เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 278 ภาพสิบยอดพธู

ตอนที่ 278 ภาพสิบยอดพธู

ตอนที่ 278 ภาพสิบยอดพธู


เดิมทีตกลงกันไว้แล้วว่าจะไม่คาดหวังหรือกดดันเรื่องที่เสิ่นซีจะสอบติดซิ่วไฉในปีนี้จนเกินไปนัก ทว่าพอเอาเข้าจริง โจวซื่อก็เริ่มบ่นพึมพำจู้จี้ขึ้นมาอีกจนได้

ตอนเสิ่นซีกลับมาแล้วยิ้ม โจวซื่อก็บอกว่าสอบได้ดี พอเสิ่นซีนั่งลงกินข้าว โจวซื่อก็บอกว่ามีโหงวเฮ้งร่ำรวย พอกลางคืนตอนจะเข้านอน โจวซื่อก็บอกว่าต้องฝันดีแน่ ๆ ครั้นรุ่งเช้าวันที่สองตอนที่เสิ่นซีตื่นนอนเดินออกจากห้อง โจวซื่อก็มาดักจ้องอยู่หน้าประตู พลางพึมพำว่า "ซ้ายมงคลขวาอัปมงคล ก้าวเท้าขวาออกมาก่อน แบบนี้ไม่ถูกต้องสิ..."

เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออก มารดาเขาคงอยากให้เขาสอบติดซิ่วไฉจนแทบจะเสียสติไปแล้วกระมัง!

เสิ่นซีรีบนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ฮุ่ยเหนียงฟัง ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าพลางกล่าว "เมื่อคืนน้าก็ลองผูกดวงทำนายให้เจ้าอยู่เหมือนกัน แต่น้าไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ วันนี้คงต้องไปหาซินแสทำนายดวงชะตาที่พึ่งพาได้มาช่วยตรวจดูให้เจ้าเสียหน่อยแล้ว..."

ห่วงใยมากไปย่อมว้าวุ่นสับสน!

(เชิงอรรถผู้แปล: ห่วงใยมากไปย่อมว้าวุ่นสับสน (关心则乱) สำนวนหมายถึง ยิ่งมีความห่วงใยหรือใส่ใจในตัวบุคคลหรือเรื่องราวใดมากเกินไป ก็จะยิ่งสูญเสียความเยือกเย็น จนทำให้คิดอ่านสับสนวุ่นวายได้ง่าย)

โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงปากบอกว่าไม่กะเกณฑ์บังคับ ทว่าในใจกลับให้ความสำคัญยิ่งนัก ล้วนเฝ้ารอคอยให้เขาประสบความสำเร็จเป็นยอดคนโดยเร็ว หลังจากเขาสอบระดับท้องถิ่นเสร็จ พวกนางต่างรู้สึกไม่มั่นใจ จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองไปพลาง พึ่งพาวิธีการเหนือธรรมชาติงมงายเหล่านี้มาช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้ตนเองไปพลาง

ทว่าสอบเสร็จแล้ว ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดมาบังคับให้เขาท่องตำราอีก เพียงแต่ช่วงสาย เฝิงฮว่าฉีได้มาหาหนหนึ่ง เพื่อให้เขาคัดลอกบทความที่เขียนในการสอบระดับท้องถิ่นรอบสองออกมาจากความทรงจำ

เฝิงฮว่าฉีล่วงรู้โจทย์เรียงความสี่ตำราของการสอบระดับท้องถิ่นรอบสองมาล่วงหน้าแล้ว ย่อมรู้ดีว่าโจทย์ข้อนี้ยากยิ่งนัก หลังจากได้อ่านบทความของเสิ่นซี เฝิงฮว่าฉีก็ขมวดคิ้วแน่น ท้ายที่สุดก็เพียงพยักหน้าและกล่าวว่า "พอใช้ได้"

คำวิจารณ์เพียงสามพยางค์นี้ ทำให้โจวซื่อตื่นตระหนกไปค่อนวัน นางรีบเรียกให้ซิ่วเอ๋อร์ไปแจ้งฮุ่ยเหนียงที่สมาคมการค้า... เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับการศึกษาของเสิ่นซี ล้วนต้องแจ้งให้ฮุ่ยเหนียงทราบอย่างละเอียด แม้แต่คำวิจารณ์ของเฝิงฮว่าฉีก็ห้ามตกหล่นแม้แต่น้อย

"พอใช้ได้ก็คือยังถือว่าดี เช่นนั้นโอกาสสอบติดก็น่าจะเพิ่มขึ้นมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าผู้อื่นเขียนได้ดีเพียงใด หากทำได้พอ ๆ กันหมด ผู้คุมสอบจะคัดเลือกผู้ใดกันเล่า?"

ตลอดทั้งช่วงเช้า โจวซื่อไม่มีกระจิตกระใจจะทำสิ่งใด ขอเพียงในร้านขายยาไม่มีลูกค้า นางก็จะมายืนเหม่อมองเสิ่นซีอยู่ที่หน้าประตูห้องโถงด้านหลัง ปากก็พึมพำไม่หยุดหย่อน

จวบจนกระทั่งถึงยามเที่ยง ซูทงส่งคนนำเทียบเชิญมาส่ง เพื่อเชิญเสิ่นซีไปพูดคุยสังสรรค์ ถึงได้นับว่าช่วย 'กอบกู้' เสิ่นซีเอาไว้ได้ เสิ่นซีกล่าวขออนุญาตโจวซื่อ โจวซื่อก็โบกมือไล่ เป็นเชิงบอกว่าเสิ่นซีอยากไปที่ใดก็ไปเถิด รอจนเขาเดินพ้นประตูไปแล้ว เสียงของโจวซื่อถึงได้ลอยตามหลังมา "กลับให้มันเร็ว ๆ หน่อยเล่า"

เมื่อไปถึงสถานที่นัดหมาย กลับเป็นร้านสุราแห่งหนึ่ง บนชั้นสองจัดโต๊ะจัดเลี้ยงไว้สองโต๊ะ แขกที่รับเชิญมาล้วนเป็นผู้เข้าสอบระดับท้องถิ่นในรุ่นเดียวกัน ซ้ำยังเป็นเหล่าถงเซิงที่สอบผ่านรอบแรกมาแล้วทั้งสิ้น

ในฐานะเจ้าภาพ ซูทงกำลังรินน้ำชาให้แก่ผู้เข้าสอบที่มาร่วมงาน เมื่อเห็นเสิ่นซีมาถึง ซูทงก็ดีใจยิ่งนัก ดึงตัวเสิ่นซีไปเบื้องหน้าทุกคน "น้องเสิ่นผู้นี้... ฮ่าฮ่า... ทุกท่านคงคุ้นหน้าคุ้นตากันดีใช่หรือไม่?"

หากเป็นผู้อื่น บัณฑิตในงานอาจจะไม่รู้จัก ทว่าเสิ่นซีผู้นี้นับว่าเป็นคนดังในหมู่ผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน เมื่อครู่นี้อู๋เสิ่งอวี๋ยังถือเป็นจุดสนใจของงานเลี้ยงอยู่เลย ทว่าพอเสิ่นซีมาถึง รัศมีก็ถูกกลบไปจนสิ้นในทันที

หลังจากประสานมือคารวะทักทายกันแล้ว อู๋เสิ่งอวี๋ก็ยกถ้วยชาขึ้น เอ่ยกับเสิ่นซีว่า "ข้าน้อยขอดื่มชาแทนสุรา คารวะคุณชายเสิ่นหนึ่งจอก"

กล่าวจบก็ไม่รอให้เสิ่นซีตอบรับ อู๋เสิ่งอวี๋ก็กระดกชาชวดเดียวลงคอด้วยเสียงดัง 'อึก' จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินลงไปชั้นล่าง ทำให้เหล่าถงเซิงในงานต่างส่งเสียงฮือฮา อู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ออกจะยโสโอหังเกินไปสักหน่อยแล้ว ซูทงแย้มยิ้มกล่าวแก้เก้อ "เมื่อครู่คุณชายอู๋บอกว่าที่บ้านมีธุระ..."

มีคนกล่าวขึ้นมาว่า "คุณชายซู ท่านไม่ต้องช่วยเขาแก้ต่างหรอก คนแซ่อู๋ผู้นี้เมื่อปีกลายยังดี ๆ อยู่เลย ปีนี้เขาได้เลื่อนฐานะจากบุตรอนุภรรยาขึ้นเป็นสายหลัก ก็เลยทะนงตนว่าสูงส่ง นับวันยิ่งหยิ่งผยองไม่เห็นหัวผู้ใด"

เป็นเพราะอู๋เสิ่งอวี๋อายุเพียงสิบสี่ปีก็สอบผ่านการสอบระดับอำเภอ และการสอบระดับเมืองติดต่อกัน ความรู้ความสามารถของเขาถือว่าโดดเด่นเหนือผู้คนในหมู่คนร่วมตระกูล ปู่ของเขาซึ่งก็คือ อู๋เหวินตู้ ผู้ว่าการมณฑลซานซี จึงมีเจตนาจะส่งอู๋เสิ่งอวี๋เข้าไปศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยน ในสายตาคนนอก นี่ก็คือการยกฐานะบุตรอนุภรรยาขึ้นเป็นบุตรสายหลักนั่นเอง

ในยุคราชวงศ์หมิง กั๋วจื่อเจี้ยนหรือราชวิทยาลัยแบ่งออกเป็นเป่ยยงและหนานยง (เหนือและใต้) เป่ยยงคือกั๋วจื่อเจี้ยนที่เมืองหลวงเป่ยจิง ส่วนหนานยงคือกั๋วจื่อเจี้ยนที่เมืองหลวงสำรองหนานจิง จำนวนนักศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนเมืองหนานจิงช่วงรัชศกหย่งเล่อเคยมีมากถึงหลักหมื่นคน สาเหตุหลักเป็นเพราะในยุคต้นราชวงศ์หมิงยังไม่มีการจัดสอบระดับท้องถิ่น ผู้เข้าสอบทั่วไปที่ต้องการเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล จำต้องอาศัยการเสนอชื่อจากทางการเท่านั้น และในบรรดาเจี้ยนเซิงก็มีผู้มีความสามารถจากท้องถิ่นจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าสอบระดับมณฑล จึงเข้ามาศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนเพียงชั่วคราวเพื่อ 'ชุบตัวเอาวุฒิการศึกษา' เท่านั้น

ระบบการสอบเคอจวี่ในยุคต้นราชวงศ์หมิง อ้างอิงตามระบบการสอบสามระดับของราชวงศ์ซ่ง ได้แก่การสอบฟาเจี่ยซื่อ การสอบเสิ่งซื่อ และการสอบเตี้ยนซื่อ โดยได้มีการก่อตั้งการสอบสามระดับขึ้นมาใหม่แทนที่คือ การสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) การสอบระดับเมืองหลวง (ฮุ่ยซื่อ) และการสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ) ทว่าในเวลาต่อมา เนื่องจากจำนวนนักศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนมีมากเกินไป ซ้ำมาตรฐานของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากท้องถิ่นให้เข้าสอบระดับมณฑลก็ยังสูงต่ำไม่เท่ากัน ดังนั้นในรัชศกเซวียนเต๋อจึงได้สถาปนาระบบการสอบคัดกรองเบื้องต้นหรือการสอบถงเซิงซื่อขึ้นอย่างเป็นทางการ ภายหลังยังได้เพิ่มการสอบเตรียมความพร้อมอีกสองระดับ คือการสอบระดับอำเภอ และการสอบระดับเมืองเอาไว้ก่อนหน้าการสอบถงเซิงซื่อ ทำให้ระบบเคอจวี่มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นจำนวนของเจี้ยนเซิงในกั๋วจื่อเจี้ยนก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ

แม้เจี้ยนเซิงจะมีระดับเทียบเท่ากับซิ่วไฉ และสามารถเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้ ทว่าก็ถือว่าเป็นผู้ที่จบมาจาก 'สถานศึกษาของลูกหลานขุนนางระดับสูง' การได้เข้าไปศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนจึงกลายเป็นเกียรติยศประการหนึ่งของลูกหลานขุนนาง

ส่วนอู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นอนุชนตระกูลอู๋ที่จะได้เข้าไปศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว ไม่ว่าจะสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้หรือไม่ แท้จริงแล้วเขาก็จะได้รับคุณวุฒิซิ่วไฉหรือเจี้ยนเซิงเพื่อไปสอบระดับมณฑลอยู่ดี คนผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นเด็กเส้นพิเศษที่แท้จริง

ซูทงกลับดูใจกว้างยิ่งนัก เขาให้ทุกคนรินสุราลงในจอกตรงหน้าให้เต็ม ก่อนจะยกจอกขึ้นกล่าว "เอาล่ะ ๆ อย่าให้การจากไปของคนเพียงคนเดียวมาทำลายสุนทรียภาพของทุกท่านเลย มา ขออวยพรให้พวกเราประสบความสำเร็จในวันประกาศผลสอบ และได้ประดับบุปผาพร้อมกันในการสอบระดับมณฑล"

ราชวงศ์ซ่งในอดีตเคยมีตำนานสี่อัครเสนาบดีประดับบุปผา ในยุคราชวงศ์หมิง บุรุษก็มีบางโอกาสที่ต้อง "ประดับบุปผา" เช่นกัน นั่นคือตอนที่สอบติดจวี่เหรินและในวันมงคลสมรส ส่วนการสอบติดจิ้นซื่ออันเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้น ยิ่งต้องประดับบุปผาทองคำ

(เชิงอรรถผู้แปล: สี่อัครเสนาบดีประดับบุปผา (四相簪花) ตำนานจากสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เล่ากันว่าหานฉีได้จัดงานเลี้ยงและประดับดอกเสาเย่าสายพันธุ์หายากให้แก่ขุนนาง 4 คน ซึ่งต่อมาทั้ง 4 คนล้วนได้ก้าวขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี คำนี้จึงถูกใช้เปรียบเปรยถึงลางมงคลของการประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน)

ทว่าถ้อยคำของซูทง กลับยากที่จะได้รับการคล้อยตามจากผู้คนในงาน ต่อให้ทุกคนจะเปี่ยมไปด้วยความหวังต่ออนาคต แต่ก็รู้ดีว่าการสอบให้ติดซิ่วไฉและจวี่เหรินนั้นมิใช่เรื่องง่ายดายอันใดเลย โต๊ะกลมขนาดใหญ่สองตัวที่มีคนนั่งอยู่สิบห้าสิบหกคนในงานนี้ ผู้ที่สามารถผ่านด่านซิ่วไฉไปได้ย่อมมีเพียงหยิบมือเดียว นับประสาอันใดกับการสอบติดจวี่เหรินเล่า

"คุณชายซู นี่เพิ่งจะสอบเสร็จ พวกเราก็จัดงานเลี้ยงฉลองกันแล้ว จะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?" มีคนเอ่ยถามด้วยความแคลงใจ

ซูทงแย้มยิ้ม "หลายปีมานี้ทุกท่านมุ่งมั่นเตรียมตัวสอบเคอจวี่ แทบไม่มีเวลาว่างให้พักผ่อน หากยามนี้ไม่หาความสำราญผ่อนคลายเสียหน่อย รอจนประกาศผลสอบออกมาแล้ว ไม่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ ก็ต้องกลับไปตรากตรำอ่านตำราท่ามกลางความเหน็บหนาวเพื่ออนาคตและความก้าวหน้าต่อไปมิใช่หรือ?"

ทุกคนพิจารณาดูแล้ว ก็เห็นว่าจริงดังว่า

อย่างไรเสียก็เพิ่งจะสอบเสร็จ เป็นเพราะไม่รู้ว่าจะสอบติดหรือไม่ ในใจจึงยังรู้สึกหวั่นวิตกอกสั่นขวัญแขวน ต่อให้หยิบตำรามาทบทวนก็คงอ่านไม่เข้าหัว สู้พักผ่อนให้สบายใจสักสองสามวันยังจะดีเสียกว่า ไม่ว่าครานี้จะสอบผ่านหรือไม่ ท้ายที่สุดก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับท้องถิ่นในครั้งหน้า หรือไม่ก็เพื่อการประเมินผลซุ่ยเข่าและการสอบระดับมณฑลในปีหน้าอยู่ดี ซึ่งก็ยังคงต้องจุดตะเกียงอ่านตำรายามค่ำคืนอย่างไม่หยุดหย่อน

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนก็พลันสบายใจขึ้นมาก ร่วมดื่มด่ำงานเลี้ยงกันโดยปราศจากความรู้สึกอึดอัดอีกต่อไป

หลังจากกินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญ คนส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวแยกย้ายกันกลับ ส่วนบัณฑิตสองสามคนที่ปกติสนิทสนมกับซูทงได้อยู่ต่อ ซูทงยิ้มให้เสิ่นซีพลางกล่าวว่า "น้องเสิ่น ข้าอุตส่าห์ดื่มน้อยลงหน่อย ก็เพื่อรักษาสติให้แจ่มใส เดี๋ยวจะเชิญเจ้ากลับไปวาดภาพด้วยกัน"

ทั่วร่างของเสิ่นซีพลันขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที "พี่ซู ข้าว่าเอาไว้คราวหน้าค่อยวาดเถิด... วันนี้คงไม่เหมาะกระมัง"

ซูทงถามด้วยความประหลาดใจ "หรือว่าน้องเสิ่นจะวาดภาพสักครา ยังต้องดูฤกษ์ดูยาม อาบน้ำเปลี่ยนชุด และจุดธูปเซ่นไหว้อีกหรือ?"

คำพูดประโยคเดียว ทำเอาผู้คนรอบข้างหลุดหัวเราะครืนออกมา เจิ้งเชียนกล่าวว่า "คุณชายเสิ่นอย่าได้เข้าใจผิด แท้จริงแล้วพี่ซูอยากจะให้เจ้าวาดภาพฮูหยินของเขาสักภาพ เรื่องค่าเหนื่อยย่อมไม่เอาเปรียบแน่นอน พี่ซูกำลังจะได้เป็นบิดาคนแล้ว ในใจย่อมเบิกบาน จึงอยากให้วาดภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกยามที่ฮูหยินอุ้มท้องแรกจนอุ้ยอ้าย"

เสิ่นซีคิดในใจ ‘นี่ก็น่าจะคล้ายกับการถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกระมัง ยุคสมัยนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูป หากอยากเก็บภาพไว้ ก็ต้องพึ่งพาจิตรกรวาดภาพให้เท่านั้น’

เมื่อทุกคนลงมาชั้นล่าง ซูทงก็ส่งรถม้าไปส่งเสิ่นซีที่บ้านเพื่อเอาพู่กันและสี ส่วนตัวเขาก็ล่วงหน้ากลับจวนไป "เตรียมการ" ก่อน สำหรับเรื่องที่ว่าจะเตรียมการอันใดนั้น เสิ่นซีย่อมไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเสิ่นซีนั่งรถม้ามาถึงจวนตระกูลซู กลับเห็นเกี้ยวหลังเล็กจอดอยู่หน้าประตูหลายหลัง มีสตรีหลายนางก้าวลงมาจากเกี้ยว หนึ่งในนั้นที่ดูสะดุดตามากที่สุดก็คือซีเอ๋อร์ ส่วนหญิงสาวคนอื่น ๆ เสิ่นซีกลับรู้สึกไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาเสียเลย ดูเหมือนจะไม่ใช่คนของเจี้ยวฟางซือ

เจิ้งเชียนมายืนรอต้อนรับเสิ่นซีอยู่หน้าประตูตั้งนานแล้ว "คุณชายเสิ่น เชิญด้านใน"

เสิ่นซีเอ่ยถาม "มิใช่จะให้วาดภาพฮูหยินซูหรอกหรือ?"

เจิ้งเชียนแสร้งทำเป็นไขสือพลางตอบ "เรื่องนี้คงต้องถามพี่ซูแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด"

เสิ่นซีรู้สึกแปลกใจอยู่ลึก ๆ แต่พอคิดว่าหากกลับบ้านไปก็ต้องทนฟังโจวซื่อบ่นพึมพำจู้จี้ จึงจำใจสูดหายใจลึกเดินตามเจิ้งเชียนเข้าไปด้านใน ที่แห่งนี้ยังคงเป็นเรือนชั้นใน ทว่าสถานที่ที่ไปกลับมิใช่ห้องโถงรับแขก แต่เป็นโถงดอกไม้ขนาดเล็กที่เสิ่นซีเคยเข้าไปเมื่อคราวก่อน เวลานี้ซูทงกำลังนั่งชมของวิเศษที่เก็บสะสมไว้อยู่ตรงนั้น

เมื่อเห็นเสิ่นซี ซูทงก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "น้องเสิ่น ประเดี๋ยวคงต้องรบกวนให้เจ้าวาดภาพ 'สิบยอดพธู' สักภาพแล้ว เจ้าอย่าได้ตำหนิที่พี่ชายมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ข้าเองก็กลัวว่าเจ้าจะไม่ยอมตกลงเช่นกัน"

"ในบรรดาสิบยอดพธูนี้ นอกจากฮูหยินและอิ้งเชี่ยของข้าแล้ว ก็ยังมีฮูหยินและอนุภรรยาสองคนของคุณชายเจิ้ง รวมกับแม่นางซีเอ๋อร์และแม่นางจากหอชุนย่วนอีกสี่คน ครบสิบยอดพธูพอดี"

"เดิมทีข้าอยากจะเชิญแม่นางอวิ๋นหลิ่วมาด้วย แต่น่าเสียดายที่อวี้เหนียงไม่ยอมปล่อยตัวมา"

หอชุนย่วนคือหอคณิกาที่มีชื่อเสียงในเมือง ถือเป็นสถานที่เริงรมย์แบบเอกชน หญิงสาวข้างในแม้จะมีผู้ที่ใช้ข้ออ้างว่าเป็นชิงกวานเหริน ทว่าแท้จริงแล้วส่วนใหญ่ล้วนขายเรือนร่างทั้งสิ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหญิงสาวทั้งสี่คนที่มาจากหอชุนย่วนเหล่านี้ ล้วนเป็น "คู่ขาเก่า" ของซูทงและเจิ้งเชียน

(เชิงอรรถผู้แปล: ชิงกวานเหริน (清倌人) หญิงคณิกาในยุคโบราณที่ขายเพียงศิลปะการแสดง ขับร้อง หรือดีดพิณ โดยไม่ขายเรือนร่าง)

ซูทงกล่าวต่อ "ข้าให้แขกเหรื่อรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า ประเดี๋ยวเจ้าก็ไปวาดภาพในห้องโถงเล็กข้าง ๆ หึ ๆ น้องเสิ่นช่างมีวาสนาเรื่องสตรีไม่เบาเลยนะ"

พอได้ยินเช่นนี้ เสิ่นซีก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในใจ

รอจนซูทงเชิญฮูหยินและอิ้งเชี่ยของตน รวมทั้งผู้ที่นั่งเกี้ยวหลังเล็กมาทั้งหมดเข้าไปในห้องโถงชั้นใน ซูทงถึงได้บอกกล่าวความต้องการของตนอย่างชัดเจน

บรรดาหญิงสาวพอได้ยินว่าจะให้วาดภาพ "สิบยอดพธู" กลับไม่ได้รู้สึกกระไรนัก นิสัยเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ ของซูทงและเจิ้งเชียน ภรรยาของพวกเขาย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดี ส่วนซีเอ๋อร์และแม่นางจากหอชุนย่วนที่ถูกเชิญมา พวกนางล้วนมีเงินให้รับ ซ้ำยังได้เข้าไปอยู่ในภาพวาด ก็นับว่าเป็นเรื่องดีงามประการหนึ่ง

ท้ายที่สุดซูทงก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม "ความตั้งใจของข้าก็คือ อยากให้ทุกท่านปลดเปลื้องเสื้อผ้าเพื่อวาดภาพ ไม่ทราบว่าจะเป็นเช่นไร?" พอเขากล่าวจบ อย่าว่าแต่ซีเอ๋อร์และแม่นางจากหอชุนย่วนเลย แม้แต่ฮูหยินและอิ้งเชี่ยของซูทง บนใบหน้าก็ยังเผยให้เห็นถึงความตื่นตะลึง

กลับเป็นภรรยาเอกและสองอนุภรรยาของเจิ้งเชียนที่มีท่าทีปกติ เพียงแต่ดูเอียงอายเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเจิ้งเชียนได้อธิบายให้พวกนางฟังอย่างชัดเจนล่วงหน้าแล้ว

ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุดก็คือซีเอ๋อร์ นางเอ่ยด้วยความเดือดดาลว่า "คุณชายซูทำเช่นนี้มิรังแกกันเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ?"

"แม่นางซีเอ๋อร์อย่าเพิ่งมีโทสะ ประเดี๋ยวตอนที่คุณชายเสิ่นวาดภาพ ข้ากับคุณชายเจิ้งจะออกไปจากที่นี่ รับรองว่าจะไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวน ทิ้งพวกเจ้าไว้กับคุณชายเสิ่น..."

สำหรับหญิงสาวจากหอชุนย่วน ขอเพียงมีเงินให้รับก็พูดจากันได้ง่าย ส่วนภรรยาของซูทงแม้จะกำลังเช็ดน้ำตา แต่เพื่อรักษาสถานะในบ้านก็จำต้องทนกล้ำกลืน ทว่าซีเอ๋อร์กลับมิใช่คนที่จะยอมอ่อนข้อให้ง่ายดายปานนั้น เดิมทีนางได้ยินว่าเป็นเสิ่นซีที่เป็นผู้วาดภาพ ซ้ำยังวาดภาพ "สิบยอดพธู" ความรู้สึกอยากเอาชนะก็พลุ่งพล่านขึ้นมา หวังจะอวดโฉมและความงามสง่าต่อหน้าหญิงงามทั้งหลาย

ไม่ได้เจอเสิ่นซีเสียนาน นางเองก็อยากจะแสดงความโดดเด่นต่อหน้าเสิ่นซีเช่นกัน

ทว่ายามนี้พอได้ยินว่าภาพที่จะวาดเป็นภาพอันน่าบัดสี ในใจนางก็รู้สึกอับอายและเคืองแค้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยฐานะของนาง จะไปงัดข้อกับพวกซูทงซึ่งหน้าก็ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อกิจการของอวี้เหนียง นางกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "ต่อให้ข้าน้อยยินยอม เกรงว่าคุณชายเสิ่นก็คงไม่ยินยอมกระมังเจ้าคะ?"

เสิ่นซีนั้นถอดใจอยากถอยหนีไปตั้งนานแล้ว แม้จะมีแต่สตรีไม่มีบุรุษ ไม่นับว่าเป็นภาพวังวสันต์ แต่ก็คงไม่ต่างกันสักเท่าใดนัก

เสิ่นซีมองซูทงกับเจิ้งเชียนด้วยสายตาหวาดระแวง นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ถึงได้กล่าวขึ้นว่า "พี่ชายทั้งสอง ข้าว่าเรื่องนี้ล้มเลิกไปจะดีกว่ากระมัง"

จบบทที่ ตอนที่ 278 ภาพสิบยอดพธู

คัดลอกลิงก์แล้ว