เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 276 วาจาเหลวไหล

ตอนที่ 276 วาจาเหลวไหล

ตอนที่ 276 วาจาเหลวไหล


หลิวปิ่ง ผู้คุมสอบการสอบระดับท้องถิ่นประจำแต่ละเมืองและอำเภอในมณฑลฝูเจี้ยนครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงยิ่ง

หลังจากจบการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรกของเมืองถิงโจว ในคืนนั้นเขาก็สั่งให้คนนำกระดาษคำตอบที่ปิดผนึกชื่อบนกระดาษสอบทั้งหมดไปคัดลอกใหม่ตามระเบียบ และเริ่มตรวจข้อสอบในวันรุ่งขึ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ปิดผนึกชื่อบนกระดาษสอบ (糊名) กฎการสอบเพื่อป้องกันการทุจริต โดยจะปิดบังชื่อผู้เข้าสอบก่อนนำกระดาษคำตอบไปตรวจ)

ผู้ที่ร่วมตรวจข้อสอบกับหลิวปิ่ง มิได้มีเพียงเจี้ยวอวี้ ซวิ่นเต่า จู่ทัวประจำสำนักศึกษาแห่งเมืองถิงโจว และบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงที่เกษียณราชการแล้วเท่านั้น ทว่ายังมีปราชญ์เรืองนามที่เชิญมาจากแถบเจียงก้านอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อรับประกันว่าตลอดการตรวจข้อสอบสองวัน ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะได้รับการประเมินและเขียนคำวิจารณ์จากผู้ตรวจอย่างน้อยสองคน

หลิวปิ่งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนมาสามปี ตรวจข้อสอบมานับไม่ถ้วน เขามีมาตรฐานการคัดเลือกผู้เข้าสอบสูงยิ่ง ไม่เพียงต้องการบทความที่สละสลวยลึกซึ้ง แต่คุณธรรมความประพฤติก็ต้องโดดเด่นเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มีผู้ใดมาฝากฝังส่งของกำนัล เขาก็ล้วนวางเฉยไม่นำพามาโดยตลอด กระนั้นเขาก็มิได้จงใจกลั่นแกล้งผู้ใด เพราะตระหนักดีว่าค่านิยมของบัณฑิตในปัจจุบันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน หากจะไปโทษผู้เข้าสอบเพียงหนึ่งหรือสองคนที่แปดเปื้อนค่านิยมเสื่อมทรามนี้ ก็ออกจะเคร่งครัดและบีบคั้นพวกเขาจนเกินไป

กฎการตรวจมีอยู่ว่า หากผู้ตรวจประเมินว่าดี จะทำเครื่องหมายวงกลมไว้บนกระดาษสอบ หากเห็นว่าไม่ดี จะทำเครื่องหมายกากบาท หากกระดาษสอบใดได้หนึ่งวงกลมหนึ่งกากบาท จะส่งต่อให้คนที่สามมาช่วยชี้ขาด มีเพียงกระดาษสอบที่ได้ 'สองวงกลม' เท่านั้น จึงจะถูกส่งมาถึงมือของหลิวปิ่ง

หลิวปิ่งมิได้มีหน้าที่ตรวจกระดาษคำตอบทั้งหมด เขาจะพิจารณาเฉพาะกระดาษสอบที่ผู้ตรวจสองคนแรกเห็นพ้องว่าบทความยอดเยี่ยมจนลงเครื่องหมายสองวงกลม และเสนอชื่อขึ้นมาเท่านั้น จากนั้นเขาจึงจะคัดเลือกบทความที่โดดเด่น อีกทั้งมีเหตุผลและข้อสนับสนุนตรงใจเขาที่สุด ให้เป็นผู้สอบผ่าน

ทว่าต่อให้เหตุผลจะโน้มเอียงไม่ตรงใจไปบ้าง ขอเพียงสำนวนภาษาเลิศล้ำ หลิวปิ่งก็ยังอนุโลมให้ผ่านได้ ท้ายที่สุดนี่เพิ่งจะเป็นการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรก มาตรฐานจึงยังค่อนข้างผ่อนปรน อย่างไรเสียก็ต้องคัดให้ครบหนึ่งร้อยคนเสียก่อน

ผ่านการตรวจรอบแรก หลิวปิ่งคัดเลือกผู้ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดมาราวเจ็ดสิบคน จากนั้นจึงค่อย ๆ คัดคนมาเติมจนครบหนึ่งร้อยคน

สำหรับผู้ที่ถูกคัดมาเติมเต็มจำนวนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่หลิวปิ่งมองว่าบทความพอใช้ได้ สามารถให้โอกาสเข้าสอบรอบสองเพื่อพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง ทว่าสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ หลิวปิ่งมิได้ตั้งความหวังไว้มากนัก หากมีฝีมือจริง เพียงการสอบครั้งเดียวก็เห็นผลแล้ว ไฉนต้องสอบหลายคราเล่า? ใจจริงเขาปรารถนาจะคัดเลือกซิ่วไฉจากการสอบเพียงรอบเดียวเสียด้วยซ้ำ เช่นนี้ตัวเขาเองก็เบาแรง และสำหรับผู้เข้าสอบก็ถือว่าตรงไปตรงมาที่สุด ทว่าเมื่อกฎของราชสำนักกำหนดมาเช่นนี้ เขาก็มิอาจฝ่าฝืน

เช่นนี้เอง หลิวปิ่งจึงคัดเลือกผู้เข้าสอบได้เก้าสิบห้าคนเป็นผู้สอบผ่านรอบแรก จากนั้นเขาจึงเริ่มรื้อค้นกระดาษคำตอบที่ได้ 'หนึ่งวงกลมสองกากบาท' ซึ่งมีผู้ตรวจเพียงคนเดียวที่ชื่นชม นำมาพิจารณาร่วมกับกระดาษสอบของผู้ที่สอบไม่ติดก่อนหน้านี้ แล้วคัดเลือกมาอีกหลายคนเพื่อเติมเต็มจำนวนห้าที่นั่งสุดท้ายจนครบถ้วน

จนถึงบัดนี้ เสิ่นซีก็ยังคงเป็นผู้ที่สอบไม่ติด เพราะกระดาษคำตอบของเสิ่นซีถูกผู้ตรวจสองคนแรกปัดตกตัดสินให้ 'ประหารชีวิต' ไปตั้งนานแล้ว

ล่วงเข้ายามค่ำคืนของวันที่ยี่สิบสองเดือนหก หลิวปิ่งก็คัดเลือกผู้เข้าสอบครบหนึ่งร้อยคนพอดี เขามิได้จงใจสั่งให้คนเปิดกระดาษผนึกชื่อ เพื่อตรวจสอบดูว่ามีอั้นโส่วประจำอำเภอคนใดสอบไม่ผ่านหรือไม่ สำหรับเขาแล้ว ในเมื่อเจ้าได้เป็นถึงอั้นโส่วประจำอำเภอ ย่อมแสดงว่ามีสติปัญญา เช่นนั้นก็จงอาศัยฝีมือที่แท้จริงของตนเองสอบผ่านเข้ามาให้ได้

สำหรับธรรมเนียมที่ให้อั้นโส่วประจำอำเภอได้สิทธิ์พิเศษเลื่อนเป็นซิ่วไฉนั้น แท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาภายในเมืองเดียวกัน เป็นการรับประกันว่าในการสอบระดับท้องถิ่นแต่ละครั้ง ทุกอำเภอจะมีผู้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคน ส่วนอั้นโส่วประจำเมืองกลับไม่มีสิทธิ์พิเศษนี้ ก็เพราะสิทธิ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างพื้นที่ เรื่องนี้ทำให้หลิวปิ่งซึ่งเป็นบัณฑิตสอบไล่มาด้วยลำแข้งตนเองรู้สึกไม่เป็นธรรมยิ่งนัก เหตุใดพื้นที่ที่การเรียนการสอนย่ำแย่ จึงต้องมีคนสอบผ่านเป็นซิ่วไฉทุกปีด้วยเล่า? ในขณะที่บรรดาผู้มีฝีมือที่แท้จริงกลับต้องทนกลืนความขมขื่นที่สอบไม่ติด และต้องก้มหน้าเตรียมตัวสอบในปีหน้าต่อไป?

ในคืนสุดท้าย ณ ห้องโถงหลักของสำนักศึกษาประจำเมือง บรรดาผู้ตรวจกำลังเปิดผนึกกระดาษคำตอบต้นฉบับ เพื่อตรวจสอบเทียบเคียงว่าการคัดลอกบทความถูกต้องหรือไม่ จากนั้นเจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาแห่งเมืองถิงโจว จะนำรายชื่อผู้สอบผ่านรอบแรกทั้งหมดมาเขียนเรียงลงบนกระดาษร่างเพื่อเตรียมติดประกาศ

หลิวปิ่งไม่ได้แยแสกระดาษคำตอบที่ได้ 'สองกากบาท' เลยแม้แต่น้อย ในสายตาเขา เมื่อถูกผู้ตรวจสองคนปฏิเสธพร้อมกัน กระดาษคำตอบแผ่นนั้นก็คงมีปัญญาแค่นั้นแหละ

รอจนการตรวจสอบเทียบเคียงเสร็จสิ้น กระทั่งกระดาษประกาศผลสอบก็ถูกเขียนเตรียมไว้เรียบร้อย หลิวปิ่งจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เนื่องจากวันที่ยี่สิบสี่เดือนหกจึงจะเริ่มการสอบรอบสอง วันที่ยี่สิบสามเดือนหกนี้หลิวปิ่งจึงได้พักผ่อนหนึ่งวัน ท้ายที่สุดแล้วการสอบรอบสองเขาต้องลงไปคุมสอบด้วยตนเอง และเมื่อการสอบรอบสองสิ้นสุดลง เขาจะลงมือตรวจกระดาษคำตอบทั้งหมดด้วยตนเอง เพื่อตัดสินรายชื่อห้าสิบคนสุดท้ายที่จะได้เป็นซิ่วไฉ

การประกาศผลสอบครั้งนี้เทียบเท่ากับประกาศผลสอบฉบับยาว ในการสอบระดับอำเภอและระดับเมือง โดยจะติดประกาศชื่อและภูมิลำเนาของผู้เข้าสอบ และผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการประกาศผลครั้งนี้ก็คืออั้นโส่วระดับท้องถิ่น ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติยศอันสูงส่ง

(เชิงอรรถผู้แปล: ประกาศผลสอบฉบับยาว (长案) ป้ายประกาศผลรวมคะแนนสอบที่ระบุชื่อจริงและจัดอันดับผู้เข้าสอบอย่างเปิดเผย)

สาเหตุเพราะตำแหน่งอั้นโส่วระดับท้องถิ่นนั้น เท่ากับเป็นการรับประกันว่าในการประเมินผลซุ่ยเข่าหรือการสอบเคอซื่อในช่วงต้นปีหน้า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหลิ่นเซิงอย่างแน่นอน นี่ก็นับว่าเป็นสิทธิ์พิเศษกลาย ๆ เช่นกัน

(เชิงอรรถผู้แปล: หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวง หรือซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ที่ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ)

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ซึ่งก็คือวันประกาศผล หลังจากที่เจี้ยวอวี้ประจำเมืองถิงโจวนำหมายเลขที่นั่งสอบกับชื่อของผู้ที่สอบผ่านรอบแรกมาเทียบเคียงกันอย่างละเอียดแล้ว เขาก็ได้แจ้งให้หลิวปิ่งทราบเรื่องที่มีอั้นโส่วประจำอำเภอถึงสามคนสอบไม่ติด หลิวปิ่งแค่นเสียงเย็นชาว่า "อั้นโส่วประจำอำเภอแล้วอย่างไร? ต่อให้เป็นถึงอั้นโส่วประจำเมือง หากความรู้ย่ำอยู่กับที่ ข้าขุนนางผู้นี้ก็สามารถปัดให้เขาสอบตกได้เช่นกัน ได้ยินมาว่าที่เมืองถิงโจวของพวกเจ้า เมื่อปีก่อนมีผู้เข้าสอบวัยสิบขวบปีที่ได้เป็นถึงอั้นโส่วประจำเมือง ไม่ทราบว่าเขาติดอยู่ในสามสิบอันดับแรกหรือไม่?"

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาของเมืองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไฉนหลิวปิ่งจึงไม่ถามว่าสอบติดหรือไม่ แต่กลับถามตรง ๆ ว่าติดอยู่ในสามสิบอันดับแรกหรือไม่? เขาหารู้ไม่ว่า เพราะเรื่องที่เสิ่นซีได้เป็นอั้นโส่วประจำเมืองเมื่อปีก่อนนั้นสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ในฐานะผู้ตรวจการการศึกษามณฑลฝูเจี้ยน หลิวปิ่งย่อมต้องคอยจับตาดูอยู่แล้ว ตอนนั้นเขาได้อ่านบทความของเสิ่นซี ก็ถึงกับตบโต๊ะด้วยความประทับใจ ในสายตาเขา การที่เสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วประจำเมืองถิงโจวมาได้นั้นถือว่าสมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ วันข้างหน้าย่อมมีอนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด

ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกว่า ด้วยมาตรฐานการคัดเลือกบัณฑิตของเขา เป็นไปไม่ได้ที่เสิ่นซีจะสอบไม่ผ่านแม้กระทั่งการสอบรอบแรก

"เรียนใต้เท้าผู้ตรวจการหลิว... เสิ่นซีผู้นี้... ก็สอบไม่ติดขอรับ" คำตอบของเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาเมืองถิงโจว ดุจดั่งกระบองที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางแสกหน้าของหลิวปิ่ง

หลิวปิ่งชะงักงันไปชั่วขณะ หลังจากที่เขามาถึงเมืองถิงโจว เขาก็พอจะได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า เบื้องหลังของเสิ่นซีมีสมาคมการค้าคอยสนับสนุน และกล่าวกันว่าเขาอาจพัวพันกับการจ่ายสินบนทุจริตการสอบ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่าเขาเคยจ้างคนสอบแทนในการสอบระดับเมืองเลย นั่นย่อมแสดงว่าบทความที่ทำให้เสิ่นซีได้เป็นอั้นโส่วประจำเมืองนั้น เป็นผลงานที่เขาเขียนขึ้นด้วยน้ำมือตนเองจริง ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว เด็กน้อยวัยเพียงสิบขวบปีย่อมสะดุดตาผู้คนจนยากจะหลบเลี่ยง หากมีผู้ใดไปสวมรอยสอบแทนเขา มิเท่ากับจงใจให้ถูกจับได้คาหนังคาเขาหรอกหรือ?

เขาคิดในใจ 'ในเมื่อไม่ได้จ้างคนสอบแทน เช่นนั้นก็หมายความว่ามีคนเตรียมบทความเอาไว้ให้เขาล่วงหน้า เพื่อทุจริตการสอบอย่างนั้นหรือ?'

เวลานี้เหลืออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะถึงเวลาประกาศผลสอบรอบแรก หลิวปิ่งรู้สึกตะขิดตะขวงใจยิ่งนัก กระดาษคำตอบที่ถูกปิดผนึกไปแล้วนั้น แม้แต่ผู้คุมสอบหลักอย่างเขาก็ไม่อาจนำออกมาดูได้โดยง่าย ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงความร้ายแรงของปัญหา เพราะเขาพลันนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่เขาเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของสถานที่สอบที่เมืองถิงโจว เสิ่นซีเคยติดตามซูทงและเจิ้งเชียนไปเข้าพบเขาถึงที่พัก ทั้งยังยื่นป้ายเทียบฝากฝังไว้อีกด้วย

พฤติกรรมเช่นนี้ มันคือกระบวนการของการติดสินบนฝากฝัง หรือร้ายแรงถึงขั้นทุจริตการสอบชัด ๆ!

หลิวปิ่งคิดในใจ ‘เกาหมิงเฉิงเอ๋ยเกาหมิงเฉิง เจ้าจัดการอุทกภัยได้ผลดี จึงถูกโยกย้ายจากตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจวไปเป็นผู้ว่าการมณฑลเหอหนานโดยตรง นี่นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด ทว่าเจ้ากลับกล้าทุจริตช่วยเหลือผู้เข้าสอบในการสอบระดับเมืองเชียวหรือ? เช่นนี้ข้าจะไม่ถวายฎีกาฟ้องร้องเจ้าได้อย่างไร?’

"เด็ก ๆ! ไปนำกระดาษคำตอบที่ปิดผนึกเมื่อวานออกมา หา... กระดาษคำตอบ 'หมายเลขเจี่ยอันดับหนึ่ง' แล้วนำมาให้ข้าขุนนางผู้นี้ตรวจดู"

หลิวปิ่งโกรธมาก เขาเป็นคนที่ในดวงตาไม่อาจเจือทรายได้แม้เม็ดเดียว ในเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้อาจพัวพันกับการทุจริต เขาก็ต้องรับมืออย่างระมัดระวัง หากบทความในการสอบระดับท้องถิ่นของเสิ่นซีไม่ได้เรื่องจริง ๆ เขาสามารถใช้ฐานะผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยน เรียกกระดาษคำตอบการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวออกมา เพื่อใช้คุณภาพบทความจากกระดาษสอบทั้งสองฉบับเป็นหลักฐานเหล็กมัดตัวโจมตีเกาหมิงเฉิงเลยด้วยซ้ำ

(เชิงอรรถผู้แปล: ในดวงตาไม่อาจเจือทรายได้แม้เม็ดเดียว (眼睛里揉不得沙子) เปรียบเปรยถึงผู้ที่มีนิสัยเคร่งครัด ซื่อตรง ไม่ยอมอดทนต่อความผิดพลาดหรือความไม่เป็นธรรมใด ๆ)

แต่ระหว่างรอเจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษานำกระดาษคำตอบฉบับคัดลอกของ "หมายเลขเจี่ยอันดับหนึ่ง" มาส่งถึงมือ หลิวปิ่งก็อดประหลาดใจไม่ได้ กระดาษสอบฉบับนี้กลับเว้นโจทย์ว่างไว้หนึ่งข้อ บนกระดาษสอบไม่มีบทความของโจทย์ ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด หลิวปิ่งชี้ไปที่กระดาษพลางเอ่ยถาม "นี่มันเรื่องอันใดกัน?"

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาของเมืองประสานมือคารวะพลางตอบ "ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ"

หลิวปิ่งไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก หากผู้เข้าสอบตอบไม่ได้แล้วเว้นว่างไว้ เรื่องเช่นนี้ก็พบเห็นได้ดาษดื่นจนชินตา ทว่าเมื่อเขาอ่านบทความอีกสองบทที่เสิ่นซีเขียน แม้บทความจะไม่ได้โดดเด่นวิจิตรตระการตามากนัก แต่การอธิบายและการอ้างอิง รูปแบบคำคู่ และการเขียนเรียงความแปดขา ล้วนเป็นไปตามมาตรฐานอย่างยิ่ง บทความเช่นนี้ไม่ว่ามองอย่างไร ก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในการสอบระดับท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน

"สำนวนโวหารดีงามถึงเพียงนี้ ไฉนจึงต้องเว้นโจทย์ไว้ข้อหนึ่งด้วยเล่า?"

หลิวปิ่งรู้สึกกังขาในใจ หากก่อนหน้านี้เขายังสงสัยว่าเสิ่นซีทุจริต พอได้เห็นกระดาษสอบระดับท้องถิ่นของเสิ่นซี ได้เห็นบทความทั้งสองบทบนนั้น เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว เพราะคุณภาพของบทความทั้งสองบทนี้ แทบไม่ต่างจากบทความในการสอบระดับเมืองของเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งท่วงทำนองการวิจารณ์ก็ยังแฝงไว้ด้วยความเจนจัดที่ไม่ใช่ของคนหนุ่ม ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีผู้ใดสามารถทุจริตที่นั่งสอบ "หมายเลขเจี่ยอันดับหนึ่ง" ซึ่งอยู่ใต้สายตาของเขาได้

หลิวปิ่งครุ่นคิดก่อนเอ่ย "นำกระดาษคำตอบต้นฉบับของเขาออกมา ขุนนางผู้นี้จะตรวจสอบอย่างละเอียด"

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษากล่าวอย่างลำบากใจ "ใต้เท้าหลิวถีเสวีย เกรงว่าเช่นนี้จะไม่ถูกระเบียบนะขอรับ"

หลิวปิ่งตวาดด้วยความโกรธ "มีอันใดไม่ถูกระเบียบกัน บทความดีถึงเพียงนี้ กลับจงใจเว้นว่างไว้หนึ่งข้อ เรื่องเช่นนี้ข้าเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก ในเมื่อข้อแรกเขาเว้นว่างไว้ ไฉนไม่เว้นว่างให้หมดทุกข้อไปเลยเสียเล่า?"

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาของเมืองถูกถามจนอึ้ง พูดไม่ออกเช่นกัน

นั่นสิ ในเมื่อข้อแรกเจ้าเว้นว่างไว้ แล้วอีกสองข้อหลังเจ้าจะเขียนไปเพื่อสิ่งใด ถึงอย่างไรต่อให้เขียนสองข้อหลังได้ดีเพียงใด ก็ต้องได้กากบาทสองตัวและถูกปัดตกลงไปอยู่ดี

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษารีบร้อนรื้อค้นกระดาษคำตอบของเสิ่นซี ออกมาจากกองกระดาษคำตอบหกเจ็ดร้อยฉบับนั้น

เมื่อเจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาหยิบกระดาษคำตอบของเสิ่นซีขึ้นมา พอเห็นสภาพบนนั้นก็คิดในใจว่าแย่แล้ว จึงรีบเร่งนำกระดาษคำตอบมาส่งให้

พอหลิวปิ่งเห็นว่าบนนั้นมีบทความสามบทมิใช่สองบท เขาก็ตบโต๊ะดังปังทันที "ดี พวกเจ้าดีมาก ขุนนางผู้นี้ลงมาคัดเลือกบัณฑิตในท้องถิ่น ขอเพียงความยุติธรรมและโปร่งใส เมื่อวานข้าย้ำสั่งให้พวกเจ้าตรวจสอบอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบข้อผิดพลาดใหญ่หลวงปานนี้เชียวหรือ? ไปนำตัวคนคัดลอกกระดาษคำตอบมา ข้าขุนนางผู้นี้จะไต่สวนเอาความด้วยตนเอง!"

เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาจึงไปเชิญตัวคนผู้นั้นเข้ามา

ผู้ที่รับหน้าที่คัดลอกกระดาษคำตอบให้เสิ่นซีมีนามว่า กู้ซุ่น เป็นบัณฑิตเฒ่าวัยสี่สิบกว่าปี มาจากเมืองจี๋อัน มณฑลเจียงซี ในอดีตเคยสอบผ่านเป็นจวี่เหริน แต่เพราะไม่มีเงินวิ่งเต้นจึงไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางเสียที ทว่าก็มีชื่อเสียงด้านวิชาการในท้องถิ่นอยู่ไม่น้อย การมาคราวนี้หลิวปิ่งมีคนไม่พอ จึงจำต้องให้ผู้ตรวจข้อสอบที่เชิญมาช่วยรับหน้าที่คัดลอกกระดาษคำตอบด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ใช้วิธีสลับกระดาษสอบกันตรวจ โดยแบ่งผู้ตรวจข้อสอบออกเป็นหลายกลุ่ม หลังจากคัดลอกกระดาษคำตอบแยกกันแล้ว ก็ค่อยสลับไปตรวจกระดาษสอบที่อีกกลุ่มเป็นผู้คัดลอก

กู้ซุ่นเป็นทั้งผู้คัดลอกและผู้ตรวจกระดาษคำตอบ ตลอดสองวันนี้จากความเข้าใจที่หลิวปิ่งมีต่อกู้ซุ่น สติปัญญาและความรู้ของคนผู้นี้ก็นับว่าไม่เลว คำวิจารณ์กระดาษสอบก็ค่อนข้างเหมาะสม

"ท่านอาจารย์กู้ บทความทั้งสามบทนี้ ท่านกลับคัดลอกตกหล่นไปหนึ่งบท นี่เป็นความผิดใหญ่หลวงเพียงใดท่านรู้หรือไม่?" แม้หลิวปิ่งจะตวาดด่า แต่ก็ยังแฝงความระมัดระวังอยู่บ้าง

กู้ซุ่นเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง แค่นหัวเราะเย็นชาไม่หยุดหย่อน "เช่นนั้นก็ต้องดูว่าบทความที่คนรุ่นหลังผู้นี้เขียนคือบทความพรรค์ใดกัน เลอะเทอะไปด้วยวาจาเหลวไหลเต็มหน้ากระดาษ หากข้าต้องคัดลอกกระดาษสอบให้เขา ก็เกรงว่าจะทำมือตัวเองสกปรกเปล่า ๆ!"

ก่อนหน้านี้หลิวปิ่งมัวแต่โกรธเคือง จึงยังไม่ทันได้อ่านบทความที่ถูกคัดลอกตกหล่นไปบทนั้น รอจนเขาอ่านรวดเดียวจนจบ ก็เข้าใจกระจ่างในทันทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

จบบทที่ ตอนที่ 276 วาจาเหลวไหล

คัดลอกลิงก์แล้ว