เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 279 รับผิดชอบ

ตอนที่ 279 รับผิดชอบ

ตอนที่ 279 รับผิดชอบ


ซูทงและเจิ้งเชียนจัดอยู่ในประเภทคนที่มีรสนิยมแย่ ๆ เหมือนกัน พวกเขาคิดจะดึงเสิ่นซีที่ยังอายุน้อยให้มาพัวพันด้วย เพราะเชื่อว่าใกล้หมึกย่อมแปดเปื้อนสีดำ หวังจะค่อย ๆ ปลูกฝังให้เสิ่นซีกลายเป็นคนที่ลุ่มหลงในสตรีเช่นเดียวกับพวกตน

(เชิงอรรถผู้แปล: ใกล้หมึกย่อมแปดเปื้อนสีดำ (近墨者黑) สำนวนเปรียบเปรยหมายถึง คบคนเช่นไรย่อมกลายเป็นคนเช่นนั้น อิทธิพลจากคนรอบข้างสามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้)

แต่เสิ่นซีมีหรือจะยอมร่วมหัวจมท้ายทำเรื่องสกปรกไปกับพวกเขา!?

ซูทงหัวเราะกล่าว "น้องเสิ่นยังไม่ถึงวัย จึงยังไม่เข้าใจถึงความลึกล้ำอันน่าอภิรมย์ในเรื่องนี้ หากเจ้าสามารถวาดภาพนี้ออกมาได้ พี่ชายย่อมไม่เอาเปรียบเจ้าเป็นแน่!"

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าว "นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอายุมากน้อย ทว่าการวาดเช่นนี้มันขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ข้าน้อยไม่ขัดข้องที่จะวาดพวกนางให้อยู่ในภาพเดียวกัน แต่ต้องสวมใส่อาภรณ์หรูหรางดงาม ถึงจะสามารถขับเน้นความงามของสตรีออกมาได้"

ซูทงเกลี้ยกล่อมอยู่อีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเสิ่นซียังคงยืนกราน ชั่วขณะนั้นจึงหมดหนทาง ทักษะฝีมือการวาดภาพแขนงนี้มีเพียงเสิ่นซีผู้เดียวที่ทำได้ หากเขาไม่อยากวาด ก็ไม่อาจบังคับฝืนใจ

ท้ายที่สุดซูทงกับเจิ้งเชียนก็ปรึกษาหารือกัน ก่อนจะหันกลับมากล่าวว่า "เช่นนั้น น้องเสิ่นก็วาดภาพสิบยอดพธูต่อไปเถิด ข้ากับคุณชายเจิ้งจะออกไปรออยู่ด้านนอก"

เสิ่นซีถึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ช่างไม่รู้จักธรรมเนียมจารีตเอาเสียเลย!

สังคมนี้ยิ่งปิดกั้น จิตใจคนก็ยิ่งถูกกดทับ จึงได้ปรากฏพวกที่ยั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทรามเยี่ยงซูทงและเจิ้งเชียนขึ้นมา คนพรรค์นี้ในยามปกติทั้งความรู้ความสามารถและอุปนิสัยใจคอก็นับว่าไม่เลว จะมีปัญหาก็เพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวเท่านั้น ที่ราวกับเป็นรอยด่างพร้อยบนหยกขาว

"คุณชายเสิ่น ท่านอยากให้พวกเราจัดท่าทางเช่นไรเพื่อให้ท่านวาดภาพหรือเจ้าคะ?"

ซีเอ๋อร์ทอดสายตางามบอบบางมองเสิ่นซี นางรู้สึกขอบคุณเสิ่นซีอยู่บ้างที่เมื่อครู่ออกปากช่วยแก้สถานการณ์ให้ แต่เสิ่นซีคาดเดาว่า สีหน้าท่าทางของนางส่วนใหญ่น่าจะจงใจเสแสร้งขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของสตรีที่ดูอ่อนแอบอบบาง แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้ใบหน้านี้จะซุกซ่อนมหาโจรอันใดเอาไว้?

เสิ่นซีกางขาตั้งวาดภาพออก โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง "ตามสบายเถิด"

คำว่า 'ตามสบาย' เพียงประโยคเดียว ซีเอ๋อร์ก็ 'ตามสบาย' ขึ้นมาจริง ๆ นางค่อย ๆ นั่งคุกเข่าพับเพียบลง ส่วนหญิงสาวคนอื่น ๆ หาได้กล้าเปิดเผยทำตัวตามสบายเหมือนนางไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสิ่นซีต่างก็ดูประหม่าเคอะเขิน ได้แต่ยืนเรียงรายกันอย่างสงบเสงี่ยมตามระเบียบ

เสิ่นซีไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรให้มากนัก หากวาดเพียงคนเดียว ปัจจัยหลักคือการขับเน้นและแต่งแต้มอารมณ์ความรู้สึกในภาพวาด ให้สภาพแวดล้อมสอดคล้องกับอุปนิสัยของบุคคลมากที่สุด แต่สำหรับภาพวาดหมู่เช่นนี้ อุปนิสัยและลักษณะเด่นของหญิงสาวแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน จึงไม่อาจพูดถึงการขับเน้นอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันได้ สู้ลงมือวาดตรง ๆ ไปเลยจะดีกว่า ขอเพียงพยายามวาดบุคคลให้เหมือนจริงที่สุดก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเสิ่นซีเริ่มจรดพู่กัน หญิงสาวคนอื่น ๆ ล้วนมีแววคาดหวังอยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็เป็นการวาดภาพ ซ้ำยังเป็นภาพสิบยอดพธู ทุกคนย่อมหวังให้ตนเองในภาพงดงามขึ้นสักหลายส่วน เดิมทีซีเอ๋อร์ค่อนข้างจะดูแคลนภาพวาดของเสิ่นซี ทว่าพอลองไตร่ตรองดูให้ดี "เจ้าเด็กนี่จิตใจร้ายกาจนัก ข้าขโมยปิ่นระย้าที่มอบให้เขามา ซ้ำยังไปล่วงเกินเขาอีก เขาคงไม่ฉวยโอกาสนี้วาดข้าให้ออกมาอัปลักษณ์เพื่อแก้แค้นหรอกกระมัง? แต่ว่า ปิ่นระย้านั่นเดิมทีก็เป็นของข้านี่นา"

ปล่อยความคิดฟุ้งซ่านอยู่นาน จู่ ๆ ซีเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าท่านั่งของตนตอนที่ถูกวาดลงไปในภาพคงดูไม่ค่อยงดงามนัก นางจึงลุกขึ้นยืนหมายจะจัดท่าทางให้ดูสง่างามเพื่อให้เสิ่นซีวาด ทว่าคิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ เสิ่นซีจะวางพู่กันลง

ซีเอ๋อร์กะพริบตาปริบ ๆ เอ่ยถาม "คุณชายเสิ่น นี่วาดเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?"

เสิ่นซีพยักหน้า "ใช่ ฮูหยิน แม่นางทุกท่าน แยกย้ายกันกลับไปได้แล้วล่ะ"

ซีเอ๋อร์อดรุ่มร้อนใจไม่ได้ "เจ้าเด็กนี่ต้องจงใจเป็นแน่ ฉวยโอกาสตอนที่ข้านั่งทำตัวตามสบายไร้ระเบียบวาดข้าลงไปในภาพ เช่นนี้รูปโฉมของข้าจะไม่ถูกหญิงสาวข้าง ๆ บดบังเอาหรอกหรือ?"

หญิงสาวคนอื่น ๆ ยืนให้เสิ่นซีวาดภาพอยู่ราวหนึ่งชั่วยาม ต่างก็เมื่อยล้าจนนั่งไม่ติดยืนไม่ติด ปรารถนาจะหนีไปจากสถานที่วุ่นวายแห่งนี้ตั้งนานแล้ว จึงพากันทยอยแยกย้ายจากไป

มีเพียงซีเอ๋อร์ที่เดินเข้ามา ด้วยท่าทีฮึดฮัดขัดใจ "นี่ วาดใหม่เลยนะ"

เสิ่นซีแย้มยิ้ม เอ่ยถาม "เหตุใดต้องวาดใหม่ด้วยเล่า?"

"ก็เพราะท่านวาดได้ไม่ดีน่ะสิ ข้าเป็นคนในภาพ ข้าย่อมมีสิทธิ์สั่งให้ท่านวาดใหม่..."

เสิ่นซียังคงส่ายหน้า "ผู้ที่เชิญข้าน้อยมาวาดภาพ คือคุณชายซูกับคุณชายเจิ้ง หากแม่นางซีเอ๋อร์มีความคิดเห็นอันใด ก็ไปเสนอต่อพวกเขาเถิด"

เสิ่นซีม้วนกระดาษวาดภาพเก็บ ซีเอ๋อร์รู้สึกคับแค้นใจ ยื่นมือหมายจะเข้าไปแย่งชิง... เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีหน้าตาของตน ชั่วขณะนั้นนางก็ไม่สนใจสิ่งใดอีก

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงของซูทงก็ดังมาจากหน้าประตู "น้องเสิ่น เวลาผ่านไปแค่ชั่วยามกว่า ๆ เจ้าก็วาดภาพสิบยอดพธูเสร็จแล้วหรือ?"

ซูทงและเจิ้งเชียนออกไปรับรองแขกเหรื่อครู่หนึ่ง ก็กลับมารออย่างใจเย็นที่เรือนชั้นใน พอเห็นประตูเปิดออก และบรรดาหญิงสาวทยอยเดินออกมา ก็รีบเข้ามาไต่ถาม เกือบจะได้เห็นฉากซีเอ๋อร์ลงมือแย่งชิงภาพเสียแล้ว

ซีเอ๋อร์รีบซ่อนมือกลับเข้าไปในแขนเสื้อ พอหันไปมองเสิ่นซีอีกครั้ง กลับเห็นเสิ่นซีเผยรอยยิ้มที่ในสายตานางช่างดูลึกลับและมีเลศนัยยิ่งนัก

ซีเอ๋อร์ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้น "เจ้าเด็กนี่ต้องจงใจทำให้ข้าอับอายขายหน้าอย่างแน่นอน!"

เสิ่นซีส่งมอบภาพที่วาดเสร็จแล้วให้ถึงมือซูทง หลังจากซูทงกางออกดู ก็ถึงกับอ้าปากตาค้างด้วยความประหลาดใจ

ภาพที่เสิ่นซีวาดนั้น หาใช่ปัญหาว่ามันยกระดับสูงกว่าจิตรกรทั่วไปขึ้นมาหลายระดับไม่ แต่มันเป็นศิลปะการวาดภาพอีกแขนงหนึ่งโดยสิ้นเชิง เนื้อหาในภาพวาดราวกับประทับร่างของบุคคลลงบนกระดาษอย่างมีชีวิต กระดาษวาดภาพขนาดสามฉื่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีรูปโฉมของสิบสาวงามวาดอยู่เต็มเปี่ยม แต่ละนางล้วนประชันความงามกันอย่างโดดเด่น มีชีวิตชีวาประดุจของจริง

ซูทงรีบนำภาพวาดไปให้เจิ้งเชียนดู

หลังจากเจิ้งเชียนดูก็ปีติยินดียิ่งนัก ทว่าลึก ๆ ในใจกลับแอบรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง หากใช้ทักษะฝีมือการวาดภาพอันประณีตถึงเพียงนี้ วาดภาพวังวสันต์ออกมาเล่า มันจะงดงามปานใด?

"น้องเสิ่น ทักษะฝีมือของเจ้าช่างล้ำเลิศไร้ผู้ทัดเทียมเสียจริง! ไป ๆ ไปดื่มกินที่ห้องโถงด้านหน้า ให้แขกเหรื่อในวันนี้ได้เบิกเนตรชมทักษะฝีมือของเจ้ากันเสียหน่อย และจะได้ให้สิบยอดพธูยกน้ำชาขอบคุณเจ้าด้วยเลย"

ฟังจากความหมายของซูทง ประเดี๋ยวในงานเลี้ยง สตรีทั้งสิบในภาพวาดนี้จำต้องออกมาคอยปรนนิบัติแขก รินสุราพร้อมกล่าวถ้อยคำเป็นสิริมงคล ซึ่งช่างแตกต่างจากธรรมเนียมของครอบครัวทั่วไป ที่มักจะเก็บซ่อนภรรยาและอนุภรรยาเอาไว้แต่ในบ้านอย่างสิ้นเชิง

เสิ่นซีไม่ได้คิดอะไรมาก เดินตามซูทงและเจิ้งเชียนไปยังห้องโถงด้านหน้า ซีเอ๋อร์แสร้งทำทีท่าเอียงอายเหนียมอายเดินตามอยู่เบื้องหลัง ในใจกลับสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก "ตกลงว่าเขาวาดข้าออกมาเป็นแบบใดกันแน่?"

เมื่อมาถึงห้องโถงหลัก แขกเหรื่อต่างรอคอยจนเริ่มกระวนกระวายใจแล้ว ปากบอกว่ามาสานต่องานเลี้ยงที่จวนตระกูลซู ทว่าผลสุดท้ายตัวเอกกลับกลายเป็นเสิ่นซี พอเสิ่นซียังวาดภาพไม่เสร็จ พวกเขาก็ทำได้เพียงยืนรออยู่ด้านนอกอย่างแห้งแล้ง ส่วนเจ้าภาพก็เพียงแค่ออกมาต้อนรับทักทายพอเป็นพิธีแล้วก็หายหัวไป ช่างดูจะเสียมารยาทละเลยแขกผู้มาเยือนเกินไปจริง ๆ

เมื่อซูทงเห็นสีหน้าไม่พอใจของเหล่าบัณฑิต จึงรีบนำภาพสิบยอดพธูที่เสิ่นซีวาดออกมาคลี่กางให้ทุกคนได้เชยชม เมื่อทุกคนเห็นเข้าก็ราวกับฝูงผึ้งพบเห็นน้ำหวาน ต่างกรูกันเข้ามาห้อมล้อม เพียงปรายตามองก็ไม่อาจละสายตาไปได้อีก

"สาวงามทั้งสิบผู้นี้ แต่ละนางล้วนงดงามเป็นเลิศจริง ๆ... ไม่รู้ว่าเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ หรือพระสนมนางในวังหลวงกันแน่?"

ภาพวาดหญิงงามที่คนเหล่านี้เคยเห็นในยามปกติ เหล่าหญิงงามมักจะถูกวาดให้มีจมูกเล็กตาตี่ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงนัก หากภาพใดดูงดงามขึ้นมาหน่อย ตัวจริงย่อมต้องเป็นโฉมงามอย่างแน่นอน

ทว่าภาพที่เสิ่นซีวาดนั้น หญิงงามบนกระดาษล้วนมีชีวิตชีวาประดุจของจริง ต่อให้ใช้คำว่า มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา มาบรรยายก็ไม่ถือว่าเกินเลยไปแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า ความงามเช่นนี้ไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกมนุษย์ แต่น่าจะเกิดจากจินตนาการที่ปั้นแต่งขึ้นมาเสียมากกว่า

ซูทงหัวเราะพลางปรบมือ กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ขอให้ทุกท่านได้ยลโฉมเทพธิดาบนสวรรค์ทั้งสิบนี้ด้วยตาตนเองเถิด"

ระหว่างที่กล่าว สตรีทั้งสิบนางก็ค่อย ๆ กรีดกรายเดินออกมาจากห้องโถงด้านใน พวกนางก็คือสิบยอดพธูในภาพวาดนั่นเอง

แม้สตรีทั้งสิบนี้จะไม่อาจเรียกได้ว่างดงามสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ก็ถือว่ามีความงามถึงแปดเก้าส่วน อย่างน้อยซีเอ๋อร์ที่เป็นถึงยอดคณิกาอันดับต้น ๆ แห่งเจี้ยวฟางซือ เสิ่นซีก็สามารถให้คะแนนนางได้ถึงเก้าสิบส่วน รูปโฉมของนางมิได้ด้อยไปกว่าดาราดังหลายคนในชาติก่อนเลยแม้แต่น้อย เมื่อมีภาพวาดของเสิ่นซีปูทางไว้ก่อนแล้ว พอเหล่าบัณฑิตได้มาเห็นหญิงสาวทั้งสิบผู้นี้อีกครั้ง จึงราวกับได้เห็นเทพธิดาจำแลงกายลงมาบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน

บุคคลในภาพวาดกลับกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก อาภรณ์แพรพรรณพลิ้วไหว พวกเขาแทบจะอดรนทนไม่ไหวอยากจะยื่นมือออกไปรวบตัวเทพธิดาเหล่านี้เข้ามากอดไว้ในอ้อมอก

ซูทงเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลง แล้วให้หญิงสาวแยกย้ายกันไปรินสุราคารวะทุกคน

หลังจากรินสุราคารวะกันไปหนึ่งรอบ มีเพียงภรรยาเอกของซูทงและเจิ้งเชียนเท่านั้นที่กลับไปพักผ่อนที่เรือนชั้นใน ส่วนหญิงสาวอีกแปดนางที่เหลือยังคงรินสุราปรนนิบัติเหล่าบัณฑิตในงานต่อไป

ซูทงจงใจจัดให้ซีเอ๋อร์มาคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายเสิ่นซี เดิมทีในใจของซีเอ๋อร์ยังคงฮึดฮัดขัดใจ ทว่าพอนางได้เห็นว่าตนเองในภาพวาดก็หยัดยืนสง่างามเฉกเช่นเดียวกับหญิงสาวอีกเก้านาง ซ้ำรูปโฉมยังดูงดงามโดดเด่นเหนือใคร นางถึงได้คลายความขุ่นเคืองลง ยามที่เดินมารินน้ำชาให้เสิ่นซี จึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขอบคุณอยู่หลายส่วน

"คาดว่าเจ้าเด็กนี่คงไม่กล้าล่วงเกินข้าเป็นแน่" ซีเอ๋อร์คิดในใจอย่างเบิกบานใจ

เสิ่นซีนับว่าเป็นผู้ที่แปลกประหลาดที่สุดในงานเลี้ยง เพราะสิ่งที่เขาดื่มคือน้ำชาหาใช่สุรา ผู้อื่นต่างดื่มกินชนจอกกันอย่างครื้นเครง เขากลับทำได้เพียงนั่งมองอยู่ด้านข้าง การละเล่นทายสุราของผู้อื่นล้วนไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเขาเลย

……

……

ตั้งแต่งานเลี้ยงที่ร้านสุราในยามเที่ยง ลากยาวมาจนถึงการวาดภาพและงานเลี้ยงส่วนตัวที่จวนตระกูลซู กว่าจะสิ้นสุดก็เป็นช่วงยามตะวันตกดินแล้ว หลายคนดื่มจนแทบจะเดินไม่ตรงทาง ซูทงจึงจัดแจงให้บ่าวไพร่ไปส่ง ส่วนทางด้านเสิ่นซีนั้นกลับมีท่าทีสดชื่นแจ่มใส ฝีเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคง

ซูทงรู้ตัวดีว่าตนเองคออ่อน จึงจงใจดื่มไม่มากนัก ทว่าเวลานี้เขาก็ยังคงมีอาการมึนเมา "น้องเสิ่น คราวหน้าหากเจ้ามาอีก ต้องวาดภาพให้ข้าให้ได้นะ"

เสิ่นซีเพียงพยักหน้าส่ง ๆ ถือว่ารับคำแล้ว จากนั้นก็หยิบสมุดเล่มหนึ่งที่เขียนตัวอักษรขนาดเล็กไว้เต็มหน้ากระดาษออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้ซูทงพลางกล่าว "พี่ชายทั้งสอง ข้าน้อยมีสมุดเล่มเล็กอยู่เล่มหนึ่ง รบกวนพวกท่านช่วยชี้แนะด้วยขอรับ"

ซูทงรับมาดู ก็เห็นว่าบนนั้นมีแต่ตัวอักษรเต็มไปหมด ซ้ำตัวอักษรยังเล็กจิ๋ว เขาคลี่ยิ้มด้วยความเมามาย "ได้ ๆ" ก่อนจะยัดมันลงไปในอกเสื้ออย่างลวก ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เสิ่นซีกำลังทบทวนตำราอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา หลินไต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดมา "เจ้าคนทึ่มตัวโตนั่นมาอีกแล้ว"

'เจ้าคนทึ่มตัวโต' เป็นฉายาที่หลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์ตั้งให้ซูทง เพราะซูทงมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ซ้ำยังดู 'ซื่อบื้อ' อยู่บ้าง

เสิ่นซีเดินลงมาชั้นล่าง โจวซื่อไม่ได้ขัดขวางการคบหาระหว่างเขากับซูทง ซูทงมีท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ มีพิรุธ ดึงตัวเสิ่นซีออกไปหน้าประตู ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "สมุดเล่มเล็กที่น้องเสิ่นมอบให้ข้าเมื่อวาน ยังมีเนื้อหาตอนต่อไปอีกหรือไม่?"

สิ่งที่เสิ่นซีมอบให้ซูทงเมื่อวาน ก็คือห้าตอนแรกของนิยายเรื่องหลี่เหลียนเหมย เนื้อหาห้าตอนแรกของต้นฉบับเดิมนั้นมีไม่มากนัก ทว่า "หลี่เหลียนเหมย" ฉบับดัดแปลงตัดทอนที่เสิ่นซีเขียนขึ้นชั่วคราวนี้มีทั้งหมดเพียงสามสิบตอน เนื้อหาในห้าตอนแรกจึงเข้มข้นยิ่งนัก ซ้ำยังถือเป็นแก่นสารสำคัญของหนังสือทั้งเล่มอีกด้วย

เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางกล่าว "มีก็มีอยู่ขอรับ เพียงแต่ยังเขียนไม่เสร็จ คราวก่อนที่เคยบอกคุณชายซู ว่าอยากจะพิมพ์หนังสือสักเล่ม..."

"ก็คือเล่มนี้หรือ? เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน! หากได้ภาพวาดจากฝีมือน้องเสิ่นเพิ่มเข้าไปด้วย... อย่าว่าแต่เมืองถิงโจวเล็ก ๆ แห่งนี้เลย ข้าเกรงว่าทั่วทั้งแผ่นดินต้าหมิง คงไม่มีบุรุษใดที่ไม่อยากซื้อกลับไปเก็บสะสมไว้เป็นแน่"

ซูทงกล่าวพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ "น้องเสิ่น เจ้าออกจะใจจืดใจดำไปหน่อยนะ เขียนเรื่องราวมาแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ปล่อยให้ข้ารอจนคันไม้คันมือแทบแย่ เมื่อใดเจ้าถึงจะเขียนตอนต่อไปออกมาได้เล่า?"

เสิ่นซีหัวเราะ "ข้าน้อยกำลังเขียนอยู่ขอรับ หากเขียนเสร็จเมื่อใด จะส่งให้พี่ซูก่อนหนึ่งเล่ม ถึงเวลานั้นพี่ซูก็ใช้ชื่อของท่าน นำหนังสือเล่มนี้มาตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของข้าน้อย หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น คงต้องรบกวนพี่ซูเป็นผู้ออกหน้ารับผิดชอบแล้ว"

ซูทงเอ่ย "จะมีปัญหาอันใดได้? ในเมื่อน้องเสิ่นกลัวว่าการเขียนหนังสือเล่มนี้จะนำพาความเดือดร้อนมาให้ เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นผู้รับชื่อเสียงฉาวโฉ่นี้ไว้เองก็แล้วกัน ฮ่า ๆ"

หลังจากตกลงกับซูทงเรียบร้อย ในที่สุดเสิ่นซีก็หาผู้ที่มารับผิดชอบได้แล้ว หากภายหลังทางการสั่งห้ามหนังสือเรื่อง "หลี่เหลียนเหมย" จริง ๆ นั่นก็เป็นความรับผิดชอบของซูทง โรงพิมพ์อย่างมากที่สุดก็แค่มีความผิดฐานมีส่วนรู้เห็นเท่านั้น

การเตรียมการทั้งหมดก่อนการตีพิมพ์หนังสือ เวลานี้เหลือเพียงการวาดภาพประกอบและการแกะสลักแม่พิมพ์ ซึ่งนี่ก็คือขั้นตอนที่ซับซ้อนที่สุดเช่นกัน

เนื่องจากสิ่งที่ต้องวาดคือภาพวังวสันต์ เสิ่นซีจึงไม่มีต้นแบบให้ดู ทำได้เพียงวาดไปตามจินตนาการ เคราะห์ดีที่ในหัวของเขายังมีใบหน้าและรูปร่างหน้าตาที่คุ้นเคยในชาติก่อนอยู่มากมาย... เสิ่นซีตัดสินใจจะนำหญิงงามในความทรงจำเหล่านี้ มาเป็นนางเอกในภาพวาด เพื่อรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอันสร้างความฮือฮาสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินของเขาให้สำเร็จจงได้

จบบทที่ ตอนที่ 279 รับผิดชอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว