- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 277 การสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง
ตอนที่ 277 การสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง
ตอนที่ 277 การสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง
หลิวปิ่งมาจากตระกูลที่มีพื้นฐานวิชาการลึกซึ้ง หลิวสือ ปู่ของเขาเป็นจิ้นซื่อปีเซวียนเต๋อที่ห้า ได้เข้าสำนักฮั่นหลิน ต้นรัชศกเจิ้งถ่งดำรงตำแหน่งทงพ่านแห่งเมืองจินฮว่า รัชศกจิ่งไท่ถูกเรียกตัวไปชำระตำรา "ซ่งหยวนทงเจี้ยนกังมู่" ที่ตำหนักตงเก๋อ ปีเทียนซุ่นที่สี่ได้เลื่อนเป็นเจ้าเมืองหนานสยง ทว่าเนื่องจากขัดใจขันทีผู้เป็นทูตจากราชสำนัก จึงถูกปรักปรำจนต้องเข้าคุกหลวงและล้มป่วยเสียชีวิตในคุก ชาวหนานสยงจึงได้สร้างศาลเพื่อรำลึกถึงเขา
ช่วงที่หลิวปิ่งศึกษาเล่าเรียน เขาเคยสัมผัสกับตำราทางปรัชญาซินเสวียมามากมาย สำหรับทฤษฎีของลู่จิ่วหยวน (หรือลู่เซี่ยงซาน) มหาปราชญ์แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับจูซี ซึ่งสนับสนุนแนวคิดที่ว่า "จักรวาลคือจิตของข้า จิตของข้าคือจักรวาล" "กฎสวรรค์ กฎมนุษย์ กฎวัตถุล้วนอยู่แต่ในจิตของข้า มนุษย์ล้วนมีจิตเช่นนี้ จิตล้วนมีกฎเช่นนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนไม่อาจหลีกหนี" และ "หลักการศึกษา ล้วนเป็นการเปิดเผยจิตเดิมแท้ หากการศึกษารู้ซึ้งถึงแก่นแท้ คัมภีร์ทั้งหกก็ล้วนเป็นเพียงเชิงอรรถของข้า" ทฤษฎีเหล่านี้หลิวปิ่งหาได้มีอคติด้วยไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: ลู่จิ่วหยวน (陆九渊) หรือลู่เซี่ยงซาน นักปราชญ์ยุคซ่งใต้ ผู้เบิกทางให้ปรัชญาซินเสวีย)
ทว่าการนำปรัชญาซินเสวียมาตั้งข้อสงสัยต่อปรัชญาหลี่เสวีย และหยิบยกทฤษฎีประหลาดพิสดารบางอย่างออกมา จึงไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้พวกบัณฑิตคร่ำครึที่ยึดติดกับปรัชญาหลี่เสวียขัดหูขัดตา
หลิวปิ่งตระหนักรู้กระจ่างแก่ใจดีว่า ต่อให้เป็นปัญญาชนที่เชิดชูคำสอนของขงจื๊อเหมือนกัน แต่ในด้านอุดมการณ์การศึกษาก็ยังมีข้อขัดแย้งกันมากมาย แต่ละสำนักมักจะเกิดความขัดแย้งกันเอง ทว่าหากนำความขัดแย้งเช่นนี้มาบีบบังคับยัดเยียดให้แก่ผู้เข้าสอบธรรมดาทั่วไป ย่อมทำให้ปัญญาชนถูกตีกรอบอย่างแข็งทื่อ จนไม่รู้ว่าอนาคตควรจะก้าวเดินไปทางใด
ในฐานะผู้คุมสอบหลักของการสอบระดับท้องถิ่นเมืองถิงโจวในครั้งนี้ หลิวปิ่งจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพิ่มรายชื่อผู้สอบผ่านรอบแรกเข้ามาอีกหนึ่งคน แม้แต่ในตอนที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ ด้านนอกก็เริ่มประกาศผลสอบแล้ว การที่เขาตัดสินใจกะทันหัน ก็นับว่าเป็นการชดเชยความบกพร่องที่เขาตรวจตราไม่ถี่ถ้วนเองเช่นกัน
เหตุผลของหลิวปิ่งนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก "ไม่ว่าผู้เข้าสอบจะยึดมั่นในอุดมการณ์วิชาการเช่นไร ขอเพียงเป็นผู้ที่อ่านตำราของอริยปราชญ์ ซึมซับมรรคาแห่งปราชญ์รุ่นก่อน ก็สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน"
ด้วยเหตุนี้เอง เสิ่นซีจึงรอดพ้นวิกฤตผ่านด่านมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเรื่องนี้กลับทิ้งความประทับใจอันเลวร้ายยิ่งให้แก่บรรดาผู้ร่วมตรวจกระดาษคำตอบจำนวนมาก
ท้ายที่สุดแล้ว ยุคสมัยนี้ผู้ที่เชิดชูปรัชญาหลี่เสวียยังคงมีจำนวนมากกว่าเป็นส่วนใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่าอุดมการณ์ต่างกันมิอาจร่วมทาง คนเหล่านี้ย่อมคาดหวังที่จะคัดเลือกปัญญาชนที่ทำตามแบบแผนอย่างเคร่งครัด มากกว่าจะเลือกคนรุ่นหลังที่นำเสนออุดมการณ์ตั้งตนเป็นเอกเทศกลางลานสอบอย่างเสิ่นซี
หลักการทางสายกลาง ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่เหล่านักวิชาการสายขงจื๊อเชิดชูมาโดยตลอด นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ในแวดวงปรัชญาขงจื๊อแทบจะไม่มีผู้ใดสร้างรูปแบบแปลกใหม่เพื่อโดดเด่นเป็นเอกเทศเลย
เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ยี่สิบสี่เดือนหก การสอบระดับท้องถิ่นรอบสองก็ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากจำนวนผู้เข้าสอบลดลงฮวบฮาบ การคุมสอบจึงง่ายดายขึ้นมาก หลิวปิ่งถึงกับเข้ามาในลานสอบเร็วกว่าผู้เข้าสอบเสียอีก เขานั่งอยู่บนโต๊ะประธาน รอคอยให้ผู้เข้าสอบมากันครบถ้วน จากนั้นจึงขานชื่อตามลำดับเช่นเดิม ทว่าโจทย์ข้อสอบของการสอบรอบสอง เขาได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้ว โดยบรรจุไว้ในซองจดหมาย เพื่อให้ผู้เข้าสอบจับฉลากด้วยตนเอง
คราวนี้หลิวปิ่งสังเกตเห็นเสิ่นซีที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดหมายเลขแรกเป็นพิเศษ หรืออาจเป็นเพราะได้เห็นบทความของเสิ่นซีเมื่อวานนี้ หลิวปิ่งจึงบังเกิดความรู้สึกเสียดายและรักคนมีพรสวรรค์ขึ้นมา
ส่วนเสิ่นซีในระหว่างการสอบรอบสอง เขากลับจงใจเก็บตัวเงียบไม่ทำตัวให้สะดุดตา เมื่อวานนี้หลังจากที่เขาสอบผ่านด้วยสิทธิ์พิเศษ เหล่าถงเซิงต่างก็เอาเขามาเป็นเป้าโจมตีอีกครั้ง ตอนนี้สิ่งที่เสิ่นซีคิดก็คือ ทำให้การสอบระดับท้องถิ่นรอบสองนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี หากสอบติดซิ่วไฉได้ย่อมดีที่สุด หากสอบไม่ติดก็แค่รอไปอีกสองปีข้างหน้า
ขอเพียงทำจิตใจให้สงบเยือกเย็น เวลาสอบก็จะไม่ต้องแบกรับภาระความกดดันมากนัก
สำหรับผู้เข้าสอบจำนวนมาก เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น โอกาสในการสอบระดับท้องถิ่นก็น้อยลงไปทุกที จึงจำต้องทุ่มเทสู้สุดชีวิตในทุกครา ทว่าสำหรับเสิ่นซีแล้วกลับเป็น "ยังมีวันเวลาอีกยาวไกล" โอกาสที่จะโดดเด่นเหนือผู้คนนั้นมีอีกมากมาย
หลังจากการสอบรอบแรกสิ้นสุดลง เสิ่นซีก็รู้สึกเช่นกันว่า การพยายามนำเสนออุดมการณ์ของตนเองในสถานที่เช่นนี้ดูจะรุนแรงสุดโต่งเกินไป และง่ายต่อการถูกเพ่งเล็งเล่นงาน
การสอบระดับท้องถิ่นรอบสอง จะสอบเพียงเรียงความสี่ตำราหนึ่งบทและเรียงความห้าคัมภีร์หนึ่งบท เรียงความห้าคัมภีร์ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ ทว่าโจทย์ของเรียงความสี่ตำรากลับค่อนข้างยาก
"ซ่อนความชั่วและเชิดชูความดี ร่ำไห้ต่อฟ้าดิน" ปฏิกิริยาแรกที่เสิ่นซีเห็นโจทย์ข้อนี้ คือรู้สึกว่าตนควรจะสับมือข้างที่จับฉลากนี้ทิ้งไปเสียจริง ๆ
ไม่จับได้โจทย์อื่น แต่ดันมาจับได้โจทย์รูปแบบเจี๋ยตาถีเสียได้
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี๋ยตาถี (截搭题) รูปแบบการตัดต่อโจทย์ คือการนำประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกันในคัมภีร์มาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)
"ซ่อนความชั่วและเชิดชูความดี" มาจากคัมภีร์จงยง เป็นถ้อยคำที่ขงจื๊อวิจารณ์กษัตริย์ซุ่นว่าเป็น "ผู้มีสติปัญญาอันยิ่งใหญ่" โดยกล่าวว่าซุ่นรู้จักปกปิดข้อเสียของผู้อื่น และเชิดชูข้อดีของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ว่าซุ่น "ยึดถือปลายทั้งสองเพื่อใช้ทางสายกลาง" ซึ่งนี่ก็คือหลักการทางสายกลางที่แวดวงปัญญาชนขงจื๊อยกย่องเชิดชู
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์จงยง (中庸) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักปรัชญาทางสายกลาง)
ส่วนคำว่า "ร่ำไห้ต่อฟ้าดิน" นั้นมาจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทว่านจาง ท่อนบน ซึ่งกล่าวถึงกษัตริย์ซุ่นเช่นเดียวกัน โดยว่านจางถามเมิ่งจื่อว่า "ซุ่นไปยังท้องนา ร่ำไห้ต่อฟ้าดิน เหตุใดเขาจึงต้องคร่ำครวญร่ำไห้ด้วย?" เมิ่งจื่อตอบว่า "ด้วยความน้อยใจและคะนึงหา" ความหมายคร่าว ๆ ก็คือ เหตุใดกษัตริย์ซุ่นจึงมักจะไปที่ท้องนา แล้วร้องไห้โฮต่อสวรรค์ หรือว่าเขามีจิตเมตตาการุณย์ต่อเวไนยสัตว์หรือ? เมิ่งจื่อตอบว่า แท้จริงแล้วที่ซุ่นทำเช่นนั้นก็เพราะความกตัญญูต่างหาก
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์เมิ่งจื่อ (孟子) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ รวบรวมแนวคิดของเมิ่งจื่อ ปราชญ์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ขงจื๊อ)
บุตรปรารถนาจะเลี้ยงดู ทว่าบุพการีมิอยู่รอ…
เป็นที่รู้กันดีว่า กษัตริย์ซุ่นมีชื่อเสียงในเรื่องความกตัญญูอย่างบริสุทธิ์ใจ "ร่ำไห้ต่อฟ้าดิน" ก็เป็นการอธิบายอย่างพอดิบพอดีว่าซุ่นเป็นผู้ที่รู้ซึ้งถึงหลักความกตัญญู ส่วนถ้อยคำของขงจื๊อ กลับหมายความว่าซุ่นผู้นี้รู้จักหลักทางสายกลาง มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้นำ ผู้นำมีความกตัญญูยิ่งนัก อีกทั้งยังรู้จักใช้คน สองสิ่งนี้แท้จริงแล้วไม่ได้ขัดแย้งกันโดยพื้นฐาน ทว่าจุดประสงค์ในการกล่าวถึงนั้นแตกต่างกัน การจะนำสองสิ่งนี้มาสอดประสานเข้าด้วยกัน ย่อมเป็นการยากที่จะหาจุดศูนย์กลางที่ชัดเจน
กษัตริย์ซุ่นนั้นเป็นผู้สืบทอดที่กษัตริย์เหยาหมายตาไว้ เป็นกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องที่ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ระบบสละราชสมบัติในยุคโบราณ หากจักรพรรดิองค์ใดมีความสามารถ ย่อมต้องถูกนำไปเปรียบเปรยว่าเทียบเท่า "เหยา ซุ่น อวี่ ทัง" อย่างแน่นอน โจทย์ข้อนี้ไม่เพียงสามารถกล่าวถึงแบบแผนการทำงานของวิญญูชน แต่ยังสามารถขยายความถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณธรรมความกตัญญูของกษัตริย์กับการปกครองบ้านเมืองและการใช้คน โดยสรุปแล้ว ก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความสามารถอย่างอิสระนั่นเอง
โจทย์ที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดอย่างอิสระเช่นนี้ มักจะเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด
เพราะมีทิศทางให้เลือกเดินได้มากมาย หากความคิดขัดแย้งกับผู้ออกข้อสอบ ผู้ตรวจกระดาษสอบ หรือกระทั่งผู้คุมสอบหลัก ก็จะเกิดกรณีที่การพั่วถี (ตีโจทย์) ถูกตีความว่าหลุดประเด็นไปเลย ในการเขียนเรียงความแปดขา ขอเพียงแค่พั่วถีผิด ต่อให้เนื้อหาด้านหลังจะเขียนได้ดีเลิศเพียงใด ก็ต้องสอบตกได้ศูนย์คะแนน นี่ก็เปรียบเสมือนการเขียนบทความเชิงวิจารณ์ที่หาจุดยืนของตนเองไม่พบนั่นเอง
ถึงอย่างไรเสิ่นซีก็ไม่ได้รีบร้อนแล้ว บทความสองบท ต่อให้เขาจะเขียนช้าเพียงใด ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามต่อหนึ่งบทก็คงจะเสร็จสิ้น การสอบทั้งหมดจะกินเวลาประมาณหกชั่วยาม เมื่อเผชิญกับโจทย์ที่เจ้าเล่ห์เช่นนี้ หากยังร้อนใจดั่งไฟสุม ก็มิเท่ากับจงใจหาเรื่องลำบากให้ตัวเองหรอกหรือ?
เมื่อถึงยามเที่ยง เสิ่นซีก็เขียนเรียงความห้าคัมภีร์ที่ค่อนข้างง่ายดายจนเสร็จสิ้น ทว่าเขายังคงร่างไว้เพียงบนกระดาษร่าง ยังไม่ได้คัดลอกลงในกระดาษคำตอบแต่อย่างใด หลังกินของรองท้องไปเล็กน้อย เสิ่นซีก็ดื่มน้ำไปสองสามอึก จากนั้นจึงยกมือขึ้นส่งสัญญาณขออนุญาตไปสุขา
เดิมทีเสิ่นซีสามารถกลั้นเอาไว้ได้ แต่เขาก็อดทนมาถึงสองรอบแล้ว หากคราวนี้ยังไม่ไปดูลาดเลาที่ห้องสุขาเสียหน่อย ก็คงไม่มีโอกาสแล้ว ในมุมมองของเสิ่นซี คราวนี้ตนเองจับได้โจทย์ที่ยุ่งยากที่สุด โอกาสที่จะสอบผ่านระดับท้องถิ่นนั้นช่างริบหรี่นัก หากไม่ล่วงหน้าปรับตัวให้คุ้นเคยกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเข้าห้องสุขากลางคันเสียก่อน วันข้างหน้าเมื่อต้องเผชิญในลานสอบระดับท้องถิ่นไปจนถึงการสอบระดับมณฑล ก็อาจจะตื่นตระหนกจนทำอะไรผิดพลาดได้
ออกไปเดินสักสองก้าว ก็ถือเสียว่าเป็นการผ่อนคลายเส้นประสาทและยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย…
น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมห้องสุขาในลานสอบแห่งนี้เลวร้ายจนเกินไป อีกทั้งยังประจวบเหมาะกับช่วงกลางฤดูร้อนที่กลิ่นเหม็นคละคลุ้งฟุ้งกระจาย เสิ่นซีถึงกับขมวดคิ้วตั้งแต่ตอนเข้าแถว พอเข้าไปด้านในแล้วเห็นหนอนแมลงวันสีขาวอวบอ้วนคลานยั้วเยี้ยไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ก็แทบจะอดรนทนไม่ไหวจนอยากจะอาเจียนออกมา สุดท้ายเขาจึงรีบเข้าแล้วรีบออก เสิ่นซีจ้ำอ้าวกลับมานั่งที่นั่งของตน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ากระดาษคำตอบของตนคล้ายกับมีคนมาแตะต้อง เขาจึงรีบตรวจสอบดูอย่างละเอียด เนื้อหาบนกระดาษคำตอบไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เดิมทีมันก็ว่างเปล่าอยู่แล้ว และก็ไม่มีผู้ใดจงใจเข้ามาก่อกวนหรือขีดเขียนอะไรเล่น เขาย่อมต้องเงยหน้าขึ้นมองหลิวปิ่งผู้คุมสอบหลักแวบหนึ่ง ทว่าเวลานี้หลิวปิ่งกำลังหันข้าง ไม่ได้มองมาทางนี้เลย
เมื่อเห็นว่ายามเที่ยงใกล้จะผ่านพ้นไป เรียงความสี่ตำราบทนั้นเสิ่นซีจะหลีกเลี่ยงอย่างไรก็คงไม่พ้น จึงทำได้เพียงเขียนอย่างสุดความสามารถ สิ่งที่เขาเลือกขยายความคือคุณธรรมความกตัญญูของวิญญูชนและหลักการทางสายกลาง
เมื่อเขียนเรียงความแปดขาจนจบหนึ่งบท เสิ่นซีก็รู้สึกว่าผลงานของตนค่อนข้างจะธรรมดาสามัญ ไม่ได้มีจุดใดโดดเด่นวิจิตรตระการตา ในใจของเขาทำได้เพียงหวังว่าโจทย์ของผู้อื่นก็คงจะยากเช่นกัน เช่นนี้บทความของเขาก็จะดูไม่ย่ำแย่จนเกินไปนัก
การสอบระดับท้องถิ่นรอบสองจะมีการปล่อยแถวเพียงครั้งเดียว เมื่อถึงเวลา หลิวปิ่งก็ลุกขึ้นยืน สั่งให้ผู้เข้าสอบทุกคนวางพู่กันลง ราวกับการเก็บข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคสมัยใหม่เมื่อหมดเวลา ห้ามมิให้ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมใด ๆ อีกเด็ดขาด ส่วนกระดาษคำตอบที่ปิดผนึกชื่อทั้งหมดจะถูกเก็บใส่ซอง เจ้าหน้าที่จะนำซองไปใส่ในหีบไม้ตามลำดับ รอจนกระทั่งเก็บกระดาษคำตอบเสร็จสิ้น ลานสอบจึงจะเปิดกุญแจปล่อยแถว ให้ผู้เข้าสอบทยอยเดินออกไป
เมื่อออกจากลานสอบ ซูทงและเจิ้งเชียนก็เดินเข้ามาทักทายเสิ่นซี ใบหน้าของซูทงเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ "สงสัยข้าจะดวงซวย จับได้โจทย์เรียงความสี่ตำราที่ยากเกินไปจริง ๆ"
เจิ้งเชียนก็เอ่ยขึ้นว่า “ของข้าก็ไม่ง่ายเลยเช่นกัน... อ้อ จริงสิ เจ้าได้โจทย์อันใดหรือ?”
ซูทงตอบ “ซ่อนความชั่วและเชิดชูความดี ร่ำไห้ต่อฟ้าดิน”
เจิ้งเชียนประหลาดใจยิ่งนัก “หา!? เหตุใดจึงได้โจทย์เดียวกับข้าเลยเล่า?”
มีคนข้าง ๆ ขยับเข้ามาใกล้ “ไอหยา ข้าก็ได้โจทย์ข้อนี้เหมือนกัน”
ผลสรุปเมื่อทุกคนลองมาเทียบกันดู กลับกลายเป็นว่าโจทย์เรียงความสี่ตำราในการสอบระดับท้องถิ่นครานี้เหมือนกันหมด ล้วนเป็นโจทย์เจี๋ยตาถีข้อนี้ พอได้ยินเช่นนี้ เสิ่นซีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โจทย์ของข้ายาก ของพวกท่านก็ยากเช่นกัน เช่นนั้นทุกคนก็ถือว่าหัวอกเดียวกัน
ด้านข้างเริ่มมีคนเอ่ยปากด่าทอ “ใต้เท้าผู้ตรวจการหลิวทำเช่นนี้ออกจะใจจืดใจดำเกินไปหน่อยกระมัง ออกโจทย์เหมือนกันหมด ซ้ำยังทำทีแสร้งให้พวกเราจับฉลากอีก รู้อย่างนี้...”
“รู้อย่างนี้แล้วเจ้าจะทำไมหรือ?”
น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากเบื้องหลังผู้เข้าสอบคนนั้น ทำเอาเหล่าผู้เข้าสอบตกใจจนร่างสั่นเทา
ทุกคนรีบหันขวับไปประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “คารวะใต้เท้าผู้ตรวจการหลิวขอรับ”
หลิวปิ่งแค่นเสียงเย็นชา “ต่อให้สบายดีก็ถูกพวกเจ้ากวนโมโหจนไม่สบายแล้ว ที่ข้าขุนนางผู้นี้ทำเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเจ้ารวมหัวกันทุจริต... ในเมื่อโจทย์เหมือนกันหมด ย่อมแยกแยะความรู้ความสามารถได้ง่ายดายยิ่งขึ้น พวกเจ้ากลับไปรอประกาศผลสอบเถิด!”
เหล่าถงเซิงถูกผู้คุมสอบหลักตำหนิ ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดไม่เหมาะสม ต่อให้สอบผ่านก็อาจถูกปัดตกลงมาได้ นี่คืออำนาจของผู้คุมสอบหลัก สามารถดันเจ้าให้สูงส่ง ก็สามารถทำให้เจ้าตกลงมาเจ็บหนักได้เช่นกัน หากผู้เข้าสอบได้พบกับผู้คุมสอบหลักที่ชื่นชอบสำนวนการเขียนของตน ก็ต้องรีบฉวยโอกาสสอบให้ติดซิ่วไฉภายในสามปี มิเช่นนั้นหากผ่านไปสามปีแล้วเปลี่ยนตัวผู้คุมสอบ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องวนเวียนสอบต่อไปจนถึงชาติหน้าตอนบ่ายหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้ว ผู้คุมสอบหลักคือผู้ชี้เป็นชี้ตายทุกสิ่ง
รอจนกระทั่งหลิวปิ่งปั้นหน้าดำคร่ำเครียดเดินจากไป เหล่าผู้เข้าสอบจึงค่อยทยอยแยกย้ายกลับบ้านด้วยความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ
หลังจากเดินพ้นมาได้ระยะหนึ่ง ซูทงก็กระซิบเสียงเบา “น้องเสิ่น เจ้ายังไม่รู้กระมัง ตอนที่เจ้าไปปลดทุกข์ ใต้เท้าหลิวได้แอบหยิบกระดาษคำตอบของเจ้าขึ้นมาดูอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าหลังจากดูเสร็จเขากลับส่ายหน้า ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจบทความของเจ้าสักเท่าใดนัก”
เสิ่นซีเพียงแย้มยิ้ม ตอนนั้นกระดาษคำตอบของเขายังว่างเปล่า หากหลิวปิ่งพอใจสิถึงจะแปลก
ทว่าสำหรับเรื่องที่จู่ ๆ หลิวปิ่งก็มาดูกระดาษคำตอบของเขา เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะง่ายดายเพียงนั้น แน่นอนว่าอาจเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นของหลิวปิ่งก็เป็นได้
เจิ้งเชียนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสริม “น้องเสิ่น เรื่องนี้ชักจะมีเงื่อนงำเสียแล้ว เมื่อวานเจ้าได้รับสิทธิ์พิเศษให้สอบผ่าน ภายนอกมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวเจ้ามากมาย วันนี้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวถึงกับมาพลิกดูกระดาษคำตอบของเจ้าด้วยตนเอง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์นี้กับตามีไม่น้อย เกรงว่าหลังจบการสอบระดับท้องถิ่น จะมีคนฉวยโอกาสก่อกวนเหมือนตอนสอบระดับเมืองเป็นแน่”
เสิ่นซีลองตรึกตรองดูอย่างละเอียด ก็เห็นว่าจริงดังว่า
ร่องรอยหลายอย่างในการสอบระดับท้องถิ่นครั้งนี้ ล้วนบ่งชี้ว่าเขาได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้คุมสอบหลัก หากเขาสอบไม่ติดซิ่วไฉก็แล้วไปเถิด แต่หากสอบติดขึ้นมา เหล่าบัณฑิตย่อมต้องรวมหัวกันโจมตีเขาอีกระลอกอย่างแน่นอน
ผู้อื่นย่อมต้องคิดว่า สาเหตุที่หลิวปิ่งไปพลิกดูกระดาษคำตอบของเสิ่นซีกลางคัน ก็เพื่อจดจำว่าเสิ่นซีเขียนสิ่งใดลงไป เป็นการเตรียมการเพื่อทุจริตให้ในภายหลัง
เหล่าบัณฑิตในยุคสมัยนี้ เนื่องจากมีสถานะทางสังคมสูงส่ง ประกอบกับมีนิสัยดื้อรั้นหัวแข็ง เมื่อวู่วามขึ้นมาแล้ว ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังไม่เกรงกลัว
ทว่าบางเรื่อง หากขบคิดให้ลึกซึ้งแล้วกลับฟังไม่ขึ้น
หากหลิวปิ่งอยากให้ผู้ใดสอบติดหรือสอบตกจริง ลำพังเพียงคำพูดของเขาคำเดียวก็ย่อมได้ จะปิดผนึกชื่อบนกระดาษสอบแล้วอย่างไรเล่า รอจนเปิดกระดาษคำตอบ ข้าอยากจะปัดผู้ใดตกหรือดึงผู้ใดขึ้น ล้วนเป็นข้าที่ชี้ขาด จำเป็นต้องถ่อไปดูกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบให้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านด้วยหรือ?
ยามที่กำลังจะกล่าวลา ซูทงก็พลันหัวเราะขึ้นมา “น้องเสิ่น ไม่ว่าการสอบครานี้จะสอบติดหรือไม่ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องเคร่งเครียดกับการเตรียมตัวสอบอีกแล้ว วันนี้พี่ชายขอเชิญเจ้าไปเป็นแขกที่จวน เจ้าคงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธแล้วกระมัง?”
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น มิได้ตอบรับและมิได้ปฏิเสธ
ซูทงหัวเราะร่วน “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะส่งเทียบเชิญไปที่จวน ถึงเวลานั้นต้องมาให้ได้เล่า”
เสิ่นซีไม่ได้พูดสิ่งใด เมื่อกลับถึงบ้าน เพิ่งก้าวเข้ามาในร้านขายยา คนทั้งครอบครัวก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบ แม้แต่แม่หนูน้อยหลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์ก็ยังเข้ามาร่วมวงด้วย
“สอบเป็นอย่างไรบ้าง...”
ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ไปหอการค้าของสมาคมการค้า ก็เพื่อรอฟังสถานการณ์การสอบระดับท้องถิ่นรอบสองของเสิ่นซีโดยเฉพาะ
เสิ่นซีครุ่นคิดหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าฉีกยิ้มกว้าง “ข้าว่าของข้าก็… พอใช้ได้นะขอรับ”
โจวซื่อแย้มยิ้มเบิกบานขึ้นมาทันที “ยิ้มแล้ว ๆ สองวันก่อนตอนที่กลับจากการสอบรอบแรกยังคอตกห่อเหี่ยวราวกับข้านี่แหละตายไปแล้ว ท้ายที่สุดก็สอบผ่านไม่ใช่หรือ?”
“คราวนี้ยิ้มได้ก็แสดงว่าสอบได้ดี ฮ่า ๆ ต้องสอบผ่านแน่ ๆ!”