เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 275 ไอ้เด็กทึ่ม

ตอนที่ 275 ไอ้เด็กทึ่ม

ตอนที่ 275 ไอ้เด็กทึ่ม


คนทั้งกลุ่มเดินเข้าไปในโรงน้ำชาตรงหัวถนน หลังจากนั่งลง ซูทงก็กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า "จะว่าไปเรื่องนี้ก็ออกจะแปลกประหลาดอยู่จริง ๆ จู่ ๆ ก็มีการประกาศผลสอบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแผ่นโดยไม่มีเค้าลางใด ๆ ซ้ำยังประกาศรับเพิ่มแค่น้องเสิ่นเพียงคนเดียว ดูท่าทางน้องเสิ่นคงจะมีผู้สูงศักดิ์คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังเป็นแน่ น้องเสิ่น เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?"

เสิ่นซีส่ายหน้า เรื่องนี้มันดูมีลับลมคมในเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก เจิ้งเชียนหัวเราะพลางกล่าว "ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การที่พวกเราทั้งสามคนจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สองในวันพรุ่งนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง"

ซูทงและเจิ้งเชียนในฐานะผู้เข้าสอบตัวเต็งของการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้ การที่พวกเขาสอบผ่านรอบแรกได้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด และหากวัดจากผลคะแนนการสอบระดับเมืองเมื่อปีก่อนของเสิ่นซี การที่เขาจะผ่านการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรกไปได้ก็ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน

ในยามนี้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายเขียนบทความเช่นไรลงไป บางคนก็เริ่มคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่า การที่หลิวปิ่งยอมทอดทิ้งอั้นโส่วประจำอำเภอทั้งสามคน ทว่ากลับรับอั้นโส่วประจำเมืองอย่างเสิ่นซีเพิ่มเข้าไป คาดว่าคงตั้งใจจะไว้หน้าผู้ว่าการมณฑลเหอหนานคนใหม่อย่างเกาหมิงเฉิงกระมัง อย่างไรเสียเสิ่นซีก็ถือเป็นอั้นโส่วที่เกาหมิงเฉิงเป็นผู้คัดเลือกมากับมือ หากปล่อยให้สอบตกก็คงจะอธิบายได้ยาก

หรือไม่ก็เป็นเพราะเสิ่นซีมีอำนาจเงินทองของสมาคมการค้าคอยหนุนหลัง จึงได้ติดสินบนบนล่างเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว

หลังจากดื่มชาเสร็จ แต่ละคนก็ยกทัพกลับจวน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สอง ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการสอบรอบสุดท้ายที่จะชี้ขาดว่าจะสอบได้ซิ่วไฉหรือไม่

เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงบ้าน ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้ยินว่าเสิ่นซีสอบผ่านรอบแรก ซ้ำยังเป็นการ 'ประกาศรับเพิ่ม' เป็นกรณีพิเศษ โจวซื่อก็ดีใจเสียจนแทบจะสำลักเสียงหัวเราะ ฮุ่ยเหนียงรีบเข้าไปประคองนางให้นั่งลง แล้วรินน้ำให้นางดื่มเพื่อสงบสติอารมณ์

เสิ่นซีทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านต้องดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ? ข้าเพียงแค่สอบผ่านรอบแรกเท่านั้น ยังห่างไกลจากการสอบได้ซิ่วไฉอยู่อีกมากนัก อีกอย่างข้ายังเป็นเพียงแค่ตัวสำรองที่ถูกรับเพิ่มเข้ามา..."

บนใบหน้าของโจวซื่อยังคงเปื้อนรอยยิ้ม "เมื่อวันก่อนท่านอาจารย์เฝิงบอกไว้มิใช่หรือ ขอเพียงเจ้าสอบผ่านรอบแรกได้ การจะสอบได้ซิ่วไฉก็มั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาด แล้วจะให้แม่ไม่ดีใจได้อย่างไร?"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "คำพูดของท่านอาจารย์เฝิงในวันนั้น ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อยนะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางกล่าว "ไม่ว่าอย่างไร วันพรุ่งนี้เจ้าก็จงตั้งใจสอบให้ดี หากการประกาศผลในครานี้เจ้ามีชื่อสอบติด น้าจะมอบของขวัญให้เจ้าชิ้นหนึ่ง"

เสิ่นซีรู้สึกอยากรู้ยิ่งนักว่าของขวัญชิ้นนั้นคือสิ่งใด ดูจากความสำคัญที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้ มันย่อมต้องไม่ใช่สิ่งที่สามารถประเมินค่าด้วยเงินทองได้เป็นแน่ อาจจะเป็นหยาดเหงื่อแรงกายที่นางทุ่มเทสร้างขึ้นมา หรือไม่ก็อาจจะเป็นของตกทอดประจำตระกูลกระมัง?

โจวซื่อเร่งเร้า "รีบเข้าไปข้างใน ทบทวนตำราให้มากหน่อย พรุ่งนี้ก็จะสอบแล้ว... ช่างดีเสียจริง เมื่อก่อนท่านย่าของเจ้าเคยบอกว่าที่สุสานบรรพชนตระกูลเสิ่นมีควันเขียวลอยกรุ่น ข้ายังหลงนึกว่าคนที่จะได้ดิบได้ดีจะเป็นลุงใหญ่ของเจ้าเสียอีก... แต่พอดูจากตอนนี้แล้ว ทางลุงใหญ่ของเจ้าน่ะเลิกหวังไปได้เลย ลางดีนี้กำลังจะตกมาอยู่ที่ตัวเจ้าต่างหากล่ะ!"

สุสานบรรพชนมีควันเขียวลอยกรุ่น ในสายตาของชาวบ้านถือเป็นลางมหามงคลที่หาได้ยากยิ่ง เป็นลางบอกเหตุว่าคนในครอบครัวกำลังจะได้เป็นขุนนางใหญ่ ทว่าเสิ่นซีผู้คลุกคลีอยู่กับงานโบราณคดีมาหลายปีกลับรู้ดีว่า นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดจากก๊าซใต้พิภพเท่านั้น ก๊าซหรือของแข็งที่มีจุดหลอมเหลวต่ำในดินเมื่อทำปฏิกิริยากับอุณหภูมิ ก็จะก่อให้เกิดก๊าซที่มีสีพวยพุ่งขึ้นมาเหนือผิวดิน ก่อตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กสีเขียวหรือสีขาว ซึ่งก็คือควัน ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง

หลังจากนั้นเสิ่นซีก็ถูกออกคำสั่งแกมบังคับให้ขึ้นไปอ่านตำราบนชั้นสองของร้านขายยา เดิมทีหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์จูงมือกันตั้งใจจะมาเล่นกับเสิ่นซี ทว่าเมื่อรู้ว่าเสิ่นซีต้องอ่านตำราอีกแล้ว ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินไต้ก็ดูน่าสงสารยิ่งนัก ส่วนลู่ซีเอ๋อร์นั้นถึงขั้นเดินเข้ามากอดแขนเสิ่นซีเอาไว้แน่น ทำท่าทีราวกับไม่อยากจะปล่อยมือ

โจวซื่อแย้มยิ้มเอ่ยปลอบใจ "ซีเอ๋อร์ อย่าไปเกาะแกะพี่เสิ่นซีของเจ้าเลย พรุ่งนี้เขาก็สอบเสร็จแล้ว หากเขาสอบติด ต่อไปอยากจะให้เขาเล่นเป็นเพื่อนพวกเจ้านานแค่ไหนก็ย่อมได้ รีบปล่อยมือให้เขาขึ้นไปอ่านตำราบนบ้านเถิด"

"ไต้เอ๋อร์ มัวยืนทื่อเป็นหัวหลักหัวตออยู่ตรงนี้ทำไม ไปชงชามาสักป้าน แล้วเอาป้านชาร้อน ๆ ไปแช่ในน้ำบ่อให้เย็นลง จะได้ให้ไอ้เด็กทึ่มดื่มชาเย็นแก้ร้อน... ช่างไม่รู้ประสีประสาเอาเสียเลย หากไอ้เด็กทึ่มสอบได้เป็นซิ่วไฉ เจ้าก็จะได้เป็นฮูหยินของซิ่วไฉ นี่มันเป็นบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่เพียงใดรู้หรือไม่? ยังไม่รีบไปอีก!"

เสิ่นซีแอบทอดถอนใจ สอบได้ซิ่วไฉแล้วก็ยังต้องสอบจวี่เหริน สอบได้จวี่เหรินแล้วก็ยังต้องเตรียมตัวสอบจิ้นซื่ออีก การสอบซิ่วไฉเสร็จสิ้นมิใช่จุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสอบรอบต่อไปต่างหากเล่า ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า หนทางทอดยาวไกลสุดสายตา ข้าจะดั้นด้นค้นหาไม่ลดละ เสียจริง

(เชิงอรรถผู้แปล: หนทางทอดยาวไกลสุดสายตา ข้าจะดั้นด้นค้นหาไม่ลดละ (路漫漫其修远兮,吾将上下而求索) วรรคทองจากบทกวี "หลีเซา" (离骚) ของชวีหยวน กวีเอกยุคจ้านกั๋ว สื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาสัจธรรมและอุดมการณ์อย่างไม่ย่อท้อ แม้หนทางจะยาวไกลและยากลำบากเพียงใดก็ตาม)

เสิ่นซีเดินขึ้นไปชั้นบนด้วยท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะอ่านตำรา แต่กลับลงมือเขียน 'หลี่เหลียนเหมย' ต่อไป หลังจากเขียนไปได้สักพัก จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เสิ่นซีหลงคิดว่าเป็นท่านแม่เดินขึ้นมา จึงไม่มีความระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย... ถึงโจวซื่อจะเห็นเขากำลังเขียนหนังสือ นางก็อ่านไม่ออกอยู่ดีว่าบนนั้นเขียนสิ่งใดเอาไว้

"เสี่ยวหลาง ใกล้จะได้เวลากินข้าวแล้ว เจ้าเก็บกวาดสักหน่อยแล้วเตรียมตัวลงไปข้างล่างเถิด" ผู้ที่มาเยือนกลับกลายเป็นฮุ่ยเหนียงเสียได้

เสิ่นซีมีสีหน้าเรียบเฉย เขาปัดมือเบา ๆ ก่อนจะดึงกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งมาปิดทับนิยาย 'หลี่เหลียนเหมย' ที่ตนเองกำลังเขียนอยู่ ทำทีประหนึ่งว่าเขียนเต็มแผ่นแล้วจึงบังเอิญต้องเปลี่ยนกระดาษแผ่นใหม่เพื่อเขียนต่อ

ทว่าเมื่อลงมือเขียนอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ใต้ปลายพู่กันกลับกลายเป็นถ้อยคำจากคัมภีร์จั่วจ้วนเสียอย่างนั้น

"อย่ามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสือเลย นี่คือชาที่แม่ของเจ้าสั่งให้ไต้เอ๋อร์ชงมาให้ ไต้เอ๋อร์เด็กคนนั้นก็ช่างใส่ใจนัก เอาน้ำชาไปแช่ในน้ำบ่อให้เย็นลงเสียด้วย... มันออกจะเย็นจัดอยู่สักหน่อย อย่าเพิ่งรีบร้อนดื่มรวดเดียวจนหมดเล่า เด็ก ๆ ดื่มชาน้ำเย็นก็สามารถช่วยคลายร้อนได้ แต่ก็อย่าดื่มเข้าไปรวดเดียวมากจนเกินไป มิเช่นนั้นท้องไส้จะรับไม่ไหวเอาได้"

ในขณะที่เสิ่นซีกำลังดื่มชาอยู่นั้น จู่ ๆ ฮุ่ยเหนียงก็ยื่นมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา เสิ่นซีคิดจะคว้ากลับคืนมา ด้วยความร้อนรนจึงเผลอทำถ้วยชาหกคว่ำ ทำเอากองกระดาษบนโต๊ะเปียกชุ่มไปด้วยน้ำชา

ฮุ่ยเหนียงรีบเข้ามาช่วยเสิ่นซีเก็บกวาด จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบน้ำบนตัวของเสิ่นซี

"ไอหยา เจ้าก็ช่างไม่ระมัดระวังเอาเสียเลย... บทความที่เจ้าเขียนออกจะดีถึงเพียงนี้ หากทำเสียหายไปคงน่าเสียดายแย่ น้ายังคิดจะเก็บเอาไว้ เผื่อเวลาว่าง ๆ จะได้หยิบขึ้นมาอ่านดูให้ชื่นใจสักหน่อย... เอ๊ะ?"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงยากที่จะปกปิดความตื่นตระหนกเอาไว้ได้ จากนั้นนางก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย หรืออาจจะเป็นเพราะนางบังเอิญเห็น 'ถ้อยคำ' บางอย่างที่สะดุดตาเป็นอย่างมากบนกระดาษแผ่นนั้นเข้า นางพลันหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาทันที จับจ้องเนื้อหาที่เขียนอยู่บนนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ใบหน้าจะแดงซ่านขึ้นมาในฉับพลัน "เสี่ยวหลาง นี่... นี่เจ้าเขียนสิ่งใดลงไปกัน?"

เสิ่นซีแอบร้องโอดครวญว่าจบสิ้นแล้วอยู่ในใจ

ช่วงหลายวันมานี้เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเขียน 'หลี่เหลียนเหมย' ไม่ได้ทำสิ่งอื่นใดเลย สาเหตุหลักก็เพราะฮุ่ยเหนียงต้องคอยดูแลสมาคมการค้าและจัดการเรื่องธุรกิจ ส่วนโจวซื่อก็อ่านสิ่งที่เขาเขียนไม่ออกอยู่แล้ว เดิมทีเขาคิดว่าคงไร้ช่องโหว่อย่างแน่นอน แต่ใครจะไปคาดคิดว่าฮุ่ยเหนียงเพื่อแสดงความห่วงใย กลับยอมเดินขึ้นบันไดมาส่งน้ำชาให้เขาด้วยตนเอง เช่นนี้ความลับจึงแตกทะลุปรุโปร่งเข้าจนได้

"คือว่า อันนี้ข้าหยิบมาอ่านเล่นน่ะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงอยากจะฉีกของที่ยั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทรามในมือทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าพอคิดขึ้นมาได้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เสิ่นซีตั้งใจเขียน นางก็เกิดความรู้สึกเสียดายขึ้นมา นางโกรธจนกระทืบเท้าเร่า ๆ พลางกล่าวว่า "เจ้าเห็นน้าหลอกง่ายปานนั้นเชียวหรือ? ลายมือนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้าที่เขียนขึ้นมา เสี่ยวหลาง เจ้าเพิ่งจะอายุเพียงเท่านี้ ไปเรียนรู้เรื่องพรรค์นี้มาจากที่ใดกัน?"

เสิ่นซีรีบวิ่งไปปิดประตูอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านแม่ที่อยู่ชั้นล่างได้ยิน หากโจวซื่อล่วงรู้ว่าในช่วงก่อนสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สอง เขาไม่ได้กำลังศึกษาเล่าเรียน แต่กลับมานั่งเขียน 'หนังสือลามก' อยู่ล่ะก็ ต่อจากนี้ไปเขาคงต้องประสบคราวเคราะห์มาเยือนอย่างแท้จริงเป็นแน่

เสิ่นซีเดินเข้าไปดึงแขนเสื้อของฮุ่ยเหนียงพลางเอ่ยอธิบาย "ท่านน้า ท่านอย่าเพิ่งรีบโกรธไปเลยนะขอรับ ลองพิจารณาเนื้อหาบนนั้นให้ถี่ถ้วนเสียก่อน อย่าเอาแต่มองตรง... ส่วนที่ไม่ดีเหล่านั้นสิขอรับ เดิมทีข้าตั้งใจจะใช้วิธีนี้เพื่อให้จิตใจของตนเองสงบลง ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการหาลู่ทางทำเงินให้แก่โรงพิมพ์ของพวกเราไปด้วย"

ฮุ่ยเหนียงกล่าวอย่างอ่อนใจ "ของพรรค์นี้ สกปรกโสมม จะมีอะไรน่าดูกัน? ไม่มีประโยชน์ต่อการอบรมสั่งสอนผู้คนสักนิด นี่ยังจะบอกว่าจะเอาไปตีพิมพ์อีกหรือ? ช่างน่าโมโหเสียจริง!"

เสิ่นซีรีบกางต้นฉบับ 'หลี่เหลียนเหมย' ในมือออก แล้วแสดงให้ฮุ่ยเหนียงดู "ท่านน้า ท่านยังไม่ได้ดูให้ละเอียดเลย จะรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่ดีเล่า? หรือบางทีหากท่านน้าได้อ่านแล้วอาจจะชอบก็ได้นะขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยความโกรธ "ไม่ดู ๆ ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่ของเจ้าเดี๋ยวนี้เลย เจ้าเพิ่งจะอายุเท่านี้ กลับอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง ถึงขั้นเขียนเรื่องบัดสีบัดเถลิงดูไม่ได้พรรค์นี้ออกมาได้..."

เสิ่นซีรีบเข้าไปขวางหน้าฮุ่ยเหนียง สวมกอดเอวของนางเอาไว้ ซ้ำยังซุกหน้าลงกับอกของนาง ราวกับเด็กน้อยที่กำลังออดอ้อน "ท่านน้า ท่านห้ามไปบอกท่านแม่เด็ดขาดเลยนะขอรับ หรือว่าท่านอยากจะเห็นข้าถูกขังให้อ่านตำรา จนไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้หายใจหายคอ? ท่านลองอ่านดูก่อน หากมันแย่จริง ๆ ท่านจะลงโทษข้าอย่างไร ข้าก็จะไม่ขัดขืนเลยขอรับ"

พอถูกเสิ่นซีกอดเอาไว้ ฮุ่ยเหนียงกลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา นางคิดจะผลักเสิ่นซีออก แต่เสิ่นซีกลับกอดเอาไว้แน่น ซ้ำนางก็ไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำของเสิ่นซีเป็นการเสียมารยาทอันใด อย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงเด็กน้อยที่ทำผิดแล้วกำลังอ้อนวอนขอให้นางให้อภัยเท่านั้น

"เจ้า... เจ้า... เจ้าปล่อยมือก่อน มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดจากัน" ฮุ่ยเหนียงมีสีหน้าซับซ้อน

เสิ่นซีเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองล่วงเกินฮุ่ยเหนียงเข้าแล้ว จึงรีบปล่อยมือทันที! เขารีบสลัดความคิดอกุศลในหัวทิ้งไป ประคองฮุ่ยเหนียงให้นั่งลงด้วยสีหน้าร้อนรน ก่อนจะกางหนังสือในมือให้นางดู "ท่านน้า ท่านควรจะอ่านให้ละเอียดนะขอรับ ในสายตาของแต่ละคน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ย่อมแตกต่างกันออกไป"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเจือแววขุ่นเคือง "เจ้าหมายความว่า น้าเป็นคนประเภทนั้น... เฮ้อ เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน เรื่องพรรค์นี้ก็ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน แล้วเขียนมันออกมาได้อย่างไร? ช่าง..."

พูดพลาง ฮุ่ยเหนียงก็จำใจต้องอดทนอ่านเนื้อหาช่วงหนึ่ง

สิ่งที่เสิ่นซีให้นางดูในครานี้ มิใช่ฉากยั่วยวนชวนฝันในหนังสือ แต่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตทางสังคมและการพรรณนาฉากทิวทัศน์ บนพื้นฐานของต้นฉบับเดิม เสิ่นซีได้สอดแทรกความเข้าใจของตนเองเพิ่มเข้าไป แม้เนื้อหาที่เขียนออกมาจะไม่อาจกล่าวได้ว่าดียิ่งกว่าเดิม แต่อย่างน้อยในด้านของภาษา ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมการอ่านของผู้คนในยุคนี้มากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงได้อ่าน นางก็เผลอพลิกหน้ากระดาษไปอ่านหน้าถัดไปอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็ดันไปเห็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเข้า จึงรีบพับกระดาษเหล่านั้นปิดลงทันที ครานี้นางมีสีหน้าสงบลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "เสี่ยวหลาง เรื่องพวกนี้เจ้ารู้มาจากที่ใดกัน?"

เสิ่นซีกล่าวว่า "เนื้อหาหลายส่วนข้าเป็นคนคิดขึ้นมาเองขอรับ ส่วนเรื่องพรรค์นั้นระหว่างบุรุษสตรี ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก เป็นคุณชายซูกับพวกพ้องที่นำสมุดภาพเล่มหนึ่งมาให้ข้า ข้าความจำดีจึงท่องจำเอาไว้ แล้วก็นำมาพลิกแพลงใช้ในเรื่องนี้ขอรับ"

"คุณชายซูกับพวกพ้องบอกว่า สมุดภาพเช่นนี้หากวาดภาพประกอบเพิ่มเข้าไปอีกสักหน่อยก็จะสามารถทำเงินได้ ข้าก็เลยลองทำดูด้วยความคิดที่ว่าลองดูก็ไม่เสียหาย อาศัยความตั้งใจแบบเดียวกับตอนที่เขียน 'ขุนศึกตระกูลหยาง' มาเขียนเพิ่มลงไป ถือเสียว่าใช้มันเพื่อปรับอารมณ์ก่อนสอบเท่านั้นเองขอรับ"

ในเวลาเช่นนี้ เสิ่นซีทำได้เพียงโยนความผิดไปให้ซูทงและเจิ้งเชียนรับเคราะห์แทนเท่านั้น อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนเสเพลไร้แก่นสารอยู่แล้ว ซ้ำแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ 'หลี่เหลียนเหมย' ก็ได้มาจากพวกเขาจริง ๆ ถือว่าไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์แต่อย่างใด

"เช่นนั้น... ก็ได้ ข้าจะไม่บอกแม่ของเจ้า แต่หากจะเขียน ก็ต้องรอให้การสอบระดับท้องถิ่นสิ้นสุดลงเสียก่อน... ต้นฉบับนี่เจ้าทิ้งเอาไว้ น้าจะค่อย ๆ ลองอ่านดูสักหน่อย หากสามารถตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ ลองพิมพ์ออกมาสักสองสามเล่มเพื่อทดลองดูก็ดีเหมือนกัน"

เสิ่นซีถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก

คนทำธุรกิจย่อมแตกต่างจากคนทั่วไปจริง ๆ ในท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ยังสามารถสูดดมกลิ่นอายของโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นได้

เสิ่นซีอาศัยช่วงเวลาทานมื้อค่ำ กลับไปเอา 'หลี่เหลียนเหมย' ฉบับสามสิบบทที่ตนเองเขียนเสร็จแล้วมามอบให้ฮุ่ยเหนียง ฮุ่ยเหนียงประคองมันเดินกลับบ้านไป เนื่องจากเสิ่นซียังต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบในวันรุ่งขึ้น จึงไม่อาจไป 'นั่งอ่านเป็นเพื่อน' ได้ มิเช่นนั้นเสิ่นซีก็อยากจะเห็นนักว่ายามที่ฮุ่ยเหนียงอ่านหนังสือพรรค์นี้ นางจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นไร

เช้าตรู่วันต่อมา เสิ่นซีก็ต้องออกเดินทางไปลานสอบอีกครั้ง สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นมาส่งเขาถึงหน้าประตู สิ่งที่แตกต่างจากการสอบหลายครั้งก่อนก็คือ ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ออกมาส่ง

โจวซื่อรู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง "วันปกติน้าของเจ้ามักจะห่วงใยเจ้ามากที่สุด หรือว่าเมื่อคืนจะนอนไม่หลับ เลยตื่นไม่ไหวกัน?"

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฮุ่ยเหนียงก็รีบร้อนเดินออกจากลานเรือน เมื่อเห็นว่าเสิ่นซียังไม่ได้จากไป นางถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ข้ายังนึกว่าจะมาไม่ทันเสียแล้ว"

ภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟ ในยามนี้บนร่างของฮุ่ยเหนียงแผ่ซ่านกลิ่นอายเสน่ห์ของสตรีวัยผู้ใหญ่ นัยน์ตาดูใสกระจ่าง ทว่ากลับคล้ายจะแฝงแววเลื่อนลอยพร่ามัวดั่งมีม่านหมอกปกคลุม ยามที่เดินออกมา นางไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเสิ่นซีตรง ๆ เอาแต่ยัดเสบียงอาหารที่ตนเตรียมเอาไว้ใส่ลงไปในตะกร้าสอบของเสิ่นซี

โจวซื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของฮุ่ยเหนียง จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "น้องสาว นี่เจ้าป่วยไปแล้วหรือ?"

"มะ... ไม่มีอะไรหรอก อาจจะเป็นเพราะเป็นห่วงเรื่องการสอบของเสี่ยวหลางมากเกินไป เมื่อคืนเลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะ" ฮุ่ยเหนียงมีท่าทีทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

เสิ่นซียิ้มรับ อานุภาพของ 'หลี่เหลียนเหมย' นี่มันช่างร้ายกาจเสียจริง ขนาดเขาจับมาย่อส่วนให้เหลือเพียงสามสิบบทแล้ว ก็ยังทำเอาสตรีที่เคร่งครัดในจารีตและประพฤติตนอยู่ในกรอบอย่างฮุ่ยเหนียงอ่านแล้วถึงกับรับไม่ไหว

ตอนที่กำลังจะจากไป เสิ่นซีฉวยโอกาสเดินผ่านข้างกายฮุ่ยเหนียง แล้วกระซิบเสียงเบาว่า "ท่านน้า ท่านเพลา ๆ การอ่านลงหน่อยเถิด หากมีตรงไหนไม่เข้าใจ วันหลังค่อยมาถามข้าก็ได้นะขอรับ"

ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงแดงซ่านด้วยความอับอาย นางยกมือขึ้นจิ้มหน้าผากเสิ่นซีเบา ๆ พลางเอ่ยด่าทอด้วยความเขินอาย "ไอ้เด็กทึ่ม"

จบบทที่ ตอนที่ 275 ไอ้เด็กทึ่ม

คัดลอกลิงก์แล้ว