เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 274 ผ่านด่านอันตรายอย่างหวุดหวิด

ตอนที่ 274 ผ่านด่านอันตรายอย่างหวุดหวิด

ตอนที่ 274 ผ่านด่านอันตรายอย่างหวุดหวิด


เช้าตรู่วันต่อมา เสิ่นซีเพิ่งจะงัวเงียลุกขึ้นจากเตียง โจวซื่อก็รีบร้อนเข้ามาเร่งเร้า "เร็วเข้า ๆ ท่านอาจารย์เฝิงมารออยู่ที่ห้องโถงหลักได้พักใหญ่แล้ว ดูท่าทางเกียจคร้านของเจ้าสิ!"

เสิ่นซีสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดินไปที่ห้องโถงหลัก เขากลับไม่เห็นเสิ่นหมิงจวิน แต่เป็นฮุ่ยเหนียงที่มาอยู่ที่นี่แทน เห็นได้ชัดว่าเฝิงฮว่าฉีมีเรื่องบางอย่างที่ต้องการจะกล่าวต่อหน้าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ

"เสิ่นซี บทความสองสามบทที่เจ้าเขียนมาคราวนี้ช่างแหวกแนวไม่ยึดติดกับกรอบเดิมเสียจริง ที่อาจารย์พร่ำสอนเจ้าในวันปกติ คือสิ่งเหล่านี้อย่างนั้นหรือ?" สีหน้าของเฝิงฮว่าฉีมืดครึ้ม เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเสิ่นซีใช้ปรัชญาซินเสวียมาเขียนบทความ จึงทำให้เขาโกรธเคือง

(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาซินเสวีย (心学) สำนักจิตวิทยาขงจื๊อ แขนงหนึ่งของปรัชญาขงจื๊อใหม่ที่เน้นว่า "จิตคือสรรพสิ่ง" และ "รู้และกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน")

แม้ว่าเฝิงฮว่าฉีจะมีความยืดหยุ่นพลิกแพลงในการเรียนการสอน โดยเน้นการสอนตามความถนัดของศิษย์แต่ละคน ทว่าเขาก็มิอาจยอมรับถ้อยคำที่ลบหลู่อริยปราชญ์ได้เช่นกัน... จูซีคือมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่งที่สืบทอดเจตนารมณ์ต่อจากขงจื๊อและเมิ่งจื่อ ในยุคสมัยนี้ คำกล่าวของเขาย่อมถือเป็นสัจธรรมอันสูงสุด

(เชิงอรรถผู้แปล: จูซี (朱熹) นักปราชญ์คนสำคัญแห่งยุคราชวงศ์ซ่งใต้ ผู้รวบรวมและวางรากฐานปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจู)

เสิ่นซีมองดูสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัยของท่านแม่และฮุ่ยเหนียง เขาจึงรีบก้มหน้าลง แล้วอธิบายเสียงเบา "ท่านอาจารย์ ข้าเพียงแค่คิดสิ่งใดได้... ก็เขียนสิ่งนั้นลงไปขอรับ"

เฝิงฮว่าฉีตบกระดาษที่เขียนบทความของเสิ่นซีลงบนโต๊ะด้วยความโมโห พลางตวาดเสียงกร้าว "บทความพรรค์นี้ของเจ้า หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อย่าว่าแต่จะสอบไม่ติดในรอบนี้เลย อนาคตทั้งชีวิตของเจ้าก็อาจจะถูกทำลายป่นปี้ไปแล้ว ต่อให้เป็นในยามนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เส้นทางการสอบเคอจวี่ของเจ้าในวันข้างหน้าก็จะยากลำบากแสนเข็ญยิ่งนัก"

เสิ่นซีทำทีเป็นน้อมรับคำสั่งสอนอย่างถ่อมตน สำหรับเฝิงฮว่าฉีแล้ว เขายังคงให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เฝิงฮว่าฉีมิใช่คนแก่หัวรั้นดั่งเช่นซูอวิ๋นจง ท่านอาจารย์ผู้เบิกปัญญาของเขา แนวคิดการสอนของเฝิงฮว่าฉีนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับเขา การที่มาสั่งสอนเขาในครานี้ก็เป็นการวิจารณ์ไปตามเนื้อผ้า โดยไม่ได้เจือปนอคติส่วนตัวใด ๆ เลย

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านอาจารย์ บทความที่เสี่ยวหลางเขียน มีปัญหาอันใดหรือเจ้าคะ?"

เฝิงฮว่าฉีไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เพราะแม้ปรัชญาซินเสวียจะมีเฉิงเฮ่าแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือเป็นผู้ริเริ่ม และมีลู่จิ่วหยวนแห่งราชวงศ์ซ่งใต้เป็นผู้เบิกทางให้ ทว่าก็ยังไม่ก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักวิชาอย่างเป็นทางการ แวดวงวิชาการกำลังบ่มเพาะแนวคิดนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง เฝิงฮว่าฉีจึงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่ทอดทอนใจพลางกล่าวว่า "ในบทความทั้งสามบทของเสิ่นซี มีสองบทที่ทำได้ดีมาก โอกาสที่จะสอบได้ซิ่วไฉนั้นมีสูงยิ่ง ทว่าในบทความบทแรกซึ่งเป็นบทที่สำคัญที่สุด เขากลับเขียนในสิ่งที่ไม่สมควรเขียนลงไป ซึ่งมันอาจจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานในอนาคตของเขาได้"

(เชิงอรรถผู้แปล: เฉิงเฮ่า (程颢) และ ลู่จิ่วหยวน (陆九渊) เป็นนักปราชญ์คนสำคัญในยุคราชวงศ์ซ่งที่มีส่วนในการปูรากฐานแนวคิดให้กับปรัชญาซินเสวีย)

ฮุ่ยเหนียงคล้ายจะฟังเข้าใจแล้ว นางจึงพยักหน้ารับ

ส่วนโจวซื่อกลับเอาแต่นับนิ้วคำนวณอยู่ตรงนั้น บทความสามบท ทำได้ดีไปแล้วสองบท เช่นนั้นต่อให้บทแรกจะด้อยไปสักหน่อย ผลกระทบก็ไม่น่าจะรุนแรงมากนัก โอกาสที่บุตรชายจะสอบได้ซิ่วไฉก็ยังถือว่าสูงอยู่ดี แล้วเหตุใดท่านอาจารย์ถึงได้ดูเคร่งเครียดจริงจังถึงเพียงนี้เล่า?

เฝิงฮว่าฉีเอ่ยเสียงเข้มกับเสิ่นซี "ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าจงตั้งใจทบทวนตำราให้ดี หากเจ้าผ่านการสอบรอบแรกไปได้ ห้ามเขียนถ้อยคำขบถเช่นนี้ออกมาอีกเป็นอันขาด มิเช่นนั้น ต่อให้ข้าที่เป็นอาจารย์ ก็คงไม่อาจสั่งสอนเจ้าได้อีกแล้ว!"

กล่าวจบ เฝิงฮว่าฉีก็หยัดกายลุกขึ้นเดินจากไป ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อรีบตามไปส่ง เมื่อทั้งสองคนกลับมา ก็เห็นเสิ่นซีนั่งเหม่อลอยมองบทความของตนเองอยู่บนเก้าอี้

ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วพลางกล่าว "เสี่ยวหลาง เจ้าพูดให้กระจ่างหน่อยเถิด บทความที่เจ้าเขียนลงไป มันไม่เหมาะสมตรงที่ใดกันแน่?"

เสิ่นซีเอ่ยถามกลับ "ท่านน้า ท่านมิใช่ควรถามท่านอาจารย์เฝิงก่อนหรอกหรือขอรับ?"

โจวซื่อด่าทอ "ไอ้ลูกเต่า หากบทความไหนเขียนไม่ออก ก็ไม่ต้องเขียนสิ ตกลงแล้วเจ้าเขียนบทความบ้าบออะไรลงไป ถึงได้ทำให้ท่านอาจารย์เฝิงโกรธเคืองถึงเพียงนี้?"

เสิ่นซีหมดปัญญาที่จะอธิบายให้สตรีทั้งสองฟังจริง ๆ

เขาได้แต่เจ็บใจที่ตนเองเกิดเร็วไปสามสิบปี หากเป็นในอีกสามสิบปีให้หลัง หลังจากที่ปรัชญาซินเสวียได้รับการเชิดชูจนรุ่งเรืองโดยท่านหยางหมิงแล้ว การที่เขาเขียนบทความเช่นนี้ออกมา ไม่เพียงจะไม่มีผู้ใดมาสั่งสอนเขา แต่กลับจะช่วยสรรเสริญให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปเสียด้วยซ้ำ ทว่าในยามนี้ แม้แต่อาจารย์ของเขาเองก็ยังไม่เห็นดีเห็นงามด้วย บางทีเขาคงจะได้กลับไปเตรียมตัวสอบระดับท้องถิ่นใหม่ในอีกสองปีข้างหน้าจริง ๆ เสียแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ท่านหยางหมิง (阳明先生) หรือหวังหยางหมิง (王阳明) มหาปราชญ์แห่งยุคราชวงศ์หมิง ผู้สถาปนาและเผยแพร่ปรัชญาซินเสวียจนกลายเป็นกระแสหลัก)

เนื่องจากเฝิงฮว่าฉีกำชับเป็นพิเศษให้เสิ่นซีหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่ออ่านตำรา เดิมทีโจวซื่อเตรียมจะให้เสิ่นซีได้ผ่อนคลายบ้างหลังจากสอบเสร็จ ทว่าในยามนี้นางทำได้เพียงขังเขาไว้ในห้องหนังสือเท่านั้น

ทว่าเสิ่นซีไม่ได้มีกะจิตกะใจจะมาศึกษาเล่าเรียนสักเท่าไรนัก เขากลับมุ่งมั่นตั้งใจเขียนนิยายเรื่องจินผิงเหมย ของเขาต่อไปต่างหาก

(เชิงอรรถผู้แปล: จินผิงเหมย (金瓶梅) หนึ่งในสี่ยอดวรรณกรรมแห่งราชวงศ์หมิง ในเรื่องตัวเอกนำมาดัดแปลงเพื่อตีพิมพ์โดยใช้ชื่อ "หลี่เหลียนเหมย")

เสิ่นซีเขียนได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก นิยายความยาวหนึ่งร้อยบท เขาเตรียมจะจัดพิมพ์ให้เป็นรูปเล่มโดยใช้เนื้อหาประมาณสามสิบบทแรกก่อน เพื่อแสดงให้เห็นถึงเค้าโครงเรื่องราวคร่าว ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ขัดเกลาและเพิ่มเติมรายละเอียดในภายหลัง

นี่ก็ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่ง หากเขาเขียนจินผิงเหมยออกมาจนจบสมบูรณ์ในคราวเดียว ภายหลังย่อมไม่มีทางตีพิมพ์ฉบับที่สองและฉบับที่สามได้อีก บรรดานักคัดลอกหนังสือตามท้องตลาดก็จะมาแย่งส่วนแบ่งผลกำไรของโรงพิมพ์ไปจนหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าลำพังแค่ในเมืองถิงโจวเล็ก ๆ แห่งนี้ ก็มีโรงพิมพ์อยู่ถึงสามสี่แห่งแล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ผลงานคอยคุ้มครอง การจะพิมพ์หนังสือในยุคสมัยนี้มิใช่เรื่องยากเย็นอันใดเลย

สองวันต่อมาซึ่งเป็นวันประกาศผลสอบ เสิ่นซีถึงได้รับอนุญาตจากครอบครัวให้ออกจากบ้านไปดูการประกาศผลสอบที่ที่ทำการสำนักศึกษา

โจวซื่อกำชับเป็นพิเศษว่า ไม่ว่าเสิ่นซีจะสอบผ่านรอบแรกหรือไม่ ก็ต้องรีบกลับบ้านให้เร็วหน่อย ซ้ำนางยังตกปากรับคำว่าจะให้เสิ่นซีได้หยุดพักผ่อนเพิ่มอีกสักสองสามวันแล้วค่อยกลับไปเรียนที่สถานศึกษา

เสิ่นซีเดิมทีคิดว่าตนเองจะสามารถปล่อยวางได้

การได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ถึงสองชาติภพ ซ้ำในยามนี้เขายังอยู่ในร่างของเด็กหนุ่ม สำหรับเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจนเกินไปนัก ทว่าเมื่อใกล้ถึงเวลาการประกาศผลสอบ เสิ่นซีก็ยังคงรู้สึกประหม่าตึงเครียดอยู่หลายส่วน อย่างไรเสียมันก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและผลประโยชน์ในชาตินี้ หากในยามนี้เขายังสามารถทำใจร่ม ๆ และปล่อยวางได้อย่างเฉยเมย เกรงว่าเขาคงกลายเป็นมหาปราชญ์ผู้บรรลุถึงความดีงามอันสูงสุดไปจริง ๆ เสียแล้ว

เวลาการประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการในวันนี้คือยามอู่สองเค่อ เมื่อเสิ่นซีเดินทางมาถึงด้านนอกที่ทำการสำนักศึกษา ผู้เข้าสอบที่มาเฝ้ารออยู่หน้าป้ายประกาศผลนั้นมีจำนวนมากเกินไป เสิ่นซีเบียดเข้าไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงท้อถอยและยืนมองอยู่แต่ไกล

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时) ช่วงเวลา 11.00 - 13.00 น. โดย 1 เค่อ (刻) เท่ากับ 15 นาที ยามอู่สองเค่อจึงตรงกับเวลาประมาณ 11.30 น.)

เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ฝูงชน แต่ก็ไม่พบเงาร่างที่คุ้นเคย เขาจึงตัดสินใจไปนั่งลงบนหินสีเขียวก้อนใหญ่ริมถนน เพื่อรอให้ผู้คนด้านหน้าซาลงสักหน่อยแล้วค่อยเดินเข้าไป ในเวลานี้เอง ก็มีคนผู้หนึ่งจงใจเดินเข้ามาหาเขา แล้วประสานมือคารวะเสิ่นซีพลางกล่าวว่า "คุณชายเสิ่น หวังว่าท่านกับข้าจะมีวาสนาต่อกัน พรุ่งนี้พบกันใหม่ในลานสอบนะ"

คนผู้นั้นก็คืออู๋เสิ่งอวี๋ผู้มีใบหน้าหยิ่งยโสนั่นเอง

ก่อนหน้านี้เสิ่นซีมองคุณชายรูปงามที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเยาว์วัยผู้นี้ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก ทว่าเมื่อมาพบอู๋เสิ่งอวี๋ในยามนี้ เขากลับพบว่าเจ้านี่ช่างดูโอหังอวดดีเสียจริง แต่พอคิดดูอีกที อีกฝ่ายก็เป็นถึงทายาทของตระกูลขุนนาง ย่อมมีต้นทุนให้โอ้อวดวางมาดได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจตำหนิได้

อู๋เสิ่งอวี๋มีมารยาทงดงาม เสิ่นซีเองก็ไม่อาจเสียมารยาทได้ เขาจึงลุกขึ้นคารวะตอบ หลังจากนั้นทั้งสองคนแทบจะไม่ได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันสักประโยค อู๋เสิ่งอวี๋ก็รีบร้อนเดินไปดูการประกาศผลสอบ

เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเดินถือกระดาษประกาศผลสองแผ่นออกมาท่ามกลางเสียงเรียกร้องอย่างล้นหลามของฝูงชน ก่อนจะนำไปติดไว้บนป้ายประกาศด้านนอกที่ทำการสำนักศึกษา เหล่าบัณฑิตต่างก็กรูกันเข้าไปล้อมวงทันที

เสิ่นซีมองดูสถานการณ์เช่นนี้แล้ว หากไม่รอให้ผ่านไปสักครึ่งชั่วยาม ก็อย่าหวังว่าจะเบียดเข้าไปถึงด้านหน้าได้เลย

ในเวลานี้เอง ท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงจอแจเซ็งแซ่ดังขึ้นมาเป็นระลอก

"ไอหยา สอบไม่ติดอีกแล้ว อีกสองปี ลูกชายคนเล็กของข้าก็จะสอบระดับอำเภออยู่แล้วเชียว..."

"ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาก็ช่างกระไรนักเชียว เลือกคนมาตั้งมากมาย เหตุใดถึงไม่พิจารณาบทความของข้าบ้าง? บทความที่ข้าเขียนในปีนี้ยอดเยี่ยมหาที่เปรียบไม่ได้เลยนะ"

"ยอดเยี่ยมหาที่เปรียบไม่ได้? ของข้ายังโดดเด่นกว่าของเจ้าอีก ยังไม่มีชื่อติดป้ายเลยเห็นไหม?"

"ยากนักที่สอบผ่านรอบแรกไปได้ สหายเฉิง พวกเราไปหาที่ดื่มฉลองกันสักสองสามจอกดีหรือไม่?"

"เจ้ายังมีกะจิตกะใจจะดื่มสุราอีกหรือ? พรุ่งนี้ก็จะสอบรอบสองแล้ว เวลากระชั้นชิดถึงเพียงนี้ รอให้สอบติดเป็นซิ่วไฉก่อนค่อยดื่มก็ยังไม่สาย เจ้ากับข้ามีชื่อติดป้ายรอบแรก แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ในรอบสองไปกี่ครั้งแล้วล่ะ?"

เสียงพูดคุยหลากหลายประดังประเดขึ้นพร้อมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโลกภายนอกลานสอบเคอจวี่ได้อย่างชัดเจน

การสอบระดับท้องถิ่นแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองตรงที่ ผู้เข้าสอบถงเซิงส่วนใหญ่จะเป็นชายฉกรรจ์วัยยี่สิบถึงสามสิบปี หรือแม้แต่คนวัยสี่สิบห้าสิบก็มีอยู่ไม่น้อย ส่วนเด็กหนุ่มที่ยังไม่ออกเรือนอย่างเสิ่นซีนั้นมีจำนวนน้อยมากจนแทบนับนิ้วได้

คนเหล่านี้อุทิศทั้งชีวิตให้กับการสอบเคอจวี่ เพียงเพื่อรอคอยที่จะสอบได้ซิ่วไฉและก้าวเข้าสู่ชนชั้นปัญญาชนขุนนาง แม้ว่าการสอบได้ซิ่วไฉอย่างมากที่สุดก็เป็นได้เพียงอาจารย์ในสถานศึกษา หากไม่รู้จักบริหารจัดการดูแลครอบครัวให้ดี ความเป็นอยู่ก็ยังคงยากจนข้นแค้นอยู่เช่นเดิม ทว่าอย่างน้อยสถานะของพวกเขาในตระกูลก็จะถูกยกระดับขึ้นมาก อีกทั้งยังได้รับความเคารพยกย่องจากเหล่าเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงด้วย

เสิ่นซีนั่งครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ จู่ ๆ ด้านหน้าก็มีเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังขึ้น ในตอนแรกเสิ่นซียังไม่ค่อยเข้าใจนัก รอจนกระทั่งมีผู้เข้าสอบเดินกลับมาจากด้านหน้า บางคนก็อดไม่ได้ที่จะซ้ำเติมผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยความสะใจเสียแล้ว "ในการสอบระดับท้องถิ่นครานี้ อั้นโส่วประจำอำเภอทั้งสิบหกคนที่ได้รับการจัดให้เป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษเข้ารอบแน่นอน กลับมีคนสอบตกถึงสามคนด้วยกัน!"

นี่ถือเป็นเรื่องแรกในรอบยี่สิบสามสิบปีของเมืองถิงโจวเลยทีเดียว ธรรมเนียมที่ว่าอั้นโส่วประจำอำเภอย่อมต้องสอบผ่านเป็นซิ่วไฉอย่างแน่นอน กลับถูกหลิวปิ่งทำลายลงเสียแล้ว 'ว่าที่ซิ่วไฉ' ทั้งสามคนที่สอบตกกำลังบุกเข้าไปในที่ทำการสำนักศึกษา เตรียมจะไปคิดบัญชีกับหลิวปิ่งที่อยู่ด้านใน

เสิ่นซีอาศัยจังหวะที่ผู้คนกำลังส่งเสียงอื้ออึง เดินฝ่าเข้าไปตรวจสอบกระดาษประกาศผลสองแผ่นนั้นอย่างละเอียด สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกผิดหวังก็คือ ไม่มีหมายเลขที่นั่งของเขาอยู่บนนั้นจริง ๆ ซึ่งหมายความว่า เขาสอบตกเสียแล้ว

ไม่ควรเอาความคิดส่วนตัวของตัวเอง ไปสอดแทรกเพื่อประกาศปณิธานในการเขียนเรียงความแปดขาจริงๆ สินะ…

อู๋เสิ่งอวี๋ยังคงไม่ได้จากไปไหน เมื่อเห็นเสิ่นซี เขาก็ประสานมือคารวะ สีหน้าเจือแววภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะแฝงรอยยิ้มเยาะเย้ย ราวกับกำลังจะบอกว่า "ไอ้หนู เจ้าสอบไม่ผ่านรอบแรก ทว่าข้าสอบผ่าน"

"หลีกไป ๆ อยากจะมีเรื่องใช่หรือไม่? ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวไม่ได้พักอยู่ที่นี่ หากอยากจะก่อเรื่องก็ไปที่สถานีม้าเร็วโน่น ไปดูสิว่าพวกเจ้าจะมีปัญญาบุกเข้าไปในสถานีม้าเร็วหรือไม่ ประเดี๋ยวจะได้โดนดาบฟันคอขาดตายเสียหรอก!" เจ้าหน้าที่ที่ว่าการด่าทอพลางเดินออกมา ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เข้าสอบในที่นั้นตื่นเต้นดีใจจนแทบเนื้อเต้นก็คือ ในมือของเจ้าหน้าที่นายนั้นกลับมีกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามถืออยู่ด้วย!

ในเวลานี้ อั้นโส่วประจำอำเภอทั้งสามคนที่กำลังร้องเอะอะโวยวายก่อเรื่องอยู่ด้านหน้าก็หยุดโวยวายทันที ความคิดของพวกเขาก็เหมือนกับผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ในที่นั้น "ที่แท้ผู้ที่สอบผ่านรอบแรกก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งร้อยคน ยังมีเหลืออีก แสดงว่าพวกเราต้องอยู่ในกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามอย่างแน่นอน"

แม้ว่ากฎเกณฑ์ของการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรก จะกำหนดให้คัดเลือกผู้เข้าสอบเพื่อผ่านเข้าสู่การสอบรอบสองหรือรอบแก้ตัวเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนที่รับจริง ทว่าก็ไม่ได้มีข้อบังคับแน่ชัดว่าจะต้องเป็นจำนวนสองเท่าเป๊ะ ๆ จะมีมากหรือน้อยไปบ้างเล็กน้อยล้วนเป็นไปได้ เพียงแต่จำนวนของซิ่วไฉที่จะได้รับการคัดเลือกในท้ายที่สุดนั้น จะต้องตรงตามจำนวนที่กำหนดไว้ ห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่คนเดียว

กระดาษประกาศผลแผ่นที่สามได้กลายมาเป็นความหวังของผู้คนส่วนใหญ่ในที่นั้นไปแล้ว แม้แต่บางคนที่เดินจากไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้ยินว่ายังมีกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามอยู่ ก็รีบเบียดเสียดกลับเข้ามาอีกครั้ง เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองมีชื่อติดป้ายหรือไม่

ทว่าเมื่อกระดาษประกาศผลถูกนำไปติดไว้บนป้ายประกาศ ผู้คนทั้งหมดในที่นั้นต่างก็พากันฮือฮาด้วยความตกตะลึง เพราะบนกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามมีตัวอักษรเขียนอยู่เพียงไม่กี่คำ "เจี่ยหมายเลขหนึ่ง"

นี่เป็นหมายเลขที่นั่งสอบที่แสนจะพิเศษ ในการสอบระดับเมืองเมื่อปีก่อน ผู้ที่คว้าสิบอันดับแรกล้วนถูกจัดให้นั่งในที่นั่งหมายเลขเจี่ยหนึ่งถึงสิบ ส่วนผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองในปีนี้ ล้วนถูกจัดให้นั่งในที่นั่งหมายเลขอี่หนึ่งถึงสิบ เช่นนั้นแล้ว 'เจี่ยหมายเลขหนึ่ง' ก็ย่อมต้องเป็นอั้นโส่วของการสอบระดับเมืองเมื่อปีก่อน และอั้นโส่ววัยสิบขวบปีผู้นั้น ก็คือเสิ่นซี ผู้ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งเมืองถิงโจวในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้นั่นเอง

"เหตุใดถึงประกาศรับเขาเพิ่มแค่คนเดียวเล่า? หรือว่าเขามีเส้นสายกับทางการกัน?"

บางคนก็เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาแล้ว

หากจะประกาศรับ ก็รับแค่ร้อยคนไปเลยสิ ยามนี้จู่ ๆ ก็มีกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามโผล่มาให้ความหวังผู้คน ทว่าท้ายที่สุดบนกระดาษแผ่นที่สามกลับมีแค่ชื่อของเสิ่นซีเพียงผู้เดียว นี่มันไม่ได้จงใจเล่นตลกกับผู้คนหรอกหรือ?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอั้นโส่วประจำอำเภอที่สอบตกทั้งสามคนนั้น พวกเขาไม่ยอมจำนนอีกต่อไป พวกเขาเป็นถึงอั้นโส่วประจำอำเภอเชียวนะ ตามธรรมเนียมแล้วย่อมต้องเตรียมตัวเข้าศึกษาและได้เป็นใต้เท้าซิ่วไฉอย่างแน่นอน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาตัดสิทธิ์การเป็นซิ่วไฉของพวกเขาเล่า?

ในขณะที่กลุ่มคนกำลังก่อความวุ่นวายอยู่ด้านหน้า เสิ่นซีก็รีบก้มหน้ามุดตัวหนีออกมาจากฝูงชน ด้วยประสบการณ์จากคราวก่อนที่มีผู้เข้าสอบก่อความวุ่นวายหลังจากประกาศป้ายประกาศฉบับยาวของการสอบระดับเมือง เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าตนเองมีโอกาสตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายเพียงใด

(เชิงอรรถผู้แปล: ป้ายประกาศฉบับยาว (长案) ป้ายประกาศผลรวมคะแนนสอบระบุชื่อจริงและจัดอันดับผู้เข้าสอบ)

แม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้มีกระดาษประกาศผลแผ่นที่สามเพิ่มขึ้นมา ซ้ำยังเพิ่มเขาเพียงคนเดียวอีก ทว่าอย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นว่าเขายังไม่สอบตก และในรอบนี้เขาก็ยังมีโอกาสสอบได้ซิ่วไฉอยู่

แม้เสิ่นซีจะรีบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างไรเขาก็กลายเป็นเป้าสายตาไปเสียแล้ว จึงไม่อาจหลบพ้นการติดตามจากผู้ที่มีเจตนามุ่งร้ายไปได้ ในตอนที่มีคนเตรียมจะเข้ามาจับตัวเสิ่นซีไปเค้นถาม ซูทงและเจิ้งเชียนก็พาคนกลุ่มหนึ่งมาขวางหน้าเสิ่นซีเอาไว้ เจิ้งเชียนชี้หน้าผู้เข้าสอบที่ตามมาพลางตวาดเสียงกร้าว "จะทำอะไร? อยากจะตีคน หรืออยากจะถูกอัดหือ?"

เนื่องจากซูทงและเจิ้งเชียนพาคนมาเยอะ ผู้เข้าสอบเหล่านั้นจึงตกใจกลัว รีบหันหลังกลับเบียดหายเข้าไปในฝูงชนทันที เมื่อถึงตอนนั้นซูทงจึงค่อยเดินเข้ามาเอ่ยว่า "น้องเสิ่น นับว่าเจ้าผ่านด่านอันตรายอย่างหวุดหวิดไปได้จริง ๆ นะ"

เสิ่นซียิ้มรับ ริมฝีปากไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่าในใจกลับคิดว่า 'เรื่องนี้ยังต้องให้ท่านมาบอกอีกหรือ?'

จบบทที่ ตอนที่ 274 ผ่านด่านอันตรายอย่างหวุดหวิด

คัดลอกลิงก์แล้ว