- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 273 หวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน
ตอนที่ 273 หวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน
ตอนที่ 273 หวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน
เมื่อเรียงความสี่ตำราข้อแรกเสร็จสมบูรณ์ ความรู้สึกของเสิ่นซีก็ซับซ้อนยิ่งนัก ทั้งตื่นเต้นที่ตนเองได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย และรู้สึกมืดแปดด้านต่ออนาคตที่ยังไม่อาจล่วงรู้ นี่เป็นประสบการณ์ที่ย่ำแย่มาก มันไม่เกี่ยวว่าผลคะแนนการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้จะออกมาดีหรือแย่ ทว่ามันมีโอกาสสูงมากที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตหน้าที่การงานของเขาในภายภาคหน้า
แต่ในเมื่อเขียนบทความออกมาแล้ว การจะขอเรียกคืนย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือพยายามทำข้อสอบอีกสองข้อที่เหลือให้ดีที่สุด
ลำดับถัดไปคือโจทย์ข้อใหญ่ที่เป็นเรียงความห้าคัมภีร์หนึ่งบท และโจทย์ข้อเล็กที่เป็นเรียงความสี่ตำราอีกหนึ่งบท ทั้งสองข้อล้วนให้ผู้เข้าสอบเป็นคนจับฉลากเลือกโจทย์ด้วยตนเอง
เพื่อเป็นการให้เกียรติเฝิงฮว่าฉี ในหมวดเรียงความห้าคัมภีร์ เสิ่นซีจึงเลือกตอบจากคัมภีร์ชุนชิว
โดยทั่วไปแล้ว การสอบคัมภีร์ชุนชิวมักจะนำโจทย์มาจากคัมภีร์จั่วจ้วน ทว่าโจทย์ข้อสอบที่เสิ่นซีจับฉลากได้คือ "หนูซีซู่กัดกินวัวชานเมือง วัวถึงแก่ความตาย" กลับเป็นโจทย์ข้อสอบที่ดึงมาจากคัมภีร์ชุนชิวขนานแท้โดยไม่มีการดัดแปลงเลย
เชิงอรรถผู้แปล:
จั่วจ้วน เป็นคู่มืออรรถาธิบายขยายความคัมภีร์ชุนชิวอีกทอดหนึ่ง
"หนูซีซู่กัดกินเขาชานเมือง วัวถึงแก่ความตาย" (鼷鼠食郊牛,牛死 ) วรรคจากคัมภีร์ชุนชิว บันทึกเหตุการณ์หนูซีซู่ (หนูชนิดหนึ่ง) กัดกินเขาวัวที่จะใช้เซ่นไหว้ฟ้าดินชานเมืองจนวัวตาย ถือเป็นลางร้ายทางการเมือง)
"หนูกัดกินวัว" ถือเป็นสำนวนหนึ่ง ว่ากันว่าหลังจากหนูซีซู่กัดวัวแล้ว วัวจะไม่รู้สึกเจ็บปวด จะรู้สึกเพียงแค่อาการชาและคันตามตัวเท่านั้น กว่าจะรู้ตัวก็ตายไปเสียแล้วโดยไม่รู้สาเหตุ ใช้เปรียบเปรยถึงการลอบกัดหรือทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
(เชิงอรรถผู้แปล: "หนูกัดกินวัว" (鼷鼠食牛) สำนวนที่มาจากคัมภีร์ชุนชิว เปรียบเปรยถึงการถูกลอบทำร้ายอย่างลับ ๆ โดยไม่ทันรู้ตัวจนนำไปสู่ความพินาศ)
เมื่อรู้ความหมายแล้ว แท้จริงโจทย์ข้อนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ประเด็นที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์โดยพื้นฐานก็คือ "จิตคิดร้ายต่อผู้อื่นมิพึงมี จิตระวังป้องกันผู้อื่นมิพึงขาด"
บทความลักษณะนี้อาจจะไม่ได้โดดเด่นสะดุดตานัก แต่การพั่วถี (ตีโจทย์) และเข้าสู่ประเด็นนั้นค่อนข้างง่าย จึงไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ร้ายแรงได้
หลังจากเขียนบทความบทที่สองเสร็จสิ้น เสิ่นซีก็จับฉลากโจทย์ข้อเล็กของเรียงความสี่ตำราซึ่งเป็นข้อสุดท้าย และเป็นโจทย์ข้อสุดท้ายของการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรกในวันนี้ด้วย มันก็ยังคงเป็นโจทย์ธรรมดาทั่วไปเช่นกัน "อุทยานล่าสัตว์ของข้ามีรัศมีสี่สิบลี้ แต่ราษฎรกลับยังมองว่าใหญ่กว้างขวาง"
ประโยคนี้มาจาก คัมภีร์เมิ่งจื่อ บทเหลียงฮุ่ยหวังท่อนล่าง เป็นตอนที่ฉีเซวียนหวังได้ยินมาว่าอุทยานล่าสัตว์ของโจวเหวินหวังมีรัศมีถึงเจ็ดสิบลี้ แต่ราษฎรกลับมองว่าเล็ก จึงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เหตุใดอุทยานล่าสัตว์ของตนเองมีรัศมีเพียงสี่สิบลี้ แต่ราษฎรกลับรู้สึกว่าใหญ่โต เมิ่งจื่อได้กราบทูลฉีเซวียนหวังว่า อุทยานล่าสัตว์ของโจวเหวินหวังนั้นเปิดให้ราษฎรเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ราษฎรจึงมองว่าเป็นสถานที่ของตน ย่อมรู้สึกว่าเล็กไปเป็นธรรมดา ส่วนอุทยานล่าสัตว์ของฉีเซวียนหวัง แม้จะรัศมีเพียงสี่สิบลี้ แต่กลับไม่อนุญาตให้ราษฎรเข้าไป ผู้ใดที่สังหารกวางในอุทยานล่าสัตว์จะมีโทษเทียบเท่ากับความผิดฐานฆ่าคน เท่ากับเป็นการวางกับดักไว้ในอาณาจักร ราษฎรย่อมต้องรู้สึกว่าใหญ่โตเกินไปเป็นธรรมดา
โดยพื้นฐานแล้ว เกร็ดประวัติศาสตร์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เมิ่งจื่อใช้เพื่ออธิบายแนวคิดเรื่องการปกครองด้วยความเมตตาธรรมของตน โดยเป็นการบอกกล่าวแก่ฉีเซวียนหวังว่า ในฐานะผู้ครองแคว้นจำต้องร่วมสุขกับราษฎร จึงจะได้รับความเคารพรักและการสนับสนุนจากราษฎร
เสิ่นซีไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดนานนัก เขาเริ่มเขียนโครงร่างลงบนกระดาษร่างก่อน จากนั้นก็จัดแจงโครงสร้างบทความรวดเดียวจนจบ เริ่มตั้งแต่การพั่วถี (ตีโจทย์) การรับโจทย์ การเริ่มขยายความ สองขาเริ่มเปรียบเทียบ สองขาเปรียบเทียบกลาง สองขาเปรียบเทียบหลัง ไปจนถึงการสรุปโจทย์ รอจนเขียนเสร็จ เขาก็ตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีอักษรใดต้องห้ามหรือละเมิดกฎการหลีกเลี่ยงพระนามหรือไม่ จากนั้นจึงทำการคัดลอกกระดาษคำตอบลงบนกระดาษสอบจริง รอจนเขาทำเสร็จสิ้น อู๋เสิ่งอวี๋ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็วางพู่กันไปตั้งนานแล้ว เสิ่นซีหันไปมอง อู๋เสิ่งอวี๋ก็ส่งยิ้มให้เขา ทว่าเสิ่นซีก็รีบหันหน้ากลับมาทันที เพราะเขาสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มนั้นคล้ายจะแอบแฝงเจตนาร้ายอยู่บ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: การตีโจทย์ (พั่วถี) การรับโจทย์ (เฉิงถี) การเริ่มขยายความ (ฉี่เจี่ยง) สองขาเริ่มเปรียบเทียบ สองขาเปรียบเทียบกลาง สองขาเปรียบเทียบหลัง ไปจนถึงการสรุปโจทย์ (โซวถี) (破题、承题、起讲、起比二股、中比二股、后比二股、收题) คือโครงสร้างทั้งแปดส่วนของการเขียนเรียงความแปดขา (八股文) ตามระบบการสอบเคอจวี่ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง)
การสอบยังคงดำเนินต่อไป บรรดาผู้เข้าสอบหมายเลขเจี่ยล้วนอยู่ภายใต้สายตาของผู้คุมสอบ การทำข้อสอบจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสียเกาหมิงเฉิงก็ถือเป็นผู้มีระดับความรู้ความสามารถอยู่ไม่น้อย สิบอันดับแรกของการสอบระดับเมืองที่คัดเลือกออกมา ล้วนมีสติปัญญาและความสามารถที่ใช้ได้เลยทีเดียว เมื่อถึงเวลาการปล่อยแถวรอบแรก อู๋เสิ่งอวี๋ก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป ก่อนไปเขายังจงใจหันกลับมามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ทว่ากลับเห็นเสิ่นซียังคงนั่งตัวตรงนิ่งไม่ไหวติง
อู๋เสิ่งอวี๋แอบคิดในใจ 'เหตุใดเขาถึงได้ดูสงบนิ่งเยือกเย็นถึงเพียงนี้?'
แท้จริงแล้วเสิ่นซีก็แค่ไม่อยากเป็นนกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก ตอนที่สอบระดับอำเภอและระดับเมือง เขาล้วนเดินออกจากลานสอบตั้งแต่การปล่อยแถวรอบแรก ซึ่งก็นำพาเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาไม่น้อย อย่างไรเสียเขาก็ได้เอาแต่ใจตัวเองลงไปในบทความแล้วหนึ่งครั้ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาแสดงความแปลกแยกนอกเหนือจากการทำข้อสอบอีก
จนกระทั่งถึงการปล่อยแถวรอบที่สอง เสิ่นซีถึงได้เดินออกจากลานสอบพร้อมกับผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ เมื่อมาถึงหน้าประตูก็พบว่าซูทงที่ออกไปตั้งแต่การปล่อยแถวรอบแรกรออยู่ตรงนั้นแล้ว
"ดูจากสีหน้าของน้องชายแล้ว ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก หรือว่าการสอบครานี้จะไม่ราบรื่นอย่างนั้นหรือ?" ซูทงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "คงต้องรอปีหน้าเสียแล้ว..."
ในเวลานี้เจิ้งเชียนก็เดินออกมาพร้อมกับการปล่อยแถวรอบที่สองเช่นกัน ซูทงเดินเข้าไปไถ่ถามดู เมื่อนำโจทย์ข้อสอบของทั้งสามคนมาเทียบเคียงกันดู ผลปรากฏว่านอกจากโจทย์ข้อ "ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด" ที่เหมือนกันแล้ว โจทย์อีกสองข้อที่เหลือล้วนไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นจึงไม่มีคุณค่าอันใดให้มานั่งวิจารณ์อ้างอิงเทียบกันได้มากนัก
ซูทงทอดถอนใจ "โจทย์การสอบระดับท้องถิ่นในครานี้ จะว่ายากก็คงไม่ถึงกับยากนัก เพียงแต่รู้สึกว่ามันดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวคล้ายกับกำลังจงใจหาเรื่องระบายอารมณ์กับถงเซิงอย่างพวกเราอยู่"
ซูทงมีอายุมากกว่าเล็กน้อย อีกทั้งยังเป็นคนเข้าใจเหตุและผล เขาก็สัมผัสได้เช่นกันว่าทิศทางการออกโจทย์ของหลิวปิ่งนั้นดูจะจงใจเป็นพิเศษ จากโจทย์ข้อ "ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด" ก็ดูคล้ายกับเป็นการจงใจตักเตือนเหล่าปัญญาชนผู้เข้าสอบ
แท้จริงแล้วสิ่งที่ปัญญาชนเกลียดชังมากที่สุดก็คือการถูกผู้อื่นนำความประพฤติและศีลธรรมของตนไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่ละคนต่างก็ถือดีว่าตนเองบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องค่านิยมการศึกษา ต่อให้เป็นมหาปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิหรือขุนนางสายวิชาการ แม้ภายนอกพวกเขาจะแสร้งทำท่าทีน้อมรับคำสั่งสอนอย่างถ่อมตน ทว่าภายในใจกลับยังคงไม่แยแสเห็นด้วยอยู่ดี
เจิ้งเชียนกล่าวว่า "เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อโจทย์ข้อสอบง่ายดายนัก ก็ต้องมาวัดกันว่าผู้ใดจะมีชั้นเชิงเหนือกว่ากัน หวังว่าอีกไม่กี่วันให้หลัง พวกเรายังจะได้กลับมาพบปะกันที่นี่อีกนะ"
สำหรับการสอบระดับท้องถิ่นนั้น ไม่ได้มีธรรมเนียมที่ว่าสอบผ่านรอบแรกแล้วจะได้เป็นซิ่วไฉเลย ต่อให้เป็นพวกอั้นโส่วประจำอำเภอเหล่านั้น แม้จะมีฐานะเป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้ารอบอย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงต้องเข้าร่วมการสอบรอบแรกและรอบที่สองไปตามขั้นตอน เพียงแต่เป็นเพราะสิบอันดับแรกของการสอบระดับเมืองนั้นเป็นจุดสนใจมากเกินไปในการสอบระดับท้องถิ่น เสิ่นซีกับซูทงและพวกพ้องจึงกลายเป็นเป้าโจมตีจากคนหมู่มาก
แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่ควรตกเป็นเป้าแห่งความริษยาอย่างแท้จริง ย่อมต้องเป็นอั้นโส่วประจำอำเภอของทั้งแปดอำเภอในเมืองถิงโจวต่างหาก ในฐานะผู้ที่ได้รับสิทธิเข้ารอบ การสอบในครานี้สำหรับพวกเขาก็แทบจะเป็นเพียงแค่การทำตามพิธีการเท่านั้น รอจนสอบเสร็จก็แค่เตรียมตัวเข้าเรียนในสถานศึกษาก็พอแล้ว
ระหว่างทางกลับ ซูทงก็เริ่มออกปากเชิญเสิ่นซีให้ไปเป็นแขกที่จวนอีกครั้ง เสิ่นซีไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่ามันย่อมต้องเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากเรื่องที่เขาบอกว่าจะวาดภาพวังวสันต์เมื่อคราวก่อนแน่
เสิ่นซีส่ายหน้าฝืนยิ้มขมขื่น "ยามนี้การสอบระดับท้องถิ่นยังไม่สิ้นสุด พวกเราควรจะตั้งใจทบทวนตำราถึงจะถูก... พี่ซู ท่านใจร้อนวู่วามเร่งรัดเกินไปหรือไม่?"
ซูทงหัวเราะร่วน "ไม่รีบ ๆ อีกตั้งสามวันกว่าจะถึงการประกาศผลสอบ ช่วงสองสามวันนี้ข้าเชื่อว่าน้องเสิ่นเองก็คงอ่านตำราไม่เข้าหัวเช่นกัน พรุ่งนี้ข้าจะส่งเทียบเชิญไปที่จวนของท่าน น้องเสิ่นเพียงแค่ไปร่วมเป็นเกียรติให้ตรงเวลาก็พอ"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ไปร่วมเป็นเกียรติ' นั่นก็แสดงว่าคนที่ซูทงเชิญมาคงมีไม่น้อย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจิ้งเชียนต้องอยู่ด้วยแน่นอน และอาจจะรวมไปถึงเหล่าบัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้อีกจำนวนหนึ่ง เพียงแต่การที่ซูทงจะมาตั้งท่าให้คนวาดภาพวังวสันต์ ในเมื่อมีช่างวาดภาพแล้ว ยังจะต้องหาผู้คนอีกเป็นกลุ่มมามุงดูด้วยอย่างนั้นหรือ? นี่มันจะไม่ลามกเสเพลเกินไปหน่อยหรือไร?
เสิ่นซีส่ายหน้า "ข้าน้อยทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีนัก เตรียมจะกลับไปตั้งใจอ่านตำราอย่างหนัก หากสามารถผ่านการสอบระดับท้องถิ่นไปได้อย่างราบรื่น การจะออกมาร่วมวงหาความสำราญย่อมไม่มีปัญหา ทว่าหากไม่เป็นเช่นนั้น เกรงว่าคงต้องขออภัยแล้ว"
คำพูดประโยคนี้ของเสิ่นซีกล่าวออกมาอย่างห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เพื่อให้ซูทงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกท้อแท้ผิดหวังของเขา
และก็เป็นไปตามคาด ซูทงไม่ใช่คนที่ชอบบังคับขืนใจผู้อื่น เขาถอนหายใจออกมา "เอาเถอะ เช่นนั้นวันหลังค่อยนัดกันใหม่"
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีก็บอกเล่าสถานการณ์การสอบให้ฟังคร่าว ๆ โชคดีที่ครานี้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงไม่ได้คาดหวังเอาไว้สูงมากนัก จึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือหดหู่จนเกินไป
โจวซื่อเอ่ยปลอบใจ "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าอย่าได้โทษที่ก่อนหน้านี้แม่เข้มงวดกับเจ้าเลย แม่เองก็รู้ว่าการจะให้เจ้าสอบได้ซิ่วไฉในตอนนี้มันสร้างความลำบากให้เจ้ามากเกินไปจริง ๆ แต่หากแม่ไม่ทำเช่นนั้น ก็กลัวว่าความฉลาดหลักแหลมของเจ้าจะไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางที่ถูกที่ควร จนเป็นการทอดทิ้งพรสวรรค์ในการศึกษาเล่าเรียนของเจ้าไปเสียเปล่า ๆ ถึงเวลานั้นย่อมต้องถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะและมองด้วยสายตาดูแคลนเป็นแน่"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "เข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่ ข้ารู้สึกง่วงนิดหน่อย ขอเข้าไปนอนสักงีบได้หรือไม่ขอรับ?"
โจวซื่อโบกมือไล่ "รีบไปเถิด ดูสีหน้าเจ้าตอนนี้สิ ซีดเซียวจนแทบจะดูไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว แม่เห็นแล้วก็ปวดใจยิ่งนัก เจ้าอย่าคิดมากไปเลย ครานี้สอบไม่ผ่านก็ช่างมันเถิด ท่านย่าของเจ้าก็ส่งจดหมายมาบอกว่าอย่าไปสร้างแรงกดดันให้เจ้ามากนัก หากไม่ได้จริง ๆ อีกสองปีค่อยสอบใหม่ก็ยังได้ เจ้ายังอายุน้อย ขอเพียงขยันหมั่นเพียร ย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะสอบไม่ได้ซิ่วไฉ"
เสิ่นซีแอบคิดค้านอยู่ในใจ สอบเสร็จแล้วถึงเพิ่งจะมาพูดเรื่องพวกนี้ เมื่อวันก่อนข้ายังถูกขังให้อ่านตำราอยู่ในห้องหนังสืออยู่เลย ทว่าเมื่อทำข้อสอบออกมาในสภาพนี้ เสิ่นซีก็ไม่กล้าคาดหวังอะไรมากนัก คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตฟ้าก็แล้วกัน
เมื่อเสิ่นซีได้นอนหลับสนิทอย่างเต็มอิ่ม พอตื่นลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้างดงามสดใสสองใบหน้ากำลังยิ้มแย้มเบิกบานดุจบุปผา... คนหนึ่งคือหลินไต้ ส่วนอีกคนคือลู่ซีเอ๋อร์ ในยามนี้ในมือของทั้งสองคนต่างก็ถือพัดคนละเล่ม กำลังแย่งกันพัดลมให้เขาอยู่
"พี่เสิ่นซี ท่านตื่นแล้วหรือ? เย็นสบายหรือไม่?"
ลู่ซีเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ ฮุ่ยเหนียงเคยบอกเอาไว้ว่า ขอเพียงเสิ่นซีสอบเสร็จ นางก็จะสามารถมาเล่นกับเสิ่นซีได้ ดังนั้นนางจึงดูเบิกบานใจเป็นพิเศษ
เสิ่นซียิ้มพลางยื่นมือไปหยิกแก้มของลู่ซีเอ๋อร์เบา ๆ แล้วหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง เมื่อหันไปเห็นหลินไต้ที่มีท่าทีหึงหวงอยู่บ้าง เขาก็ยื่นมือไปบีบจมูกโด่งรั้นของแม่หนูน้อยอีกคนเบา ๆ
"รีบเอามือสกปรกของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เมื่อครู่ยังแย่งกับลู่ซีเอ๋อร์พัดลมให้เสิ่นซีอยู่แท้ ๆ พอเสิ่นซีตื่นขึ้นมา หลินไต้ก็เปลี่ยนมาปั้นหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจในทันที ดูคล้ายกับกำลังประท้วงที่เสิ่นซีแสดงท่าทีสนิทสนมกับลู่ซีเอ๋อร์จนเกินหน้าเกินตา
รวมแล้วเสิ่นซีเพิ่งจะนอนหลับไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ ในเวลานี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสลัวลงแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเข้าสู่ยามวิกาล เสิ่นซีเดินกลับมาที่ร้านขายยาพร้อมกับเด็กหญิงน้อยทั้งสองคน ฮุ่ยเหนียงสั่งให้พวกสาวใช้จัดเตรียมงานเลี้ยงอันอุดมสมบูรณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เสิ่นซี
เสิ่นซีฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านน้า ตอนนี้คะแนนสอบยังไม่ออกเลย จะกล่าวถึงการเฉลิมฉลองก็ดูจะเร็วเกินไปหน่อยกระมังขอรับ? อีกอย่าง การสอบครานี้ข้าก็ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก..."
ฮุ่ยเหนียงยิ้มเอ่ยปลอบใจ "มิใช่ว่าต้องสอบให้ได้ดีถึงจะฉลองได้เสียหน่อย เสี่ยวหลาง การที่เจ้าเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้ ต่อให้จะสอบไม่ผ่าน แต่อย่างน้อยก็ได้สั่งสมประสบการณ์สำหรับการสอบในวันข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ได้ทำความคุ้นเคยกับโจทย์ข้อสอบ และปรับตัวให้ชินกับบรรยากาศในสนามสอบแล้ว รอจนถึงการสอบคราวหน้า เจ้าย่อมต้องมีความมั่นใจมากกว่าครานี้อย่างแน่นอน เจ้าว่าเหตุผลนี้ถูกต้องหรือไม่เล่า?"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ก็ได้ขอรับ ขอบคุณท่านน้ามาก!" กล่าวจบเขาก็หย่อนก้นนั่งลงข้างโต๊ะ
โจวซื่อมานั่งลงข้างกายเสิ่นซีพลางกล่าวว่า "ท่านน้าเซี่ยของเจ้าส่งจดหมายมา บอกว่านางตรวจวินิจฉัยอาการป่วยให้หนิงอ๋องเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังออกเดินทางกลับมา หากคำนวณจากวันที่เขียนจดหมาย อีกไม่เกินสิบวันนางก็คงจะถึงบ้าน หากเจ้าสอบได้ซิ่วไฉล่ะก็ พอดีเลย... หึ ๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว มาดูสิ มีแต่กับข้าวที่เจ้าชอบกินทั้งนั้น เดี๋ยวแม่จะคีบให้เจ้านะ"
เห็นได้ชัดว่าโจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงแอบปรึกษาหารือกันเป็นการส่วนตัวมาก่อนแล้ว เพราะเกรงว่าเสิ่นซีจะเสียใจที่ทำข้อสอบระดับท้องถิ่นได้ไม่ดี จึงตกลงกันว่าจะไม่พูดถึงเรื่องการสอบได้ซิ่วไฉอีก ทว่าผลสุดท้ายโจวซื่อก็เป็นคนปากสว่าง เผลอหลุดปากหลุดคำออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจจนได้
แท้จริงแล้วแผนการที่โจวซื่อวาดฝันเอาไว้นั้นช่างงดงามนัก หากเสิ่นซีทำข้อสอบได้ราบรื่น อีกเจ็ดแปดวันให้หลังตอนที่มีการประกาศผลสอบออกมาแล้วเขาสอบได้ซิ่วไฉ ก็จะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินทางกลับมาถึงพอดี เรียกได้ว่ามีเรื่องมงคลมาเยือนเป็นคู่ ทว่าเรื่องราวก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาวาดฝันเท่านั้น แม้แต่ตัวเสิ่นซีเองก็ยังไม่มีความมั่นใจต่อการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้เลย อย่าว่าแต่การแข่งขันที่ดุเดือดเลย ที่สำคัญก็คือบทความที่ยกย่องเชิดชูปรัชญาซินเสวียของเขานั้น มันช่างง่ายดายต่อการล่วงเกินผู้คนเสียเหลือเกิน
ขณะที่เขากำลังเตรียมจะยกตะเกียบขึ้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าลานเรือน เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าเป็นเฝิงฮว่าฉีที่เดินทางมาเยือน
ที่แท้เฝิงฮว่าฉีรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์การสอบของเสิ่นซี เมื่อรู้ข่าวว่าการสอบระดับท้องถิ่นการปล่อยแถวสิ้นสุดลงแล้ว จึงรีบเดินทางมาสอบถามด้วยความร้อนใจ เฝิงฮว่าฉีเรียกตัวเสิ่นซีแยกเข้าไปที่ห้องโถงด้านหลังตามลำพัง ก่อนจะเอ่ยสั่งการว่า "เจ้าจงคัดลอกกระดาษคำตอบที่เจ้าเขียนไปในวันนี้ออกมาจากความทรงจำเสีย ข้าจะนำกลับไปพิจารณาดูอย่างละเอียด"
สิ่งที่เสิ่นซีหวาดกลัวที่สุดก็คือการที่เฝิงฮว่าฉีมาสอบถามถึงผลการทำข้อสอบในวันนี้ หากอาจารย์ท่านนี้ล่วงรู้ว่าเขาเขียนบทความที่แหวกแนวออกไป มีหวังต้องถูกสั่งสอนขนานใหญ่เป็นแน่ ถึงเวลานั้นท่านแม่และฮุ่ยเหนียงก็จะได้รู้ว่า ความล้มเหลวในครานี้ของเขามิใช่เพราะความพ่ายแพ้ในสมรภูมิสอบ หากแต่เป็นเพราะเขาทำตัวแปลกแยกรนหาที่ตายไปเอง เกรงว่าพวกนางคงจะโกรธจนแทบกระอักเลือดเป็นแน่
"เป็นอะไรไป? บทความที่ตัวเองเป็นคนเขียน พอหันหลังกลับมาก็ลืมเสียแล้วหรือ?" เฝิงฮว่าฉีขมวดคิ้ว
เสิ่นซีทำได้เพียงจำยอมหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาแต่โดยดี เขาเขียนบทความออกมาภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันถง เฝิงฮว่าฉีที่สายตาฝ้าฟางไม่ได้เปิดอ่านดูในทันที เพียงแค่ถือกระดาษข้อสอบจำลองที่เสิ่นซีเขียนกลับไป
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยปลอบใจ "ไม่เป็นไรหรอก ท่านอาจารย์เฝิงสั่งสอนลูกศิษย์จนสอบได้ใต้เท้าซิ่วไฉมาตั้งหลายคนแล้ว ท่านมีสายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิง เพียงแค่อ่านบทความของเจ้าก็ย่อมรู้ได้ว่าเจ้าจะสามารถสอบผ่านได้หรือไม่ จะได้ช่วยให้เจ้าไม่ต้องมานั่งพะว้าพะวงอย่างไรเล่า"