง พอถึงช่วงหลังก็ปักหลักอยู่แต่บนชั้นสองไม่ยอมลงไป เอาแต่บ่นพึมพำต่อหน้าเสิ่นซีไม่หยุด "เหตุใดถึงยังไม่มาอีกนะ?"

พอด้านนอกมีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย โจวซื่อก็จะชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่าง ส่วนกิจการในร้านขายยานางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะดูแลแล้ว เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่อยู่ ร้านขายยาก็ต้องพึ่งพานางดูแลเพียงลำพัง ทว่าตอนนี้นางยอมให้สาวใช้สองสามคนรับผิดชอบไป ส่วนตนเองก็รอฟังข่าวอยู่บนชั้นสองอย่างใจจดใจจ่อ ท้ายที่สุดนางก็ไปเฝ้าอยู่ริมหน้าต่าง มองทอดสายตาลงมาเบื้องล่าง คอยจับตาดูว่าบริเวณหัวมุมถนนจะมีคนแจ้งข่าวมาส่งข่าวหรือไม่

ทางด้านทางการนั้น การประกาศผลและส่งคนแจ้งข่าว จะเริ่มขึ้นในช่วงหลังเที่ยงไปแล้ว

หลังจากฮุ่ยเหนียงได้รับข่าว ก็รีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อนรอคอยพร้อมกับโจวซื่อ

โจวซื่อรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอยู่บ้าง "ข้ากังวลใจมาตลอดทั้งเช้า เหตุใดถึงเพิ่งจะมาแจ้งข่าวเอาตอนเที่ยงวันเล่า? ทางการนี่ช่างไม่รู้จักเห็นใจคนเอาเสียเลย"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "ทางการจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าพี่สาวกังวลใจเสียจนลืมทำทุกสิ่งไปหมดแล้ว?"

"หา!? จริงด้วยสิ ทิ้งกิจการไปเสียสนิทเลย ข้าต้องลงไปดูเสียหน่อย ยัยหนูเสี่ยวอวี้บางครั้งก็ชอบคิดบัญชีผิดอยู่เรื่อย..."

……

……

เป็นเพราะมีการประกาศผลสอบระดับท้องถิ่น บนท้องถนนจึงดูคึกคักเป็นพิเศษ บางครั้งก็จะได้ยินเสียงตะโกนแว่วมาว่า "คุณชายหลี่ฝั่งตะวันออกสอบได้เป็นเซิงหยวน" "คุณชายสวี่ฝั่งเหนือได้เป็นเซิงหยวนอันดับที่หก"...

โจวซื่อที่อยู่หน้าโต๊ะบัญชีกระวนกระวายใจจนแทบแย่ ท้ายที่สุดนางก็กระทืบเท้า กล่าวว่า "น้องสาว พวกเราไปรอที่หน้าประตูที่ว่าการกันเลยดีหรือไม่"

มีลูกค้าที่มาจัดยาหัวเราะกล่าวว่า "ฮูหยินเสิ่น ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว ข้าได้ยินมาว่ายิ่งคะแนนดีก็จะยิ่งมาแจ้งข่าวทีหลัง ไม่แน่ว่าบุตรชายของท่านอาจจะสอบได้อันดับต้น ๆ ก็ได้นะ"

คราวนี้ภายในใจของโจวซื่อก็เริ่มคิดว้าวุ่นขึ้นมา เดิมทีนางไม่กล้าแม้แต่จะคาดหวังให้เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉ แต่ตอนนี้กลับมีคนบอกว่าเสิ่นซีอาจจะสอบได้อันดับต้น ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ ทว่ายิ่งคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นางก็ยิ่งปรารถนาให้มันเป็นความจริง

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยปลอบใจ "พี่สาววางใจเถิด นี่มิใช่การสอบจอหงวนเสียหน่อย ไม่มีการแบ่ง อี้เจี่ย เอ้อร์เจี่ย ซานเจี่ย หรอกนะเจ้าคะ การประกาศผลสอบไม่ได้แบ่งลำดับก่อนหลัง"

(เชิงอรรถผู้แปล: อี้เจี่ย เอ้อร์เจี่ย ซานเจี่ย (一甲、二甲、三甲) ลำดับขั้นการจัดอันดับผู้สอบผ่านจิ้นซื่อในการสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ) โดยอี้เจี่ยคือสามอันดับแรก (จอหงวน, ปั๋งเหยียน, ทั่นฮวา) เอ้อร์เจี่ยและซานเจี่ยคือลำดับรองลงมา)

โจวซื่อขมวดคิ้วเอ่ยถาม "อี้เจี่ย เอ้อร์เจี่ยอะไรกันหรือ?"

เมื่อก่อนฮุ่ยเหนียงไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการสอบเคอจวี่อันใดนัก แต่หลังจากที่มีปัญญาชนอย่างเสิ่นซีอยู่ข้างกาย อย่างน้อยนางก็อุตส่าห์เร่งศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องมาไม่น้อย ทว่ายามนี้นางกลับไม่อาจอธิบายให้โจวซื่อฟังได้ ถึงอย่างไรเสิ่นซีก็เพียงแค่สอบซิ่วไฉ มิได้สอบจอหงวนเสียหน่อย

จบบทที่ ตอนที่ 280 อาการกระวนกระวายก่อนวันประกาศผลสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว