เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 271 สอบได้ซิ่วไฉ ตบแต่งภรรยา

ตอนที่ 271 สอบได้ซิ่วไฉ ตบแต่งภรรยา

ตอนที่ 271 สอบได้ซิ่วไฉ ตบแต่งภรรยา


ขั้นตอนการสอบระดับท้องถิ่นโดยพื้นฐานแล้วไม่มีความแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองมากนัก เพียงแต่การสอบระดับอำเภอและระดับเมืองถือเป็นการสอบคัดกรองเบื้องต้น ส่วนการสอบระดับท้องถิ่นนั้น ถือเป็นการสอบอย่างเป็นทางการระดับแรกสุดในระบบการสอบเคอจวี่สี่ระดับของราชวงศ์ต้าหมิง อันได้แก่ การสอบระดับท้องถิ่น, การสอบระดับมณฑล, การสอบระดับเมืองหลวง และการสอบหน้าพระพักตร์

ดังนั้น ในแง่ของความเป็นทางการ การสอบระดับท้องถิ่นย่อมมีมาตรฐานสูงกว่าการสอบระดับอำเภอและระดับเมืองอย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะมีการเพิ่มกำลังคนคอยคุ้มกันทั้งในและนอกลานสอบแล้ว ในขณะเดียวกันกระดาษคำตอบยังต้องถูกปิดผนึกชื่อ และต้องผ่านการคัดลอกกระดาษคำตอบ กระบวนการตรวจข้อสอบก็จะเข้มงวดและเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวปิ่งที่จะเข้าร่วมตรวจข้อสอบแล้ว ยังมีการเชิญมหาปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในรัศมีห้าร้อยลี้ให้มาร่วมตรวจข้อสอบด้วย เพื่อให้แน่ใจว่ากระดาษคำตอบทุกแผ่นจะได้รับการตรวจและประเมินผลจากผู้ตรวจอย่างน้อยสองคนขึ้นไป

(เชิงอรรถผู้แปล: การคัดลอกกระดาษคำตอบ (誊卷) ขั้นตอนให้เสมียนคัดลอกกระดาษคำตอบใหม่ด้วยหมึกสีแดง เพื่อป้องกันผู้คุมสอบจำลายมือผู้เข้าสอบได้ มักใช้ในการสอบระดับสูง)

วันที่สิบเก้าเดือนหกคือวันสุดท้ายก่อนการสอบระดับท้องถิ่น ในช่วงเช้าเสิ่นซียังคงถูกขังให้อ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือเช่นเดิม จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงวันจึงได้รับอนุญาตให้ออกมาสูดอากาศข้างนอกได้

หลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์จูงมือกัน เฝ้ามองเสิ่นซีอยู่แต่ไกล ประหนึ่งเด็กหญิงน้อยผู้ถูกทอดทิ้งสองคน นับตั้งแต่เสิ่นซีเริ่มเตรียมตัวสอบ เด็กหญิงน้อยทั้งสองก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เล่นกับเขาเลย ในยามนี้พวกนางก็เพียงแค่ได้รับอนุญาตให้มาพบหน้าเสิ่นซีได้แวบหนึ่ง ราวกับการมาเยี่ยมญาติในเรือนจำอย่างไรอย่างนั้น

"พอแล้ว ๆ พรุ่งนี้ไอ้เด็กทึ่มต้องเข้าสอบแล้ว อย่าไปรบกวนเขา ไต้เอ๋อร์ พาซีเอ๋อร์ไปที่ร้านขายยาฝั่งนู้นเถิด ท่านน้าซุนของเจ้ากำลังยุ่งอยู่ทางนั้น ซ้ำยังไม่มีใครคอยเป็นลูกมือ ไปช่วยนางร่อนยาไป๊!"

โจวซื่อมักจะไม่ลืมเรียกใช้ให้หลินไต้ทำงานอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับลู่ซีเอ๋อร์ที่ในแต่ละวันไม่มีสิ่งใดให้ต้องทำ ต่อให้นางอยากจะช่วยหลินไต้ทำอะไรสักหน่อย ก็จะถูกโจวซื่อปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ในสายตาของโจวซื่อ ลู่ซีเอ๋อร์นั้นเกิดมาในฐานะคุณหนู ย่อมแตกต่างจากหลินไต้ที่เป็นสะใภ้เลี้ยง แม้แต่วิธีที่นางปฏิบัติต่อบุตรีแท้ ๆ ของตนเองก็ยังไม่ประณีตเอาใจใส่เท่าที่ปฏิบัติต่อลู่ซีเอ๋อร์เลย

เสิ่นซีเอ่ยถาม "ท่านแม่ ข้าขอไปดูน้องชายกับน้องสาวได้หรือไม่ขอรับ? ไม่ได้เจอตั้งหลายวันแล้ว"

"น้องชายกับน้องสาวของเจ้าล้วนกำลังกินนมอยู่ เจ้าจะไปดูพวกเขากินนมทำไมกัน? หน้าที่ของเจ้าในตอนนี้คือการศึกษาเล่าเรียน แล้วก็ศึกษาเล่าเรียน เข้าใจหรือไม่?"

ตอนนี้น้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเสิ่นซีอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ ยังไม่หย่านม การให้แม่นมเพียงคนเดียวคอยป้อนนมจึงค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง บางครั้งโจวซื่อก็จะเป็นคนป้อนนมด้วยตนเอง หากใช้คำพูดของนางก็คือ ตัวนางเองไม่ได้เป็นฮูหยินน้อยจากชาติตระกูลใหญ่โต การมีคนมาช่วยเลี้ยงดูก็ถือว่าดีมากแล้ว จะปล่อยปละละเลยไม่เข้าไปช่วยดูแลได้อย่างไร?

เสิ่นซีแลบลิ้น ถือเสียว่าตนเองไม่ได้พูดอะไรออกไป แล้วเดินกลับเข้าห้องไปทบทวนตำราต่อ

ทว่าผ่านไปเพียงไม่นาน ที่หน้าประตูก็มีเสียงกุกกักดังขึ้น หลินไต้เปิดประตู ประคองชามใบหนึ่งเดินเข้ามา แล้ววางลงบนโต๊ะหนังสือ

เสิ่นซีชะโงกหน้ามองเข้าไปในชาม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "นี่คือสิ่งใดหรือ?"

หลินไต้ทำปากยื่นพลางเอ่ย "นี่คือสิ่งที่ท่านแม่นำมาให้เจ้า ท่านบอกว่าดื่มแล้วจะช่วยบำรุงร่างกาย"

เสิ่นซีรู้สึกไร้คำพูดจะเอ่ย ตัวเขาอายุเท่าไรแล้ว ยังต้องมากินนมอีกหรือ? ซ้ำยังเป็นนมคนอีกต่างหาก! คงเป็นเพราะโจวซื่อรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดจะนำมาบำรุงร่างกายให้เขาได้อีกแล้ว จึงเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อแสดงออกถึงความห่วงใย

เสิ่นซีโบกมือปฏิเสธ "เจ้าเอากลับไปเถิด..."

หลินไต้หัวเราะ "ท่านแม่บอกว่าต้องยืนดูให้เจ้าดื่มจนหมด แล้วค่อยถือชามเปล่ากลับไป"

"เจ้ายังจะหัวเราะอีก... นี่เป็นความหวังดีของท่านแม่ ข้าไม่อยากดื่ม เจ้าก็ดื่มแทนเถิด" เสิ่นซีพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างนุ่มนวล

หลินไต้ทำหน้าทะเล้น ก่อนจะหายวับไปราวกับควันไฟ วิ่งแจ้นไปที่หน้าประตู "ของที่ท่านแม่ให้เจ้า หากเจ้าไม่ดื่มก็รอโดนตีได้เลย"

เมื่อหลินไต้จากไปแล้ว เสิ่นซีก็หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนหนังสือต่อ ทว่าเขาไม่ได้กำลังทำการบ้าน หากแต่กำลังเขียนนิยายเรื่อง 'หลี่เหลียนเหมย' ของเขาต่อไปต่างหาก ในเนื้อหามีฉากที่ว่า "เห็นเพียงอวี้เซียวให้หรูอี้เอ๋อร์บีบน้ำนมออกมาครึ่งชาม แล้วเดินตรงไปยังห้องหนังสือเพื่อให้ซีเหมินชิ่งใช้ดื่มกินคู่กับยา" เสิ่นซีพลันรู้สึกทันทีว่า การที่คนวัยอย่างเขามานั่งเขียนเรื่องราวพรรค์นี้ มันช่างกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความร้อนรุ่มได้ง่ายเสียจริง เป็นเพราะร่างกายยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ จึงไม่อาจปลดปล่อยระบายออกมาได้

เสิ่นซีจำใจต้องวางพู่กันลง แล้วหยิบตำราขึ้นมา ทว่าตำราเหล่านี้เขาล้วนท่องจำจนขึ้นใจไปตั้งนานแล้ว จึงอ่านไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งถึงช่วงตะวันตกดินพลบค่ำ โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงก็มาเยี่ยมเยียนพร้อมกัน เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นของในชามที่วางอยู่บนโต๊ะก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าโจวซื่อกลับตวาดเสียงกร้าว "เหตุใดถึงไม่ดื่ม?"

บนใบหน้าของเสิ่นซีเจือไว้ด้วยความกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง "ท่านแม่ ข้ามิใช่เด็กเล็ก ๆ แล้วนะขอรับ เก็บไว้ให้น้องชายกับน้องสาวดื่มเถิด"

ฮุ่ยเหนียงถึงได้กระจ่างแจ้งว่าของในชามนั้นคือสิ่งใด นางหลุดหัวเราะออกมา "เสี่ยวหลาง อย่างไรเสียนี่ก็ถือเป็นความปรารถนาดีของแม่เจ้า ในวันปกติเจ้ามักจะบ่นว่าแม่ของเจ้าชอบดุด่าเจ้า ทว่าในใจของนางนั้นรักและห่วงใยเจ้าอย่างแน่นแฟ้นเลยนะ"

โจวซื่อด่าทอพึมพำ "ไอ้เด็กคนนี้ช่างไม่รู้จักรับน้ำใจเอาเสียเลย... น้องสาว ในเมื่อเขาไม่ดื่ม เจ้าก็ดื่มเถิด ดีหรือไม่?"

ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงแดงซ่านด้วยความอาย นางตวัดค้อนใส่เสิ่นซีแวบหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับโจวซื่อว่า "พี่สาวอย่าได้หยอกล้อข้าเล่นเลย ของพรรค์นี้ เก็บไว้ให้เด็ก ๆ จะดีกว่า"

โจวซื่อไม่ได้ใส่ใจอันใดนัก เมื่อเห็นว่าเสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงต่างก็ไม่ดื่ม นางจึงยกชามขึ้นมาดื่มอึก ๆ รวดเดียวจนหมด จากนั้นก็วางชามลงพลางกล่าว "น้ำนมที่ออกมาจากตัวข้านี่แหละ ข้าก็ดื่มกลับเข้าไปเอง ไอ้เด็กเหม็น ไปกินข้าวได้แล้ว คืนนี้พักผ่อนให้เร็วหน่อย พรุ่งนี้เช้าพ่อของเจ้าจะไปส่งเจ้าที่ลานสอบ ต้องออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เจ้าอย่าได้เผลอนอนตื่นสายเชียวล่ะ"

เสิ่นซีเดินออกจากห้องมาพร้อมกับฮุ่ยเหนียง บังเอิญเจอกับเสิ่นหมิงจวินที่เพิ่งกลับมาพอดี

เมื่อเสิ่นหมิงจวินเห็นฮุ่ยเหนียงก็มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย รีบหลบเลี่ยงไปทางอื่น ฮุ่ยเหนียงเองก็จงใจไม่เข้าใกล้เสิ่นหมิงจวินมากจนเกินไปเช่นกัน

ตามชื่อเสียงบารมีของฮุ่ยเหนียงในสมาคมการค้าที่นับวันยิ่งรุ่งโรจน์ ข่าวลือและคำครหาเกี่ยวกับนางจากภายนอกก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โบราณว่าไว้ คนกลัวมีชื่อเสียง หมูกลัวอ้วน หากฮุ่ยเหนียงเกิดมาเป็นบุรุษเพศ ย่อมไม่มีเรื่องยุ่งยากมากมายถึงเพียงนี้ ปัญหาก็คือ นางเป็นสตรี ซ้ำยังเป็นแม่ม่ายรูปงามดุจบุปผา การที่นางสนิทสนมกับตระกูลเสิ่น จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นนำไปนินทาว่านางมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเสิ่นหมิงจวิน

(เชิงอรรถผู้แปล: คนกลัวมีชื่อเสียง หมูกลัวอ้วน (人怕出名猪怕壮) สำนวนเปรียบเปรยว่า หมูที่อ้วนพีมักจะถูกเชือดเป็นตัวแรก เช่นเดียวกับคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็มักจะดึงดูดความริษยาและนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ง่าย)

มื้อค่ำของวันนี้เริ่มเร็วกว่าปกติถึงหนึ่งชั่วยาม ท้องฟ้ายังไม่ทันมืดมิด เสิ่นซีก็ยกชามข้าวขึ้นมาแล้ว พอเขากินเสร็จก็ต้องเข้าห้องไปนอนพักผ่อน ส่วนฮุ่ยเหนียงก็มาช่วยจัดเตรียมพู่กันและหมึกที่เสิ่นซีต้องใช้ในการสอบ รวมถึงเสบียงอาหารและน้ำดื่มสำหรับวันพรุ่งนี้ นำไปใส่ไว้ในตะกร้าสอบ เมื่อจัดเตรียมเสร็จสิ้นยังนำมาให้เสิ่นซีดู เพื่อตรวจทานว่ามีสิ่งใดตกหล่นหรือไม่

"ตอนที่เจ้าสอบสองคราก่อน แม้แม่จะตื่นเต้นตึงเครียด แต่ก็ไม่เหมือนกับครานี้เลย ช่วงสองสามวันนี้แม่นอนไม่หลับ ฝันว่าเจ้าสอบได้ซิ่วไฉ ท่านย่าของเจ้าก็เดินทางมาแสดงความยินดีถึงในเมือง แม่น่ะดีใจสุด ๆ หัวเราะไปหัวเราะมาจนสะดุ้งตื่น พอตื่นแล้วก็นอนไม่หลับไปทั้งคืน อยากจะฝันให้จบเรื่องก็ยังยากเลย เจ้าว่าสวรรค์ก็ช่างกระไรนัก แม้แต่ฝันดีก็ยังไม่ยอมให้แม่ฝันต่ออีกสักหน่อย..."

เสิ่นซีพอจะเข้าใจสภาพจิตใจของท่านแม่ได้ดี การสอบสองคราก่อน แม้เขาจะผ่านการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองมาได้ด้วยวัยเพียงน้อยนิด ทว่าอย่างไรเสียก็ยังถือเป็นการสอบคัดกรองเบื้องต้น ต่อให้สอบผ่านก็ไม่ได้ทำให้สถานะทางสังคมของเขาเปลี่ยนแปลงไป แต่หากเสิ่นซีสอบได้ซิ่วไฉเมื่อใด โจวซื่อก็จะกลายเป็นมารดาของซิ่วไฉ ต่อให้เวลาทำการค้าพบปะลูกค้า น้ำเสียงคำพูดคำจาก็ย่อมหนักแน่นมั่นใจขึ้นอีกหลายส่วน

เสิ่นซีเขี่ยเมล็ดข้าวในชามพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ ข้าจะพยายามทำให้ความฝันของท่านเป็นจริงนะขอรับ"

โจวซื่อตวัดสายตาค้อนใส่เสิ่นซีแวบหนึ่ง "ช่างเถอะ แม่ไม่ได้บีบคั้นว่าครานี้เจ้าจะต้องสอบผ่านให้ได้เสียหน่อย แม่คิดดูแล้ว หากเจ้าสามารถสอบได้ซิ่วไฉก่อนอายุยี่สิบปีก็ถือว่าดีมากแล้ว ลุงใหญ่ของเจ้าอายุตั้งยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีถึงเพิ่งจะสอบได้ซิ่วไฉ ท่านย่าของเจ้ายังเทิดทูนบูชาเขาราวกับพระโพธิสัตว์มาจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่หรือ? หากเจ้าสอบได้ซิ่วไฉ แม่จะเก็บหอมรอมริบเงินทองส่งเจ้าไปสอบระดับมณฑล ให้เจ้าได้เป็นใต้เท้าจวี่เหริน ทว่าก่อนหน้านั้น เจ้าต้องจัดงานแต่งงานกับไต้เอ๋อร์ให้เรียบร้อยเสียก่อน"

นาน ๆ ทีโจวซื่อจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พอได้ยินคำพูดของนาง ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินไต้ที่นั่งอยู่ด้านข้างก็พลันแดงซ่านขึ้นมาทันที หมู่นี้แม่หนูน้อยมักจะถูกโจวซื่อคอยจ้องจับผิดวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ จนนึกว่าแม่สามีในอนาคตจะรังเกียจตนเองเข้าให้แล้ว ทว่ากลับคิดไม่ถึงเลยว่าจู่ ๆ นางจะเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของตนกับเสิ่นซีขึ้นมาในเวลานี้

เสิ่นซียิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ หากข้าสอบได้ซิ่วไฉ ก็จะได้แต่งงานกับไต้เอ๋อร์เลยใช่หรือไม่ขอรับ?"

โจวซื่อนับนิ้วคำนวณดู ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า "หากสอบครานี้ไม่ติด ผ่านไปอีกสองปี อายุก็น่าจะถึงเกณฑ์พอดี ถึงเวลานั้นเจ้าก็ควรจะรู้ความแล้ว ส่วนไต้เอ๋อร์ก็อายุสิบห้า เข้าหอก็ย่อมได้ ถึงตอนนั้นก็คลอดหลานชายตัวอ้วนจ้ำม่ำออกมาสักคน" เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "แม่รับปากเจ้า หากเจ้าสอบได้ซิ่วไฉเมื่อใด ก็จะจัดงานแต่งให้พวกเจ้า ไอ้ลูกเต่า เจ้าก็ขยันพยายามให้มากหน่อยล่ะ"

พยายามเรื่องอันใดกัน?

พยายามสอบซิ่วไฉ หรือพยายามมีหลานชายตัวอ้วนจ้ำม่ำ?

เสิ่นซีแอบคิดในใจ ท่านแม่มัวแต่นับนิ้วคำนวณไปมา ทว่ากลับไม่ได้คำนวณเลยว่าหากเขาเกิดสอบติดในปีนี้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร หากครานี้เขาเกิด 'โชคดี' สอบผ่านขึ้นมาจริง ๆ ต่อให้เขาจะได้แต่งงานกับหลินไต้ แต่เกรงว่าคงไม่อาจ 'เข้าหอ' ได้อยู่ดี ตอนนี้หลินไต้กลายเป็นเด็กสาววัยแรกรุ่นที่กำลังผลิดอกเบ่งบานแล้ว ทว่าเมล็ดพันธุ์อย่างเขายังไม่ทันได้งอกเงยเลยด้วยซ้ำ

กินข้าวเสร็จ โจวซื่อก็ไล่เสิ่นซีให้กลับเข้าห้องไปนอน ในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัด ใกล้จะถึงยามซวีแล้วทว่าท้องฟ้าก็ยังไม่มืดสนิท เสิ่นซีเพิ่งจะล้มตัวลงนอน โจวซื่อรู้สึกไม่วางใจจึงเดินเข้ามาตรวจดูในห้อง

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามซวี (戌时 - xūshí) ช่วงเวลา 19.00 - 21.00 น.)

"เปิดหน้าต่างหมดแล้วก็ยังไม่ไหว ไอ้เด็กทึ่มยังมีเหงื่อออกเต็มตัวอยู่เลย... ท่านพี่ ให้ข้าอยู่พัดให้เขาดีหรือไม่?" โจวซื่อหยิบพัดใบกล้วยขึ้นมา ทำท่าจะพัดลมให้เสิ่นซี เตรียมตัวรอจนกว่าเสิ่นซีจะหลับแล้วค่อยออกไป

เสิ่นหมิงจวินเอ่ยแย้งว่า "ให้ไต้เอ๋อร์อยู่พัดให้เขาเถิด พรุ่งนี้เจ้ายังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งเสี่ยวหลางอีกนะ..."

โจวซื่อพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นก็จริง พรุ่งนี้เช้าข้ายังต้องตื่นมาทำของกินให้เขาพกติดตัวไปด้วย" พูดพลาง นางก็ส่งพัดในมือให้หลินไต้ "ไต้เอ๋อร์ ตั้งใจพัดให้ดีล่ะ รอจนไอ้เด็กทึ่มหลับไปแล้วค่อยกลับห้อง ตกกลางคืนหากลุกมาเข้าห้องน้ำ ก็แวะมาดูเสียหน่อยว่าเสี่ยวหลางมีเหงื่อออกหรือไม่ หากมีเหงื่อออกก็เช็ดตัวให้เขาสักหน่อย เข้าใจหรือไม่?"

เสิ่นซีแอบคิดในใจ ความห่วงใยของท่านแม่ช่างดูแลเอาใจใส่ทุกกระเบียดนิ้วเสียจริง การมอบหมายให้หลินไต้ผู้เป็นว่าที่ลูกสะใภ้มาทำหน้าที่แทน ย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านแม่เตรียมใจที่จะปล่อยมือไม่สนใจเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

เมื่อโจวซื่อจากไปแล้ว หลินไต้ก็ถือพัดแกว่งไปมา บนใบหน้าของแม่หนูน้อยฉายแววไม่ค่อยพอใจนักพลางกล่าวว่า "เจ้า... ปีนี้ต้องสอบให้ติดซิ่วไฉให้จงได้นะ"

เสิ่นซียิ้มถาม "ทำไมล่ะ ภรรยาตัวน้อย เจ้าถึงกับรีบร้อนอยากจะแต่งงานกับข้าเพียงนี้เชียวหรือ?"

หลินไต้เอาพัดตีเสิ่นซีไปหนึ่งที คล้ายกำลังค้อนขวับตำหนิที่เขาพูดจาเหลวไหล จากนั้นจึงแกว่งพัดต่อไปพลางเอ่ย "ท่านแม่บอกว่า มีเพียงเจ้าสอบได้ซิ่วไฉเท่านั้นถึงจะแต่งงานกับข้าได้ หากปีนี้เจ้าสอบไม่ติด ก็ต้องรอไปอีกสองปี ถึงตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าท่านแม่จะให้เจ้าแต่งกับใครแทนหรือไม่ หากอีกสองปีเจ้ายังสอบไม่ติดอีก ถึงตอนนั้นข้าก็อายุสิบหกแล้ว..."

เสิ่นซีแอบคิดในใจ ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า มีแม่สามีเช่นไร ย่อมมีลูกสะใภ้เช่นนั้น จริง ๆ

ท่านแม่ได้รับพิษร้ายมาจากท่านย่าหลี่ซื่อ ตอนนี้ก็เริ่มถ่ายทอดพิษร้ายใส่ตัวหลินไต้เสียแล้ว เมื่อก่อนแม่หนูน้อยไม่ค่อยช่างจ้อสักเท่าไรนัก แต่ยามนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แม่หนูน้อยกลับบ่นกระปอดกระแปดไม่ต่างอะไรกับยายเพิ้งคอยคุมบ้าน กระทั่งน้ำเสียงก็ยังถอดแบบมาจากยามที่โจวซื่อบ่นจู้จี้ไม่มีผิดเพี้ยน

เสิ่นซีเอ่ยขัดจังหวะคำพูดของหลินไต้ "ได้ ๆ ๆ สามีจะสอบให้ได้ซิ่วไฉในปีนี้ให้จงได้ จะตบแต่งเจ้าเข้าประตูบ้านให้ได้เลย"

หลินไต้ยิ้มแย้มเบิกบาน "อื้ม นี่เจ้าเป็นคนพูดเองนะ หากเจ้าสอบไม่ติด..." แม่หนูน้อยชะงักไปเล็กน้อย "แล้วท่านแม่ไม่อนุญาตให้เจ้าแต่งงานกับข้า เจ้าก็พาข้าแอบหนีตามกันไปเลยสิ"

พอได้ยินคำพูดของหลินไต้ เสิ่นซีพลันรู้สึกว่าตนเองเริ่มมีอาการไม่สู้ดีขึ้นมาทันที

หรืออาจจะเป็นเพราะนิทานที่เขาเล่าให้แม่หนูน้อยฟังในวันปกติมันไม่ค่อยจะอิงอยู่กับความเป็นจริงสักเท่าไรนัก ทั้งเรื่องของจางเซิงกับชุยอิงอิง เรื่องโปเยโปโลเย หรือเรื่องม่านประเพณี ล้วนมีแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นิทานอันแสนชวนฝันและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์รักแต่ละเรื่อง ส่งผลให้แม่หนูน้อยได้รับรู้เรื่องราวที่ยังไม่สมควรจะรู้ในวัยนี้เร็วเกินไป จนนางถึงกับมีความคิดบ้าระห่ำถึงเพียงนี้ขึ้นมาได้

ทว่านี่ก็เป็นสิ่งที่อธิบายได้อย่างชัดเจนเช่นกัน ว่าแม่หนูน้อยกำลังอยู่ในวัยที่จิตใจเริ่มรู้จักความรัก ซ้ำแม่หนูน้อยยังได้ฝากความหวังและความใฝ่ฝันถึงความรักอันงดงามทั้งหมดทั้งมวล เอาไว้ที่เขาเพียงผู้เดียวแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 271 สอบได้ซิ่วไฉ ตบแต่งภรรยา

คัดลอกลิงก์แล้ว