เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 272 ปรัชญาหลี่เสวียหรือปรัชญาซินเสวีย

ตอนที่ 272 ปรัชญาหลี่เสวียหรือปรัชญาซินเสวีย

ตอนที่ 272 ปรัชญาหลี่เสวียหรือปรัชญาซินเสวีย


(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาหลี่เสวีย (理学) คือสายการตีความปรัชญาขงจื๊อใหม่ของเฉิงอี๋และจูซี เน้นหลักการและระเบียบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด ส่วน ปรัชญาซินเสวีย (心学) คือสำนักจิตวิทยาขงจื๊อที่เน้นว่า "จิตคือสรรพสิ่ง" และ "รู้และกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน")

ในที่สุดก็ถึงวันที่ยี่สิบเดือนหก เสิ่นซีตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วเขย่าตัวหลินไต้ที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงให้ตื่น

แม่หนูน้อยถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสุดความสามารถ นางอยู่เฝ้าข้างเตียงของเสิ่นซีตลอดทั้งคืน จนล่วงเข้าสู่ช่วงดึกดื่นค่อนคืน เสิ่นซีจึงเอาเสื้อคลุมมาห่มให้นาง แม่หนูน้อยผู้นี้ถึงได้หลับสนิท

"อืม? มีอะไรหรือ? ง่วงจังเลย..."

หลินไต้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ท่าทางอิดโรยไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย เสิ่นซีจึงประคองนางให้ขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วห่มผ้าให้นางอย่างเบามือ จากนั้นเขาจึงค่อยเดินออกจากห้องไป

หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว เสิ่นซียังไม่ทันได้คดข้าวเข้าปากได้กี่คำ โจวซื่อก็เอ่ยเร่งเร้าให้ออกเดินทางแล้ว

เมื่อเสิ่นซีเดินตามหลังเสิ่นหมิงจวิน โดยมีโจวซื่อคอยเดินมาส่งจนถึงหน้าประตู ครอบครัวข้างบ้านที่มาร่วมส่งสอบก็มาถึงพอดี ฮุ่ยเหนียงพาบ่าวรับใช้หลายคนออกมาส่ง นางเอาแต่ยัดเสบียงอาหารที่ตนเองลงมือจัดเตรียมมากับมือใส่ลงไปในตะกร้าสอบของเสิ่นซีไม่หยุด

ก่อนจากลาก็มีคำกำชับด้วยความห่วงใยตามมาอีกระลอก…

เมื่อเสิ่นซีเดินออกจากปากตรอกมาถึงถนนใหญ่ด้านนอก ก็สามารถมองเห็นผู้เข้าสอบที่กำลังมุ่งหน้าไปยังลานสอบได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง

อย่างไรเสียเสิ่นซีก็เคยเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองมาแล้ว จึงคุ้นเคยกับกฎระเบียบการเข้าสอบเป็นอย่างดี ทว่าตอนที่กำลังจะเดินเข้าลานสอบนั้น น้ำแกงที่บรรจุอยู่ในไหดินเผาในตะกร้าสอบของเสิ่นซีกลับถูกห้ามไม่ให้นำเข้าไปข้างใน เพราะเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะมีการซุกซ่อนโพยไว้ในน้ำแกง

เสิ่นซีไม่มีทางเลือกอื่น จึงทำได้เพียงส่งมอบไหดินเผาให้แก่เจ้าหน้าที่สองสามคนนั้น ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้วก็ไม่เหมือนว่าจะเตรียมส่งคืนให้เป็นแน่ น้ำแกงที่โจวซื่อตั้งใจเคี่ยวมาอย่างดี คงต้องตกไปอยู่ในท้องของพวกเขาทั้งหมดอย่างมิต้องสงสัย

เนื่องจากในการสอบระดับเมืองคราวก่อนเสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วมาได้ ตามกฎระเบียบจึงจำเป็นต้องถูกเรียกหมายเลขขึ้นโถงหลัก ซึ่งก็คือการจัดที่นั่งให้เข้าใกล้ผู้คุมสอบมากยิ่งขึ้น หมายเลขสอบของเสิ่นซีนั้นพิเศษมาก นั่นคือหมายเลขเจี่ยอี้ (เจี่ยลำดับที่ 1) ในลานสอบแห่งนี้ ที่นั่งของเขาตั้งอยู่ตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพียงแค่เงยหน้าขึ้นก็สามารถมองเห็นโต๊ะของผู้คุมสอบหลักได้ทันที ในบรรดาผู้เข้าสอบเจ็ดร้อยกว่าคน ล้วนมีเขาเป็นผู้นำขบวน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสิ่นซีได้นั่งโต๊ะหมายเลขเจี่ย เพียงแต่การสอบระดับอำเภอไม่ได้มีธรรมเนียมเรียกหมายเลขขึ้นโถงหลัก อีกทั้งในตอนที่สอบระดับอำเภอที่หนิงฮว่า เพิงสอบหมายเลขเจี่ยก็ตั้งอยู่บริเวณรอบนอก

ด้านข้างของเสิ่นซี หมายเลขสองคืออู๋เสิ่งอวี๋ หมายเลขสามคือซูทง และหมายเลขห้าคือเจิ้งเชียน ทุกคนล้วนเป็นบุคคลที่คว้าสิบอันดับแรกในการสอบระดับเมืองเมื่อปีก่อนมาได้ ต่อให้คนอื่นจะไม่ค่อยได้คบค้าสมาคมกันนัก แต่อย่างน้อยสิบอันดับแรกของการสอบระดับเมืองในรุ่นเดียวกัน ก็ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันและรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี

นอกจากซูทงและเจิ้งเชียนที่เอ่ยทักทายเสิ่นซีแล้ว คนอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงอู๋เสิ่งอวี๋ด้วย ล้วนทำตัวเสมือนมองไม่เห็นเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย

เมื่อผู้เข้าสอบมากันเกือบจะครบถ้วน ท้องฟ้าก็เริ่มสางพอดี แตกต่างจากการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองในอดีต การสอบระดับท้องถิ่นในครานี้จัดขึ้นในช่วงกลางฤดูร้อน ช่วงเวลากลางวันจึงยาวนานมาก รอจนกระทั่งท้องฟ้าสว่างโร่ การขานชื่อก็ยังไม่สิ้นสุด

ในหมู่ผู้เข้าสอบเริ่มมีเสียงร้องเอะอะโวยวายให้ได้ยินประปราย โดยสื่อความหมายว่าผู้คุมสอบหลักไม่ยอมทำตามกฎระเบียบ โดยทั่วไปแล้ว การสอบลักษณะนี้จะใช้เวลาสอบหนึ่งวันเต็ม ควรจะเริ่มแจกโจทย์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แล้วจึงส่งกระดาษคำตอบหลังจากที่ท้องฟ้ามืดมิดแล้ว

ทว่าต่อให้ด้านล่างจะร้องโวยวายกันเสียงดังเพียงใด หลิวปิ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะสอบกลับยังคงนั่งนิ่งดุจพระโพธิสัตว์ดินเหนียวที่ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด ซ้ำยังยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็นระยะ ๆ ท่าทางดูผ่อนคลายสบายใจยิ่งนัก จะมีก็แต่บางครั้งที่ผู้เข้าสอบขานชื่อไม่ชัดเจน เขาถึงจะปรายตามองด้วยตนเองสักแวบหนึ่ง เพื่อเทียบเคียงกับเอกสารรับรองประวัติ จากนั้นจึงโบกมือเป็นเชิงบอกให้ผู้เข้าสอบกลับไปนั่งที่

การสอบระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนสามเดือนสี่ กว่าจะวนมาถึงเมืองถิงโจวก็ถือเป็นรอบสุดท้ายแล้ว หลิวปิ่งจึงทำได้เพียงใช้วิธีนี้เพื่อหาจุดสมดุล

เมื่อการขานชื่อสิ้นสุดลง ลำดับถัดไปก็คือการแจกโจทย์

นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้เข้าสอบรู้สึกตึงเครียดมากที่สุดเช่นกัน บทความเฉิงเหวินและบทความตัวอย่างที่ท่องจำมาตลอดทั้งปีก่อนหน้านี้ จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าโจทย์ข้อสอบจะเป็นเช่นไร

จากสถานการณ์ที่ผู้คนถ่ายทอดมาจากพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ทำให้รู้ว่าหลิวปิ่งผู้นี้ชอบออกโจทย์หลายข้อ ซ้ำหัวข้อที่ออกก็ค่อนข้างจะแหวกแนว ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่คิดจะลักลอบรวมหัวกันทุจริตจึงแทบจะไม่มีเลย เพราะต่อให้จะตกลงนัดแนะกับคนรอบข้างไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยากที่จะบังเอิญได้โจทย์ข้อเดียวกัน

ทว่ายามที่เหล่าผู้เข้าสอบเห็นหลิวปิ่งลงมือเขียนโจทย์ข้อเล็กของเรียงความสี่ตำราข้อแรกด้วยตนเอง แล้วให้คนนำไปติดไว้บนป้ายเดินตรวจตรา ในใจของเหล่าผู้เข้าสอบถึงได้ตระหนักว่า ครานี้หลิวปิ่งไม่ได้เดินหมากตามแบบแผนปกติเสียแล้ว เรียงความสี่ตำราข้อแรกกลับกลายเป็นโจทย์ที่ให้ผู้เข้าสอบทั่วทั้งลานสอบทำเหมือนกันทั้งหมด

"ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด!"

ตัวอักษรสี่ตัว ปรากฏเด่นชัดเจน ทุกคนล้วนคุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดี หลังจากที่ผู้คนได้เห็นต่างก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงฮือฮา

โจทย์ข้อสอบเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นโจทย์ที่แสนจะพื้น ๆ จนไม่รู้จะพื้นอย่างไรแล้ว แม้แต่เด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มเรียนการเขียนเรียงความแปดขา ก็ยังสามารถท่องจำบทความเฉิงเหวินออกมาได้สักบทสองบท สำหรับผู้เข้าสอบแล้ว มันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน

ทว่าง่ายดายเช่นนี้กลับเป็นความง่ายดายที่ดูจะเกินพอดีไปสักหน่อย

ถ้อยคำนี้มาจากวรรคแรกสุดของคัมภีร์ต้าเสวียที่ว่า "มรรคาแห่งมหาศึกษา อยู่ที่การส่องสว่างคุณธรรมอันกระจ่าง อยู่ที่การใกล้ชิดผูกพันกับราษฎร อยู่ที่การธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด"

(เชิงอรรถผู้แปล: "มรรคาแห่งมหาศึกษา อยู่ที่การส่องสว่างคุณธรรมอันกระจ่าง อยู่ที่การใกล้ชิดผูกพันกับราษฎร อยู่ที่การธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด" (大学之道,在明明德,在亲民,在止于至善) วรรคเปิดของ คัมภีร์ต้าเสวีย (大学) ซึ่งเป็นหัวใจหลักสามประการของคัมภีร์เล่มนี้)

หากพิจารณาเพียงตัวอักษรสี่ตัวที่ว่า "ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด" สามารถทำความเข้าใจได้ว่า จำเป็นต้องหยุดพักอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แท้จริงแล้วมันก็คือการส่งเสริมให้ผู้คนฝึกฝนบ่มเพาะตนเอง จนบรรลุถึงขั้นที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุดนั่นเอง

หลังจากที่ได้เห็นโจทย์ข้อสอบข้อนี้ บางคนก็ตื่นเต้นดีใจเสียจนแทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว

โจทย์ที่ง่ายดายถึงเพียงนี้ นายอำเภอที่สอบผ่านเส้นทางอี่เคอเหล่านั้นยังรู้สึกคร้านที่จะนำมาออกสอบเลย เจ้าที่เป็นถึงปัญญาชนผู้สอบได้จิ้นซื่อซ้ำยังเคยรับราชการในสำนักฮั่นหลิน กลับยอมลดตัวลงมาออกโจทย์ระดับเด็กอมมือเช่นนี้เชียวหรือ? บทความเฉิงเหวินที่ข้าท่องจำมานับพันนับหมื่นบท ก็เพื่อรอคอยให้มีสักวันหนึ่งที่จะเก็งข้อสอบได้ตรงเผง วันนี้ในที่สุดข้าก็บังเอิญเจอเข้าจนได้ นี่มิใช่สวรรค์มีตาหรอกหรือ?

(เชิงอรรถผู้แปล: เส้นทางอี่เคอ (乙科) เส้นทางขุนนางสายรอง สำหรับผู้สอบผ่านระดับจวี่เหริน แต่ไม่ผ่านระดับจิ้นซื่อ ทว่าได้รับโอกาสแต่งตั้งเป็นขุนนาง)

ทว่าสำหรับผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่กล้าจรดพู่กันลงไปง่าย ๆ ลำพังเพียงแค่โจทย์ข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอให้ต้องใช้เวลาพิจารณาตีความไปตลอดทั้งช่วงเช้าแล้ว

ชี้แจงประเด็นแรก เหตุใดหลิวปิ่งที่ตระเวนคุมสอบมาทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน พอมาถึงการสอบระดับท้องถิ่นที่เมืองถิงโจว กลับเปลี่ยนธรรมเนียมเดิมที่มักจะออกโจทย์ข้อเล็กของเรียงความสี่ตำราหลายข้อให้ผู้เข้าสอบจับฉลาก แต่ครานี้กลับออกโจทย์เพียงข้อเดียวเหมือนกันทั้งหมด?

แน่นอนว่าอาจจะอธิบายได้ว่า หลิวปิ่งคุมสอบมาจนถึงเมืองถิงโจวก็คงจะเหนื่อยล้าแล้ว จึงอยากจะทำส่งเดชขอไปที อย่างไรเสียเขาก็ใกล้จะหมดวาระแล้ว เมื่อคุมสอบรอบนี้เสร็จและกลับถึงเมืองเอกของมณฑล เขาก็ต้องลงจากตำแหน่งเพื่อรอรับราชโองการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่จากราชสำนัก การออกโจทย์ให้เหมือนกันหมด ซ้ำยังเป็นโจทย์ที่ง่ายดาย ย่อมทำให้สามารถแยกแยะความรู้ความสามารถของผู้เข้าสอบได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้ดีว่า นิสัยของหลิวปิ่งนั้นระแวดระวังรอบคอบยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะใช้คัมภีร์เจี้ยจื่อซู ของจูเก่อเลี่ยงมาตวาดใส่พวกผู้เข้าสอบที่ร้องเอะอะโวยวายไร้เหตุผลไปหมาด ๆ นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงสองวัน มีเหตุผลอันใดที่เขาจะละทิ้งความเคร่งครัดในการศึกษาเล่าเรียนกันเล่า? หากเขาต้องการจะแอบอู้งานเพื่อหนีความลำบากจริง ก็คงจะไม่มานั่งคุมสอบด้วยตนเองในตอนที่ผู้เข้าสอบมาดูเพิงสอบหรอก

ผู้ที่มีความรับผิดชอบถึงเพียงนี้ ย่อมต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีทางที่จะมาทำผิดพลาดเรื่องพื้น ๆ แบบนี้ในสนามสอบสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนของตนเองอย่างแน่นอน

เช่นนั้น เรื่องนี้ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ผู้เข้าสอบร้องโวยวายประท้วงต่อหน้าผู้คนเมื่อสองวันก่อนเป็นแน่

ผู้เข้าสอบนั้นเดิมทีควรจะรู้หนังสือเข้าใจจารีต แต่ละคนที่ออกมาล้วนเป็นคุณชายผู้สง่างาม เอื้อนเอ่ยถ้อยคำล้วนเป็นบทกวี การวางตัวและหลักการทำงานยิ่งต้ององอาจผ่าเผย นี่ถึงควรจะเป็นมาตรฐานในการคัดเลือกซิ่วไฉของหลิวปิ่ง ทว่ากลับกลายเป็นว่า ไม่ว่าเขาจะไปคุมสอบที่ใด เรื่องการวิ่งเต้นฝากฝังและมอบของกำนัลล้วนมีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพื่อการสอบแล้วเหล่าบัณฑิตต่างไม่ยอมท่องจำบทความของนักปราชญ์ เอาแต่สนใจจะท่องจำเพียงบทความเฉิงเหวินเพื่อเก็งข้อสอบกันเป็นแถว

ค่านิยมของเหล่าบัณฑิตในปัจจุบัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก จนเกิดความรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา ในการทำหน้าที่ผู้คุมสอบหลักเป็นครั้งสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยน เขาจึงต้องการจะแสดงออกถึงความไม่พอใจที่อัดอั้นอยู่ในใจนี้ ด้วยการออกโจทย์ที่ดูเหมือนจะง่ายดาย ทว่าแท้จริงแล้วกลับแฝงความนัยอันลึกซึ้งเอาไว้

นั่นก็คือการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกฝนตนเองกับการศึกษาหาความรู้ และการถกเถียงปัญหาเรื่องจัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้าให้อยู่เย็นเป็นสุข

(เชิงอรรถผู้แปล: จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้าให้อยู่เย็นเป็นสุข (齐家治国平天下) วรรคทองจากคัมภีร์ต้าเสวีย ว่าด้วยเป้าหมายสูงสุดของการฝึกตนและทำประโยชน์แก่บ้านเมือง)

เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ โดยพื้นฐานแล้วผู้เข้าสอบก็สามารถลงมือจรดพู่กันเขียนคำตอบได้แล้ว ทว่าเสิ่นซียังคงจมอยู่ในภวังค์ความคิด ครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อค้นหาความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

ประโยคนี้เป็นวรรคเปิดของคัมภีร์ต้าเสวีย และคำว่า "ต้าเสวีย" หรือ "มหาศึกษา" นี้ก็เป็นสิ่งที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับคำว่า "เสี่ยวเสวีย" หรือ "ประถมศึกษา" ในตำราเสี่ยวเสวียนั้น สิ่งที่ผู้คนศึกษาคือ 'ลิ่วอี้' หรือศิลปวิทยาการทั้งหก ซึ่งจัดอยู่ในระดับของการศึกษาเล่าเรียนทั่วไป ทว่าในคัมภีร์ต้าเสวีย ย่อมต้องยกระดับให้สูงขึ้น สิ่งที่ต้องศึกษาคือมรรคาแห่งการบ่มเพาะตนเอง เรียนรู้ที่จะเป็นวิญญูชน ทว่าปัญหาก็คือคำว่า "ความดีงามอันสูงสุด" เป็นเพียงถ้อยคำอันเป็นนามธรรม การที่มนุษย์ปุถุชนจะบรรลุถึงขั้นความดีงามอันสูงสุดได้นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ขงจื๊อ ผู้ซึ่งอนุชนรุ่นหลังเทิดทูนให้เป็นปราชญ์แห่งยุค ยังเคยกล่าวทำนองว่าตนมิใช่ผู้รู้แจ้งมาแต่กำเนิด และยังต้องเรียนรู้แก้ไขตนเองอยู่เสมอ แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไปเล่า?

ในตำราอรรถาธิบายสี่ตำรา จูซีได้อธิบายความหมายของคำว่า "ความดีงามอันสูงสุด" เอาไว้ว่าเป็น "จุดสูงสุดอันชอบธรรมของสรรพสิ่ง" ซึ่งก็คือหลักการสูงสุดในการพิจารณาเรื่องราวตามความเป็นจริง หรือก็คือความดีงามที่ไร้ที่ตินั่นเอง

ทว่าคำอธิบายนี้ แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุดมคติ เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีหลักการสูงสุดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ย่อมไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจุดสูงสุดอันชอบธรรม การจะตัดสินว่าสิ่งใด 'ชอบธรรม' ย่อมต้องมีมาตรฐานรองรับ แล้วใครกันเล่าที่จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานนั้น?

ในทางกลับกัน ในบทอรรถาธิบายของคัมภีร์ฉวนสีลู่ของหวังหยางหมิง มหาปราชญ์ที่ถือกำเนิดในอีกหลายสิบปีให้หลัง กลับให้คำอธิบายที่เหมาะสมกว่า "ความดีงามอันสูงสุด คือธรรมชาติเดิมแท้ ธรรมชาติเดิมแท้แต่ดั้งเดิมนั้นปราศจากความชั่วร้ายแม้เพียงกระผีกริ้น จึงเรียกว่า ความดีงามอันสูงสุด" สื่อความหมายว่า โดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์นั้นมีธรรมชาติที่ดีงาม ขอเพียงกลับคืนสู่แหล่งกำเนิดดั้งเดิม ก็จะสามารถบรรลุถึงมาตรฐานสูงสุดแห่งความดีงามอันสูงสุดได้แล้ว ความดีงามอันสูงสุดก็คือการหวนคืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้นั่นเอง

และนี่ก็คือขั้นสูงสุดของปรัชญาซินเสวียที่หวังหยางหมิงยกย่องเชิดชูเช่นกัน

ในวันปกติยามที่เสิ่นซีเขียนบทความ เขามักจะทำไปแบบทำส่งเดชขอไปที ทว่าครานี้เขากลับเลือกที่จะตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานาน เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขายังไม่แม้แต่จะหยิบพู่กันขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ แม้อู๋เสิ่งอวี๋และซูทงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จะใช้เวลาพิจารณาโจทย์อยู่นานเช่นกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดใช้เวลาในการขบคิดยาวนานเท่ากับเสิ่นซีเลยแม้แต่คนเดียว

รอจนกระทั่งอู๋เสิ่งอวี๋จดจ่อตั้งใจเขียนบทความของโจทย์ข้อเล็กในเรียงความสี่ตำราจนเสร็จสิ้น และเตรียมจะตรวจทานแก้ไขเพื่อคัดลอกลงกระดาษคำตอบ ทว่าเขากลับพบว่าเสิ่นซียังคงถือพู่กันและจมอยู่ในภวังค์ความคิด สิ่งนี้ทำให้อู๋เสิ่งอวี๋รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก "โจทย์ที่ง่ายดายถึงเพียงนี้ ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าทำได้หรือทำไม่ได้แน่ ความรู้ความสามารถของเขาก็มิได้ด้อยไปกว่าข้า แล้วเหตุใดเขาถึงต้องครุ่นคิดยาวนานถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?"

การที่เสิ่นซียังไม่ยอมจรดพู่กันเสียที มิใช่เพราะเขายังคิดหาประเด็นในการนำเสนอไม่ได้ กระทั่งตัวอักษรทุกตัวก็ถูกร้อยเรียงขึ้นมาในหัวของเขาหมดแล้ว บทความทั้งบทไม่จำเป็นต้องร่างลงกระดาษร่าง เขาก็มีความเข้าใจกระจ่างแก่ใจอยู่แล้ว สามารถจรดพู่กันเขียนบทความลงบนกระดาษคำตอบได้เลยในทันทีด้วยซ้ำ

ทว่าปัญหามันอยู่ที่ว่า แม้ปรัชญาซินเสวียจะเป็นสำนักวิชาแขนงหนึ่งมาโดยตลอด แต่ก่อนหน้าที่หวังหยางหมิงจะนำมาเชิดชูจนเจริญรุ่งเรือง ปรัชญาซินเสวียก็ไม่เคยได้รับการยอมรับจากสำนักปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจูที่เป็นกระแสหลักเลย เช่นนั้นแล้ว บทความของเขาก็อาจจะเข้าข่ายลบหลู่ถ้อยคำของอริยปราชญ์ก็เป็นได้ ต้องรู้ว่าจูซีผู้รวบรวมรวบยอดปรัชญาหลี่เสวียนั้น ได้รับการยกย่องให้เป็นอริยปราชญ์มาตั้งนานแล้ว การกระทำของเขาเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการท้าทายผู้มีอำนาจอย่างโจ่งแจ้งน่ะสิ

เสิ่นซีถือพู่กันเอาไว้ ในใจรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก การวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมการศึกษาในแวดวงวิชาการช่วงกลางราชวงศ์หมิง ทำให้ปรัชญาซินเสวียเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นทีละน้อย และเป็นการสร้างเงื่อนไขให้หวังหยางหมิงสามารถตั้งสำนักวิชาของตนเองได้ในบั้นปลาย ทว่าหวังหยางหมิงเป็นใครกันเล่า เขาคือรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนตัวเขาเล่า ก็เป็นแค่เด็กน้อยที่กำลังสอบซิ่วไฉคนหนึ่งเท่านั้น

ในขณะที่เสิ่นซีกำลังลังเลว่าจะเขียนหรือไม่เขียนดีนั้น ผู้อื่นต่างก็ทยอยเขียนบทความสำหรับโจทย์ข้อแรกเสร็จกันหมดแล้ว

"คิดอะไรก็เขียนไปอย่างนั้น อย่างมากที่สุดบิดาก็แค่รอไปสอบใหม่ในอีกสองปีข้างหน้า! ท่านมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับตัวอักษรทุกตัวที่ข้าเขียน แต่ท่านต้องเคารพสิทธิในการแสดงความเห็นของข้า!"

เสิ่นซีตัดสินใจสู้ยิบตาแล้ว หากมีความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้ นั่นย่อมเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นคนของเขา ข้ายึดถือทัศนคติแบบลัทธิวัตถุนิยม รู้สึกว่าในหัวข้อนี้ ปรัชญาซินเสวียมีเหตุผลที่เหนือกว่า ท่านมีสิทธิอะไรมาบังคับให้ข้าต้องฝืนใจเขียนสรรเสริญเยินยอปรัชญาหลี่เสวียกันเล่า? มารดาเถอะ ก็แค่การสอบระดับท้องถิ่นหนเดียวไม่ใช่หรือ ต่อให้ท่านหลิวปิ่งจะยกย่องปรัชญาหลี่เสวียหรือปรัชญาซินเสวีย ข้าก็ไม่สน อย่างไรเสียข้าก็อยากจะเขียนเช่นนี้ ท่านจะทำไมข้าได้?

หลังจากอู๋เสิ่งอวี๋ทำข้อสอบของตนเองเสร็จแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเสิ่นซีอีกครั้ง อยากจะรู้ว่าเสิ่นซีกำลังทำอะไรอยู่กันแน่

ทันใดนั้นเสิ่นซีก็ยกพู่กันขึ้นมา เขาไม่ได้ร่างลงกระดาษร่างเลยแม้แต่น้อย แต่ลงมือเขียนบทความลงบนกระดาษคำตอบจริงทันที ซ้ำบนใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเดือดดาล สิ่งนี้ทำให้อู๋เสิ่งอวี๋ตกตะลึงไปชั่วขณะ

อ่านตำรานับหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจเทพประทานพร คงจะใช้บรรยายสภาวะของเสิ่นซีในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

เสิ่นซีจรดพู่กันเขียนบทความที่มีความยาวกว่าสามร้อยตัวอักษรอย่างลื่นไหล แม้จำนวนตัวอักษรจะไม่มากนัก ทว่าบทความกลับลื่นไหลงดงามราวกับสวรรค์รังสรรค์ขึ้น แม้แต่ลายมือที่ถูกความงดงามของบทความบดบังมาโดยตลอด ในยามนี้ก็ยังถูกเขาเขียนออกมาได้อย่างงดงาม แม้อู๋เสิ่งอวี๋จะมองไม่ชัดว่าเสิ่นซีกำลังเขียนอะไรอยู่ แต่ในใจของเขากลับสัมผัสได้ถึงวิกฤตบางอย่างแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 272 ปรัชญาหลี่เสวียหรือปรัชญาซินเสวีย

คัดลอกลิงก์แล้ว