- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 270 ทั้งครอบครัวเตรียมตัวสอบ
ตอนที่ 270 ทั้งครอบครัวเตรียมตัวสอบ
ตอนที่ 270 ทั้งครอบครัวเตรียมตัวสอบ
ต่อให้ต้องการจะตีพิมพ์หลี่เหลียนเหมย ก็ไม่อาจใจร้อนวู่วามได้ ด้วยกมลสันดานของซูทงและเจิ้งเชียน เสิ่นซีรู้สึกว่าการขอให้พวกเขาสองคนมาช่วยจัดพิมพ์หนังสือ 'ยั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทราม' เช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
ส่วนเรื่องที่ซูทงและเจิ้งเชียนจะชวนเขาไปเที่ยวเจี้ยวฟางซืออีก เสิ่นซียอมกลับไปถูกขังอยู่ในห้องมืดเพิ่มอีกสักหลายชั่วยามเสียยังจะดีกว่า เขาตระหนักได้ว่าตนเองไม่มีเรื่องให้สนทนากับคนทั้งสองได้เลย หากยังคบค้าสมาคมกันต่อไป เกรงว่าคงได้ดึงตัวเองลงเหวไปคลุกคลีทำเรื่องพรรค์นั้นด้วยเป็นแน่
วันที่สิบสองเดือนหก หลิวปิ่ง ผู้คุมสอบหลักของการสอบระดับท้องถิ่นในครานี้ก็เดินทางมาถึงตัวเมืองถิงโจว จากนั้นกำหนดการสอบก็ถูกประกาศออกมา โดยกำหนดให้การสอบมีขึ้นในอีกแปดวันให้หลัง ซึ่งก็คือวันที่ยี่สิบเดือนหก
การสอบแบ่งออกเป็นสองรอบ หลังจากเสร็จสิ้นการสอบรอบแรกจะมีเวลาให้พักผ่อนสามวัน ล่วงเข้าวันที่ยี่สิบสี่เดือนหกจึงจะจัดการสอบระดับท้องถิ่นรอบที่สอง เพื่อชี้ขาดอย่างเป็นทางการว่าผู้เข้าสอบจะสอบผ่านหรือไม่
ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา การสอบระดับท้องถิ่นรอบแรกจะคัดเลือกผู้สอบผ่านให้มีจำนวนมากกว่าจำนวนของซิ่วไฉที่ต้องการรับจริงประมาณหนึ่งเท่าตัว หรือก็คือราว ๆ หนึ่งร้อยคน
ผู้เข้าสอบระดับท้องถิ่นหกเจ็ดร้อยคน การจะสอบผ่านรอบแรกได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในบรรดาผู้เข้าสอบเหล่านั้น ยังมีอั้นโส่วประจำอำเภอจำนวนไม่น้อยที่ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นผู้เข้ารอบโดยปริยาย ต่อให้สอบผ่านรอบแรกไปได้ โอกาสที่จะสอบผ่านในรอบที่สองก็ยังคงมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น
แม้แต่พวกบัณฑิตที่มักจะสอบได้ลำดับต้น ๆ ในการประเมินประจำเดือนและการสอบทั่วไปของสำนักศึกษาระดับเมืองและระดับอำเภอ ต่างก็รู้ดีว่าเกณฑ์การคัดเลือกของการสอบระดับท้องถิ่นนั้นแตกต่างไปจากการสอบคราก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีผู้ใดกล้าหละหลวมแม้แต่น้อย
หลิวปิ่งนั้นสอบได้จิ้นซื่อ ซ้ำยังเคยรับราชการช่วงสั้น ๆ ในสำนักฮั่นหลิน สำนักฮั่นหลินคือสถานที่อันใดเล่า? ที่นั่นคือแหล่งเพาะบ่มอัครมหาเสนาบดี ผู้ที่ก้าวออกมาจากที่นั่น ย่อมมีความรู้ความสามารถอันมิอาจกังขาได้ ทว่าปัญหามันอยู่ที่ว่า จะต้องเขียนบทความเช่นไรให้เข้าตาและทำให้ผู้คุมสอบที่เติบโตมาจากซู่จี๋ซื่อแห่งสำนักฮั่นหลินผู้นี้ชื่นชมในสติปัญญาของเจ้า จนยอมคัดเลือกให้เป็นซิ่วไฉกันเล่า?
(เชิงอรรถผู้แปล: ซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ตำแหน่งขุนนางฝึกหัดในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน)
เดิมทีแจ้งว่าจะสอบในช่วงปลายเดือนหก ผู้เข้าสอบจำนวนมากจึงยึดถือห้วงเวลานี้ในการเตรียมตัวสอบ ทว่าท้ายที่สุดกำหนดการกลับกลายเป็นวันที่ยี่สิบเดือนหก ซึ่งหากนับตามปฏิทินแล้ว มันคือวันสุดท้ายของช่วงกลางเดือนหกต่างหาก สิ่งนี้ทำให้ผู้เข้าสอบบางส่วนเกิดความขุ่นเคืองใจ ในเมื่อบอกว่าปลายเดือนก็ควรจะเป็นปลายเดือนสิ การเลื่อนสอบให้เร็วขึ้นหนึ่งวันเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?
ไม่แน่ว่าในวันสุดท้าย หากข้าบังเอิญฝนหอกฝนดาบ ท่องจำบทความเฉิงเหวินได้สักบท แล้วบังเอิญตรงกับหัวข้อสอบพอดีเล่า?
ถงเซิงที่มีความคิดเช่นนี้มีอยู่ไม่น้อย ถึงขนาดที่ว่าในช่วงไม่กี่วันก่อนสอบ ขณะที่ไปดูเพิงสอบ ยังมีคนกล้าร้องเอะอะโวยวายต่อหน้าผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ และถ้อยคำเหล่านั้นก็บังเอิญแว่วเข้าหูหลิวปิ่งที่มาตรวจตราเพิงสอบพอดี
จากการที่เสิ่นซีเคยไปขอเข้าพบหลิวปิ่งแล้วถูกปฏิเสธ ประกอบกับข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาที่ได้รับรู้ในภายหลัง ทำให้เสิ่นซีเข้าใจได้ทันทีว่าคนผู้นี้ในดวงตาไม่อาจเจือทรายได้แม้เม็ดเดียว คนที่เข้มงวดทั้งกับตนเองและผู้อื่นถึงเพียงนี้ หากบันดาลโทสะขึ้นมา ย่อมรับมือได้ยากอย่างแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด ขณะที่เสิ่นซีกำลังคิดว่าผู้เข้าสอบเหล่านี้กำเริบเสิบสานเกินไปหรือไม่ หลิวปิ่งก็ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ว่าการหลายนาย ลากตัวถงเซิงที่ก่อความวุ่นวายเมื่อครู่ออกไป แล้วแจกโทษโบยตีด้วยกระบองไปคนละหลายที
ผู้เข้าสอบที่ถูกโบยต่างร้องโอดครวญอย่างน่าเวทนา พลางแหกปากตะโกนว่า "โทษทัณฑ์ไม่โบยตีขุนนางปัญญาชน..."
น่าเสียดายที่ผู้เข้าสอบเหล่านี้ยังไม่ได้รับคุณวุฒิใด ๆ จึงยังไม่อาจนับว่าเป็น 'ขุนนางปัญญาชน' ถูกตีไปก็เจ็บตัวเปล่า หลิวปิ่งตวาดเสียงกร้าว "การศึกษาจำต้องมีจิตสงบ พรสวรรค์จำต้องอาศัยการเล่าเรียน หากไม่เรียนย่อมไม่อาจเพิ่มพูนความสามารถ หากไร้ปณิธานย่อมไม่อาจบรรลุความรู้ การปล่อยปละละเลยไม่อาจปลุกเร้าเจตนารมณ์ ความใจร้อนวู่วามไม่อาจหล่อหลอมอุปนิสัย!"
(เชิงอรรถผู้แปล: "การศึกษาจำต้องมีจิตสงบ... ความใจร้อนวู่วามไม่อาจหล่อหลอมอุปนิสัย!" (夫学须静也...险躁则不能冶性) เป็นวรรคทองจากคัมภีร์ "จดหมายสอนบุตร" (诫子书) ที่จูเก่อเลี่ยง (ขงเบ้ง) เขียนสั่งสอนบุตรชาย สื่อความหมายว่า การศึกษาและการบ่มเพาะสติปัญญาจำต้องมีความสงบและมุ่งมั่นอดทน ไม่ควรปล่อยปละละเลยหรือใจร้อนวู่วาม)
กล่าวจบหลิวปิ่งก็ไม่รั้งอยู่ต่อ เขานำผู้ติดตามเดินออกจากลานสอบไปด้วยความเดือดดาล
เหล่าผู้เข้าสอบต่างมองหน้ากันไปมา หลายคนมีสีหน้าฉงนสงสัย ไม่รู้ว่าผู้คุมสอบหลักผู้นี้เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงเอ่ยถ้อยคำที่ลึกล้ำเข้าใจยากถึงเพียงนั้นออกมา?
เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น ถ้อยคำที่หลิวปิ่งใช้ตวาดผู้เข้าสอบเหล่านั้น มาจากคัมภีร์เจี้ยจื่อซูของจูเก่อเลี่ยง มีความหมายว่า การเรียนรู้จำต้องมีจิตใจที่สงบและจดจ่อ พรสวรรค์ล้วนเกิดจากการเล่าเรียน หากไม่เรียนรู้ก็ไม่อาจเพิ่มพูนความสามารถได้ และหากปราศจากปณิธานก็ไม่อาจประสบความสำเร็จในการศึกษาได้เช่นกัน การใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านหย่อนยาน ย่อมไม่อาจปลุกเร้าจิตวิญญาณให้กระตือรือร้น และความใจร้อนวู่วาม ก็ไม่อาจหล่อหลอมอุปนิสัยให้เยือกเย็นได้
คำกล่าวนี้น่าคิดและให้แง่คิดอันลึกซึ้งยิ่งนัก เพียงแต่ผู้เข้าสอบในยุคสมัยนี้ ล้วนท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายแต่เพียงสี่ตำราห้าคัมภีร์ และบทความเฉิงเหวินที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้รับมือกับการสอบเคอจวี่ สำหรับตำราอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าเป็น 'หนังสือเบ็ดเตล็ด' พวกเขาแทบจะไม่เคยแตะต้อง หากต้องการมีความรู้รอบตัวนอกเหนือจากเนื้อหาในการสอบเคอจวี่ นอกจากจะต้องมีคนใจกว้างยอมให้ยืมตำราแล้ว เจ้าตัวยังต้องมีสมาธิมากพอที่จะจดจำและขบคิดถึงความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสำหรับผู้เข้าสอบที่หวังผลเลิศอย่างรวดเร็วและมุ่งมั่นแต่จะสอบเข้ารับราชการเพียงอย่างเดียวนั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมเป็นสิ่งที่สร้างความลำบากใจให้พวกเขามากเกินไปหน่อย
หลิวปิ่งร่ายยาวมาเสียยืดยาวขนาดนั้น ท้ายที่สุดคนที่จะฟังเข้าใจก็มีเพียงหยิบมือเดียว แต่กลับสร้างความประทับใจในสายตาผู้เข้าสอบบางคนว่าเขาเป็นเพียง 'บัณฑิตเฒ่าคร่ำครึ' พูดจาสละสลวยราวกับบัณฑิต ซ้ำยังชอบโอ้อวดความรู้ต่อหน้าอนุชนรุ่นหลัง ช่างไม่คู่ควรแก่การเป็นอาจารย์ที่ดีเอาเสียเลย
ทว่า ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เหล่าผู้เข้าสอบได้สร้างความคุ้นชินในการรับมือกับผู้คุมสอบมาแล้ว ท่านเป็นบัณฑิตเฒ่าคร่ำครึหรือ? เช่นนั้นก็ดี พวกเราก็ไม่ต้องมาประชันกันที่คุณภาพของการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เปลี่ยนมาประชันกันว่าใครจะอ้างอิงคัมภีร์โบราณได้ลึกลับซับซ้อนกว่ากัน หากท่านอ้างอิงได้ลึกลับ ท่านก็สอบได้ซิ่วไฉ หากข้าอ้างอิงได้ลึกลับกว่าท่าน ข้าก็จะได้เป็นอั้นโส่ว!
ระหว่างทางกลับ เสิ่นซีบังเอิญเจอกับซูทงเข้าอย่างจัง ครานี้ซูทงกลับมาเพียงลำพัง หลังจากประสานมือคารวะทักทายกัน ซูทงก็เอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า "ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวผู้นี้ช่างเคร่งครัดเรื่องการศึกษาเสียนี่กระไร น้องเสิ่น เจ้าฟังรู้เรื่องหรือไม่ว่าเมื่อครู่เขากล่าวสิ่งใด?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้ตรวจการการศึกษา หรือ ถีเสวียเต้า (提学道) ขุนนางผู้มีหน้าที่คุมสอบและประเมินผลการสอบระดับท้องถิ่น)
เสิ่นซีแอบคิดในใจ นี่คงไม่ใช่ประโยคคำถามแน่ ๆ หากท่านฟังไม่รู้เรื่อง แล้วท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหลิวปิ่งเคร่งครัดเรื่องการศึกษา?
เสิ่นซีส่ายหน้าปฏิเสธทันที
ซูทงหัวเราะเบา ๆ เขาหารู้ไม่ว่าเสิ่นซีกำลังแกล้งโง่ทั้งที่รู้เต็มอก เขาอธิบายให้เสิ่นซีฟังคร่าว ๆ ก่อนจะถอนหายใจพลางกล่าว "น้องเสิ่น เจ้าควรจะหาตำรามาอ่านให้หลากหลายกว้างขวางเสียหน่อย จะได้มีความรู้รอบตัว จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องมานั่งปวดหัวกับข้อสอบในครานี้ เพียงแค่ฟังจากคำพูดของใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวเมื่อครู่ ก็รู้ได้ทันทีว่าข้อสอบครานี้คงไม่ง่ายเสียแล้ว"
เมื่อหลายวันก่อน เสิ่นซีได้รับข้อสอบที่หลิวปิ่งเคยใช้ในการสอบระดับท้องถิ่นตามพื้นที่ต่าง ๆ ในมณฑลฝูเจี้ยนตลอดสองปีที่ผ่านมา รวมถึงในช่วงไม่กี่เดือนแรกของปีนี้มาจากฮุ่ยเหนียง และค้นพบรูปแบบบางอย่างแล้ว
หัวข้อที่หลิวปิ่งออกนั้นจะว่ายากก็คงไม่ถึงกับยากนัก แต่เห็นได้ชัดว่ามีแบบแผนเป็นทางการมากกว่าการสอบระดับอำเภอและระดับเมือง โดยจะแบ่งเป็นโจทย์ข้อใหญ่และโจทย์ข้อเล็ก โจทย์ข้อใหญ่ให้เขียนเรียงความห้าคัมภีร์หนึ่งบท โจทย์ข้อเล็กให้เขียนเรียงความสี่ตำราสองบท เช่นนี้แล้วในการสอบระดับท้องถิ่น ผู้เข้าสอบจะต้องเขียนเรียงความรวมทั้งสิ้นสามบท
ในการสอบครั้งก่อน ๆ หลิวปิ่งจะออกโจทย์ไว้เยอะมากในแต่ละรอบการสอบ บ่อยครั้งเพียงแค่เรียงความสี่ตำราก็ออกโจทย์ข้อเล็กมาถึงเจ็ดแปดข้อ แล้วให้ผู้เข้าสอบไป 'จับฉลากเลือกโจทย์' เอาเอง จับได้ข้อใดก็เขียนข้อนั้น การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เข้าสอบลอกคำตอบกัน ส่วนโจทย์ข้อใหญ่อย่างเรียงความห้าคัมภีร์นั้น เดิมทีก็จะถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วนตามแต่คัมภีร์หลักที่ผู้เข้าสอบแต่ละคนเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้เขากลับออกโจทย์แยกย่อยไปอีกหลายข้อในแต่ละคัมภีร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ จำนวนหัวข้อสอบจึงยิ่งมีมากเข้าไปอีก ปกติแล้วหลังจากการสอบเสร็จสิ้น บรรดาผู้เข้าสอบมักจะจับกลุ่มรวมตัวกันเพื่อทบทวนเนื้อหาข้อสอบ หวังจะดูว่าตนเองมีโอกาสสอบผ่านหรือไม่ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าโจทย์ที่แต่ละคนทำนั้นไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย จึงไม่มีสิ่งใดให้วิพากษ์วิจารณ์หารือกันได้
ครานี้ซูทงไม่ได้เอ่ยปากชวนเสิ่นซีไปหาความสำราญเริงรมย์ด้วยกันอีก อย่างไรเสียหลังจากไปดูเพิงสอบแล้ว ก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกเพียงแค่สองวัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังต้องกลับไปทบทวนตำรับตำราให้ดีเช่นกัน
เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยา ในยามนี้เฝิงฮว่าฉีกำลังอธิบายขั้นตอนการสอบระดับท้องถิ่นอย่างละเอียดให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อฟัง
เนื่องจากเสิ่นซีกำลังจะเผชิญกับการสอบครั้งใหญ่ แม้แต่ธุระต่าง ๆ ที่สมาคมการค้า ฮุ่ยเหนียงก็ยอมวางมือไว้ชั่วคราว ช่วงสองสามวันนี้นางจึงรั้งอยู่ที่ร้านขายยาเพื่อช่วยงานโจวซื่อ และถือโอกาสคอยเคี่ยวเข็ญเสิ่นซีให้อ่านตำราไปด้วย ในช่วงที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่อยู่ โจวซื่อต้องง่วนอยู่กับการดูแลจัดการเรื่องราวทั้งในและนอกร้าน จนแทบไม่มีเวลามาดูแลเอาใจใส่เรื่องการสอบระดับท้องถิ่นของเสิ่นซีได้อย่างเต็มที่
"คารวะท่านอาจารย์ขอรับ"
เมื่อเสิ่นซีเห็นเฝิงฮว่าฉี เขาก็รีบประสานมือโค้งคารวะทักทายอย่างว่านอนสอนง่าย นี่คือจริยวัตรอันพึงมีระหว่างศิษย์กับอาจารย์ จะหละหลวมละเลยไปแม้แต่นิดเดียวมิได้เลย
เฝิงฮว่าฉียื่นกระดาษสองสามแผ่นที่ถืออยู่ในมือส่งมาให้ "นี่คือโจทย์ข้อสอบจำนวนหนึ่ง เจ้านำไปฝึกทำเถิด"
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เพียงแค่โจทย์ข้อสอบที่เสิ่นซีเคยทำก็มีมากถึงหลายร้อยข้อ เนื้อหาที่สอบล้วนครอบคลุมหลากหลาย นี่มิใช่เพื่อการเก็งข้อสอบ แต่เป็นเพราะเฝิงฮว่าฉีต้องการฝึกฝนทักษะของเขาในการวิเคราะห์โจทย์ การพั่วถี (ตีโจทย์) และการเรียบเรียงบทความ เสิ่นซีรับโจทย์มาพิจารณาดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะฝืนยิ้มขมขื่น "ท่านอาจารย์ โจทย์สองข้อนี้ข้าเคยทำไปแล้วมิใช่หรือขอรับ?"
"อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็จงพิจารณาโจทย์ใหม่อีกครั้ง แล้วเขียนบทความที่แตกต่างจากเดิมออกมาสองบท" ใบหน้าชราของเฝิงฮว่าฉีรู้สึกเสียหน้านิด ๆ
ลูกศิษย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขามีจำนวนไม่น้อย ช่วงกลางวันต้องสอนหนังสือ ทั้งยังต้องทำหน้าที่เป็นเจี้ยวอวี้คอยดูแลสถานศึกษา พอลับหลังยังต้องมาคอยชี้แนะผู้เข้าสอบเป็นการส่วนตัวอีก ในบรรดาผู้เข้าสอบมีทั้งคนที่สอบการสอบระดับอำเภอ การสอบระดับเมือง และยังมีคนที่สอบระดับท้องถิ่น โจทย์ที่เขาเคยออกมีมากมายเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังจำไม่ได้ ซ้ำยังต้องมาคอยค้นคว้าว่าในสี่ตำรามีหัวข้อใดบ้างที่ออกสอบได้ง่าย หากเผลอออกโจทย์รูปแบบเจี๋ยตาถี (การตัดต่อโจทย์)ที่ดูกำกวมคลุมเครือไปสักสองสามข้อ ผลสุดท้ายแม้แต่ตัวเขาที่เป็นคนออกโจทย์มาตรวจข้อสอบเอง ก็ยังมึนงงสับสนไปหมด
(เชิงอรรถผู้แปล: รูปแบบเจี๋ยตาถี (截搭题) การตัดต่อโจทย์ คือการนำประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกันในคัมภีร์มาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)
เสิ่นซีถือโจทย์ข้อสอบเดินขึ้นไปบนชั้นสอง
ในยามนี้บนชั้นสองของร้านขายยาเหลือห้องพักเพียงห้องเดียวที่ใช้เป็นห้องนอน นั่นก็คือห้องของฮุ่ยเหนียง และห้องนี้ยังเป็นสถานที่ที่ฮุ่ยเหนียงใช้ตรวจบัญชีในยามปกติอีกด้วย
ส่วนห้องของลู่ซีเอ๋อร์นั้น ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องหนังสือของเสิ่นซีอย่างสมบูรณ์ เช่นนี้แล้วเสิ่นซีจึงมีห้องหนังสือถึงสองห้อง คือที่บ้านและที่ร้านขายยา สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งสองครอบครัวให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนของเขามากเพียงใด
เสิ่นซีทำเรื่องอื่นอาจจะเชื่องช้าอ้อยอิ่ง ทว่าเรื่องทำข้อสอบเขากลับลงมือได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก เมื่อก่อนตอนทำข้อสอบจำลองเช่นนี้ เขายังติดนิสัยร่างโครงร่างก่อน จัดระเบียบตรวจทานเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยคัดลอกออกมาเป็นบทความ ทว่ามาถึงตอนนี้ พอเห็นโจทย์ แค่คิดใคร่ครวญเพียงเล็กน้อยก็สามารถจรดพู่กันได้ทันที กระทั่งกระดาษร่างก็ยังคร้านจะเขียน อย่างไรเสียข้อสอบจำลองก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงความรู้ที่ลึกซึ้งอันใด ขอเพียงพั่วถี (ตีโจทย์) ได้อย่างเหมาะสม และระมัดระวังรูปแบบให้ถูกต้องก็เพียงพอแล้ว
ด้วยเหตุนี้ บทความสองบทความความยาวรวมประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยตัวอักษร จึงถูกเขียนเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม นี่ขนาดยังรวมเวลาที่เขาหยุดพักกลางคันและจงใจผ่อนจังหวะให้ช้าลงแล้วด้วยซ้ำ ยามที่เขาเดินลงมาชั้นล่าง เฝิงฮว่าฉีก็ยังไม่ได้จากไป
"รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
โจวซื่อขมวดคิ้ว "ไอ้เด็กทึ่ม ท่านอาจารย์เฝิงบอกไว้มิใช่หรือ? ต่อให้โจทย์จะซ้ำกับของเดิม เจ้าก็ต้องเขียนบทความชิ้นใหม่ออกมาให้ได้ ห้ามทำส่งเดชขอไปทีเด็ดขาด"
เสิ่นซีกล่าวว่า "ท่านแม่ ที่ข้าเขียนไปก็คือบทความชิ้นใหม่นะขอรับ"
พูดพลาง เสิ่นซีก็ส่งกระดาษคำตอบของตนให้แก่เฝิงฮว่าฉี
เฝิงฮว่าฉีอ่านดูแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็เอ่ยวิจารณ์ว่า "มั่นคงราบเรียบ" คำวิจารณ์ง่าย ๆ เพียงสี่คำนี้ แท้จริงแล้วก็คือการตำหนิเสิ่นซีว่าเขาเขียนออกมาอย่างขอไปทีมากจนเกินไป
โจวซื่อได้ยินแล้วก็หลงคิดว่าอาจารย์กำลังเอ่ยชมเสิ่นซี ในความคิดของนาง ความราบเรียบถือเป็นเรื่องดี ยิ่งมีคำว่า 'มั่นคง' นำหน้า นั่นย่อมหมายถึงดีซ้อนดี ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับฟังออกถึงปัญหา จึงเอ่ยตักเตือนด้วยความตำหนิอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง เจ้ายังคงต้องใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียนให้มาก บทความแต่ละชิ้นจำต้องพิจารณาแล้วพิจารณาอีกจึงจะใช้ได้"
เสิ่นซีน้อมรับคำอย่างเคารพ ก่อนจะเดินไปส่งเฝิงฮว่าฉีให้เดินทางกลับ
เมื่อผู้คนจากไปแล้ว บนใบหน้าของโจวซื่อก็ปรากฏแววฉงนสงสัย "น้องสาว ท่านอาจารย์เฝิงบอกว่าบทความของไอ้เด็กทึ่มทำออกมาได้มั่นคงราบเรียบ นั่นมิใช่คำชมหรอกหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจ "การสอบระดับท้องถิ่นมีผู้เข้าสอบตั้งมากมาย บัณฑิตที่ไร้ความโดดเด่นมีเยอะแยะไปหมด พี่สาวคิดว่า หากเสี่ยวหลางอาศัยเพียงบทความที่มั่นคงราบเรียบ จะสามารถทำให้ผู้คุมสอบเบิกเนตรสว่างไสวได้หรือ? แล้วเขาจะสอบได้ซิ่วไฉได้อย่างไรกันเล่า?"
(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกเนตรสว่างไสว (眼前一亮) ได้เห็นสิ่งสวยงามแปลกใหม่จนตื่นตาตื่นใจ)
โจวซื่อพอได้ฟังเช่นนั้นก็คิดว่าจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร นางยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวเสิ่นซี ทว่าเสิ่นซีนั้นฉลาดหลักแหลม เขาวิ่งหนีไปทางลานหลังเรือนตั้งนานแล้ว "ท่านแม่ ข้ากลับไปทบทวนตำราที่บ้านก่อนนะขอรับ ประเดี๋ยวทำกับข้าวเสร็จแล้ว ค่อยส่งไปให้ข้าก็แล้วกัน"
โจวซื่อด่าทอสาปแช่งอยู่ด้านหลัง ทว่าเสิ่นซีไม่สนใจแล้ว
อย่างไรเสียการบ้านช่วงบ่ายก็เสร็จสิ้นแล้ว เสิ่นซีตัดสินใจหากิจกรรมบันเทิงผ่อนคลายทำเสียหน่อย ยามนี้เขากำลังมีแผนการที่จะตีพิมพ์นิยายเรื่อง 'หลี่เหลียนเหมย' อยู่พอดิบพอดี มิสู้จดเนื้อหาของ 'หลี่เหลียนเหมย' ที่อยู่ในหัวออกมาเสียก่อน จากนั้นค่อยมาปรับแก้ตัดทอนและเพิ่มรายละเอียดอีกเล็กน้อย เพื่อสร้างสรรค์นิยาย 'หลี่เหลียนเหมย' ฉบับตระกูลเสิ่นให้เสร็จสมบูรณ์
ตกค่ำ ยามที่โจวซื่อนำอาหารมาส่งที่ห้องหนังสือ ก็เห็นเสิ่นซีกำลังตั้งอกตั้งใจคัดอักษร เขาเขียนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ลายมือเป็นระเบียบงดงาม เดิมทีนางคิดจะด่าทอทว่ากลับด่าไม่ออก
"ไอ้เด็กทึ่ม เลิกเรียนได้แล้ว มะรืนนี้ก็จะสอบแล้ว กินให้มากหน่อย กินให้อิ่มถึงจะมีแรง ตกกลางคืนหนาวหรือไม่? จะให้แม่เพิ่มผ้าห่มให้เจ้าอีกสักผืนหรือไม่?"
เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านแม่ ตอนนี้มันเป็นช่วงฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเลยนะขอรับ"
โจวซื่อเพิ่งจะได้สติกลับมา "อ้อ จริงด้วย เช่นนั้นเจ้าก็อย่าให้ร้อนจนเกินไปล่ะ หากสองวันนี้พักผ่อนไม่เพียงพอจนล้มป่วยขึ้นมา ท่านน้าเซี่ยของเจ้าก็ไม่อยู่ ไม่มีใครคอยตรวจรักษาให้เจ้า หากต้องลากสังขารป่วย ๆ เข้าลานสอบ คงยากที่จะสอบให้ได้ดี น้ำแกงปลานี้บำรุงสมอง ดื่มให้มากหน่อย ร้อนหรือ? ไต้เอ๋อร์ เข้ามาเป่าน้ำแกงให้ไอ้เด็กทึ่มหน่อยสิ... ค่อย ๆ เป่าล่ะ ระวังอย่าให้น้ำลายกระเด็นลงไป... ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าไม่ต้องมองข้า เขียนการบ้านของเจ้าต่อไปเถิด"
"หากปีนี้สามารถสอบติดซิ่วไฉได้ ปีหน้าก็สามารถสอบจวี่เหรินได้ พอปีถัดไปก็จะสามารถสอบจิ้นซื่อได้ แล้วถ้าหากสอบได้จอหงวนล่ะก็..."
เสิ่นซีได้ยินท่านแม่บ่นพึมพำอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ก็แอบคิดในใจว่าการสอบเคอจวี่นี่มันช่างทำร้ายคนจริง ๆ ตัวเขาที่เป็นผู้เข้าสอบยังไม่ทันเป็นอะไรเลย แต่กลับทำให้ท่านแม่มีอาการผีสางเข้าสิงจนเสียสติไปก่อนเสียแล้ว